โดรนโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันสนามบินคูเวต ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

โดรนโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันสนามบินคูเวต ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

29 มี.ค. 2569 01:58 น.

โดรนโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันสนามบินคูเวต ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

โดรนลำหนึ่งตกใส่แทงก์เก็บน้ำมันใกล้สนามบินในคูเวต ส่งผลให้เกิดไฟไหม้รุนแรง และจนถึงตอนนี้ก็ยังควบคุมเพลิงไม่ได้ แต่ยังไม่มีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 กองทัพคูเวตเปิดเผยว่า โดรนลำหนึ่งพุ่งเป้าโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต ส่งผลให้เกิดไฟไหม้รุนแรง ควันไฟสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากพื้นที่รอบสนามบิน ในขณะที่พนักงานดับเพลิงเร่งทำงานเพื่อควบคุมเพลิง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้

กองทัพคูเวตเสริมว่า การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อระบบเรดาร์ของสนามบิน แต่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ ทางการคูเวตระบุว่า โดรนที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านได้ก่อเหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติหลักของประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายและสร้างความเสียหายต่ออาคารผู้โดยสาร

ระบบป้องกันทางอากาศของประเทศตรวจพบโดรนทั้งหมด 15 ลำในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจนถึงวันเสาร์ (28 มี.ค.) ซึ่งบางส่วนมีเป้าหมายโจมตีไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติแห่งนี้โดยตรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

29 มี.ค. 2569 00:52 น.

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

สส.รีพับลิกันปฏิเสธข้อตกลงจัดสรรงบประมาณชั่วคราวที่เห็นชอบโดยวุฒิสภา แล้วผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวของตัวเอง ทำให้ภาวะขาดงบฯ ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจะยังคงดำเนินต่อไป

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีของวุฒิสภาในการจัดสรรงบประมาณชั่วคราวให้แก่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และได้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณของตนเองเมื่อดึกวันศุกร์ที่ผ่านมา (27 มี.ค.) ซึ่งทำให้ภาวะชัตดาวน์บางส่วนของ DHS ที่ดำเนินมาหลายสัปดาห์จนกระทบการบิน ต้องยืดเยื้อออกไปอีก

ร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวดังกล่าว ซึ่งเสนอให้จัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนแก่ DHS เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผ่านมติด้วยคะแนนเสียง 213 ต่อ 203 หลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาล่างปฏิเสธที่จะรับร่างข้อตกลงจากวุฒิสภา เนื่องจากร่างฉบับนั้นตัดงบประมาณสำหรับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดนออกไป

เหตุการณ์นี้เป็นการตอกย้ำความขัดแย้งที่บีบให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินหลายพันคนต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งให้มีการชดเชยรายได้แก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นในท้ายที่สุดแล้วก็ตาม

นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการงบประมาณที่ “ยึดติดกับสถานะเดิมจะถูกตีตกทันทีเมื่อถึงวุฒิสภา และพวกพรรครีพับลิกันก็รู้ดีในข้อนี้”

เขายังกล่าวเสริมว่า “พรรคเดโมแครตพร้อมจะสนับสนุนงบประมาณด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิที่สำคัญ แต่เราจะไม่เซ็นเช็คเปล่าให้แก่กองกำลังตรวจคนเข้าเมืองที่ทำผิดกฎหมายและเป็นอันตรายของทรัมป์โดยไม่มีการปฏิรูป”

การลงมติในช่วงดึกนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร่างกฎหมายทวิภาคีของวุฒิสภาก่อนหน้านี้ว่าเป็น “เรื่องตลก” เพราะมีการตัดงบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการกวาดล้างและเนรเทศผู้อพยพอันอื้อฉาวของทรัมป์

ในทางกลับกัน พรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนฯ ได้เสนอร่างกฎหมายคู่ขนานที่จะจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่ง (TSA) รวมถึงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยตระเวนชายแดน

แต่ทั้งวุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรจะต้องผ่านร่างกฎหมายในเวอร์ชันเดียวกันก่อนที่จะสามารถส่งต่อไปยังโต๊ะทำงานของประธานาธิบดีเพื่อลงนามบังคับใช้ได้ ทำให้การชัตดาวน์บางส่วนของ DHS จะยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ การชัตดาวน์บางส่วนดังกล่าว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ TSA ซึ่งมีหน้าที่ตรวจคัดกรองผู้โดยสาร สัมภาระ และสินค้าที่สนามบินต่างๆ ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์

