อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน

อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน

23 มี.ค. 2569 20:32 น.

อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน

อิหร่านออกมาปฏิเสธคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่ากำลังมีการเจรจากันระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ชี้คำอ้างของทรัมป์แค่ต้องการลดราคาน้ำมัน

สำนักข่าว “เมห์ร” ของอิหร่าน รายงานเมื่อ 23 มี.ค. 2569 อ้างข้อมูลจากกระทรวงต่างประเทศว่า ปฏิเสธเรื่องการเจรจาใดๆ ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่วนทางกับที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาบอกก่อนหน้านี้ พร้อมตอกกลับว่า คำกล่าวอ้างของนายทรัมป์เป็นเพียงความพยายามที่จะลดราคาพลังงานและถ่วงเวลาเพื่อเตรียมแผนการทางทหารเท่านั้น

เมห์ร ระบุอีกว่า อิหร่านได้รับข้อเสนอจากกลุ่มประเทศในภูมิภาคเพื่อ “ลดความตึงเครียด” แต่คำตอบของอิหร่านนั้นชัดเจนเสมอมานั่นคือ “เราไม่ใช่ฝ่ายที่เริ่มสงครามครั้งนี้ และคำร้องขอทั้งหมดควรถูกส่งต่อไปยังวอชิงตัน”

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐอเมริกากับอิหร่านมีการเจรจาที่ดีมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เขาจึงสั่งให้กองทัพเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเป็นเวลา 5 วันระหว่างที่การเจรจายังดำเนินอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์สั่งเลื่อนโจมตีระบบพลังงานอิหร่าน 5 วัน ชี้เจรจาไปได้สวย

ทรัมป์สั่งเลื่อนโจมตีระบบพลังงานอิหร่าน 5 วัน ชี้เจรจาไปได้สวย

23 มี.ค. 2569 19:36 น.

ทรัมป์สั่งเลื่อนโจมตีระบบพลังงานอิหร่าน 5 วัน ชี้เจรจาไปได้สวย

โดนัลด์ ทรัมป์สั่งกองทัพเลื่อนโจมตีโรงไฟฟ้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน 5 วัน ชี้การเจรจากับอิหร่านช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมากำลังไปได้ดี และการหารือจะดำเนินต่อไปตลอดทั้งสัปดาห์

เมื่อ 23 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐอเมริกากับอิหร่านมีการเจรจาที่ดีมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เขาจึงสั่งให้กองทัพเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเป็นเวลา 5 วันระหว่างที่การเจรจายังดำเนินอยู่

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “ผมมีความยินดีที่จะรายงานว่า สหรัฐอเมริกาและประเทศอิหร่านได้มีการหารือที่ดีมากและเกิดผลสำเร็จในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เรื่องการแก้ไขปัญหาความเป็นอริต่อกันในตะวันออกกลางอย่างสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ”

“จากกระแสและบรรยากาศของการสนทนาที่เจาะลึก มีรายละเอียด และสร้างสรรค์เหล่านี้ ซึ่งจะดำเนินต่อไปตลอดทั้งสัปดาห์ ผมได้สั่งการให้กระทรวงสงครามเลื่อนการโจมตีทางทหารต่อโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านทุกกรณี เป็นระยะเวลา 5 วัน โดยขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการประชุมและการหารือที่กำลังดำเนินอยู่”

“ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้! ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” ข้อความระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

กฎหมายความมั่นคงใหม่ฮ่องให้อำนาจ ตร.บังคับขอรหัสผ่านมือถือ-คอมพิวเตอร์ได้ ขัดขืนเจอคุก-ปรับอ่วม

กฎหมายความมั่นคงใหม่ฮ่องให้อำนาจ ตร.บังคับขอรหัสผ่านมือถือ-คอมพิวเตอร์ได้ ขัดขืนเจอคุก-ปรับอ่วม

23 มี.ค. 2569 16:46 น.

กฎหมายความมั่นคงใหม่ฮ่องให้อำนาจ ตร.บังคับขอรหัสผ่านมือถือ-คอมพิวเตอร์ได้ ขัดขืนเจอคุก-ปรับอ่วม

ฮ่องกงยกระดับกฎหมายความมั่นคง ให้อำนาจตำรวจสามารถขอรหัสผ่านมือถือ-คอมพิวเตอร์ผู้ต้องสงสัยได้ หากขัดขืนมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับสูงสุดราว 4 แสนบาท

รัฐบาลฮ่องกงประกาศใช้ข้อบังคับใหม่ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) ซึ่งให้อำนาจตำรวจสามารถบังคับให้ผู้ต้องสงสัยละเมิดกฎหมายความมั่นคง “บอกรหัสผ่าน” โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบได้ในทันที

