สภาออสเตรเลีย เห็นชอบปฏิรูปกฎหมายปืน ต้านวาทะสร้างความเกลียดชัง

สภาออสเตรเลีย เห็นชอบปฏิรูปกฎหมายปืน ต้านวาทะสร้างความเกลียดชัง

21 ม.ค. 2569 05:22 น.

สภาออสเตรเลีย เห็นชอบปฏิรูปกฎหมายปืน ต้านวาทะสร้างความเกลียดชัง

รัฐสภาออสเตรเลียเห็นชอบการปฏิรูปกฎหมายควบคุมปืน และกฎหมายต่อต้านวาทะสร้างความเกลียดชังแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมที่หาดบอนไดเกิดขึ้นอีก

เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 รัฐสภาออสเตรเลียได้ลงมติเห็นชอบการปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งใหญ่ และมาตรการกวาดล้างการประทุษวาจา (Hate Speech) 1 เดือนหลังเกิดเหตุ คนร้าย 2 คนกราดยิงผู้คนเสียชีวิต 15 ศพ ในเทศกาลของชาวยิว ที่หาดบอนได

ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับผ่านความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการประชุมสมัยพิเศษเมื่อช่วงดึกของวันอังคาร โดยมาตรการปฏิรูปอาวุธปืนนั้นรวมถึง โครงการรับซื้อปืนคืนระดับชาติ และการเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบการขอใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนแบบใหม่

นายโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลียกล่าวว่า มือปืนผู้ก่อเหตุที่หาดบอนไดจะไม่สามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้อย่างถูกกฎหมาย หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ก่อนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศในรอบหลายทศวรรษนี้

ขณะที่ในการผ่านร่างกฎหมายต่อต้านความเกลียดชัง สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคแรงงานซึ่งเป็นรัฐบาล ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาจากพรรคเสรีนิยม ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ งดออกเสียง

หลังเหตุการณ์กราดยิงครั้งใหญ่เมื่อเดือนธันวาคม นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินมาตรการที่เพียงพอเพื่อป้องกันการโจมตีตั้งแต่แรก ท่ามกลางกระแสการต่อต้านชาวยิวที่เพิ่มสูงขึ้นในชุมชนชาวยิวภายในออสเตรเลีย

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปอาวุธปืนฉบับนี้ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง 96 ต่อ 45 เสียง ประกอบด้วยมาตรการควบคุมการนำเข้าอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้น และข้อกำหนดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานข่าวกรองเกี่ยวกับบุคคลที่พยายามจะขอใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน

นายเบิร์กระบุว่า โครงการรับซื้อปืนคืนจะมุ่งเป้าไปที่ “อาวุธปืนส่วนเกินและปืนประเภทที่ถูกจำกัดใหม่” เพื่อลดจำนวนปืนที่จดทะเบียนในประเทศซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 4 ล้านกระบอก

นายเบิร์กกล่าวเสริมด้วยว่า คนออสเตรเลียส่วนใหญ่คงต้องตกใจ หากได้รู้ว่าในตอนนี้ประเทศของเรามีอาวุธปืนมากกว่าช่วงก่อนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่พอร์ตอาเทอร์ ในรัฐแทสเมเนีย เมื่อปี 2539 ซึ่งครั้งนั้นมีมือปืนสังหารเหยื่อไป 35 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียถล่มยูเครนอีก ทำกรุงเคียฟไฟดับครึ่งเมือง ท่ามกลางอุณหภูมิ -10 องศา

รัสเซียถล่มยูเครนอีก ทำกรุงเคียฟไฟดับครึ่งเมือง ท่ามกลางอุณหภูมิ -10 องศา

21 ม.ค. 2569 04:44 น.

รัสเซียถล่มยูเครนอีก ทำกรุงเคียฟไฟดับครึ่งเมือง ท่ามกลางอุณหภูมิ -10 องศา

รัสเซียระดมอาวุธโจมตีหลายพื้นที่ในยูเครน ทั้งโดรนและจรวดมิสไซล์ ส่งผลให้กรุงเคียฟไฟดับไปครึ่งเมือง ประชาชนไม่สามารถใช้เครื่องทำความร้อนได้ ท่ามกลางอุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ม.ค. 2569 ว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เข้าใส่ยูเครนอีกครั้งในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอังคาร ส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยครึ่งหนึ่งในกรุงเคียฟต้องตกอยู่ในสภาพไม่มีฮีตเตอร์และไฟฟ้าใช้อีกครั้ง ในขณะที่อุณหภูมิทั่วประเทศยังคงวนเวียนอยู่ที่ประมาณ -10 องศาเซลเซียส

โดรน, จรวดมิสไซล์ และขีปนาวุธร่อน ของรัสเซีย โจมตีหลายพื้นที่ทั่วยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟ เมืองดนีโปรทางตอนกลาง และเมืองโอเดสซาทางตอนใต้ ส่งผลให้สัญญาณเตือนการโจมตีทางอากาศดังต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งคืน และในวันอังคาร เสียงไซเรนก็ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อโดรนและขีปนาวุธร่อนของรัสเซียเคลื่อนตัวเข้าใกล้เมืองหลวง