ภาวะชะงักงันนี้ทำให้บริการต่างๆ ในสนามบินล่าช้าอย่างหนัก โดยผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AFP รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่สนามบินนานาชาติ “ฮิวส์ตัน” แถวรอตรวจความปลอดภัยนั้นยาวเหยียดจนสุดสายตา และเจ้าหน้าที่สนามบินต้องคอยเดินแจกจ่ายน้ำดื่มให้แก่ผู้โดยสาร

เรื่องการผ่านงบประมาณนี้มีจุดขัดแย้งหลักอยู่ที่ข้อเรียกร้องของพรรคเดโมแครตที่ต้องการให้ปฏิรูปหน่วยงาน ICE หลังเจ้าหน้าที่ยิงชาวอเมริกันเสียชีวิต 2 ศพระหว่างการปราบปรามในรัฐมินนิโซตา และคลิปวิดีโอต่างๆ ที่ปรากฏออกมาทำให้เจ้าหน้าที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่ากระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

28 มี.ค. 2569 23:14 น.

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และนิคมอุตสาหกรรมของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ ขณะเดียวกันก็โจมตีรถของสื่อมวลชนในเลบานอน ทำให้มีนักข่าวเสียชีวิต 3 ศพแล้ว

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 อิสราเอลโจมตีเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่อโรงงานนิวเคลียร์และนิคมอุตสาหกรรมของอิหร่าน หลังจากขู่ว่าจะ “ยกระดับและขยายวง” การโจมตีในกรุงเตหะราน โดยทั้งสองฝ่ายแทบไม่มีทีท่าว่าจะอดกลั้น แม้จะมีความพยายามทางการทูตเกิดขึ้นก็ตาม

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า อิสราเอลโจมตีโรงงานเหล็กสองแห่งเมื่อคืนวันศุกร์ รวมถึงแห่งหนึ่งในจังหวัดคูเซสถานทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านซึ่งมีการใช้สารกัมมันตรังสี ขณะที่โรงงานผลิตน้ำมวลหนักในเมืองอารัก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลูโตเนียมที่สำคัญของอิหร่านก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

สื่ออิหร่านรายงานว่า พบผู้เสียชีวิต 1 ศพ จากการโจมตีของอิสราเอลที่นิคมอุตสาหกรรมเหล็กในเมืองอิสฟาฮาน นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่สองแห่งที่ส่งกระแสไฟฟ้าให้โรงงานดังกล่าวก็ได้รับความเสียหายด้วย

ด้านสำนักงานปรมาณูของอิหร่านระบุว่า โรงงานในจังหวัดแยซด์ซึ่งผลิต “เยลโลว์เค้ก” (yellowcake) หรือผงยูเรเนียมเข้มข้นที่ใช้สำหรับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเช่นกัน แต่ยืนยันว่าไม่มี “การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่ภายนอกสถานประกอบการ”

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่าอิหร่านจะทำให้ผู้โจมตี “ชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพง” หลังการโจมตีครั้งนี้

ในขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นของเลบานอนรายงานว่า มีนักข่าว 3 คนเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังรถของสื่อมวลชนทางตอนใต้ของประเทศ

นายอาลี ชูเอบ ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ Al Manar ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ดำเนินการโดยกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว Al Mayadin ชื่อ ฟาติมา และ โมฮาเหม็ด เฟโตนี เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศในเมืองเจซซีน (Jezzine)

ประธานาธิบดีโจเซฟ อาวุน แห่งเลบานอน ประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น “อาชญากรรมอย่างโจ่งแจ้ง” และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุว่า นักข่าวควรได้รับการคุ้มครองในระหว่างสงคราม

ทางด้านกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าได้สังหาร อาลี ชูเอบ ในการโจมตีจริง แต่กล่าวหาว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ปลอมตัวมาเป็นนักข่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

28 มี.ค. 2569 22:13 น.

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

ยูเครนกับกาตาร์ลงนามข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกันแล้ว เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงเรื่องความเชี่ยวชาญในการต่อต้านขีปนาวุธและระบบอากาศยานไร้คนขับ

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 ยูเครนลงนามในข้อตกลงด้านการป้องกันฉบับใหม่กับกาตาร์ โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อตกลงที่เพิ่งลงนามกับซาอุดีอาระเบียไปเมื่อวันศุกร์นี้ ในขณะที่กลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับต่างพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของยูเครนในด้านสงครามโดรน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึง “ความร่วมมือในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาโครงการร่วมกัน การลงทุนด้านการป้องกันประเทศ และการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญในการต่อต้านขีปนาวุธและระบบอากาศยานไร้คนขับ”