ผู้ที่ปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่ยอมบอกรหัสผ่าน อาจต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับเป็นเงินสูงสุดถึง 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 421,000 บาท นอกจากนี้ หากบุคคลใดจงใจให้ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่ อาจได้รับโทษหนักถึงขั้นจำคุกสูงสุด 3 ปี

ข้อบังคับใหม่นี้ถูกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาในวันนี้ (23 มี.ค.)  โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนอกจากจะให้อำนาจตำรวจในการขอรหัสผ่านแล้ว ยังมีการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดทรัพย์สินหรือวัตถุใด ๆ ที่พิจารณาแล้วว่า “มีเจตนาปลุกระดม” (Seditious intention) ได้อีกด้วย

นายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เป็นผู้ประกาศความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้โดยใช้อำนาจบริหารก้าวข้ามขั้นตอนปกติของสภานิติบัญญัติ โดยยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายนี้เป็นไปเพื่อรับประกันว่า “กิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติจะถูกป้องกันและปราบปรามได้อย่างทันท่วงที” พร้อมทั้งยืนยันว่าสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายของประชาชนจะยังคงได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2020 ภายหลังเหตุการณ์ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2019 ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยฝ่ายที่เห็นต่างมองว่ากฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง เนื่องจากมีการนิยามขอบเขตความผิดไว้กว้างขวางเกินไป ทั้งการแบ่งแยกดินแดน การล้มล้างการปกครอง และการสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ โดยในบางคดีอาจมีการพิจารณาคดีแบบลับอีกด้วย

นับตั้งแต่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ มีนักเคลื่อนไหวและอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านถูกจับกุมแล้วหลายร้อยราย โดยล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายจิมมี่ ไหล เจ้าพ่อสื่อยักษ์ใหญ่เพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติและเผยแพร่เนื้อหาปลุกระดม 

และในเดือนเดียวกันยังมีผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้อีกราย คือบิดาของนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยรายหนึ่งที่กำลังลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ โดยเขาถูกศาลสั่งจำคุกเพียงเพราะพยายามจะเบิกเงินจากกรมธรรม์ประกันภัยให้กับลูกสาวของตัวเอง เนื่องจากทางการฮ่องกงมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อประโยชน์ต่อผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่กำลังหลบหนี.

ที่มา: BBC

จีนเตือนระวัง “วงจรอุบาทว์” หวั่นสงครามตะวันออกกลางบานปลายจนคุมไม่ได้

จีนเตือนระวัง "วงจรอุบาทว์" หวั่นสงครามตะวันออกกลางบานปลายจนคุมไม่ได้

23 มี.ค. 2569 16:41 น.

จีนเตือนระวัง “วงจรอุบาทว์” หวั่นสงครามตะวันออกกลางบานปลายจนคุมไม่ได้

กระทรวงการต่างประเทศจีนออกโรงเตือน สั่งจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางชี้เสี่ยงเข้าสู่ “วงจรอุบาทว์” หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาด 48 ชั่วโมงให้อิหร่านยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ มิเช่นนั้นจะเผชิญการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างหนัก

สถานการณ์ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศยื่นคำขาดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ให้กรุงเตหะรานยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) บางส่วนภายใน 48 ชั่วโมง โดยช่องแคบดังกล่าวถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลก หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตาม ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหาร “กวาดล้าง” โรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของอิหร่านให้สิ้นซาก

นาย หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงข่าววันนี้ (23 มี.ค.) ว่า จีนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดส่งน้ำมันไปยังประเทศจีนด้วย

นายหลินกล่าวเสริมว่า “การใช้กำลังทหารมีแต่จะนำไปสู่ “วงจรอุบาทว์” (Vicious Cycle) หากสงครามขยายตัวและสถานการณ์เลวร้ายลงไปมากกว่านี้ ทั้งภูมิภาคอาจตกอยู่ในสภาวะที่ยากจะควบคุม” 

แม้จีนจะเป็นพันธมิตรที่สำคัญของอิหร่าน ซึ่งตกเป็นเป้าโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่จีนก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่เห็นด้วย” กับการที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยเร็วที่สุด

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดการจะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนนี้ แต่ต้องเลื่อนออกไปเพื่อจัดการวิกฤตสงคราม ได้เรียกร้องให้จีนและประเทศอื่นๆ ร่วมมือกันเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งในขณะนี้ทางการจีนยังไม่มีคำตอบรับต่อคำขอดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่ได้ส่งนายไจ๋ จุ้น ทูตพิเศษ ออกเดินทางเยือนภูมิภาคเพื่อเร่งเจรจาลดระดับความรุนแรง

ด้านนาย หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ย้ำจุดยืนเดิมว่าสงครามครั้งนี้ “ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก” และขอให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้.

ที่มา China Daily / Reuters

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯปี 69 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯปี 69 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯปี 69 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.45 น.

กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการหน่วยงานเตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 พร้อมวางมาตรการเข้มงวดการใช้พื้นที่ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ

23 มีนาคม 2569 นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการทั่วไป ภายใต้คณะทำงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเทวินทร์ นรินทร์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายโรจน์วัฒน์ อินทร์ทุ่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 -135 และผ่านระบบ Zoom Meeting เพื่อติดตามความคืบหน้าการเตรียมงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12 และ 13 พฤษภาคม 2569 

โดยในปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 

สำหรับเทพีหาบคู่เงิน ได้แก่ นางสาวพรจิตรา จันทร์เจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวศรัญญา ทองคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กรมส่งเสริมการเกษตร รวมถึงได้คัดเลือกพระโคพอและพระโคเพียงมาทำหน้าที่พระโคแรกนาขวัญ โดยมีการวางกำหนดการฝึกซ้อมริ้วขบวนและซ้อมใหญ่เสมือนจริงในช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อให้การประกอบพระราชพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด

โดยการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือซึ่งเป็นลานพื้นแข็งที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยที่ประชุมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานระมัดระวังในการติดตั้งโครงสร้างปะรำพิธีและโรงพระโคโดยห้ามเจาะพื้นผิวเพื่อป้องกันความเสียหาย อีกทั้ง เตรียมระบบป้องกันฟ้าผ่าและสายดินรองรับช่วงฤดูฝน รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านการรับรองประชาชนจำนวน 2,000 ที่นั่ง และประสานการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเพื่อให้ประชาชนได้รับชมพระราชพิธีอย่างทั่วถึง

 อย่างไรก็ตามในปีนี้มีการจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายจัดทำคู่มือพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อจัดทำคู่มือพระราชพิธีฯ สำหรับรวบรวมองค์ความรู้เป็นมาตรฐานการดำเนินงานในอนาคตตามนโยบายการเตรียมความพร้อมรอบด้านเพื่อให้งานพระราชพิธีในปีนี้มีความพร้อมสมบูรณ์ในทุกมิติ อีกด้วย

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“ทำไมปัสสาวะบ่อย?”  หรือ “กลางคืนลุกไปเข้าห้องน้ำหลายรอบ แถมยังปัสสาวะไม่สุด…”

นายแพทย์ กริช ออประเสริฐ ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ศูนย์ศัลยกรรมเฉพาะทาง ชั้น 2  โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า  คำถามเหล่านี้ อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่มันอาจเป็นสัญญาณของ “ต่อมลูกหมากโต” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป และหากปล่อยไว้ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่คิด

ต่อมลูกหมาก คืออะไร? ต่อมลูกหมาก (Prostate Gland) คืออวัยวะขนาดประมาณลูกเกาลัด อยู่บริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะ และล้อมรอบท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่ผลิตน้ำเลี้ยงอสุจิ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนเพศชายที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้ “ต่อมลูกหมาก” ค่อย ๆ โตขึ้นตามธรรมชาติ แต่ถ้าโตเกินไปจนไปกดเบียดท่อปัสสาวะ ก็จะเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ตามมา

อาการของต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะไม่พุ่ง  ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ ต้องเบ่งปัสสาวะนาน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมลูกหมากโต ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติ ครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย / น้ำหนักเกิน ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูง

การรักษาต่อมลูกหมากโต ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีวิธีการ ดังนี้

1. ปรับพฤติกรรม : ลดน้ำก่อนนอน งดชา กาแฟ แอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกาย ทานอาหารเสริมสุขภาพต่อมลูกหมาก เช่น zinc, saw palmetto (ภายใต้คำแนะนำแพทย์) หลังปัสสาวะ ยืนรอเพื่อเบ่งซ้ำอีกรอบ  2. ใช้ยา : กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อท่อปัสสาวะ และกลุ่มยาลดขนาดต่อมลูกหมาก (ใช้ระยะยาว) 3. รักษาด้วยหัตถการหรือผ่าตัด : หากใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีปัญหาแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะไม่ออกเลย มีการติดเชื้อซ้ำบ่อย หรือยังมีอาการหลังใช้ยา แพทย์อาจเลือกขูดลูกหมากบางส่วนออก ซึ่งเป็นวิธีรักษาตามมาตรฐานที่ใช้มาอย่างยาวนาน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ไกลต่อมลูกหมากโต  ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 50 ปี  เลี่ยงอาหารไขมันสูง เนื้อแดง   รับประทานผักผลไม้สีแดง ส้ม เหลือง ที่มีไลโคปีน  งดบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์  ไม่กลั้นปัสสาวะนาน ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องผูก

ต่อมลูกหมากโต เป็นโรคที่สามารถป้องกัน ลดความเสี่ยงในการเกิดได้หากหมั่นดูแลสุขภาพและสังเกตสัญญาณต่างๆจากร่างกาย การหมั่นตรวจสุขภาพช่วยให้รู้ทันท่วงทีและรักษาได้ไว เพื่อให้ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ ไกลโรค ไม่ต้องกังวลกับการเข้าห้องน้ำบ่อยอีกต่อไป

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของโรคต่อมลูกหมากโต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม/นัดหมายแพทย์เพื่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรมเฉพาะทาง ชั้น 2 โทรศัพท์ 02 836 9999 กด 4

ถึงเวลาของยุค ‘Work life intelligence’ รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026 จาก AI Disruption

ถึงเวลาของยุค ‘Work life intelligence’  รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026 จาก AI Disruption

ถึงเวลาของยุค ‘Work life intelligence’ รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026 จาก AI Disruption

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเข้าสู่ วิกฤตแรงงานปี 2026 อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อ AI เร่งให้เกิดช่องว่างแบบ K-Shape ทิ้งคนทำงานกลุ่มใหญ่ไว้ข้างหลัง ข้อมูลจากสถาบันระดับโลกชี้ตรงกันว่า ทักษะงานส่วนใหญ่เปลี่ยนไปสูงถึง 70% ภายในปี 2030 ขณะที่สถานการณ์ในไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการเลิกจ้างในระบบที่อาจสูงถึง 40,000 คนต่อเดือน ผสานกับวิกฤตสุขภาพจิตจากการทำงานที่ WHO เตือนว่ากำลังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโครงสร้าง

เพื่อรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ Creative Talk, QGEN Consult และ AME Imaginative จึงจับมือร่วมกันจัดงาน People Performance Conference 2026 นำเสนอทางรอดผ่านแนวคิด “Work Life Intelligence” ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับคุณค่าของมนุษย์ให้เหนือกว่า AI และจัดการชีวิตให้สมดุลเพื่อประสิทธิภาพงานที่ยั่งยืน บนความเชื่อว่า “คน” คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ ในวันที่ 1 เมษายน 2569 ณ Bhiraj Hall, BITEC บางนา

สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง RGB72 และ CREATIVE TALK  กล่าวว่า “ในปี 2026 เราไม่ได้มองว่า AI เป็นแค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่มันคือ Digital Employee หรือพนักงานคนหนึ่งที่เข้ามานั่งทำงานกับเราอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือการเกิดช่องว่างแบบ K-Shape ที่ชัดเจนมาก คนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ AI เป็นที่ปรึกษา เพื่อขยายศักยภาพตัวเอง จะพุ่งทะยานขึ้นเป็นขาขึ้นของตัว K ในขณะที่คนที่ปรับตัวไม่ทัน หรือ ขาดทักษะในการใช้ AI อย่างเข้าใจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง การใช้ AI ในยุคนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาของการทดลองใช้ (Explore) อีกต่อไป แต่เป็นยุคของการวัดผลจริง (Evaluation) ผ่าน AI Agents ที่ทำงานแทนเราได้เกือบสมบูรณ์

“หน้าที่ของเรา จึงต้องรู้เท่าทันและสามารถควบคุมเครื่องมือเหล่านี้ได้ ดังนั้นโจทย์ของคนทำงานวันนี้ไม่ใช่แค่ต้องเก่งขึ้น แต่ต้องรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เพราะทั้งงานและการใช้ชีวิตมีความเชื่อมโยงกัน เมื่องานดี ชีวิตก็ดีไปด้วย เพราะชีวิตดี งานก็ดีตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราจัด People Performance Conference 2026 ขึ้นมา เพื่อนำเสนอแนวคิด Work life intelligence ที่คนทำงานต้องติดอาวุธทักษะการทำงานและทักษะการใช้ชีวิต”

อภิชาติ ขันธวิธิ Co-founder ของ QGEN Consult กล่าวว่า ความท้าทายขององค์กรในปีนี้ คือการมีเทคโนโลยีล้ำสมัยแต่พนักงานกลับวิ่งตามไม่ทัน ทำให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อ AI เข้ามาจัดการเนื้องานส่วนใหญ่จนบางแผนกอาจเหลือคนทำงานลดลง พนักงานจึงต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมมาเป็นการทำงานเหนือ AI หรือ การควบคุม AI อย่างเข้าใจ จุดนี้เองที่บีบให้ต้องเร่ง Up-skill และ Re-skill เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติที่ AI ทำแทนไม่ได้ เพราะหากทักษะเดิมเริ่มหมดอายุแต่เราไม่รีบสร้างคุณค่าใหม่เพิ่มให้ทันความเร็วของโลก เราจะกลายเป็นส่วนเกินขององค์กรทันที ฃ

“นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเป็นผู้เรียนรู้เร็ว (Fast Learner) จึงเป็นทางรอดเดียวของคนทำงานยุคนี้ ขณะเดียวกันองค์กรยังต้องเผชิญกับความย้อนแย้งในการจัดการ (Management Paradox) ที่รุนแรงขึ้น เช่น องค์กรต้องเร่งสปีดแข่งกับตลาดแต่ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้ หรือการทำงานกับ Gen Z ที่ต้องการทั้งอิสระแต่องค์กรต้องการผลงานที่มีคุณภาพในเวลารวดเร็ว ความกดดันเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตที่ทำให้เบิร์นเอาท์ องค์กรยุคใหม่จึงต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งความเชื่อใจ และให้อำนาจพนักงานตัดสินใจเลือกเครื่องมือและเวลาด้วยตัวเอง แนวคิดเดิมอย่าง Work life integration ที่ว่าด้วยการหลอมรวมทั้งงานและชีวิตเข้าด้วยกันจึงไม่เพียงพอและเข้ากับบริบทปัจจุบัน แต่แนวคิดที่มาแทนที่คือ Work Life Intelligence ที่คนทำงานจะต้องเก่งทั้งงานและมีพลังในการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน”

ขณะที่  เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด กล่าวว่า องค์กรในอดีตอาจเติบโตด้วย Succession Plan แต่อนาคตต้องขับเคลื่อนด้วย Transition Plan เพราะโจทย์วันนี้ไม่ใช่แค่ ใครจะมาแทนใคร แต่คือการ ส่งต่อคุณค่า ความรู้ และความเชื่อมั่น ให้เติบโตข้ามรุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญคือการ ออกแบบความรู้สึก เพื่อเปลี่ยนความอึดอัดเป็นการทำงานร่วมกัน

“เริ่มจากคนรุ่นอาวุโสที่กังวลเรื่องกำลังถูกแทนที่ให้เปลี่ยนเป็น Mentor หรือผู้ส่งต่อประสบการณ์ ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งรู้สึกว่าโอกาสมาเร็วไปจนไม่มั่นใจ ก็จะได้ทดลองโดยไม่ต้องแบกคนเดียว และคนตรงกลาง (Sandwich Generation) หรือวัยเดอะแบกที่มักรู้สึกไม่มีที่ยืน เพราะต้องรับศึกหนักทั้งภาระครอบครัวและแรงกดดันในงานจนบั่นทอนสุขภาพจิตและต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน ก็จะมีเส้นทางที่ชัดเจนขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรที่แข็งแรงไม่ใช่ที่ที่เปลี่ยนคนเร็วที่สุด แต่คือที่ที่ ‘ส่งต่อได้ดีที่สุด’ เพื่อให้ทุกคนมีบทบาทใหม่ในอนาคตร่วมกัน ซึ่งเวที Life Growth Stage จะเป็นพื้นที่ช่วยปรับ Mindset และดูแลหัวใจให้คนทำงานทุกรุ่นเติบโตไปพร้อมกับความสุขอย่างยั่งยืน”

งาน People Performance Conference 2026 พื้นที่ที่จะพาคุณไปค้นพบ Work Life Intelligence เพื่อจัดการชีวิตและพิชิตงานไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะกับ Leaders & Managers: ผู้นำที่ต้องการจัดการความย้อนแย้ง เร่งผลงานแต่ยังดูแลใจคนในทีมได้ HR Professionals: ผู้ที่ต้องการอัปเดตเทรนด์ People Tech และการสร้างวัฒนธรรมทีมแบบ AI-First คนทำงานสาย “เดอะแบก”: คนทำงานเก่งที่ต้องการทางรอดและวิธีฟื้นฟูจากภาวะ Burnout รวมทั้ง Business Owners: เจ้าของธุรกิจที่ต้องการ Transform องค์กร อุดรูรั่ว และสร้าง Performance ที่ยั่งยืน Individual Contributors: คนทำงานที่ต้องการ Upskill ทั้งด้าน AI, การสื่อสารต่าง Gen และการเงิน

บัตร EARLY BIRD: 1,290 บาท (จากราคาปกติ 3,000 บาท) ติดต่อซื้อบัตรได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/PEOPLEPERFORMANCECONFERENCE

พร้อมเปิดแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ มรดกแห่งแผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทยอันวิจิตรงดงาม

พร้อมเปิดแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ มรดกแห่งแผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทยอันวิจิตรงดงาม

พร้อมเปิดแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ มรดกแห่งแผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทยอันวิจิตรงดงาม

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

หลังจากใช้เวลากว่า 10 ปี ในที่สุด “พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต” ที่จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทย ของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ประจำปี 2543 พร้อมเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมโดยในเบื้องต้นทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม 2569 บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหม กรุงเทพฯ  นอกจากส่วนของพิพิธภัณฑ์แล้ว ด้านในยังมีโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทยขนาด 300 ที่นั่ง ครบถ้วนด้วยระบบเวที แสง สี เสียงเต็มรูปแบบ คาดว่าจะเปิดม่านการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง ตะเลงพ่าย ได้ในช่วงต้นปี 2570

อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ต้องการสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและรวบรวมผลงานศิลปะหลากแขนงที่ตนเองได้สร้างสรรค์ไว้ ท่านจึงอุทิศแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ส่วนตัวด้วยงบประมาณราว 130 ล้านบาท สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมา เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ 3 ชั้น ประกอบด้วยโรงละครหุ่นกระบอกบริเวณชั้น 1 และชั้น 3 เป็นห้องจัดแสดงผลงานจำนวน 2 ห้อง

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงภาพสเกตซ์และภาพจิตรกรรมเรียงตามไทม์ไลน์ เช่น ภาพสเกตซ์บนกระดาษในวัย 7 ขวบ ภาพสีน้ำมันบนผ้าใบขณะเป็นนักศึกษาที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาพชุดสีน้ำรูปตัวละครในวรรณคดีไทย ภาพเหมือนหรือพอร์ทเทรตบุคคลต่างๆ ด้วยบรรยากาศและแสงเงาอันเป็นเอกลักษณ์ และ ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งต่อมาได้นำไปเป็นต้นแบบเพื่อขยายเป็นภาพขนาดใหญ่ประดับพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารในพระบรมมหาราชวัง โดยเอกลักษณ์ภาพเขียนของอาจารย์จักรพันธุ์นั้นมีส่วนผสมของภาพแบบเรียลลิสติก (Realistic) และ ไอเดียลลิสติก (Idealistic)  ด้วยการใช้สีที่สะอาด ลวดลายอ่อนช้อย องค์ประกอบและบรรยากาศมีลักษณะกึ่งฝันกึ่งจริงที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวจนได้รับการขนานนามว่าเป็นรูปแบบ “สกุลช่างจักรพันธุ์”

ห้องจัดแสดงแรกยังจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพ ราว 50 ตัว และฉากที่อาจารย์จักรพันธุ์และทีมงานในนามมูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ใช้เวลาสร้างสรรค์กว่า 12 ปี และเป็นการแสดงหุ่นกระบอกอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกของอาจารย์ในปี 2532 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ส่วนอีกห้องจัดแสดงหุ่นกระบอกราว 200 ตัวเรื่อง ตะเลงพ่าย เพื่อเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุงให้แก่พม่าในปี 2112 เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเหล่าบรรพชนในอดีต เรื่องตะเลงพ่ายนี้มีการเขียนบทและซ้อมการแสดงมาตั้งแต่ปี 2533 ที่บ้านของอาจารย์ในซอยเอกมัยและเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมการซ้อมทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนจนกระทั่งหยุดชะงักไปภายหลังอาจารย์ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรกในปี 2558 อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานของมูลนิธิเตรียมเปิดม่านการแสดงเรื่อง ตะเลงพ่าย อย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในช่วงต้นปี 2570

หุ่นกระบอกที่อาจารย์จักรพันธุ์สร้างสรรค์นั้นมีสัดส่วนสวยงามสมจริงในทางกายวิภาค พร้อมเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่วิจิตรงดงาม อีกทั้งมือของหุ่นสามารถจีบ กำ และจับอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยการร้อยเชือกไขว้สลับคล้ายหุ่นหลวง และกระเดื่องที่ข้อมือหุ่นยังเอื้อให้ข้อมือกระดกได้จึงทำให้ทำท่าทางต่างๆ ได้ดูสมจริง เช่น ฉากในเรื่อง ตะเลงพ่าย ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพด้วยการหลั่งน้ำทักษิโณทก มีการเทน้ำจริงจากภาชนะในมือหุ่น

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เปิดรอบให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม 2569  ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 300 บาท นักศึกษา 150 บาท นักเรียน 100 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ไม่เสียค่าเข้าชม สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่โทร: 02-392 7754 หรือ https://www.facebook.com/chakrabhand

‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนหญิงล้วนกับบทบาทสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’

‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนหญิงล้วนกับบทบาทสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’

‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนหญิงล้วนกับบทบาทสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

บรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจอบอวลทั่วหอประชุมของ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ในพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (Diploma) รุ่นที่ 151 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรณบุบผา เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียนผู้สำเร็จการศึกษา จากวันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้ววัฒนา ด้วยความฝันและความหวัง วันนี้นักเรียนรุ่น 151 เติบโตอย่างงดงาม ทั้งในความรู้ ความคิด และหัวใจ ทุกก้าวแห่งความพยายาม ความเข้มแข็ง และรอยยิ้ม คือภาพสะท้อนของการบ่มเพาะศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจ

ในปีนี้ นักเรียนสำเร็จการศึกษา และนักเรียนส่วนมากมีที่เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ตอกย้ำคุณภาพการจัดการศึกษาที่มุ่งพัฒนาศักยภาพรอบด้านของผู้เรียน

ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วย “ทุนทางคุณค่า”

ท่ามกลางการแข่งขันทางการศึกษาที่เข้มข้น โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ยืนหยัดบนหลักการพึ่งพา “ทุนทางคุณค่า” มากกว่าการตลาดเชิงราคา แนวคิด Mission Credibility ของโรงเรียน สะท้อนระดับความสอดคล้องระหว่างพันธกิจที่ประกาศไว้กับการรับรู้ พฤติกรรม และความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งในเชิงการรับรู้ (Perceptual Measures) และเชิงพฤติกรรม (Behavioral Indicators) ยึดมั่นในคุณค่าแม้เผชิญการแข่งขันสูง การสื่อสารสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของสถาบัน สร้างความภาคภูมิใจในสถาบัน (Institutional Pride) สืบสานรากเหง้าและประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น (Intergenerational Bond) สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของความยั่งยืนในระยะยาวที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยปลูกฝังมาแต่แรก

วิสัยทัศน์สู่การสร้าง Future-ready Women

ดร.สุภลักษณ์ ไชยสถาน ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวเสริมว่า วัฒนาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งเพียงสร้างนักเรียนที่เก่งวิชาการ แต่เรามุ่งสร้างสตรีที่พร้อมรับมือโลกอนาคต มีความคิดสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีหัวใจที่เข้มแข็ง เราเชื่อว่าผู้หญิงที่เติบโตบนรากฐานแห่งคุณค่า จะสามารถเปล่งประกายในทุกบทบาทของชีวิต”

3 เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ จากนักเรียนรุ่น 151

เตชินี ชวลิตถิรคุณ​ หลักสูตร Learning Block อักษรศาสตร์​ นักร้องประสานเสียง Wattana Girls’ Chorus​ ได้ศึกษาต่อที่ คณะดุริยางคศาสตร์ สาขาธุรกิจดนตรีและบันเทิง​ มหาวิทยาลัยศิลปากร​ และคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการบริหารจัดการศิลปะ​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โรงเรียนให้ทั้งระเบียบวินัยและเรื่องของมิตรภาพ มีรูทีนที่ทำให้ตรงกัน เช่น ตื่นพร้อมกัน  อาบน้ำให้ทันทานข้าว เข้าเรียนให้ตรงเวลา และเรื่องมิตรภาพเนื่องจากเราเป็นเด็กหอต้องอยู่ด้วยกัน 24 ชม. ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือ ช่วงที่ต้องค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร อยากเรียนอะไร เพราะบางทีเราไม่รู้ว่าเราชอบทำอะไร เวลายื่นเข้ามหาวิทยาลัยก็ค่อนข้างยาก ถ้าไม่มีโรงเรียนวัฒนาหนูจะไม่เป็นแบบวันนี้

ณธิดา ปิยะรัตน์ (ประธานรุ่น ม.6)​ หลักสูตร Learning Block วิทยาศาสตร์สุขภาพ​ ได้ศึกษาต่อที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ กล่าวว่า สิ่งที่โรงเรียนให้มากกว่าความรู้ คือการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ได้ทักษะการใช้ชีวิต และความมีวินัยในตัวเอง ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือ ตอน ม.1 เพราะไม่เคยอยู่โรงเรียนประจำมาก่อน ช่วงแรก ๆ ยังปรับตัวไม่ได้บ้าง พอปรับตัวได้แล้ว ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ การได้เรียนรู้การมีความสัมพันธ์ที่ดี การใช้ชีวิต และทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ได้ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกความเป็นผู้นำ และนำสิ่งที่โรงเรียนสอนไปปรับใช้ในโลกอนาคตได้

วธูสิริ ลิ่มบริบูรณ์​ หลักสูตร Learning Block เศษฐศาสตร์ บัญชี และการบริหารธุรกิจ ได้ศึกษาต่อที่ คณะอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สาขาการจัดการโลจิสติกส์ ​สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง​, คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดโลจิสติกส์และการจัดหาโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยบูรพา​, คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการโลจิสติกส์ ​ มหาลัยวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่โรงเรียนให้มากกว่าความรู้ คือประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้องและคุณครูที่แน่นแฟ้นมาก เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ ทำให้เราได้คุยกันเป็นประจำ ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือตอน ม.1 ที่เข้ามาใหม่ ๆ ต้องปรับตัวหลายๆ อย่าง เป็น Home Sick แต่พอเริ่มปรับตัวเข้าหาเพื่อนได้ ทำให้อยู่โรงเรียนอย่างสนุกขึ้นเยอะ ถ้าไม่มีโรงเรียนวัฒนาจะไม่ทำให้หนูเป็นแบบวันนี้ เพราะที่นี่ปลูกฝังให้หนูมีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำ ถ้าไม่มีวัฒนาหนูคงไม่มีความกล้าในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้เท่าทุกวันนี้

แม้วันนี้นักเรียนรุ่น 151 จะก้าวออกจากรั้วโรงเรียน แต่บ้านหลังนี้จะยังคงโอบกอด ส่งแรงใจ และยินดีในทุกความสำเร็จเสมอเพราะบทบาทของโรงเรียนหญิงล้วน ไม่ได้จบลงที่วันรับประกาศนียบัตร แต่คือการเริ่มต้นของการสร้าง “ผู้นำหญิงแห่งอนาคต” อย่างแท้จริง

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ชวน ‘ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท’

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ชวน ‘ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท’

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ชวน ‘ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท’

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

1 ปีมีครั้ง มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท จัดกิจกรรม “ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท” ณ คาเฟ่นรสิงห์ พระราชวังพญาไท เพื่อให้ผู้สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมทั้งการชมพระราชวังพญาไท และการรับประทานข้าวแช่แบบโบราณ เฉพาะวันเสาร์ และ อาทิตย์  จนถึงวันอาทิตย์ที่ 29  มีนาคม  2569

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์อาหารโบราณ ดังนั้น จึงทำโครงการ “ชิมข้าวแช่ แลวัง” เพื่อให้ผู้สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมได้ ทั้งการชมพระราชวังพญาไท และการรับประทานข้าวแช่แบบโบราณ  ซึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4  “ข้าวแช่” ได้กลายเป็นอาหารชาววัง โดยเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ผู้มีเชื้อสายมอญได้ทำถวาย เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้แปรพระราชฐานไปยังพระนครคีรี (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี 

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “ข้าวแช่” เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ ข้าหลวงในห้องเครื่อง ได้ถ่ายทอดตำรับ “ข้าวแช่” ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนมากขึ้น

สำรับ “ข้าวแช่ แลวัง” ประกอบด้วย ชุดรับรองชมวัง :เมี่ยงคำสมอกลีบบัว, ยำส้มฉุน, น้ำมะกรูดสมุนไพรหอม, สำรับข้าวแช่ : ลูกกะปิ ปลายี่สน ผัด ไชโป๊วผัดแก้วน้ำผึ้ง หัวหอมยัดไส้ปลาช่อน พริกหยวกยัดไส้หมูหอมพันไข่หรุ่ม กระทงหอมเครื่องน้ำพริกหวาน ปลาขาวเขื่อนสิริธรชุบทอด ไข่ห่อกระเทียมดอง กะพงพริกเหลือง พริกแห้งสอดไส้ ปลาผัดมะพร้าว กระฉีกงานหอม, สำรับเครื่องหวาน : ชมพู่ลอยเกล็ดแก้ว จีบกลีบดอกไม้ถั่วขาว ไส้ แมคคาเดเมีย กะทิสด ชาสาลี่หอมน้ำผึ้งดอกไม้ป่า

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทฯ จัดกิจกรรม “ชิมข้าวแช่  แลวัง” เฉพาะในวันเสาร์ และ อาทิตย์  โดยครั้งสุดท้านในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม  2569  ในราคาท่านละ 1,200   บาท  ผู้สนใจสามารถสั่งจอง และสำรองที่นั่งได้ที่ มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทฯ  โทร. 02-3547987, 087-7081015, 081-6218761