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า อาวุธจำนวนมากถูกสกัดเอาไว้ได้ แต่การสกัดกั้นการโจมตีในครั้งนี้ทำให้ยูเครนต้องเสียค่าใช้จ่ายไปถึงประมาณ 80 ล้านยูโร โดยตัวเลขดังกล่าวนับเฉพาะค่าใช้จ่ายของขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศเพียงอย่างเดียว

ระหว่างวันจันทร์ถึงวันอังคาร มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บอีก 33 ราย จากการโจมตีทั่วประเทศยูเครน โดยมีอาคารที่พักอาศัยกว่า 5,400 แห่งในกรุงเคียฟ ซึ่งแต่ละแห่งประกอบด้วยห้องพักหลายสิบห้อง ประสบปัญหาใช้งานระบบทำความร้อนไม่ได้ และพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองหลวงยังไม่มีน้ำประปาใช้อีกด้วย

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าวว่า เกือบ 80% ของอาคารเหล่านี้เพิ่งจะได้รับการซ่อมแซมระบบทำความร้อนให้กลับมาใช้งานได้ หลังจากเหตุโจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 9 มกราคม ซึ่งทำให้ไฟฟ้าดับไปเกือบทั้งเมือง

เทศบาลกรุงเคียฟระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 10,000 คน ซึ่งรวมถึงเด็กเกือบ 800 คน ต้องเข้าไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินของเมืองเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประธานาธิบดียูเครนมีกำหนดการที่จะเดินทางไปร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันอังคาร แต่ภายหลังจากเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคืน เซเลนสกีก็ตัดสินใจที่จะอยู่ในกรุงเคียฟต่อไป

ผู้นำยูเครนเสริมว่า เขาจะเดินทางไปยังเมืองดาวอสก็ต่อเมื่อเอกสารเกี่ยวกับ “การรับประกันความมั่นคง” ร่วมกับสหรัฐอเมริกา และ แผนการครอบคลุมที่นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง พร้อมสำหรับการลงนามแล้วเท่านั้น

นายเซเลนสกีกล่าวอีกว่า ความต้องการระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศยังอยู่ในขั้นวิกฤต รัสเซียกำลังใช้ขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) ในการโจมตี “มากขึ้นกว่าเดิมมาก” และศักยภาพของมอสโกในการผลิตขีปนาวุธเหล่านี้ก็ยังไม่ลดน้อยลงเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

21 ม.ค. 2569 03:59 น.

ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

โดนัลด์ ทรัมป์ จัดงานแถลงข่าว ชูผลงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงเรื่องเศรษฐกิจและการตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่ยืนยันจุดยืนเรื่องกรีนแลนด์โดยเชื่อว่า เรื่องนี้จะไปได้สวย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมการแถลงข่าวประจำวันที่ทำเนียบขาว ในวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ด้วย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับยุโรปเรื่องกรีนแลนด์ และคำขู่ใช้มาตรการภาษีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ

นายทรัมป์ก้าวขึ้นสู่โพเดียมแถลงข่าวพร้อมกับแฟ้มเอกสารขนาดใหญ่ ซึ่งเขาเรียกมันว่ารายการ “ผลงานความสำเร็จ” ของเขา และนำเอกสารบางส่วนออกมาแสดงให้คนในห้องประชุมดู โดยส่วนใหญ่เป็นการพูดถึงนโยบายด้านคนเข้าเมืองในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

นายทรัมป์ยังชูรูปถ่ายของกลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุมในรัฐมินนิโซตา พร้อมกับกล่าวอ้างว่าคนเหล่านี้คือ “อาชญากรต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อีกไม่นานเขาจะเดินทางไปยัง “สถานที่ที่สวยงามในสวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งคำพูดนี้เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ได้จากคนในห้องแถลงข่าว ก่อนที่เขาจะเสริมว่า “ผมมั่นใจว่ามีคนรอต้อนรับผมอย่างมีความสุขแน่นอน”

อนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งประเด็นคำขู่ของเขาที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลัง กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในที่ประชุม

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสกล่าวต่อเหล่าผู้นำโลกที่ดาวอสว่า “มาตรการภาษีใหม่ๆ ที่สะสมอย่างไม่จบสิ้น” จากทางสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” ขณะที่นายกรัฐมนตรี มาร์ค คาร์นีย์ ของแคนาดา ก็ได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่าเขา “คัดค้านอย่างรุนแรง” ต่อการเก็บภาษีในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

ชมผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา

นายทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลาเพียงสั้นๆ โดยมีการพูดถึงนาง มารีอา โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา ผู้ซึ่งได้มอบเหรียญรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอให้แก่ทรัมป์ ในตอนที่เธอเข้าพบเขาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

“บางทีเราอาจจะให้เธอเข้ามามีส่วนร่วมในทางใดทางหนึ่ง” ทรัมป์กล่าว พร้อมกับชื่นชมมาชาโดว่าเป็น “ผู้หญิงที่วิเศษอย่างน่าเหลือเชื่อ”

จับ “อาชญากร” นับหมื่นคน

จากนั้น นายทรัมป์หันไปพูดถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในรัฐมินนิโซตา โดยระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ได้เข้าควบคุมตัวผู้อยู่อาศัยที่ไม่มีเอกสารจำนวนกว่า 10,000 คน และเขากล่าวว่า ทั้งหมดเป็น “อาชญากร” และเป็น “พวกที่เลวร้ายที่สุดในบรรดาพวกที่เลวร้าย”

ทั้งนี้ ก่อนที่นายทรัมป์จะเริ่มแถลง เจ้าหน้าที่ได้แจกสำเนาเอกสารข่าวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “365 ชัยชนะใน 365 วัน” ของประธานาธิบดีความสำเร็จอันดับที่ 1 ในรายการนั้นคือ การทำให้อัตราการย้ายถิ่นฐานสุทธิติดลบ ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

เสียใจกรณี เรเน่ กู๊ด

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์แสดงความเสียใจหลายครั้งต่อเหตุการณ์ที่ เรเน่ กู๊ด ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสเมื่อสองสัปดาห์ก่อน “มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก … นั่นเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า เขารู้สึก “แย่มาก” เมื่อทราบว่าพ่อของกู๊ดนั้นเป็นแฟนตัวยงของเขา และถึงขั้นพูดว่า บางครั้งหน่วยงาน ICE ก็อาจจะ “ทำผิดพลาด” และ “รุนแรงกับผู้คนมากเกินไป”

คำพูดของนายทรัมป์ในครั้งนี้ถือว่าสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนอื่นๆ เคยพูดไว้หลังเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คริสตี โนเอม ที่ระบุว่ากู๊ดเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และมีเจตนาที่จะใช้รถยนต์ของเธอพุ่งชนเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ ICE

เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะภาษีนำเข้า

ส่วนเรื่องภาษีนำเข้า นายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ไปเยี่ยมชมโรงงานฟอร์ดในรัฐมิชิแกน ซึ่งเขาอ้างว่าเมื่อ 2 ปีก่อนโรงงานแห่งนี้กำลังจะปิดตัวลง แต่ปัจจุบันกลับเปิดทำการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง และกล่าวว่า “ภาษีนำเข้าคือสิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องนี้” ก่อนจะเสริมว่า “ผมไม่รู้ว่าศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไร”

“เราจัดเก็บรายได้มาได้หลายแสนล้านดอลลาร์แล้ว และถ้าเราแพ้คดีนั้น ก็เป็นไปได้ว่าเราต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อจ่ายเงินเหล่านั้นคืน” ทรัมป์กล่าวต่อ และเสริมว่า เขาไม่รู้ว่าจะจ่ายคืนได้โดยไม่กระทบต่อผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร พร้อมอ้างว่า ตอนนี้สหรัฐฯ มีความมั่นคงแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและไม่มีภาวะเงินเฟ้อ ก็เพราะภาษีนำเข้า

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า เขาคิดอย่างไรที่มีชาวอเมริกันที่รู้สึกว่า เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น นายทรัมป์ยืนยันว่า เขาได้รับช่วงต่อ “ความวุ่นวายที่เลวร้าย” มาจากอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน และยืนยันว่า สิ่งที่เขาทำนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนั้นคือ “ปาฏิหาริย์” และเป็น “ภาพที่สวยงาม” พร้อมเสริมว่า “ราคาสินค้าต่าง ๆ กำลังลดต่ำลงอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางเศรษฐกิจจากเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ แตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ในขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ การจ้างงาน และภาพรวมเศรษฐกิจในวงกว้าง

และแม้ว่าราคาน้ำมันและไข่ไก่จะปรับตัวลดลง แต่ราคาอาหารประเภทอื่นกลับแพงขึ้น และชาวอเมริกันยังคงไม่พอใจกับค่าที่พักอาศัย ค่าเลี้ยงดูบุตร และค่าบริการทางการแพทย์

พ้อไม่ได้เครดิตเท่าที่ควร

นายทรัมป์ตัดพ้อด้วยว่า เขาไม่ได้รับเครดิตจากการทำให้ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นเลย และบ่นอีกว่า ไม่มีการพูดถึงเรื่องความพยายามของเขา ในการลดค่ายาตามใบสั่งแพทย์เลย และกล่าวโทษสื่อมวลชนที่ไม่ยอมรายงานข่าวในเรื่องนี้

นายทรัมป์กล่าวอีกว่า เขายังไม่ได้รับเครดิตมากพอจากการทำให้อัตราเงินเฟ้อที่เขารับช่วงต่อมาจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนก่อนลดลงได้ “บางทีผมอาจจะมีทีมประชาสัมพันธ์ที่แย่ก็ได้ เรายังสื่อสารเรื่องนี้ออกไปไม่ถึงผู้คน เราได้รับมรดกเป็นตัวเลข (เงินเฟ้อ) ที่สูงมาก และเราก็ไปรับลดมันลงมาได้ตั้งเยอะ” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของรัฐบาลกลางที่ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคม 2568 ขยับขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เสื่อมศรัทธานอร์เวย์

หลังจากนั้น นายทรัมป์พูดถึงสงครามที่เขาอ้างว่าเป็นคนยุติอีกครั้ง เช่น ความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน ก่อนจะอ้างต่อว่า ประเทศนอร์เวย์เป็นผู้ควบคุมการให้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ “นอร์เวย์เป็นคนบงการทั้งหมด … มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดี”

“ผมเสื่อมความศรัทธาในนอร์เวย์ไปเยอะเลย” ทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมา และเผยว่า เขาเชื่อฝังใจเลยว่า นอร์เวย์เป็นผู้ควบคุมรางวัลนี้