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ภายหลังการประชุมกับตัวแทนจากกาตาร์ว่า “เราได้หารือในประเด็นที่จะช่วยเสริมสร้างการปกป้องชีวิตในทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และได้บรรลุข้อตกลงความเป็นพันธมิตรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในภาคการกลาโหมเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี”

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เซเลนสกีได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยเช่นกัน เพื่อแบ่งปันความรู้ของยูเครนในการสกัดกั้นฝูงโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ที่ออกแบบโดยอิหร่านและผลิตโดยรัสเซีย ซึ่งยูเครนได้ฝึกฝนทักษะนี้จนเชี่ยวชาญตลอดระยะเวลา 4 ปีที่พวกเขาทำสงครามกับรัสเซีย

โดรนประเภทดังกล่าว ซึ่งถูกใช้โจมตียูเครนมาอย่างยาวนาน กำลังถูกอิหร่านนำมาใช้ในการโจมตีกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในแถบอ่าวอาหรับอยู่ในขณะนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

28 มี.ค. 2569 21:29 น.

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากยิงมิสไซล์เข้าใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อ 1 เดือนก่อน

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตีในประเทศเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศว่า พวกเขาดำเนินการยิงขีปนาวุธทิ้งตัวเข้าใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเข้าใส่อิหร่านเมื่อ 28 ก.ค. ซึ่งนี่ถือเป็นการประกาศเข้าสู่สงครามอย่างเป็นทางการของกบฏฮูตี

“กองทัพเยเมน ด้วยความช่วยเหลือและศรัทธาในอัลลอฮ์ผู้ทรงอานุภาพ ได้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกโดยยิงฝูงขีปนาวุธ พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสำคัญของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้ของปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง” แถลงการณ์ของกลุ่มฮูตีระบุ พร้อมเสริมว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “การแทรกแซงทางทหารโดยตรง” เพื่อสนับสนุนอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เผยว่าตรวจพบขีปนาวุธที่ถูกยิงจากเยเมนมุ่งหน้ามายังอิสราเอล และกำลังดำเนินการสกัดกั้น

แถลงการณ์ของกลุ่มฮูตีระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการตอบโต้โดยตรงต่อ “การยกระดับทางทหารอย่างต่อเนื่อง, การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน และการก่ออาชญากรรมรวมถึงการสังหารหมู่พี่น้องของเราในเลบานอน อิหร่าน อิรัก และปาเลสไตน์”

เจ้าหน้าที่กลุ่มฮูตีเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ก่อนหน้านี้ว่า ทางกลุ่มพร้อมที่จะเข้าร่วมสงครามเพื่อสนับสนุนอิหร่าน หากสหรัฐฯ และอิสราเอลยกระดับการโจมตีให้รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ นายโมฮัมเหม็ด มันซูร์ ปลัดกระทรวงสารสนเทศของกลุ่มฮูตี ได้ส่งข้อความถึง CNN ระบุว่า การปิดช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) บริเวณชายฝั่งเยเมน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อทะเลแดงกับเส้นทางเดินเรือโลก คือ “ทางเลือกที่สามารถทำได้จริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานเป็นเจ้าภาพเจรจา 4 ชาติ “ตุรกี-อียิปต์-ซาอุฯ” ถกคลี่คลายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

ปากีสถานเป็นเจ้าภาพเจรจา 4 ชาติ "ตุรกี-อียิปต์-ซาอุฯ" ถกคลี่คลายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

28 มี.ค. 2569 15:54 น.

ปากีสถานเป็นเจ้าภาพเจรจา 4 ชาติ “ตุรกี-อียิปต์-ซาอุฯ” ถกคลี่คลายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

ปากีสถานยืนยันเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ 4 ชาติ ร่วมกับ ตุรกี, อียิปต์ และ ซาอุดิอาระเบีย หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง หาทางออกความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

กระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน เปิดเผยว่า กรุงอิสลามาบัดเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแบบ 4 ฝ่าย ระหว่าง ตุรกี, อียิปต์ และซาอุดิอาระเบีย เพื่อหารือสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค

การประชุมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันอาทิตย์ถึงวันจันทร์ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 3 ประเทศจะเดินทางเยือนอิสลามาบัดเพื่อเข้าร่วมการหารืออย่างเป็นทางการ

โดยในแถลงการณ์ระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศจะหารือเชิงลึกในหลากหลายประเด็น รวมถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่เป็นหลักสำคัญ

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ โดยหนึ่งในวาระสำคัญคือการหาทางลดความรุนแรงของสถานการณ์

ก่อนหน้านี้ฮากาน ฟิดาน รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี เปิดเผยว่า เดิมทีมีแผนจะจัดการประชุมในตุรกี แต่ได้เปลี่ยนสถานที่มาเป็นปากีสถานแทน

ในช่วงวิกฤตครั้งนี้ปากีสถานถูกจับตามองในฐานะตัวกลางสำคัญ ทางการทูต โดยมีบทบาทเชื่อมการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

รายงานระบุว่า ปากีสถานเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ส่งมอบแผนสันติภาพ 15 ข้อ ที่สหรัฐฯ เสนอให้กับอิหร่าน ซึ่งสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศในเวทีการทูตระหว่างประเทศ.

ที่มา : CNN

อินโดนีเซียเริ่มแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้ไม่ได้ทั้ง TikTok-YouTube ชาติแรกในอาเซียน

อินโดนีเซียเริ่มแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้ไม่ได้ทั้ง TikTok-YouTube ชาติแรกในอาเซียน

28 มี.ค. 2569 14:52 น.

อินโดนีเซียเริ่มแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้ไม่ได้ทั้ง TikTok-YouTube ชาติแรกในอาเซียน

อินโดนีเซียเริ่มใช้กฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี ห้ามเปิดบัญชีบนแพลตฟอร์มดังอย่าง TikTok และ YouTube หวังคุ้มครองเด็กจากเนื้อหาอันตราย เป็นประเทศแรกในอาเซียน

อินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม โดยห้ามเด็กมีบัญชีบนแพลตฟอร์มดิจิทัลยอดนิยม เช่น TikTok, YouTube, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องเด็กจากความเสี่ยงในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาลามกอนาจาร การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การหลอกลวงออนไลน์ ไปจนถึงปัญหาการเสพติดโซเชียล

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ออกกฎหมายลักษณะนี้ โดยเกิดขึ้นหลังออสเตรเลีย เคยเริ่มมาตรการลักษณะเดียวกันมาก่อน เพื่อดึงอำนาจกลับจากบริษัทเทคโนโลยีและปกป้องเยาวชน

รัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า การบังคับใช้จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าแพลตฟอร์มทั้งหมดจะปฏิบัติตามกฎอย่างครบถ้วน

ด้านนางเมทยา ฮาฟิด รัฐมนตรีกระทรวงสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า X ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยจะตรวจสอบและปิดบัญชีของผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี

ขณะที่แพลตฟอร์ม Roblox แจ้งรัฐบาลว่าอยู่ระหว่างพัฒนาโหมดออฟไลน์ สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 13 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีตรวจสอบอายุ แต่ย้ำว่าขณะนี้กำลังเร่งให้แพลตฟอร์มปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหลัก โดยมาตรการนี้คาดว่าจะกระทบเด็กประมาณ 70 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศราว 280 ล้านคน

รัฐมนตรีกระทรวงสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียยอมรับว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งในแง่การควบคุมแพลตฟอร์ม และการติดตามให้มีการปิดบัญชีผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องเด็ก

ด้านกระแสตอบรับจากเด็กๆ และผู้ปกครอง มีความเห็นทั้งสองด้าน อย่างเด็กหญิงวัย 13 ปีรายหนึ่งในกรุงจาการ์ตาเผยว่า รู้สึกครึ่งๆ กลางๆ กับนโยบายนี้ แม้จะเข้าใจเหตุผล แต่ก็กังวลว่าจะพลาดความสนุกจากโซเชียลมีเดีย

ขณะที่ผู้ปกครองจำนวนมากมองว่าเป็นมาตรการที่ดี เนื่องจากปัจจุบันเด็กจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมติดหน้าจอ อย่างหนัก

ดิเอนา หรยาณา ผู้ก่อตั้งองค์กรด้านความปลอดภัยเด็กบนโลกออนไลน์ ระบุว่า โซเชียลมีเดียมีผลต่อสุขภาพจิตของเด็ก ทั้งความเครียด วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า

อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่า เทคโนโลยีก็มีข้อดีเช่นกัน หากใช้อย่างเหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้ผู้ปกครองและโรงเรียนเข้ามามีบทบาทในการดูแลและแนะนำเด็ก

นอกจากอินโดนีเซียและออสเตรเลียแล้ว ประเทศอย่างสเปน , ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ก็เริ่มพิจารณาหรือออกมาตรการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบในระยะยาว.

ที่มา : channelnewsasia

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

งานวิจัยล่าสุดจากหน่วยงาน Wisconsin Initiative on Climate Change Impacts  และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเพณีการตกปลาบนน้ำแข็งของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หลังจากข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1850 ชี้ให้เห็นว่าระยะเวลาที่ทะเลสาบในวิสคอนซินกลายเป็นน้ำแข็งลดลงกว่าหนึ่งเดือน โดยปัจจุบันเหลือค่าเฉลี่ยไม่ถึง 3 เดือน

สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้เกิดวงจรละลายและแข็งตัวใหม่ซ้ำๆ ส่งผลให้น้ำแข็งไม่มีความแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนัก ทำให้มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุตกน้ำมากขึ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นส่งผลเสียต่อปลาเมืองหนาวที่เป็นสัญลักษณ์ของการตกปลาบนน้ำแข็ง เช่น วอลล์อาย, ปลาเทราต์ และปลาซิสโก ซึ่งอาจลดจำนวนลงอย่างมากภายในปี 2050

นักวิจัยเสนอแนวทางรับมือหลายมาตรการ เริ่มจากความพยายามรักษาประชากรปลาดั้งเดิมผ่านการปล่อยปลาเพิ่ม และการจำกัดปริมาณการจับ รวมถึงยอมรับการหายไปของปลาบางชนิดในทะเลสาบที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ และปล่อยให้ปลาเมืองร้อนอย่าง ปลากะพงปากกว้าง (Largemouth Bass) หรือปลาบลูจิล (Bluegill) เข้ามาแทนที่ อีกทั้งวางแผนจัดการประมงเพื่อรองรับชนิดพันธุ์ปลาใหม่ๆ ที่จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคตเพื่อให้กิจกรรมการตกปลายังคงดำเนินต่อไป

Health News : สงครามอิหร่านกระทบสุขภาพ

Health News : สงครามอิหร่านกระทบสุขภาพ

Health News : สงครามอิหร่านกระทบสุขภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดวิกฤตที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและระบบนิเวศไปอีกนานหลายทศวรรษ

ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีคลังน้ำมันและโรงกลั่นในกรุงเตหะราน ทำให้เกิดเขม่าควันดำมหาศาลที่ผสมกับน้ำฝนและตกลงมาเป็น “ฝนสีดำ” ที่เป็นกรดและมีน้ำมันเจือปน ควันที่เกิดจากการเผาไหม้น้ำมันประกอบด้วยสารก่อมะเร็ง เช่น เบนซินและฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งส่งผลกระทบเฉียบพลันต่อระบบทางเดินหายใจและหัวใจ โดยเฉพาะในเด็กและสตรีมีครรภ์ การระเบิดของอาวุธปล่อยโลหะหนัก สารเร่งเชื้อเพลิงขีปนาวุธที่ถูมิเป็นพิษสูง และวัตถุระเบิดที่ตกค้างลงสู่ดินและน้ำ ซึ่งสารเหล่านี้สามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารได้ ขณะที่การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านที่พุ่งเป้าโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำ (Desalination plants) คุกคามความมั่นคงด้านน้ำดื่มของประชาชนนับล้านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

แม้จะยังไม่พบการรั่วไหลของรังสีในระดับสูงจากการโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เช่น ที่โรงงานเมืองนาทานซ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การทำลายโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อาจปล่อยสารเคมีอันตราย เช่น ยูเรเนียมเฮกซาฟลูออไรด์ ที่เป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจ ขณะที่การโจมตีโรงงานผลิตปุ๋ยหรือแอมโมเนียอาจปล่อยสารพิษที่แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญจาก Conflict and Environment Observatory (CEOBS) ระบุว่า หลังสงคราม การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมมักถูกลดความสำคัญลงเนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูงและมีความจำเป็นด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ เร่งด่วนกว่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ราว 20 ปีมาแล้ว ณ ทุ่งนาในเขตตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองต้นตาล” มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่า ลุงถนอม ภู่เงิน เป็นกำนัน ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านอย่างเข้มแข็ง

                    วันหนึ่งในยามบ่ายที่ลมพัดยอดตาลพริ้วไหว ลุงถนอมนั่งอยู่ที่คันนา ในมือถือตะกร้าใส่ “ลูกโหนด” หรือเมล็ดตาลที่งอกหน่ออ่อนๆ หลายสิบต้น ท่านขุดหลุมลึกลงไปในดินแล้วปลูกต้นตาลอย่างตั้งใจ

                    มีชายหนุ่มจากต่างถิ่นคนหนึ่ง ขับรถเก๋งผ่านมาเห็นเข้า จึงหยุดรถแล้วตะโกนถาม “ลุงครับ! ทำไมมาปลูกต้นตาลเอาตอนนี้? ลุงอายุมากแล้วนะ กว่าที่ต้นตาลจะโตพอจนทำน้ำตาลสด หรือกว่าจะมีลูกให้กินจาวตาล ต้องใช้เวลาเกือบร้อยปีไม่ใช่เหรอครับ?”

                    ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ แล้วพูดต่อ “ถึงตอนนั้น ลุงจะยังปีนขึ้นไปเก็บลูกตาลไหวหรือครับ?”

                    ลุงถนอมค่อยๆ วางหน่อต้นตาลในหลุม อย่างตั้งใจ จดจ่อ อดทนพยายาม เหมือนอย่างที่ได้ปลูกต้นตาลให้เมืองเพชรมาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทุกวัน กว่า 20 ปี โดยไม่ต้องการชื่อเสียง และไม่มีใครขอร้องจ้างวาน  

                    ลุงถนอมเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่มีเมตตา ท่านชี้นิ้วไปยังทิวต้นตาลสูงเสียดฟ้าที่เรียงรายอยู่ทั่วจังหวัดเพชรบุรี “ไอ้หนุ่มเอ๋ย… ต้นตาลกว่าสี่แสนต้น ที่เอ็งเห็นทั่วทั้งเมืองเพชร ที่ข้าใช้เคี่ยวเป็นน้ำตาลปึกขายส่งลูกเรียนจนจบ หรือที่เอ็งได้กินลูกตาลเชื่อม อร่อยๆ น่ะ ปู่ย่าตายายของข้าเป็นคนปลูกไว้เมื่อร้อยปีก่อนเกือบทั้งนั้น พวกท่านปลูกไว้ไม่ใช่ให้ตนเองใช้สอย… แต่เพื่อให้ลูกหลานและชาวเมืองเพชรได้มีอาชีพและมีกินในวันนี้ และวันนี้ข้าก็ปลูก… เพื่อให้ลูกหลานคนเมืองเพชรในวันหน้า ได้มีต้นตาลไว้เลี้ยงชีพต่อไปเหมือนที่ข้าเคยได้รับมา”

                    ชายหนุ่มได้ฟังก็รู้สึกซึ้งใจ เขาได้เห็นชัดถึงความอดทนที่ยิ่งใหญ่ของคนรุ่นก่อน ที่ไม่ได้หวังผลประโยชน์เพื่อตัวเอง แต่เพื่ออนาคตของคนรุ่นหลัง

                    หลายปีผ่านไป ลุงถนอมจากไปตามกาลเวลา แต่หน่อตาลต้นเล็กๆ ในวันนั้น ได้เติบโตเป็นต้นตาลแข็งแกร่ง ยืนต้น ท้าแดดท้าลม อยู่ริมคันนา ที่สวนตาลกำนันถนอม ที่ลูกหลานของลุงถนอมได้ใช้ไม้พะองพาด แล้วปีนขึ้นไปปาดน้ำตาลสดที่หวานหอม มาขายเลี้ยงครอบครัวได้ทุกวัน

                    ทุกครั้งที่มองขึ้นไปที่ยอดตาล พวกเขาจะระลึกถึงความรักและความอดทนมุ่งมั่นของลุงถนอม และบรรพบุรุษชาวเมืองเพชรที่ส่งต่อมาผ่านต้นตาลนี้ด้วยความกตัญญูรู้คุณ

                    การกระทำของลุงถนอมในการปลูกต้นตาลมากมาย เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10  เรื่อง การแบ่งปัน อุทิศ แบ่งให้คนอื่น (ปัตติทานมัย) และตามกฎลูกเสือข้อ 3 กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น เพราะลุงถนอมไม่ได้ปลูกต้นตาลเอาไว้เพื่อใช้เอง แต่ปลูกไว้ให้ชาวเมืองเพชรและชาวไทยในอนาคตอีกร้อยปีได้มีน้ำตาลตโนดทำขนมหวานเมืองเพชรต่อไปอีกนานแสนนาน

                     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ผลงานที่ยิ่งใหญ่นั้น มักไม่ได้เกิดจากทางลัดหรือโชคชะตาเทวดาช่วย แต่เกิดจากการทำความดีเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง  ตั้งใจ อดทน ไม่ยอมแพ้ และ ใช้สติปัญญา”

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation