เสียวหมี่ ประเทศไทย ห่วงใยสุขภาพเยาวชนไทย มอบเครื่องฟอกอากาศเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 มลภาวะและไวรัสต่างๆ ให้แก่โรงเรียนอนุบาลหมู่บ้านเด็กสานรัก มูลนิธิเด็ก

เสียวหมี่ ประเทศไทย ห่วงใยสุขภาพเยาวชนไทย มอบเครื่องฟอกอากาศเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 มลภาวะและไวรัสต่างๆ ให้แก่โรงเรียนอนุบาลหมู่บ้านเด็กสานรัก มูลนิธิเด็ก

เสียวหมี่ ประเทศไทย ห่วงใยสุขภาพเยาวชนไทย มอบเครื่องฟอกอากาศเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 มลภาวะและไวรัสต่างๆ ให้แก่โรงเรียนอนุบาลหมู่บ้านเด็กสานรัก มูลนิธิเด็ก

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.56 น.

เสียวหมี่ ประเทศไทย ตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพอันเกิดจากฝุ่น PM 2.5 มลภาวะและสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ รวมไปถึงแบคทีเรียและไวรัส โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางเช่นเยาวชน เสียวหมี่ ประเทศไทยจึงเดินหน้าช่วยเหลือสุขภาพของคนไทยอย่างต่อเนื่อง และมอบเครื่องฟอกอากาศ Mijia Smart Air Purifier Max และ Mijia Smart Air Purifier 6 รวม 10 เครื่อง ที่จะช่วยปกป้องเยาวชนไทยจากฝุ่น PM 2.5 มลภาวะและสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ อาทิ เกสรดอกไม้ ขนสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่นและเชื้อรา รวมไปถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัสไม่ว่าจะเป็น H1N1, E.coli และ S.aureus อีกด้วย โดยผลิตภัณฑ์มีมูลค่ารวมกว่า 121,900 บาท ให้แก่โรงเรียนอนุบาลหมู่บ้านเด็กสานรัก มูลนิธิเด็ก เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาและดูแลสุขภาพให้กับเยาวชนไทย

มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ ผนึกพลัง ‘รพ.วิมุต–มูลนิธิวิมุต’ สร้างโมเดลดูแลเด็ก LD–ออทิสติก ตั้งเป้าขยายผลทั่วไทย

มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ ผนึกพลัง ‘รพ.วิมุต–มูลนิธิวิมุต’  สร้างโมเดลดูแลเด็ก LD–ออทิสติก ตั้งเป้าขยายผลทั่วไทย

มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ ผนึกพลัง ‘รพ.วิมุต–มูลนิธิวิมุต’ สร้างโมเดลดูแลเด็ก LD–ออทิสติก ตั้งเป้าขยายผลทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.32 น.

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านคุณภาพการศึกษาและสุขภาพเด็ก กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities: LD) และเด็กออทิสติก ยังคงเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง ล่าสุด โรงพยาบาลวิมุต และมูลนิธิวิมุต ได้ผนึกกำลังกับ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ร่วมเปิดตัวโครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” มุ่งสร้างโมเดลต้นแบบการดูแลเด็กพิเศษแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยเริ่มนำร่องที่โรงเรียนวัดไตรสามัคคี จังหวัดสมุทรปราการ

นพ. นิพัฒน์ กุหลาบขาว และ ดร. บรรจงเศก ทรัพย์โสภา

ดร. บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ เปิดเผยว่า “จากข้อมูล สพฐ. ปี 2567 พบว่า ไทยมีนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในระบบเรียนรวมกว่า 230,150 คน โดยเป็นผู้บกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) สูงถึง 166,211 คน และเด็กออทิสติกอีก 12,722 คน ซึ่งหากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม จะเสียโอกาสในการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิฯ ดูแลเด็กกลุ่มนี้อยู่กว่า 1,900 คน จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้าใจความแตกต่าง”

ด้านโรงพยาบาลวิมุต ในฐานะภาคีด้านสาธารณสุข เล็งเห็นว่าปัญหาเด็กพิเศษไม่ใช่เพียงประเด็นด้านการศึกษา แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และพัฒนาการในระยะยาว จึงนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น รวมถึงนักกิจกรรมบำบัด เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางดูแลเด็กพิเศษอย่างเป็นระบบ

โครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” ได้รับการออกแบบโดยมีเป้าหมายให้การดูแลเด็กพิเศษไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงในโรงพยาบาล แต่ขยายไปสู่โรงเรียนและครอบครัว ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมสำคัญของเด็ก โดยเน้นการทำงานร่วมกันของแพทย์ ครู และผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กแต่ละคน และส่งเสริมพัฒนาการตามศักยภาพอย่างเหมาะสม

สำหรับพื้นที่นำร่อง โรงเรียนวัดไตรสามัคคี ซึ่งมีเด็กพิเศษเรียนรวมอยู่ถึง 183 คน หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 23 ของนักเรียนทั้งหมด โครงการได้จัดตั้ง “ห้องเรียนพิเศษ” ที่บูรณาการกิจกรรมสร้างสรรค์ 4 ด้าน ได้แก่ ศิลปะ ดนตรี กีฬา และสิ่งประดิษฐ์ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และการสื่อสาร ควบคู่กับการดูแลด้านพฤติกรรมและอารมณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ โครงการยังจัดกิจกรรม “รักอย่างเข้าใจ” เพื่อเสริมพลังให้ครูและครอบครัว สร้างความเข้าใจ ลดอคติ และปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกในการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลเด็กกลุ่มนี้อย่างยั่งยืน

นพ. นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานมูลนิธิวิมุต และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “โรงพยาบาลวิมุต เชื่อว่า ‘สุขภาพ’ ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรค แต่คือคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง หากได้รับโอกาส ความเข้าใจ และระบบสนับสนุนที่เหมาะสม โครงการ ‘เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ’ จึงสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ผ่านความร่วมมือของภาคการแพทย์ การศึกษา และภาคสังคม เพื่อช่วยให้เด็กพิเศษเติบโตและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจ

โรงพยาบาลวิมุตมองว่า การดูแลเด็กพิเศษไม่ใช่เพียงการรักษาเฉพาะราย แต่คือการวางรากฐานด้านสุขภาพและพัฒนาการของประเทศในระยะยาว โดยการประเมินและดูแลเด็กอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้เด็กจำนวนมากสามารถพัฒนาได้ใกล้เคียงเด็กทั่วไป ซึ่งจะลดความเหลื่อมล้ำและภาระด้านสาธารณสุขในอนาคต โครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้าน CSR ของโรงพยาบาลวิมุต ที่มุ่งต่อยอดความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงระบบ เชื่อมโยงโรงพยาบาล โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน เพื่อสร้างโมเดลการดูแลเด็กพิเศษที่ขยายผลได้อย่างยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม การขยายผลโครงการไปยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ยังต้องอาศัยงบประมาณและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ภาคีเครือข่ายจึงมีแผนระดมทุนและเชิญชวนภาคสังคมเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เด็กพิเศษทั่วประเทศได้รับโอกาสในการเข้าถึงการดูแลด้านสุขภาพและพัฒนาการอย่างเท่าเทียม

โครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” จึงไม่เพียงสะท้อนความร่วมมือด้านการศึกษา แต่ยังเป็นตัวอย่างของบทบาทภาคสาธารณสุขอย่างโรงพยาบาลวิมุต ในการร่วมแก้ไขปัญหาสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย และสร้างสังคมที่เข้าใจความแตกต่าง เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี มีสุขภาพกายใจที่ดี และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจ

“การสนับสนุนงบประมาณในระยะเริ่มต้นสำหรับพื้นที่นำร่องอาจยังไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการซึ่งยังขาดโอกาสและการเข้าถึงการดูแลอย่างเหมาะสม มูลนิธิฯ จึงมีความจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มเติม เพื่อขยายผลโมเดลต้นแบบนี้ไปยังโรงเรียนในเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจ” ดร.บรรจงเศก กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบโอกาสใหม่ให้ชีวิตน้องๆ โดยบริจาคสมทบทุนโครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณพิณทิพย์ เดชปรารมย์ เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร โทรศัพท์ 0-2747-2600 ต่อ 365 มือถือ 089-454-8585 และคุณสุรีย์พร โพธิสว่าง เจ้าหน้าที่ระดมทุนผู้บริจาครายย่อย โทรศัพท์ 0-2747-2600 ต่อ 375 หรือ LINE: @ccfthai http://www.ccfthai.or.th

TK รวมใจบริจาคโลหิต ครั้งที่ 30 สะสมรวมกว่า 991,250 ซีซี เพื่อผู้ป่วยศิริราช

TK รวมใจบริจาคโลหิต ครั้งที่ 30 สะสมรวมกว่า 991,250 ซีซี เพื่อผู้ป่วยศิริราช

TK รวมใจบริจาคโลหิต ครั้งที่ 30 สะสมรวมกว่า 991,250 ซีซี เพื่อผู้ป่วยศิริราช

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.49 น.

บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK ผู้ให้บริการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย นำโดย นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ พร้อมทีมผู้บริหารและพนักงานจิตอาสารวม 62 คน รวมใจบริจาคโลหิต รวม 23,400 ซีซี ให้แก่โรงพยาบาลศิริราช สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้โลหิต กิจกรรมบริจาคโลหิตครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 30 ของ TK ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 โดยสามารถรวบรวมปริมาณโลหิตสะสมได้กว่า 991,250 ซีซี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาทุกคนได้ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าโลหิตที่ส่งต่อถึงมือผู้ป่วยมีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) 

คอนเสิร์ตการกุศล 50 ปีร้อยรักสายใจไทย เพื่อทหารกล้าและครอบครัวผู้พิทักษ์แผ่นดินไทย

คอนเสิร์ตการกุศล 50 ปีร้อยรักสายใจไทย เพื่อทหารกล้าและครอบครัวผู้พิทักษ์แผ่นดินไทย

คอนเสิร์ตการกุศล 50 ปีร้อยรักสายใจไทย เพื่อทหารกล้าและครอบครัวผู้พิทักษ์แผ่นดินไทย

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.14 น.

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิสุนทราภรณ์ ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสมาคมนิสิตเก่าอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สอก.) จัด “คอนเสิร์ตการกุศล 50 ปีร้อยรักสายใจไทย” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือทหารและผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการพิทักษ์แผ่นดินไทย  ส่งเสริมทักษะอาชีพและการศึกษาบุตรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของครอบครัว ตลอดจนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยฯ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ ม.ล.ประทิ่นทิพย์ นาครทรรพ ผจก.มูลนิธิสายใจไทยฯ เป็นผู้แทนพระองค์อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานแก่ ดร.สง่า ดามาพงษ์ ประธานจัดงานคอนเสิร์ตฯ โดยมี พล.ท.นพ.ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์ รอง ปธ.มูลนิธิสายใจไทยฯ, ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม, อติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์ เลขาธิการมูลนิธิสุนทราภรณ์ฯ และ ปรัสถา สิโรรส นายก สอก. ร่วมถ่ายภาพ

องคมนตรี จิรายุ-ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา พร้อมด้วย บุศรา กาญจนาลัย, อรวรรณ คราประยูร, รุ่งทิวา ศรีวรกุล, แถวยืน อนุชา เสมารัตน์, ยุถิกา อิศรางกูรฯ และ พวงทอง อานันทนะสุวงศ์

องคมนตรี พล.อ.อ.ชลิต – ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก ร่วมให้กำลังใจศิลปินรับเชิญ นำโดย เอมอร ศรีวัฒนประภา, โก๊ะตุลย์ – พันธนนท์ วังกะหาด, วิ-วัรัช ศรีพงษ์, ธัช-กิตติธัช แก้วอุทัย, อลิศ – ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน และ นุ-อนุกูล โกมลอุปถัมภ์ โดยมี พล.ท.นพ.ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์, อติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์, คุณหญิงกษม วรวรรณ ณ อยุธยา, ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ และ ดร.สง่า ดามาพงษ์

พล.ท.นพ.ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์ รอง ปธ.มูลนิธิสายใจไทยฯ กล่าวเปิดงาน

“คอนเสิร์ตการกุศล 50 ปีร้อยรักสายใจไทย” มูลนิธิสุนทราภรณ์ฯ ได้นำบทเพลงปลุกใจอันทรงคุณค่า มีความไพเราะ ช่วยให้ผู้รับชมได้ดื่มด่ำและสัมผัสถึงความรักความสามัคคีของคนในชาติ ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดความรักในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเพลงรักอมตะ มานำเสนอโดยนักร้องหลากหลายรุ่นของวงสุนทราภรณ์ รวมถึง ศิลปินรับเชิญจากรายการ “เพลงเอก” และ “The Golden Song เวทีเพลงเพราะ” อาทิ ธัช-กิตติธัช แก้วอุทัย, โก๊ะตุลย์ – พันธนนท์ วังกะหาด, อลิศ – ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน และ นุ-อนุกูล โกมลอุปถัมภ์

พล.ท.นพ.ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์ และ อติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์ มอบดอกไม้แก่ ครูณรงค์ เนตรเจริญ ผู้ควบคุมวงดนตรีสุนทราภรณ์

พรศุลี วิชเวช เป็นตัวแทนศิลปินรับดอกไม้จาก รอง ปธ.มูลนิธิสายใจไทยฯ และเลขาธิการมูลนิธิสุนทราภรณ์ฯ

สายพิณ พหลโยธิน มอบเงินบริจาคสมทบทุนมูลนิธิสายใจไทยฯ โดยมี ม.ล.ประทิ่นทิพย์ นาครทรรพ ผจก.มูลนิธิฯ รับมอบ

ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธานชมรม วปรอ.4010 พร้อมคณะ มอบเงินบริจาคสมทบทุนมูลนิธิสายใจไทยฯ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีนิทรรศการเผยแพร่การดำเนินงานของมูลนิธิสายใจไทยฯ การจำหน่ายสินค้าสายใจไทย และ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดแสดงนิทรรศการ“ชุดไทยพระราชนิยม” เพื่อเผยแพร่คุณค่าและความงดงามของอัตลักษณ์ไทยแก่สาธารณชนอีกด้วย

อนงค์ ศักดิ์สิทธิ์, คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ, สายพิณ พหลโยธิน, ม.ล.ประทิ่นทิพย์ นาครทรรพ และ พวงทอง อานันทนะสุวงศ์

โกวิท ผกามาศ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมกรรมการมูลนิธิสายใจไทยฯ และผู้ชื่นชอบวงสุนทราภรณ์ อาทิ ภรณี ลีนุตพงษ์, ศิริกุล ธนสารศิลป์, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, นารีวรรณ จินตกานนท์, พล.ต.ต.ปิติพลธิติ -ปภาดา แก่นสารสมใจ, ดวงสมร บุญผดุง และ พล.ร.อ.เทวินทร์-สุจิตรา มุ่งธัญญา

กิตติ กีรติธรรมกุล, เอกสิทธิ์ รัตนปรีชานนท์, พันธุ์พิไล ใบหยก, อานุสรา จิตต์มิตรภาพ, ปนัดดา วิชยาภัย และ  วรมน ใบหยก

ม.ล.อุบลวดี ชยางกูร, ดร.วีณา เชิดบุญชาติ และ พรศุลี วิชเวช

ยุพดี สัตตะรุจาวงศ์, เบญจมาศ รุจิรวงศ์ และ จรรยา เฮงตระกูล

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบกำลังใจแก่ทหารหาญผู้เสียสละผ่านมูลนิธิสายใจไทยฯ ได้โดยบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนมูลนิธิสายใจไทยฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสวนจิตรลดา บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 067-2-02100-0 ธนาคารกสิกรไทย สาขาสำนักพหลโยธิน บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 099-2-63222-4 และ ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนศรีอยุธยา บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 013-6-02398-3 หรืออุดหนุนสินค้าสายใจไทยได้ที่ร้านมูลนิธิสายใจไทยฯ สาขาต่างๆ ทั่วประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.saijaithai.or.th/ โทร. 02-183-5115-9

อุษณีย์ วรวงศ์วสุ, พูนสุข ประธานราษฎร์นิกร และ สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

พูนสุข ประธานราษฎร์นิกร และ สุวรรณี ประเทืองสิทธิ์

พล.ต.ท.เจตนากร-เสาวนีย์ และ จิรกัญญา นภีตะภัฏ

อาสาสมัครมูลนิธิสายใจไทยฯ ร่วมชมคอนเสิร์ต

ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร, รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ และ ภัทธิรา หาญสกุล

สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม, ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูรฯ และแขกผู้มีเกียรติ

ตรุษจีน ระวังไซนัสอักเสบ ควันธูป–เผากระดาษ ตัวการสำคัญ

ตรุษจีน ระวังไซนัสอักเสบ ควันธูป–เผากระดาษ ตัวการสำคัญ

ตรุษจีน ระวังไซนัสอักเสบ ควันธูป–เผากระดาษ ตัวการสำคัญ

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.54 น.

ช่วงเทศกาลตรุษจีน หลายๆ บ้านมีการจุดธูปและเผากระดาษจำนวนมาก ควันเหล่านี้ไม่เพียงก่อให้เกิดการระคายเคืองจมูก แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ไซนัสอักเสบกำเริบหรือรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการเรื้อรังอยู่แล้ว การสัมผัสควันซ้ำ ๆ อาจทำให้การอักเสบยืดเยื้อและควบคุมอาการได้ยากขึ้น

นายแพทย์บรรณวัชร ตันติคุณ โสต ศอ นาสิกแพทย์ชำนาญการด้านโรคจมูกและภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล

นายแพทย์บรรณวัชร ตันติคุณ โสต ศอ นาสิกแพทย์ชำนาญการด้านโรคจมูกและภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ในควันธูปและควันเผากระดาษ จะประกอบด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, สารระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ, และสารเคมีจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งสารเหล่านี้สามารถเข้าสู่จมูกโพรงไซนัสและปอดได้ ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ

ทำไมช่วงวันตรุษจีน ไซนัสอักเสบ จึงกำเริบ?

 ไซนัสอักเสบ ภาวะที่เยื่อบุโพรงอากาศข้างจมูกเกิดการอักเสบ ในช่วงตรุษจีนจะมีฝุ่นและสารระคายเคืองจำนวนมากที่มาจากควันธูปและควันจากการเผากระดาษ เมื่อสูดดมเข้าไปจะทำให้ เยื่อบุโพรงจมูกบวม ทางระบายไซนัสแคบลง

การระบายของน้ำมูกบกพร่อง  การสูดดมสารก่อการระคายเคืองเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของอาการไซนัสอักเสบเป็นมากขึ้น และ หากสัมผัสสารเหล่านี้บ่อยๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังได้

อาการแสดงของไซนัสอักเสบ ได้แก่ มีน้ำมูกข้นเหนียว  คัดจมูก หายใจลำบาก ปวดบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะหน้าผาก โหนกแก้ม สันจมูก และรอบกระบอกตา การรับกลิ่นลดลง

การดูแลรักษา ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยยาบรรเทาตามอาการเป็นหลัก เช่น ยาลดอาการคัดจมูก ยาแก้ปวด และการล้างจมูก ในบางกรณีอาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

สำหรับ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง แนวทางการรักษาจะมุ่งเน้นการลดการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก เช่น การใช้สเตียรอยด์พ่นจมูก และ การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก และส่งเสริมการระบายของไซนัสให้ทำงานได้ดีขึ้น ในผู้ป่วยไซนัสอักเสบเรื้อรังบางรายที่อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์อาจพิจารณาทางเลือกการรักษาอื่นเพิ่มเติม

ปัจจุบัน การรักษาด้วย การผ่าตัดไซนัสผ่านกล้อง เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากเป็นการผ่าตัดผ่านทางรูจมูกโดยใช้กล้องเอนโดสโคป ช่วยให้แพทย์มองเห็นกายวิภาคของโพรงจมูกและไซนัสได้อย่างชัดเจน และสามารถแก้ไขตัวโรคได้ตรงจุด โดยไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อย ฟื้นตัวเร็ว และช่วยให้อาการทางจมูกดีขึ้น

ทรอส เจาะอินไซต์ผู้ชายไทยเปิดตัวนวัตกรรมกู้ผมร่วง ‘สารสกัดเหงือกปลาหมอ’

ทรอส เจาะอินไซต์ผู้ชายไทยเปิดตัวนวัตกรรมกู้ผมร่วง‘สารสกัดเหงือกปลาหมอ’

ทรอส เจาะอินไซต์ผู้ชายไทยเปิดตัวนวัตกรรมกู้ผมร่วง‘สารสกัดเหงือกปลาหมอ’

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยกระดับความโปรให้หนุ่มๆ มั่นใจขั้นสุด ทรอส (TROS) ผู้นำผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลตัวเองและช่วยเสริมสร้างความมั่นใจสำหรับผู้ชาย หนึ่งในแบรนด์สินค้าคุณภาพภายใต้ นีโอ คอร์ปอเรท เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดเพื่อแก้ปัญหาผมขาดหลุดร่วงโดยเฉพาะ “TROS PRO Advanced Anti-Hair Loss Series” (ทรอส โปร แอดวานซ์ แอนตี้-แฮร์ ลอส ซีรีส์) ตอบโจทย์อินไซต์ผู้ชายไทยที่กังวลเรื่องปัญหาผมบางและสุขภาพหนังศีรษะ ณ Préf Café & Bar

ภายในงานเปิดตัวได้รับเกียรติจาก อ.ดร.วนัชวรรณ วิสุทธิพรต อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มาร่วมไขความลับแห่งนวัตกรรมพืชพื้นถิ่นของไทยสู่รางวัลระดับสากล พร้อมด้วย “ก๊อต” จิรายุ ตันตระกูล นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ เจ้าของบุคลิกโดดเด่นและใส่ใจดูแลตัวเองในทุกมิติ มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลตัวเอง  

ศิริสุภา อาจสัญจร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) เผยถึงทิศทางของแบรนด์ว่า จากการศึกษาเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่าปัญหาผมร่วงและผมบาง เป็นหนึ่งในความกังวลอันดับต้นๆ ที่ทำลายความมั่นใจของผู้ชายทุกวัย ไม่ใช่แค่ในกลุ่มผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เริ่มพบในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้นจากไลฟ์สไตล์และความเครียด อีกทั้งในส่วนของผู้ชายเอง ค่อนข้างมีแนวโน้มผมขาดร่วงมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายมีกิจกรรมที่แตกต่างจากผู้หญิง ตลอดจนมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงกว่า และจะถูกเปลี่ยนเป็น DHT (Dihydrotestosterone) ซึ่งมีผลกระทบต่อรากผมโดยตรง ทำให้เส้นผมบางลงและวงจรชีวิตสั้นลง ซึ่งทำให้รูขุมขนอ่อนแอและเส้นผมหลุดร่วงง่ายกว่า โดยผู้ชายมักมีรูขุมขนบริเวณขมับและกระหม่อมไวต่อ DHT มากกว่าผู้หญิง

 “ครั้งนี้เราได้ร่วมมือกับนักวิจัยไทย ที่นำพืชพื้นถิ่นของไทยอันทรงคุณค่ามาพัฒนาเป็นสารสกัดสำคัญ คือ ‘สารสกัดเหงือกปลาหมอ’ (Sea Holly Extract) โดยมี สิทธิบัตรงานวิจัย มหาวิทยาลัยนเรศวรรองรับ การันตีด้วยรางวัลระดับนานาชาติ 2 รางวัล คือ เหรียญรางวัล Bronze Award จากงาน Geneva International Exhibition of Inventions 2024 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ Special Prize จาก Korea Invention Promotion Association สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ไทยที่มีความโดดเด่นไม่แพ้แบรนด์จากชาติใดในโลก” ศิริสุภา กล่าว

อ.ดร. วนัชวรรณ วิสุทธิพรต อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปัญหาหนังศีรษะและเส้นผมหลุดร่วงของผู้ชาย พร้อมอธิบายถึงสารสกัดเหงือกปลาหมอที่มีคุณสมบัติเด่นในการแก้ปัญหาผมร่วงว่า  ปัจจุบันสาเหตุของผมร่วงในผู้ชายไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมหรือฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยทำร้ายเส้นผมที่เราต้องเจอทุกวัน โดยเฉพาะ ฝุ่น PM 2.5 ที่กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระสะสมที่รากผม จนเกิดการอักเสบและทำให้วงจรชีวิตเส้นผมสั้นลง การดูแลรักษาจึงต้องใช้นวัตกรรมที่สามารถดูแลได้ลึกถึงระดับเซลล์รากผม ทั้งการลดการอักเสบ ยับยั้งเอนไซม์ต้นเหตุการเกิดฮอร์โมน DHT และเติมสารอาหารเพื่อกระตุ้นให้รากผมกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

“จากการศึกษาวิจัยในระดับโมเลกุล เราค้นพบว่า ‘สารสกัดเหงือกปลาหมอ’ (Sea Holly Extract) มีคุณสมบัติที่โดดเด่นมากในการแก้ปัญหาผมร่วงที่ต้นเหตุ คือช่วยยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการสร้างฮอร์โมน DHT ที่ทำให้รากผมฝ่อและหลุดร่วง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์รากผมจากมลภาวะภายนอก ทำให้วงจรชีวิตของเส้นผมในระยะเจริญเติบโตยาวนานขึ้น เส้นผมจึงกลับมาหนาและแข็งแรง

การนำพืชพื้นถิ่นของไทยอย่าง ‘เหงือกปลาหมอ’ มาพัฒนาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์กลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน จนได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งรางวัลจากสวิตเซอร์แลนด์และเกาหลีใต้ เป็นการยืนยันว่าพืชพื้นถิ่นไทยเมื่อผ่านเทคโนโลยีการสกัดขั้นสูง สามารถมีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือเหนือกว่าสารเคมีในการแก้ปัญหาผมร่วงผมบาง และยังมีความปลอดภัยสูงต่อหนังศีรษะในระยะยาว” อ.ดร. วนัชวรรณ กล่าว

TROS PRO Advanced Anti-Hair Loss Series ประกอบด้วยคู่หู 2 สเต็ป ที่จะมาช่วยจัดการปัญหาผมบางและขาดหลุดร่วงได้อย่างครอบคลุม ได้แก่  TROS PRO Advanced Anti-Hair Loss Shampoo (ทรอส โปร แอดวานซ์ แอนตี้-แฮร์ ลอส แชมพู) แชมพูสูตรลดผมขาดหลุดร่วง ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ Sea Holly Extract (สารสกัดเหงือกปลาหมอ) ชะลอผมขาดหลุดร่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพทำความสะอาดล้ำลึก  และ TROS PRO Advanced Anti-Hair Loss Tonic (ทรอส โปร แอดวานซ์ แอนตี้-แฮร์ ลอส โทนิก) โทนิก ฟื้นฟูและบำรุงลึกถึงโคนผมและหนังศีรษะ และฟื้นบำรุงเส้นผมที่อ่อนแอด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ Sea Holly Extract (สารสกัดเหงือกปลาหมอ) ตรงเข้าไปดูแลลึกถึงสาเหตุของผมร่วง เปราะขาดง่าย

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ Shopee : https://shp.ee/2478ltr Lazada : https://bit.ly/4rp3rBa Konvy : https://konvy.me/49APOZj  พร้อมติดตามกิจกรรมและเคล็ดลับการดูแลตัวเองเพิ่มเติมได้ทาง Facebook  www.facebook.com/TROSThailand  และ TikTok http://www.tiktok.com/@trosthailand

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พายุในขวด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พายุในขวด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พายุในขวด

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  กาลครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ ในหมู่บ้านที่เงียบสงบใกล้กรุงเทพฯ มีเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ “มะลิ” แม้มะลิจะเป็นเด็กจิตใจดี แต่เธอก็มีนิสัยเสียอย่างหนึ่งคือ “ใจร้อน” “โกรธง่าย” และ “วู่วาม” เมื่อใดที่เพื่อนพูดไม่เข้าหู หรือทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ความคิดของเธอจะปั่นป่วนเหมือนมีพายุหมุนอยู่ในหัว จนเธอมักจะเผลอพูดจารุนแรงหรือปาสิ่งของใส่ผู้อื่นเสมอ

                  วันหนึ่ง มะลิเดินร้องไห้เสียใจ ไปหาหลวงตาที่วัดป่าท้ายหมู่บ้าน เพราะเธอเพิ่งทะเลาะกับเพื่อนรักจนเสียมิตรภาพไป มะลิคร่ำครวญว่า

                 “หลวงตาเจ้าขา ทำไมใจของหนูถึงวุ่นวายและคุมไม่อยู่เช่นนี้ หนูไม่อยากเป็นคนขี้โมโหเลยค่ะ”

                  หลวงตาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ท่านหยิบ ขวดโหลแก้ว ใบหนึ่งขึ้นมา ภายในขวดมีน้ำใสสะอาดและมีผงทรายละเอียดนอนก้นอยู่ หลวงตาส่งขวดนั้นให้มะลิแล้วบอกว่า “ลองเขย่าขวดนี้แรง ๆ ดูสิ”

                  มะลิเขย่าโหลตามคำสั่ง ทันใดนั้น ผงทรายที่เคยนิ่งสนิท ก็กระจายไปทั่วขวด ทำให้น้ำที่เคยใสกลายเป็นขุ่นมัว มองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเองที่อยู่อีกด้านของขวด “ใจของเจ้าตอนโกรธ ก็เหมือนน้ำในขวดนี้แหละ” หลวงตากล่าวเรียบ ๆ                    

                  “เมื่อเจ้าปล่อยให้อารมณ์เข้ามากระแทก ใจของเจ้าก็จะขุ่นมัวจนมองไม่เห็นความจริง มองไม่เห็นความดีของคนอื่น และมองไม่เห็นความผิดของตัวเอง”

                  มะลิถามว่า “แล้วหนูต้องทำอย่างไรให้น้ำกลับมาใสเหมือนเดิมคะ?

                  หนูต้องเอาอะไรมาคน หรือต้องเทน้ำทิ้งไหม?”

                  หลวงตายิ้มแล้วตอบว่า “ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่วางขวดใบนี้ลงนิ่ง ๆ แล้วเฝ้ามองมันก็พอ”

                  มะลิทำตาม เธอวางขวดแก้วลงบนแคร่ไม้ แล้วนั่งมองน้ำที่กำลังหมุนติ้วอยู่อย่างเงียบ ๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง ทรายที่ฟุ้งกระจายค่อย ๆ ทิ้งตัวลงสู่ก้นขวดตามแรงโน้มถ่วง ทีละนิด… ทีละนิด จนในที่สุด น้ำในขวดก็กลับมาใสสะอาดดังเดิม

                 “นี่คือ ภาวนามัย” หลวงตาสอนต่อ “การภาวนาไม่ใช่การนั่งสมาธิ ไม่ใช่บังคับใจไม่ให้โกรธ เพราะพายุแห่งความโกรธ โลภ หลง อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา แต่การภาวนาคือการรู้จัก ‘หยุดนิ่ง’ และ ‘เฝ้าดู’ เมื่อมีสติ รู้เท่าทันว่าใจกำลังขุ่นมัว แล้วหยุดนิ่งอยู่กับลมหายใจ เพียงรอไม่นานนัก ตะกอนแห่งอารมณ์จะตกลงไปนอนก้นเอง และใจก็จะใสกระจ่างพอที่จะปัญญาเห็นทางแก้ไขปัญหา”

                 ตั้งแต่วันนั้นมา เมื่อใดที่มะลิเริ่มรู้สึกโกรธ เธอจะนึกถึง “พายุในขวด” แล้วหยุดนิ่งเพื่อดูลมหายใจของตัวเอง จนความโกรธสงบลง มะลิกลายเป็นเด็กที่มีสมาธิและใจเย็น จนใคร ๆ ต่างก็อยากอยู่ใกล้ชิดเธอเสมอมา

                 นิทานเรื่องนี้สะท้อนการทำความดีในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ข้อที่ 3 ภาวนามัย (การทำบุญด้วยการตั้งใจมั่น)

ขวดที่ถูกเขย่า: เปรียบเสมือนจิตที่ขาดสติ ถูกอารมณ์ฝ่ายต่ำ (ความโกรธ) เข้าครอบงำจนขุ่นมัว
การวางขวดไว้นิ่ง ๆ: เปรียบเสมือนการตั้งใจมั่น ฝึกสติ ไม่กระโจนไปตามอารมณ์ แต่เฝ้ามองอารมณ์นั้นด้วยใจที่สงบ
น้ำที่กลับมาใส: เปรียบเสมือนปัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อใจสงบ ทำให้เราตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องได้

                 การภาวนา ไม่ใช่เพียงการนั่งสมาธิ สวดมนต์ หลับตาในวัด แต่คือการฝึกตั้งใจให้มั่นคง ท่ามกลางพายุแห่งปัญหาในชีวิตประจำวัน

อาทร  จันทวิมล

หยุดวงจรเครียดสะสม! ปรับไลฟ์สไตล์ป้องกัน ‘ภาวะหมดไฟ’

หยุดวงจรเครียดสะสม! ปรับไลฟ์สไตล์ป้องกัน ‘ภาวะหมดไฟ’

หยุดวงจรเครียดสะสม! ปรับไลฟ์สไตล์ป้องกัน ‘ภาวะหมดไฟ’

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประโยคที่ว่า “งานหนัก ไม่เคยฆ่าใคร” อาจใช้ไม่ได้ในโลกการทำงานในตอนนี้ เมื่อความเครียดเรื้อรังจากการทำงานเปรียบเสมือนภัยเงียบที่คอยกัดกินสุขภาพกายและใจ และหากปล่อยทิ้งไว้อาจลุกลามสู่ “ภาวะหมดไฟ” ที่ทำลายทั้งชีวิตส่วนตัวและการงานของเราจนยากจะแก้ไข ด้วยความเข้าใจในปัญหาความเครียดของคนทำงาน ALive Powered by AIA แอปพลิเคชันดูแลสุขภาพกาย ใจ และการเงิน จับมือกับ โรงพยาบาลวิมุต เปิดเวทีเสวนา Stress Less, Happy More เจาะลึกปมปัญหาพร้อมแนะนำวิธีรับมือความเครียดอย่างถูกวิธี โดยมี พญ. เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต  มาแชร์เคล็ดลับการดูแลใจ ให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างแฮปปี้อีกครั้ง

พญ. เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต 

รู้ทันความเครียด ทำไม “งานยุคใหม่” ทำให้เราป่วยใจ

การทำงานสมัยใหม่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและแรงกดดันที่มากขึ้น เทคโนโลยีที่เคยช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นกลับกลายเป็นกับดักที่ทำให้เราต้อง “ออนไลน์ตลอดเวลา”  จนเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวลดลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้หลายคนแบกความเครียดกลับบ้านโดยไม่รู้ตัว โดยเมื่อร่างกายเผชิญความกดดันจะเข้าสู่โหมด Fight or Flight Response (สู้หรือหนี) พร้อมหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่าง Adrenaline และ Cortisol ออกมาเพื่อเตรียมรับมือ หากสิ่งนี้เกิดขึ้นชั่วคราวก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อไหร่ที่ภาวะนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนหรือปี ร่างกายของเราก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องยนต์ที่ติดอยู่ตลอดโดยไม่ได้พัก จนสุดท้ายจะส่งผลเสียรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดอาการสมองล้า คิดช้าลง ตัดสินใจไม่ได้ อารมณ์เปราะบาง หงุดหงิดง่าย ไปจนถึงอาการทางกาย เช่น ปวดหัวไมเกรน นอนไม่หลับ และปวดเมื่อยเรื้อรัง

คุณกำลัง “เครียดสะสม” จนเป็น “ภาวะหมดไฟ” หรือไม่

พญ. เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ กล่าวว่า “ถ้าเราปล่อยให้ร่างกายแบกรับความเครียดซ้ำ ๆ และไม่ดูแลให้ดีอาจนำไปสู่ ‘ภาวะหมดไฟ’ (Burnout) ได้ในอนาคต โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บอกสัญญาณเตือนของภาวะนี้ไว้ 3 ข้อ เริ่มจากความรู้สึกหมดพลัง หรือเหนื่อยล้าเรื้อรังแบบที่นอนพักเท่าไหร่ก็ไม่หาย ตามมาด้วยทัศนคติที่เปลี่ยนไปในทางลบ รู้สึกห่างเหินจากงาน มองเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าด้วยความรู้สึกด้านชา และสุดท้ายคือประสิทธิภาพการทำงานลดลง ความมั่นใจหดหาย เกิดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง หากใครที่เริ่มมีสัญญาณเหล่านี้ แนะนำให้มาปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีดูแลใจร่วมกัน โดยเฉพาะกลุ่ม Perfectionist หรือคนที่คิดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ เพราะมักจะแบกความคาดหวังไว้เกินลิมิตจนเครียดสะสมไม่รู้ตัว”

หยุดวงจรเครียดสะสม! ปรับไลฟ์สไตล์ป้องกัน “ภาวะหมดไฟ”

การป้องกันภาวะหมดไฟให้ได้ผลดีที่สุดเริ่มจากการลดความเครียดและหันมาใส่ใจดูแลตัวเองให้มากขึ้น จำกัดชั่วโมงทำงานไม่ให้นานเกินไป และต้องให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้เพียงพอ พญ. เพ็ญชาญา  อธิบายเพิ่มเติมว่า “พยายามหาวิธีผ่อนความเครียดที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง อาจจะเป็นการออกกำลังกาย ทำสิ่งที่ชอบและผ่อนคลายในแบบของตนเอง หรือการพูดคุยระบายความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจ ถ้าลองปรับเปลี่ยนแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นก็อย่าปล่อยไว้ อยากให้เข้ามาปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อหาแนวทางรักษาสุขภาพใจไปด้วยกัน

ความเหนื่อยและความเครียดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ใช่ความผิดของเรา ดังนั้น อยากให้ทุกคนกลับมากอดตัวเอง อนุญาตให้ตัวเองได้พัก และหากวันไหนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วจริง ๆ ก็อยากให้เข้ามาปรึกษาจิตแพทย์ เพราะมันไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการเริ่มดูแลรักษาใจของเราให้กลับมาแข็งแรงและมีความสุขได้อีกครั้ง”  

ผู้ที่กำลังเผชิญกับความเครียด หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต  และนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์สุขภาพใจ ชั้น 18  เวลาทำการ 08:00 – 18:00 น. โทร. 02-079-0078 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

คุณแหน : 10 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน:10 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน:10 กุมภาพันธ์ 2569

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

llการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 เพิ่งผ่านพ้นไป ขอแสดงความยินดีกับ ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ ทุกคน และ ทุกพรรค ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนให้มาทำหน้าที่ เป็นผู้แทนราษฎรในครั้งนี้…

llบารอนเนส ขอเล่าย้อนหลังว่า ก่อนหน้าการเลือกตั้ง แต่ละหน่วยงานพยายามจัดรายการส่งเสริมประชาธิปไตยในรูปแบบของการ “แถลงนโยบาย” หรือการ “อภิปราย” (DEBATE) มากมายหลายรายการโดยเจาะเชิญ หัวหน้าพรรค หรือไม่ก็ นักพูดฝีปากดี ของพรรคมาประชันกันเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน…ในการเมืองยุคที่ผ่านมา พูดถึงตัวบุคคลในลักษณะนักพูด “BORN-TO-BE” ก็ต้องยกตัวอย่าง 2 บุคคลดาวเด่น โดยแต่ละท่านขอเน้นว่ามาจากแบ๊คกราวด์ที่แตกต่างกัน (1) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โอลด์บอยจากสองสถาบันการศึกษาที่ถือกันว่าดีที่สุดในโลกคือ รร. ETON และ OXFORD UNIVERSITY ส่วนอีกด้านหนึ่ง ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ฮีโร่ของโลคัลบอย ทั้งคู่ต่างมีบุคลิกที่มี CHARISMA สูงต่อมวลชนดึงดูดผู้เข้าชม/ฟังจำนวนมาก ซึ่งก็สามารถแปลงเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งได้…เจ้าของวลีเด็ด “ไปทะเลเจอฉลาม มาสภาเจอเฉลิม” เมื่อหลายปีก่อนเคยเอ่ยให้ บารอนเนส ฟังว่า “นัก DEBATE ทำได้ทั้งสองอย่างคือทั้งโต้วาทีและบรรยาย, แต่นัก LECTURE ทำได้เพียงอย่างเดียวคือบรรยายเท่านั้น บ่อยครั้งไม่สามารถฝ่าคลื่นลมฝีปากในสภาได้”…

llหันมาสนใจด้านการเมืองโลกบ้าง…เป้าหมายของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่เคยแน่นอน สองอาทิตย์ก่อนเขาระดมพลอเมริกันทั้งบก, เรือ, อากาศ กอปรด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลก กองเรือพิฆาตนับร้อยลำ, เรือดำน้ำบรรจุจรวดอานุภาพร้ายแรงที่สุดในวงการ “โทมาฮอว์ก” อีกหลายพันลูก, เครื่องบินจ้าวเวหา B-1 BOMBER และฝูงบินล่องหน F-35 ทั้งปวงเพื่อข่มขู่รัฐบาลอิหร่านให้นิ่งไม่กล้าต่อกรรวมถึงให้ยกเลิกการเข่นฆ่าประชาชนผู้ต่อต้านระบอบเผด็จการอิหร่าน วันนี้เป้าหมายเปลี่ยนเป็นสหรัฐฯ ยื่นคำขาดให้อิหร่านยกเลิกความมุ่งมั่นเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ มิฉะนั้นจะต้องพบกับพลานุภาพของสหรัฐฯ ที่จะโจมตีทำลายล้างอุปกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมดในอิหร่านให้ราบคาบ อิหร่านไม่นิ่งนอนใจเตรียมระดมพลรบ 100% อีกทั้งรีบป้องกันความปลอดภัยผู้นำสูงสุด อายาตุลลาห์ คาเมเนอี โดยการสร้างวอร์รูมนิรภัยใต้ดินลึกลงไปหลายร้อยเมตร โดยช่วงขัดแย้งนี้ท่านผู้นำสูงสุดจะงดภารกิจไม่ปรากฏตัวในที่เปิดเผย อันนี้ฟังดูก็รอบคอบดีแต่อย่าลืมว่าในสงคราม US-IRAQ ประธานาธิบดีซัดดัม ก็เคยสร้าง วอร์รูมนิรภัยใต้ดินแบบนี้โดยเชื่อว่าปลอดภัยชัวร์ จึงสั่งให้ครม.และครอบครัวหลบภัยลงใต้ดิน แต่สหรัฐฯคือเอกอุเรื่องอาวุธอานุภาพไฮเทค เขาแก้เกมส์ด้วยการใช้จรวดดีเลย์แอ๊คชั่นยิงจาก F35 เข้าท่อระบายอากาศของวอร์รูมอย่างแม่นยำผลคืออิรักต้องสูญเสียครม.และครอบครัวยับเยิน…กลายเป็นจุดอวสานเผด็จการซัดดัมในเวลาต่อมา…

llเลือกตั้งครั้งนี้ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ต้องแอดมิทที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พอดี…ขอให้คุณหญิงหมอ หายป่วยในเร็ววัน…

llด้วยวัย 80 ปี อ.เกษม จันทร์น้อย ควงคู่ชีวิต จรัสพร หนีภัยฝุ่นจิ๋วไปอยู่ที่สีคิ้ว โคราช 4 เดือน ตั้งแต่ ธ.ค. ปีที่แล้วถึง มี.ค.ปีนี้…คุณพี่เล่าให้น้องๆฟังว่า อากาศที่นั่นเย็นสดชื่นแสนสบาย หายใจคล่องเป็นยิ่งนัก…-0- เริ่มต้นปีใหม่ด้วยข่าวดี ดร.เผดิมศักดิ์ -ดร.ศรีสุดา จารยะพันธุ์ ภูมิใจยิ่งนักที่บุตรชายคนที่2 น.อ.นพ.รหัท ได้รับรางวัลเกียรติยศแพทย์ทหาร ประจำปี 2568 …ขอแสดงความยินดีด้วย…

ll ข่าวดีมาแล้ว เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา คุณย่ามนต์ทิพย์ และ คุณปู่ธวัชชัย รุจิกัณหะ ได้ต้อนรับสมาชิกคนใหม่หลานชายคนแรกให้ชื่อว่า วิชญะ จากครอบครัวลูกชาย วิทธวัช -ลิมปิการ รุจิกัณหะ หลังจากรอคอยมากว่า 6 ปี ข่าวว่า คุณย่าแสนจะยินดี ด้วยความเห่อหลานเป็นที่สุด !!…

บารอนเนส

‘แม็คโคร’ ร่วมงาน ‘THAILAND BEEF FEST 2026’ โชว์ศักยภาพผู้นำธุรกิจอาหาร

‘แม็คโคร’ ร่วมงาน ‘THAILAND BEEF FEST 2026’ โชว์ศักยภาพผู้นำธุรกิจอาหาร

‘แม็คโคร’ ร่วมงาน ‘THAILAND BEEF FEST 2026’ โชว์ศักยภาพผู้นำธุรกิจอาหาร

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.25 น.

กรุงเทพฯ 9 กุมภาพันธ์ 2569 – แม็คโคร ผู้นำธุรกิจค้าส่ง ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำบทบาทการเป็นพันธมิตรสำคัญของผู้ประกอบการร้านอาหาร ผ่านการเข้าร่วมงาน THAILAND BEEF FEST 2026 : THAI INNOVATIVE BEEF, GLOBAL TASTE. ‘นวัตกรรมเนื้อไทย สู่เวทีรสชาติระดับโลก’” มหกรรมอาหารระดับประเทศที่รวบรวมนวัตกรรมเนื้อไทยและแบรนด์เนื้อคุณภาพจากต่างประเทศ จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ แม็คโครมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจอาหารไทย โดยเชิญเชฟและผู้ประกอบการร้านอาหารภายใต้โครงการ “แม็คโคร ยืนหยัดให้คุณยิ้มได้ โดย Chef’s Club by makro” โครงการที่ช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหาร มาร่วมออกบูธและสร้างสรรค์เมนูจาก เนื้อวัวไทยและเนื้อออสเตรเลีย จำหน่ายภายในงาน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาด เพิ่มช่องทางรายได้ และประชาสัมพันธ์ร้านอาหารให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น สะท้อนบทบาทของแม็คโครในการร่วมสร้างตลาดที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจร้านอาหารไทย รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ลดต้นทุน ทำให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน

พร้อมกันนี้ แม็คโครยังตอกย้ำศักยภาพในฐานะ ศูนย์รวมวัตถุดิบเนื้อคุณภาพ (Beef Destination) ด้วยการคัดสรรเนื้อคุณภาพสูงจากทั้งไทยและต่างประเทศจำหน่ายในแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ โดยสินค้าประเภทเนื้อจะได้รับการบรรจุด้วยระบบสกินแพ็ค (Skin Pack) นวัตกรรมที่ช่วยคงความสด ความนุ่ม และรสชาติได้นานสูงสุดถึง 21 วันนับจากวันผลิต นอกจากนี้ ยังเสริมความมั่นใจด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหารผ่าน ระบบ i-Trace (Traceability System) ระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ที่ผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code บนสินค้าเพื่อตรวจสอบข้อมูลสำคัญ ตั้งแต่แหล่งผลิต โรงตัดแต่ง โรงคัดบรรจุ ไปจนถึงข้อมูลโภชนาการอย่างโปร่งใส ช่วยยกระดับมาตรฐานวัตถุดิบอาหาร

ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อเนื้อคุณภาพและสินค้าอื่น ๆ ได้ที่แม็คโครทุกสาขา หรือสะดวกสบายช้อปง่าย ๆ ส่งตรงถึงบ้านผ่านแอปพลิเคชัน Makro PRO และสามารถติดตามข่าวสารและอัปเดตโปรโมชันใหม่ ๆ ผ่านทาง www.makro.co.th แอปพลิเคชัน Makro PRO และเพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/makroHQ