ทรัมป์บอกอีกว่า มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2568 บอกกับเขาว่าเธอไม่สมควรได้รับรางวัลนี้ แต่เป็นทรัมป์ต่างหากที่สมควรได้รับ และอ้างคำพูดของนางมาชาโดด้วยว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์สมควรได้รับมัน เพราะเขายุติสงครามไปถึง 8 แห่ง”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า เขาได้ยุติสงครามไปแล้วถึง 8 แห่งและสำหรับเขานั้น การแก้ไขความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดาย โดยย้ำว่า “ผมไม่ได้ทำเพื่อรางวัลโนเบลหรอก” พร้อมเสริมว่าตอนนี้เขากำลังพยายามยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนอยู่

แต่ทรัมป์ยังคงยืนกรานว่า “นอร์เวย์มีอำนาจควบคุมรางวัลโนเบลอย่างมหาศาล ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม”

อนึ่ง รางวัลโนเบลได้รับการตัดสินและมอบโดยคณะกรรมการโนเบลที่เป็นอิสระ ไม่ใช่โดยรัฐบาลนอร์เวย์

โวทำเพื่อนาโตมากกว่าใคร

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า ไม่มีใครทำเพื่อนาโต (NATO) ได้มากเท่ากับเขาอีกแล้ว “ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่นั่นก็จะบอกคุณแบบนั้น … ผมว่าคุณลองไปถามเลขาธิการ [นาโต] เกี่ยวกับเรื่องนี้ดูก็ได้ … เราทุ่มเงินมหาศาลไปกับนาโต และผมรู้ว่าเราจะเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาแน่นอน แต่ผมแค่สงสัยจริงๆ ว่าพวกเขาจะยอมมาช่วยเราหรือไม่”

นายทรัมป์อ้างถึงความสำเร็จในการทำให้ประเทศสมาชิกนาโตยอมตกลงจ่ายเงินสมทบงบประมาณด้านกลาโหมสูงถึง 5% ของ GDP จากเดิมเพียง 2%

“พวกเขากำลังซื้อของจำนวนมากจากเราและส่งต่อไปให้ยูเครน” ทรัมป์กล่าว “นาโตจะมีความสุข และเราเองก็จะมีความสุข … เราจำเป็นต้องมีมันเพื่อความมั่นคงของโลก”

จากนั้นนักข่าวถามนายทรัมป์ว่า เขายังคงมุ่งมั่นที่จะให้สหรัฐฯ เป็นสมาชิกนาโตต่อไปหรือไม่ ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศสมาชิกนาโตอื่น ๆ มาโดยตลอด และกลุ่มพันธมิตรนี้ “แข็งแกร่งขึ้นมาก” ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ในทำเนียบขาว

“ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม” ทรัมป์กล่าว “นาโตจะดีได้เท่าที่พวกเรา (สหรัฐฯ) เป็นเท่านั้น” และหากไม่มีสหรัฐฯ องค์กรนี้ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก

คกก.สันติภาพอาจแทนที่ UN

หลังจากนายทรัมป์เริ่มเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถามคำถามหลังจากพูดมานานกว่าชั่วโมง คำถามแรกที่เขาได้รับคือเรื่องแผนการจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของเขา และคำถามที่ว่าเขาต้องการให้คณะกรรมการนี้เข้ามาแทนที่องค์การสหประชาชาติ (UN) หรือไม่

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบว่า “ก็อาจจะเป็นไปได้” และกล่าวหาว่า UN “ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก” แม้จะมีศักยภาพอยู่บ้าง แต่ตัวเขาเองไม่เคยคิดที่จะพึ่งพา UN ในการยุติสงครามใดๆ เลย

ไม่เห็นด้วยเรื่องแผนเกาะชากอส

นักข่าวถามนายทรัมป์เรื่องโพสต์บน Truth Social ที่เขาตราหน้าข้อตกลงของสหราชอาณาจักร ที่จะยกหมู่เกาะชากอสให้แก่ประเทศมอริเชียส และเช่าฐานทัพทหารที่สำคัญกลับคืนมาว่าเป็น “การกระทำที่โง่เขลาอย่างมหันต์” โดยถามว่าตอนนี้จุดยืนของเขาเปลี่ยนไปหรือไม่ เนื่องจากนายทรัมป์เคยสนับสนุนแผนการของสหราชอาณาจักรมาก่อน

ทรัมป์ตอบว่า เมื่อตอนที่สหราชอาณาจักรวางแผนเรื่องนี้ในตอนแรก มันเป็นการ “พูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์” แต่ในขณะนี้กลับกลายเป็นการ “พยายามจะทำสัญญาเช่าและขายมันทิ้ง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์บอกว่า เขาคัดค้าน

ทรัมป์ย้ำว่า เกาะชากอสไม่เหมือนกรีนแลนด์ แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อโลกพอสมควร และเขาคิดว่าสหราชอาณาจักรควรจะรักษาหมู่เกาะชากอสเอาไว้ต่อไป

เชื่อเรื่องกรีนแลนด์ไปได้สวย

นักข่าวถามนายทรัมป์เรื่องที่เขาขู่จะตั้งกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้เสียงค้านกรณีกรีนแลนด์ และถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าการใช้มาตรการภาษีของเขานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“เราก็คงต้องไปฟ้องร้องในเรื่องอื่นแทน” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือวิธีที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด รวดเร็วที่สุด และซับซ้อนน้อยที่สุดแล้ว”

เขายังกล่าวอีกว่า “เรามีกำหนดการประชุมหลายนัดเกี่ยวกับเรื่องเกาะกรีนแลนด์ และผมคิดว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทีเดียว”

นักข่าวถามด้วยว่า เขาจะทำถึงขนาดไหนเพื่อให้ได้กรีนแลนด์มาครอบครอง ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า “เดี๋ยวคุณก็จะได้รู้เอง”

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ชาวกรีนแลนด์ได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าพวกเขาไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ นายทรัมป์ตอบว่า เมื่อเขาได้พูดคุยกับชาวกรีนแลนด์ เขามั่นใจว่าชาวกรีนแลนด์จะต้องรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU เล็งระงับ การอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ปมกรีนแลนด์

EU เล็งระงับ การอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ปมกรีนแลนด์

21 ม.ค. 2569 00:53 น.

EU เล็งระงับ การอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ปมกรีนแลนด์

บีบีซี เผย สหภาพยุโรปเตรียมระงับการอนุมัติข้อตกลงภาษีที่พวกเขาทำไว้กับสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่ตั้งกำแพงภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์

สำนักข่าว บีบีซี รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ ว่า รัฐสภายุโรปกำลังวางแผนที่จะระงับการอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน โดยคาดว่าจะมีการประกาศการระงับข้อตกลงดังกล่าว ณ เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ในวันพุธนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปอีกระลอก ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เร่งความพยายามในการเข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์ พร้อมทั้งขู่จะเก็บภาษีนำเข้าใหม่จากชาติยุโรป ที่แสดงการต่อต้านแผนการของเขา เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงิน และทำให้เกิดการพูดถึงเรื่องสงครามการค้าอีกครั้ง รวมถึงความเป็นไปได้ในการตอบโต้สหรัฐฯ สำหรับมาตรการทางการค้าดังกล่าวด้วย

ตลาดหุ้นของทั้งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวลดลงในวันอังคาร โดยตลาดหุ้นยุโรปเผชิญกับภาวะขาดทุนต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ขณะที่ดัชนีหลักทั้งสามของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงมากกว่า 1% ในช่วงเช้าของการซื้อขาย

ทางด้านตลาดเงิน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 1.1742 ดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินปอนด์ขยับขึ้น 0.2% ไปอยู่ที่ 1.346 ดอลลาร์

ทั้งนี้ ข้อตกลงภาษีระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษีนำเข้าต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกเมื่อเดือนเมษายนปี 2568 โดยข้อตกลงดังกล่าวจะลดอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บลงจาก 30% เหลือ 15% แลกกับการที่ยุโรปจะลงทุนในสหรัฐฯ และปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังคงต้องรอการอนุมัติจากรัฐสภายุโรปเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องเกาะกรีนแลนด์ นายแมนเฟรด เวเบอร์ สมาชิกรัฐสภายุโรปผู้ทรงอิทธิพลชาวเยอรมัน ก็ออกมากล่าวว่า “การอนุมัติ (ข้อตกลง) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะนี้”

ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปได้สั่งระงับแผนการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเดิมทีตั้งเป้าไปที่สินค้าจากอเมริกาคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9.3 หมื่นล้านยูโร ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากัน

อย่างไรก็ตาม การพักมาตรการตอบโต้ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งหมายความว่ามาตรการภาษีของสหภาพยุโรปจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เว้นแต่ว่าทางกลุ่มจะตัดสินใจขยายเวลาออกไปหรือให้การอนุมัติข้อตกลงฉบับใหม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษอนุมัติ สร้างสถานทูตจีนขนาดยักษ์ หลังแผนชะงักมา 3 ปี

อังกฤษอนุมัติ สร้างสถานทูตจีนขนาดยักษ์ หลังแผนชะงักมา 3 ปี

20 ม.ค. 2569 23:01 น.

อังกฤษอนุมัติ สร้างสถานทูตจีนขนาดยักษ์ หลังแผนชะงักมา 3 ปี

สหราชอาณาจักรอนุมัติให้จีนสร้างสถานทูตแห่งใหม่ในกรุงลอนดอนแล้ว หลังแผนชะงักมานาน 3 ปี จากความกังวลเรื่องการสอดแนม โดยจะเป็นสถานทูตจีนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรอนุมัติให้จีนดำเนินการสร้างสถานเอกอัครราชทูตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปในพื้นที่กรุงลอนดอนแล้ว โดยหวังว่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่ง แม้จะมีคำเตือนจากนักการเมืองทั้งในอังกฤษและสหรัฐฯ ว่าสถานที่แห่งนี้อาจถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการจารกรรมข้อมูล

สถานทูตดังกล่าวจะสร้างบนพื้นที่ของโรงกษาปณ์หลวงเดิม ซึ่งมีอายุกว่าสองศตวรรษใกล้กับหอคอยแห่งลอนดอน แต่แผนการหยุดชะงักมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจาก ชาวบ้านท้องถิ่น, สมาชิกรัฐสภา และกลุ่มนักรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงที่พำนักอยู่ในอังกฤษ

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร จะเดินทางเยือนจีน โดยคาดกันว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้นำอังกฤษคนแรกที่เดินทางเยือนจีน นับตั้งแต่ปี 2561 โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนของทั้งอังกฤษและจีนระบุว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ขึ้นอยู่กับการอนุมัติโครงการสถานทูตดังกล่าว

แม้จะมีความกังวลด้านความมั่นคง แต่หน่วยข่าวกรองของอังกฤษซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุมัติ ระบุว่าภัยคุกคามใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นนั้นสามารถบรรเทาหรือป้องกันได้ โดยโฆษกประธานรัฐบาลกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ความมั่นคงแห่งชาติคือหน้าที่ลำดับแรกของเรา”

อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่ยืดเยื้อมาหลายปีนี้อาจยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ เนื่องจากผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ระบุว่าจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาล โดยให้เหตุผลว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐของอังกฤษได้แอบให้คำมั่นสัญญาเป็นการส่วนตัวกับจีนว่าโครงการจะได้รับอนุมัติ ก่อนที่กระบวนการพิจารณาผังเมืองจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์

ทั้งนี้ จีนซื้อที่ดินของโรงกษาปณ์หลวงเดิมของอังกฤษเมื่อปี 2561 ในราคา 255 ล้านปอนด์ (ราว 1 หมื่นล้านบาท ในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) และจีนตั้งใจที่จะสร้างสถานทูตแห่งใหม่ให้เป็นหนึ่งในฐานปฏิบัติการทางการทูตที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 55,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่าอาคารสถานทูตจีนเดิมในลอนดอนเกือบ 10 เท่า

แต่คำขออนุญาตปลูกสร้างสถานทูตแห่งใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวถูกสภาท้องถิ่นปฏิเสธในปี 2565 จนกระทั่งปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ขอให้นายกฯ สตาร์เมอร์ เข้ามาแทรกแซงในเรื่องนี้

รัฐบาลอังกฤษได้เข้ามาดึงอำนาจการตัดสินใจเรื่องผังเมืองมาดูแลเองเมื่อปีที่แล้ว และมีการตั้งคณะไต่สวนขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน เพื่อรับฟังข้อโต้แย้งว่าควรจะอนุมัติการสร้างสถานทูตนี้หรือไม่

นักการเมืองบางส่วนในอังกฤษและสหรัฐฯ ระบุว่า ควรสั่งห้ามไม่ให้จีนก่อสร้างบนพื้นที่ใกล้กับย่านการเงินประวัติศาสตร์ของลอนดอน เนื่องจากอาจเปิดโอกาสให้รัฐบาลปักกิ่งดักฟังข้อมูลจากสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของบริษัทการเงินต่างๆ ที่พาดผ่านอยู่ใต้ดินในบริเวณนั้น

ทางด้านพรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ได้ออกมาประณามการตัดสินใจครั้งนี้ว่าเป็น “พฤติกรรมขี้ขลาดที่น่าอับอาย” จากรัฐบาลที่ “ไร้กระดูกสันหลังอย่างสิ้นเชิง”

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนในลอนดอนได้ออกแถลงการณ์สั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า ทางสถานทูตได้รับทราบการตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% บีบมาครงร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% บีบมาครงร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

20 ม.ค. 2569 21:47 น.

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% บีบมาครงร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษีไวน์-แชมเปญฝรั่งเศส 200% กดดัน เอ็มมานูเอล มาครง เข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ขณะที่ฝรั่งเศสโจมตีกลับว่าคำขู่เช่นนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าไวน์และแชมเปญจากฝรั่งเศสในอัตราสูงถึง 200% เพื่อบีบให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่นายทรัมป์พยายามริเริ่มขึ้น เพื่อมุ่งแก้ไขความขัดแย้งทั่วโลก

โครงการริเริ่มดังกล่าวของนายทรัมป์ จะเริ่มต้นด้วยการแก้ไขปัญหาในฉนวนกาซา ก่อนจะขยายผลไปยังความขัดแย้งอื่นๆ ซึ่งโครงการนี้ได้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทขององค์การสหประชาชาติ (UN) ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดกับมาครงระบุว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีเจตนาที่จะปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมในครั้งนี้

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับจุดยืนของมาครง ทรัมป์กล่าวว่า “เขาพูดแบบนั้นเหรอ? จริงๆ ก็ไม่มีใครต้องการเขาอยู่แล้ว เพราะอีกไม่นานเขาก็จะพ้นจากตำแหน่ง” และเสริมว่า “ผมจะเก็บภาษีไวน์และแชมเปญของเขา 200% แล้วเดี๋ยวเขาก็เข้าร่วมเอง แต่จริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมก็ได้”

อนึ่ง ฝรั่งเศสมีกำหนดจัดการเลือกตั้งเพื่อหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนมาครงในปี 2570

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังได้โจมตีผู้นำฝรั่งเศสอีกระลอกด้วยการเปิดเผยข้อความส่วนตัวที่นายมาครงส่งมา ซึ่งระบุว่า เขาไม่เข้าใจการกระทำของทรัมป์ในกรณีเกี่ยวกับเกาะกรีนแลนด์

ทั้งนี้ ไวน์และสุราที่ส่งออกจากสหภาพยุโรปไปยังสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าในอัตรา 15% นับตั้งแต่ทรัมป์และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป บรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-สหภาพยุโรปเมื่อปีก่อน แต่ฝรั่งเศสพยายามล็อบบี้อย่างหนักเพื่อให้ลดอัตราให้เหลือ 0%

สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับไวน์และสุราของฝรั่งเศส โดยในปี 2567 มียอดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 3.8 พันล้านยูโร

ผู้ช่วยของประธานาธิบดีมาครงระบุว่า ทำเนียบประธานาธิบดีทราบถึงคำขู่ของนายทรัมป์แล้ว พร้อมย้ำว่า การใช้ภาษีข่มขู่เพื่อกดดันนโยบายต่างประเทศของฝ่ายที่สาม เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ด้านนายกาเบรียล ปิการ์ด ประธานสมาพันธ์ผู้ส่งออกไวน์และสุราของฝรั่งเศส (FEVS) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ (ก่อนที่จะมีคำขู่ครั้งล่าสุด) ว่า อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการดำเนินมาตรการทางการค้าก่อนหน้านี้ โดยกิจกรรมทางธุรกิจในสหรัฐฯ ลดลงถึง 20% ถึง 25% ในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาอาโซะ 3 ชีวิตยังไม่รู้ชะตากรรม

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาอาโซะ 3 ชีวิตยังไม่รู้ชะตากรรม

20 ม.ค. 2569 21:12 น.

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาอาโซะ 3 ชีวิตยังไม่รู้ชะตากรรม

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวในญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาไฟอาโซะ พร้อมลูกเรือกับผู้โดยสารรวม 3 คน โดยต่อมามีการพบเศษซากปริศนาบริเวณปล่องภูเขาไฟด้วย แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็น ฮ.ที่หายไปหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวลำหนึ่งสูญหายไปในช่วงก่อนเที่ยงของวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้กับปล่องภูเขาไฟบนภูเขาอาโซะ ในจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น โดยในเวลาต่อมามีการพบเศษซากที่ดูเหมือนจะเป็นตัวเครื่องอยู่ภายในบริเวณปล่องภูเขาไฟ

บนเฮลิคอปเตอร์มีผู้โดยสารชาวไต้หวัน 2 คน และนักบินชาวญี่ปุ่นวัย 64 ปี ซึ่งมีประสบการณ์การบินมากกว่า 40 ปี โดยเครื่องเดินทางออกจากสวนสัตว์ Aso Cuddly Dominion ในเมืองอาโซะเมื่อเวลา 10.52 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อชมวิวภูเขาไฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการของสวนสัตว์แห่งนี้

บริษัท Takumi Enterprise ผู้ให้บริการเฮลิคอปเตอร์ลำที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวอยู่ระหว่างการบินนำเที่ยวเป็นรอบที่ 3 ของวัน แต่กลับขาดการติดต่อกับเฮลิคอปเตอร์หลังจากเครื่องขึ้นบินได้ประมาณ 10 นาที โดยที่ไม่มีรายงานความผิดปกติใดๆ ในระหว่างการบิน 2 รอบแรก

ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของทั้ง 3 คนบนเครื่อง โดยรัฐบาลท้องถิ่นได้ประสานงานไปยังองค์กรของชาวไต้หวันในเมืองฟุกุโอกะแล้ว เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่าผู้โดยสารทั้งสองคนเป็นนักท่องเที่ยว

ด้านเจ้าหน้าที่สำนักงานดับเพลิงระบุว่า หลังจากเวลา 16.00 น. เล็กน้อย ก็มีการตรวจพบวัตถุที่มีลักษณะคล้ายตัวเครื่องเฮลิคอปเตอร์อยู่บริเวณทางลาดชันภายในปล่องภูเขาไฟนากาดาเกะ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้ายอดเขาที่ประกอบกันเป็นภูเขาอาโซะ แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าใช่เฮลิคอปเตอร์ที่หายไปหรือไม่

พิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟอาโซะซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง ให้ข้อมูลกับสื่อว่า สภาพอากาศเหนือพื้นที่เกิดเหตุในช่วงเช้าของวันที่ 20 ม.ค. มีเมฆมาก ซึ่งส่งผลให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นเขานากาดาเกะไม่ชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : straitstimes

ชป. จับมือ สทนช. เดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ

ชป. จับมือ สทนช. เดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ

ชป. จับมือ สทนช. เดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

ชป. จับมือ สทนช. เดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ 

20 มกราคม 2569 นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือกับนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะ เพื่อรับทราบภารกิจเร่งด่วนและภารกิจสำคัญด้านทรัพยากรน้ำ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการดำเนินงานด้านการจัดการน้ำ ณ ห้องประชุมกรม ชั้น 3 กรมชลประทาน ถนนสามเสน 

สำหรับการหารือในครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญ อาทิ โครงการสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนในระยะ 1 ปี ระยะ 3 ปี และระยะ 5 ปี โครงการในพระราชดำริ โครงการในพื้นที่สำคัญ เช่น EEC และหาดใหญ่ การดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แนวทางการสำรวจและขุดลอกลำน้ำสายหลักและปากแม่น้ำที่ตื้นเขิน การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง ความต้องการด้านเครื่องจักร เครื่องมือเพิ่มเติม ตลอดจนปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายและการบูรณาการทำงานในภาพรวมร่วมกัน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

จากเศษอาหารสู่เหรียญทอง เด็กประถมราชินีบน รังสรรค์นวัตกรรมสีรักษ์โลก คว้ารางวัลระดับประเทศ

จากเศษอาหารสู่เหรียญทอง เด็กประถมราชินีบน  รังสรรค์นวัตกรรมสีรักษ์โลก คว้ารางวัลระดับประเทศ

จากเศษอาหารสู่เหรียญทอง เด็กประถมราชินีบน รังสรรค์นวัตกรรมสีรักษ์โลก คว้ารางวัลระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

เวทีนักประดิษฐ์ระดับประเทศต้องจับตา เมื่อผลงานนวัตกรรมของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย สร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการด้วยการพลิก “เศษอาหารไร้ค่า” ให้กลายเป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ จนคว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน Thailand New Gen Inventors Award 2026 : I-New Gen Junior Award 2026 ภายในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือ “สีโปสเตอร์จากขยะอาหาร (Food Waste Poster Paints)” ผลงานนวัตกรรมของนักเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะระดับประถมศึกษา โรงเรียนราชินีบน โดยมี ด.ญ.ณฤดี ศรีอมรกิจกุล และ ด.ญ.ชณาภา สุภารัตนสิทธิ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น ภายใต้การให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิดจาก สุมิตรา อุ่นเปีย ครูที่ปรึกษา

ดร.เย็นฤทัย จงถนอม พร้อมด้วย ดร.เพลินพักตร์ เทศน้อย ผู้บริหารโรงเรียนราชินีบน และ สุมิตรา อุ่นเปีย ครูที่ปรึกษาร่วมแสดงความยินดีกับสองนักเรียนคนเก่ง ด.ญ.ณฤดี ศรีอมรกิจกุล และ ด.ญ.ชณาภา สุภารัตนสิทธิ์

แนวคิดของผลงานเกิดจากการนำขยะอินทรีย์ในชีวิตประจำวัน อาทิ เปลือกผลไม้ เปลือกไข่ ใบไม้แห้ง และเศษอาหารที่หมดอายุ ซึ่งมักถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาพัฒนาเป็นสีโปสเตอร์สำหรับงานศิลปะ ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สีที่ได้มีความหลากหลาย สามารถปรับระดับความเข้มอ่อน และนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้บนวัสดุพื้นผิวที่หลากหลาย

ด.ญ.ณฤดี ศรีอมรกิจกุล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เปิดเผยความรู้สึกว่า “หนูรู้สึกดีใจและภูมิใจมากค่ะ ไม่คิดเลยว่าเศษอาหารใกล้ตัวจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นสีสำหรับงานศิลปะ และพาผลงานไปคว้ารางวัลในเวทีระดับประเทศ โครงงานนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การทดลอง และการเห็นคุณค่าของทรัพยากร รวมถึงความสำคัญของการดูแลสิ่งแวดล้อม ขอขอบคุณคุณครูที่ปรึกษา โรงเรียน และทุกกำลังใจที่สนับสนุนพวกเรามาโดยตลอดค่ะ”

ผลงาน “สีโปสเตอร์จากขยะอาหาร” สะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้แบบ STEAM Education ผสานศิลปะ วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับแนวคิด Zero Waste และ BCG Economy (Bio–Circular–Green Economy) ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้รับการพิจารณาให้คว้ารางวัล เหรียญทอง จากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชนในครั้งนี้

ความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของเยาวชนไทย ที่สามารถนำองค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่การเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศในอนาคตอย่างมั่นคง

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ  Green Transportation  ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

 การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน “เส้นเลือดหลัก” ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง

ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือยังมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนสอดคล้องกัน พร้อมส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเหมาะสม และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน

พิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบความคิดในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ และบทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ คือการใช้ขนาดและเครือข่ายที่เรามี เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เกิดขึ้นได้จริง และการขับเคลื่อน Green Transportation สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เรามุ่งเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตควบคู่กับสังคมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

บริษัทในเครือกับการขับเคลื่อนด้าน Green Transportation

เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (CRL) เดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว

Tops ธุรกิจกลุ่ม Food ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน ผนึกกำลัง FLS Group ผู้นำด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ “12 Missions to Sustainable Retail” และแนวคิด “Small Acts Together” พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำ Food Retail ในการยกระดับกรีนโลจิสติกส์ของไทย โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี

ไทวัสดุ  ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับโลจิสติกส์สีเขียวของไทย การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นธุรกิจค้าปลีกสีเขียว และการรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ

ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียว

นอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

GO Wholesale ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยนำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา

ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี

เซ็นทรัลพัฒนา จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี “The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow” ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ “อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน” เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ

แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา  ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์

นอกจากนี้ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อน Green Transportation ของกลุ่มเซ็นทรัลสะท้อนการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการคลังสินค้า ระบบกระจายสินค้า ไปจนถึงการขนส่งปลายทาง โดยอาศัยการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการจัดส่ง ลดของเสียจากกระบวนการโลจิสติกส์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลวัสดุจากการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบริษัทในเครือและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในอนาคต กลุ่มเซ็นทรัล มีแผนเดินหน้าขยายการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในศูนย์กระจายสินค้า และพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์สีเขียวรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว