เอม-สามี เยี่ยม ทักษิณ นับถอยหลัง 46 วัน เผยพ่อฝากห่วงคนไทย หลังเผชิญวิกฤตพลังงาน

เอม-สามี เยี่ยม ทักษิณ นับถอยหลัง 46 วัน เผยพ่อฝากห่วงคนไทย หลังเผชิญวิกฤตพลังงาน

เอม-สามี เยี่ยม ทักษิณ นับถอยหลัง 46 วัน เผยพ่อฝากห่วงคนไทย หลังเผชิญวิกฤตพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.18 น.

“เอม-สามี” ตัวแทนครอบครัวเยี่ยม “ทักษิณ” นับถอยหลัง 46 วันปล่อยตัว ด้านเรือนจำกลางคลองเปรม ประสานงานตำรวจท้องที่วันที่11พ.ค.ช่วยดูแลความปลอดภัย-จัดสรรพื้นที่เหมาะสม “เอม”แย้มปลายเดือน เม.ย.นี้ ครอบครัวชินวัตรเตรียมพาลูกหลานเยี่ยมญาติใกล้ชิด 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์ วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ บุตรสาวและบุตรเขยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกันเป็นตัวแทนครอบ ครัวเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ  

ทั้งนี้ น.ส.พินทองทา และสามี เดินทางมาถึงเรือนจำฯใช้เวลาเยี่ยมประมาณ 45 นาที หลังจากนั้น นายณัฐพงศ์  ได้ออกมาเปิดเผยว่า จากการเข้าเยี่ยมคุณพ่อยังสุขภาพดี และตนก็ได้ปรึกษาคุณพ่อเรื่องงานและเรื่องโดยรวมอย่างเศรษฐกิจโลกด้วย ส่วนเรื่องความเป็นห่วงในสถาน การณ์วิกฤตสู้รบในตะวันออกกลางนั้น ท่านบอกว่าเห็นใจคนทั้งประเทศ เพราะตอนนี้ก็เป็นวิกฤติโลก จึงได้แต่หวังว่าเราจะหาทางออกร่วมกันได้ ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้คุยกับคุณพ่อลึกถึงแนวทางการแก้ปัญหา เพียงแต่คุยเรื่องสารทุกข์สุกดิบทั่วไป

เมื่อถามว่าในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ ทางเรือนจำกลางคลองเปรม จะมีการเปิดให้เยี่ยมญาติใกล้ชิดเพื่อทดแทนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นั้น น.ส.พินทองทา ตอบว่า เราจะเตรียมพาหลานๆมาหาคุณพ่อ เพราะหลานๆก็คิดถึงคุณตามาก เนื่องจากไม่เจอกันแป๊บเดียวก็โตเร็วแล้ว

เมื่อถามว่าเพียง 40 กว่าวันคุณทักษิณ ชินวัตร จะได้ออกมามีอิสรภาพ ทางครอบ ครัวได้จัดเตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่อย่างไร น.ส.พินทองทา กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม ยังคงเหมือนเดิม ด้าน นายณัฐพงศ์  กล่าวเสริมว่า ยังคงอดทนรอ นับเวลาถอยหลังทุกวัน 

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า  จากกรมราช ทัณฑ์ ว่าเรือนจำกลางคลองเปรมได้รับการประสานจากมวลชนคนเสื้อแดงว่าในวันที่ 11 พ.ค.69 ซึ่งจะครบกำหนดการพักโทษคุมประพฤติของนายทักษิณ จะมีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 1,000 คน จะเดินทางมาให้กำลังใจ โดยประสานขออยู่บริเวณด้านหน้าเรือนจำฯ เพื่อรอรับการปล่อยตัวนายทักษิณ ซึ่งทางเรือนจำฯ จะได้จัดเตรียมพื้นที่ไว้อย่างเหมาะสม และจะประสานหน่วยงานตำรวจท้องที่ดูแลรักษาความปลอดภัยร่วมด้วย

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เพจเฟสบุ๊ค – Facebook อย่างเป็นทางการของเรือนจำกลางคลองเปรม ได้มีการประชาสัมพันธ์รายละเอียดกิจกรรมการเปิดเยี่ยมญาติใกล้ชิด ภายใต้ชื่อโครงการเยี่ยมญาติใกล้ชิด “ครอบครัวสัมพันธ์สาดความรักให้กันวันปีใหม่ไทย” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ทดแทนการเยี่ยมช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ จัดเยี่ยมใกล้ชิดระหว่าง วันที่ 20-27 เม.ย.69 รวม 6 วันทำการ โดยเบื้องต้นทางครอบ ครัวชินวัตร จะได้ร่วมกิจกรรมเยี่ยมญาติใกล้ชิดในวันพฤหัสบดีที่ 23 เม.ย.69 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป โดยเป็นญาติที่ถูกระบุไว้ใน 10 รายชื่อของผู้ต้องขัง ซึ่งจะมีในส่วนของลูกหลานเป็นหลัก

‘ณัฐพงษ์-วีระยุทธ’ประสานเสียง รุมสับปมขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท

'ณัฐพงษ์-วีระยุทธ'ประสานเสียง รุมสับปมขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท

‘ณัฐพงษ์-วีระยุทธ’ประสานเสียง รุมสับปมขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

“ณัฐพงษ์-วีระยุทธ” จี้รัฐบาลแจงขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว6บาท มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ จี้เปิดหน้าไอ้โม่งกักตุนน้ำมันคือใคร ซัดนโยบายที่ผ่านมาไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ ไม่เห็นใจประชาชน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา รวมทั้งการบริหารจัดการวิกฤติน้ำมันของรัฐบาลในด้านอื่นๆ

โดยนายณัฐพงษ์  กล่าวว่า วันนี้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นมา 6 บาทต่อลิตร ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนได้พยามเรียกร้องให้มีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ สิ่งที่ตนอยากเรียกร้องถึงรัฐบาลโดยตรงคือการพูดความจริงกับประชาชนมากกว่านี้ และการบริหารที่ทำให้ประชาชนเชื่อใจได้มากกว่านี้ เวทีสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะสามารถใช้ชี้แจงประชาชนทั้งประเทศได้ 

จนถึงวันนี้ประชาชนยังมีข้อสงสัยหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคนที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล อย่าง พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่เป็นประธาน ศบก. ด้วย มีการตั้งคำถามว่าหากคนในรัฐบาลรู้ล่วงว่าจะมีการดำเนินนโยบายอย่างไร จะตรึงราคาถึงเมื่อไหร่ แล้วจะมีการประกาศขึ้นราคาเมื่อไหร่ โดยเฉพาะเมื่อบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน การที่รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเข้าไปทำงานโดยอ้างความเชี่ยวชาญ จะกลายเป็นความช่ำชองหรือฉ้อฉลในการใช้อำนาจรัฐและมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาในขณะที่รัฐบาลบอกว่าน้ำมันไม่ขาด แต่หน้างานจริงหลายพื้นที่ประชาชนต้องต่อคิวเติมน้ำมันหลายชั่วโมง และตอนนี้ก็ยังตามหาตัวไม่พบว่าคนที่กักตุนน้ำมันคือใคร แม้ตำรวจจะมีการจับกุมและแถลงข่าวทุกวันแต่ก็เป็นเพียงรายย่อยเท่านั้น สถานการณ์วันนี้เชื่อได้ว่ามีคนที่ได้ผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังบนความเดือดร้อนของประชาชนแน่นอน แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะชี้แจงผ่านเวทีสื่อมวลชนที่รัฐบาลสามารถควบคุมเนื้อหาในการสื่อสารได้เอง หลีกเลี่ยงไม่มาชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถตั้งคำถามในเชิงกล่าวหาได้ มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง และรัฐมนตรีหรือ สส. ที่ถูกพาดพิงสามารถใช้สิทธิพาดพิงในการตอบชี้แจงได้ทันที 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ตั้งแต่ช่วงเช้า พรรคประชาชนพยายามเรียกร้องให้ตัวแทนรัฐบาลที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ใช้สิทธิตามข้อบังคับที่มีอยู่แล้วในการตอบชี้แจงข้อสงสัยที่สมาชิกได้ตั้งคำถาม แต่ตั้งแต่เช้าถึงค่ำกลับไม่มีการลุกขึ้นมาตอบชี้แจงข้อสงสัยแต่ประการใด อาจมีตัวแทน สส. ฝั่งรัฐบาลบางส่วนตอบชี้แจงบ้าง สถานการณ์วิกฤติในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญคือวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชน และทุกคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันจะเป็นผลประโยชน์ตกอยู่ที่ใคร และก่อนหน้านี้มีการกักตุนไว้หรือไม่ ถ้าวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมาได้ ตนก็ยังไม่เห็นว่าจะหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤตตรงนี้ให้กลับสู่สถานการณ์ปกติได้อย่างไร

ขณะที่ นายวีระยุทธ์ กล่าวว่า การประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาททันทีไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ และไม่มีความเห็นอกเห็นใจประชาชน ทำตรงข้ามกับที่พูดมาโดยตลอด และไม่มีการรับฟังข้อเสนอที่มีการอภิปรายในสภาด้วย ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อที่พรรคประชาชนรวบรวมเสนอไม่ได้ถูกนำไปใช้เลย ไม่ว่าจะเป็น

1) รัฐบาลยังคงใช้การบริหารแบบปิดห้องคุยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรายใหญ่แล้วมาบอกประชาชนให้ทำอย่างที่ต้องการ ไม่มีการเปิดรับฟังผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการเข้าไปหาชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่งรายย่อย หรือไรเดอร์ที่ต้องขับรถรายวันเลย

2) ยังคงไม่ยอมรับว่าปัญหาความปั่นป่วนที่ผ่านมาเกิดจากการที่รัฐบาลประกาศตรึงราคา 15 วัน แล้วยังกลับมาชี้หน้าต่อว่าประชาชน พรรคประชาชนเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นขั้นบันได ซึ่งไม่ใช่แบบที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในการขึ้น 6 บาททันที โดยไม่มีคำอธิบายว่าทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร คนไทยและผู้ประกอบการจะใช้ชีวิตอย่างไร ต้องรอเวลา 22.00 น. ในการประกาศและรอความไม่แน่นอนแบบนี้ต่อไปแค่ไหน หลักการขั้นบันไดที่พรรคประชาชนเสนอคือการประกาศให้ชัดว่าถ้าราคาโลกอยู่ในระดับนี้จะต้องอุดหนุนกี่ % ถ้าราคาสูงกว่านี้จะไม่อุดหนุนแต่มีเพดานอย่างไร ประกาศให้รู้ล่วงหน้า แล้วสังคมก็จะเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขไปด้วยกัน แต่อย่างน้อยต้องรู้ว่าหลักการคืออะไร

3) พรรคประชาชนเสนอว่าจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยมีการออกแนวทางอย่างเป็นทางการเลย มีเพียงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แต่ไม่เคยมีการเรียกรับฟังความคิดเห็น อีกทั้งการระบุว่าจะช่วยผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างภาครัฐโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าในบรรดากลุ่มที่จะได้รับการช่วยเหลือกลุ่มแรก ทำไมถึงมีกลุ่มผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างภาครัฐอยู่ด้วย นี่คือการทำงานบนความเชี่ยวชาญหรือเป็นการใช้ผลประโยชน์นำกันแน่ 

นายวีระยุทธ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ รัฐบาลจะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ เพราะมีทั้งงบกลางและเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นอยู่ อาจจะต้องขอ กกต. แต่สถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ไม่มีทางที่ กกต. จะปฏิเสธได้ เวลานี้มีเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นอยู่ราว 30,000 ล้านบาท ถ้ารัฐบาลเห็นอกเห็นใจประชาชนจริงๆสามารถใช้เงินก้อนนี้ได้เลย แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยอยู่กับความไม่แน่นอนรายวัน

สิ่งที่รัฐบาลทำไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจประชาชน มีเครื่องไม้เครื่องมือให้ใช้อยู่แล้วแต่กลับไม่ใช้ มีแต่การที่นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯรัฐมนตรีไปออกรายการต่างๆ แล้วให้สัมภาษณ์ ไม่มีการออกประกาศอย่างเป็นทางการ สถานการณ์วิกฤตแบบนี้ภาวะความเป็นผู้นำยิ่งมีความสำคัญกว่าสถานการณ์ปกติ ต้องมีการสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ตอบคำถามให้เป็นทางการ แต่แสดงความเห็นอกเห็นใจประชาชนด้วย ไม่ใช่สื่อสารผ่านหน้าข่าวหรือออกรายการบางรายการเท่านั้น

นายวีระยุทธ  กล่าวย้ำว่า พรรคประชาชนเรียกร้องว่าการช่วยเหลือเยียวยาสามารถทำได้เลย โดยใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินที่อยู่ในงบกลาง เว้นแต่รัฐบาลจะเก็บไว้ทำอย่างอื่น ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าตอนนี้เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุด และไม่ใช่ข้ออ้างที่จะรอรัฐบาลใหม่ เรื่องภาษีสรรพสามิตอาจจะต้องรอรัฐบาลใหม่ พ.ร.ก. เงินกู้ต้องรอรัฐบาลใหม่ แต่การมีเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินอยู่สามารถใช้ได้เลยผ่าน กกต. และควรจะมีการนำมาใช้เลย

ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจงเหตุขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทกลางดึก

ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจงเหตุขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทกลางดึก

ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจงเหตุขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทกลางดึก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจง ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาทต่อลิตร   รอตลาดโลกปิดราคา พิจารณาจากหลายมิติ ป้อง ผู้ค้าไม่ได้กักตุน รับประกัน ไม่มีใครรู้มาก่อน ยัน สถานภาพกองทุนจะดีขึ้น ดูแลปชช.ต่อได้ 

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 11.05 น. วันที่ 26 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งยังไม่มีท่าทีจะยุติลง แม้จะมีการเสนอข้อตกลงในต่างๆ แล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงมากขึ้น จากเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ยังอยู่เพียงแค่ 198 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 23 มี.ค. สูงขึ้นถึง 242 เหรียญต่อบาร์เรล สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลถึงราคาขายปลีกในประเทศไทย ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องทำให้ติดลบมากขึ้น จนถึงปัจจุบันที่คำนวณเอาไว้ กว่า 3.5 หมื่นล้านบาทแล้ว มีเงินไหลออกประมาณวันละ 2 พันล้านบาท

นายพรชัย กล่าวว่า ส่วนราคาน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อคืนวันที่ 25 มี.ค. ทางมาเลเซียมีการปรับขึ้นเช่นเดียวกัน โดยปรับดีเซล1-7 บาท จะเห็นได้ว่าราคาของเราไม่ได้สูงกว่าเพื่อนบ้านเลย ยังอยู่ระดับค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีการพิจารณาหลายหลายมิติ จนได้ข้อสรุปว่าต้องมีการปรับลดการชดเชยในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับลดการชดเชย จะทำให้กองทุนน้ำมันยังมีการช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่มอยู่ เช่น น้ำมันดีเซล ที่เป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจ เรายังช่วยเหลืออยู่ ในส่วนกลุ่มของแก๊สโซฮอล์ ไม่ว่าจะเป็น E10 และE20 เรายังใช้กองทุนน้ำมันสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาที่ถูกอยู่ ซึ่งขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกในประเทศให้เหมาะสม และขอให้ประชาชนช่วยกันประหยัด เราจะดำเนินการไปด้วยกัน  คาดว่า การจัดเก็บครั้งนี้จะสามารถทำให้เรายืนสู้กับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจสูงขึ้นในอนาคตได้อีกต่อไป เพราะว่าตอนนี้สภาพคล่องเราจ่ายน้อยลง ก็ยังช่วยเหลือกันได้ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้วันที่ 17 มี.ค. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยืนยันจะปรับขึ้นเป็นสเตป แต่เมื่อคืนกลับขึ้นทีเดียว 6 บาทโดยไม่มีการแจ้งประชาชนก่อน ทำให้เกิดการตกใจ นายพรชัย กล่าวว่า สถานการณ์โลกที่เราคุยกัน ณ วันนั้น ยังอยู่แค่ 198 เหรียญต่อบาร์เรล จากนั้นประมาณ 2-3 วัน ก็กระโดดขึ้นมาถึง 242 เหรียญต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกทุกประเทศสูงขึ้น รวมถึงประเทศไทยที่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่บอกว่าจะช่วยสนับสนุน แต่เมื่อราคาสูงขนาดนั้นก็ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีรายจ่ายมากขึ้น สภาพคล่องก็ขาด ทำให้ต้องมีการปรับขึ้นถึงถึง 6 บาท เพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ในภูมิภาคอาเซียนราคาก็กระโดดขึ้นไปในลักษณะนี้ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. มาเลเซียก็ขึ้นทีเดียว 7 บาทเหมือนกัน

เมื่อถามว่า หมายความว่า ในอนาคตไม่มีหลักประกันใช่หรือไม่ว่า จะมีการปรับขึ้นเป็นขั้นบันได แต่จะสามารถขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ ประชาชนต้องลุ้นรายวันใช่หรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า การขึ้นแต่ละครั้ง คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณาหลายหลายมิติ ที่ผ่านมาเราก็ขึ้นแค่ 50 สตางค์ บางครั้งก็ขึ้นบาทกว่าๆ ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาหลายหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะด้านน้ำมันอย่างเดียว ต้องดูมิติเพื่อนบ้านและมิติประชาชน คงไม่ได้การันตีว่าเราจะขึ้นพรวดเดียว ต้องดูเป็นรายวันไป

เมื่อถามว่า เหตุใดไม่ใช้วิธีสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นายพรชัย กล่าวว่า ไม่ว่าวิธีไหนเราก็มีหลักการพิจารณาเหมือนกัน เพียงแต่ขณะนั้น สถานการณ์สู้พบรัสเซียกับยูเครน ไม่ได้รุนแรงขนาดนี้ จึงไม่ได้ทำให้ราคาสูงขนาดนี้ แต่ในทางกลับกัน กรณีสหรัฐอเมริกากับอิหร่านส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นวันหนึ่งถึง 20-30 เหรียญต่อบาร์เรล ฉะนั้น การตัดสินใจบางอย่างเราต้องรีบดำเนินการ ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ ต้องมีการสกัดไว้บ้าง อย่างไรก็ตาม เรายังรักษาเสถียรภาพให้ประชาชนมั่นใจ 

เมื่อถามถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก.ระบุ จะนำเรื่องภาษีสรรพสามิตมาใช้ แต่ขณะนี้นายกฯยังไม่มีอำนาจเต็ม ตรงนี้จะมีอำนาจในการออกกฎหมายมาเพื่อบรรเทาเรื่องน้ำมันหรือไม่ นายพรชัย  กล่าวว่า เรื่องกฎหมายตนไม่ขอก้าวล่วง แต่เรากับกระทรวงการคลังเคยดำเนินการเรื่องการขอลดภาษีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยสงครามรัสเซียยูเครน หรือสมัยก่อนช่วงที่กรมสรรพสามิตเคยมาขอเงินจากกองทุนน้ำมัน เรามีการประสานกันไว้เรียบร้อย แต่ในเรื่องกฎหมาย ถ้ารัฐบาลใหม่มีความพร้อมเราค่อยมาเจรจากันได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ราคาน้ำมันจะทะลุไปถึง 70 บาทต่อลิตรหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า ราคาน้ำมันประเทศขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตลาดโลก แต่จะขึ้นถึง 70 บาทหรือไม่ ต้องดูว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำลังพอที่จะรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ หากทำได้เราก็จะทำ ทั้งนี้ การลดการจัดเก็บในครั้งนี้จะทำให้ดีขึ้น แต่เราไม่สามารถยืนยันได้ว่า ราคาในตลาดโลกจะสูงขึ้นเท่าไหร่มากขนาดไหน

เมื่อถามว่า ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ทำไมถึงขึ้นราคากลางดึก และตั้งข้อสงสัยว่า ก่อนหน้านี้ที่หาน้ำมันเติมไม่ได้  เพราะมีการกักตุนรอราคาขึ้นหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องประกาศกลางดึก เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่สิงคโปร์จะปิดราคาช่วงประมาณ 19.00 น. ซึ่งเขาจะค่อยๆ ปล่อยราคาน้ำมันแต่ละชนิด เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันดูไบ น้ำมันเบนซิน ซึ่งตนต้องมานั่งทำโครงสร้างราคาที่ตีออกมาเป็นค่าเงินบาท กว่าจะเสร็จก็ 21.00 น. และ กบน.ก็มีการประชุมกันในช่วง 21.00 น. เพื่อให้ได้ข้อมูลหลายมิติ เราก็เพิ่งทราบว่า เพื่อนบ้านก็ขึ้นราคา ฉะนั้น การประกาศช่วงดึกไม่ได้ทำเพื่อช่วยเหลือใครทั้งนั้น แค่รอข้อมูลให้รอบด้าน เพื่อให้ราคาที่ชัดเจน ส่วนที่คนสงสัยว่า ผู้ค้ามีการกักตุนรอให้ราคาขึ้นนั้น ยืนยันว่า ไม่มี และทางผู้ค้าก็ไม่ทราบว่าเราจะทำ แม้กระทั่งตนและคนที่ทำงานก็ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนแน่นอน คีย์ข้อมูล ณ ตอนนั้นเลย รับประกันได้

เมื่อถามว่า วิเคราะห์อย่างไรที่ก่อนหน้านี้น้ำมันหมดปั๊ม แต่พอราคาขึ้น น้ำมันกลับไม่ขาด นายพรชัย กล่าวว่า เรามองในมิติอัตราเงินกองทุน ส่วนเรื่องการจัดเก็บสต็อกน้ำมันขอให้กรมธุรกิจพลังงานเป็นผู้ตอบจะดีกว่า เขาจะตอบได้ชัดเจน

ปกรณ์ ปรากฎตัวครั้งแรก ปัดตอบนั่งมือกฎหมายรัฐบาล เสียบแทน บวรศักดิ์

ปกรณ์ ปรากฎตัวครั้งแรก ปัดตอบนั่งมือกฎหมายรัฐบาล เสียบแทน บวรศักดิ์

ปกรณ์ ปรากฎตัวครั้งแรก ปัดตอบนั่งมือกฎหมายรัฐบาล เสียบแทน บวรศักดิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

“ปกรณ์“ ปรากฎตัวครั้งแรก ปัดตอบ นั่งมือกฎหมายรัฐบาล เสียบแทน “บวรศักดิ์” บอก เอาเรื่อง ปชช.ก่อน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 10.20 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยนายปกรณ์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ปรากฏรายชื่อนั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลฝ่ายกฎหมาย ในรัฐบาลอนุทิน 2 พร้อมโบกมือปัดที่จะตอบคำถาม ก่อนจะบอกว่า เอาเรื่องประชาชนก่อน 

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายอะไรหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ต้อง เพราะมีมาตรการอยู่แล้ว 

ก่อนจะหันมายิ้มให้ผู้สื่อข่าว หลังถูกถามว่าจะได้เจอกันที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่  

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการปรากฏตัวของนายปกรณ์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกหลังมีรายชื่อติดโผรัฐบาลอนุทิน 2 แทนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี

สาธิต ชี้ทางสว่างแก้ราคาน้ำมัน แนะรัฐเลิกอุ้มแบบผิดที่

สาธิต ชี้ทางสว่างแก้ราคาน้ำมัน แนะรัฐเลิกอุ้มแบบผิดที่

สาธิต ชี้ทางสว่างแก้ราคาน้ำมัน แนะรัฐเลิกอุ้มแบบผิดที่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

วันนี้ 26 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกโซเชียลเช้านี้ เมื่อ นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้เป้าวิกฤตราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ พร้อมเสนอทางออกสวนทางนโยบายรัฐบาล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เช้านี้ น้ำมันขึ้นราคา มา 6 บาทซึ่งคาดว่าราคานำ้มันจะมีขึ้นต่อไปอีกแน่นอน“ เพราะรัฐช่วยอุ้มผ่านกองทุนนำ้มันบางส่วนอยู่ด้วย เมื่อวานนี้ในสภาอภิปราย สภาพปัญหาเห็นกันอยู่แล้วนะครับ โดยสรุปมีข้อเสนอแนะ วิธี แก้ไขปัญหา พูดถึงเรื่อง นโยบายลดแรงกระแทก โดยไม่ได้ค้านที่จะค่อยๆลอยตัวตามสภาพราคานำ้มันโลก และตรงกันหลายภาคส่วนคือ ตรงกับพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาแรกๆ คือ ลดภาษีสรรพสามิตลง 6 บาทและเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมลาภลอยราว 3 บาท จากผู้ประกอบการโรงกลั่น ที่ส่วนใหญ่มีรัฐเป็นหุ้นอยู่ด้วย

ในส่วนรัฐบาลประกาศ จะมีมาตรการช่วยเหลือแต่ละกลุ่มเปราะบาง ต่างๆ หลายกลุ่ม เช่นขนส่งสาธารณะ เกษตรกร ประมง คนจน ฯลฯ แต่ยังไม่พูดการลดภาษีสรรพสามิตตามข้อเสนอ มีพูดถึงเก็บภาษีลาภลอย แต่ยังทำไม่ได้ด้วยสถานะรัฐบาล ผมเลยคาดเดาเอาว่า รัฐบาลไม่ลดภาษีสรรพสามิต เพราะตั้งใจจะมีมาตรการ แจกต่างๆแบบไม่อั้น ให้กับกลุ่มต่างๆ ซึ่งต้องไปศึกษาเปรียบเทียบ แก้โดยตรงไปที่ลดราคานำ้มัน โดยลดภาษีสรรพสามิต เก็บภาพลาภลอยกับ ไปแจกแต่ละกลุ่มนั้นอันไหนคุ้มค่ากว่ากัน หมายเหตุ. มีการอ้างว่ายังไม่มีรัฐบาลเลยทำอะไรยังไม่ได้ ตรงนี้นี่ญี่ปุ่นเลือกตั้งเสร็จใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์รับรอง ต้ังรัฐบาลเสร็จแล้ว #สู้กันต่อไป #รัดเข็มขัดกัน #พึ่งตัวเองเป็นหลัก”

สาธิต ปิตุเตชะ

หลังจากโพสต์ของ นายสาธิต ปิตุเตชะ เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างตบเท้าเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด มีทั้งที่เห็นด้วยกับแนวทางลดภาษี และที่เข้ามาตั้งคำถามถึงการทำงานของนักการเมือง เช่น

“ฟังกรรมกรข่าวเช้านี้ คุยกับคุณกรณ์ คุณอภิสิทธิ์ เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ชาวบ้านที่เข้าใจง่ายเรื่องราคาน้ำมัน น่าชื่นชมกับการเปลี่ยนตามยุคสมัย เข้าถึงประชาชนมากขึ้น”

“ดีใจด้วยครับกับคนที่เลือกเขาเข้ามากลับบ้านต่างจังหวัดสงกรานต์แล้วมันไม่ขาดแน่นอน555”

“พูดง่ายๆ ครับ แต่การลงมือทำนั้น มันทำทันทีได้อย่างที่พูดหรอครับ .. ถ้ามันทำได้ง่ายจริง ลงมือทำให้ดูสิครับ คนจะได้เชื่อ และจะได้มีผลงานเชิดชูตัวเองด้วยครับ ว่าทำได้จริงนะไม่ดีแต่พูด”

“แจกไม่อั้น พร้อมขึ้น% ภาษีสรรพสามิตเนียนๆ”

“ต้นทุนชาวสวนที่เพิ่มขึ้นผลผลิตราคาต่ำลงแย่ครับพี่”

“แล้วรัฐบาล ทำอะไรบ้างครับอยากรู้จริงๆ”

“คนไม่ได้เลือกก็รับกรรมใช่ไหมคะ”

“น้ำมันขึ้น 6 บาท แต่ภาษีสรรพสามิต 6.9 บาทไม่ลดนะ”

สาธิต ปิตุเตชะ
สาธิต ปิตุเตชะ
สาธิต ปิตุเตชะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สาธิต ปิตุเตชะ

ตอกย้ำความเป็นเลิศ! จุฬาฯ คว้าอันดับ1ของไทย 46สาขาวิชา Top100 ของโลก 8สาขาวิชา

ตอกย้ำความเป็นเลิศ! จุฬาฯ คว้าอันดับ1ของไทย 46สาขาวิชา Top100 ของโลก 8สาขาวิชา

ตอกย้ำความเป็นเลิศ! จุฬาฯ คว้าอันดับ1ของไทย 46สาขาวิชา Top100 ของโลก 8สาขาวิชา

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

จุฬาฯ ตอกย้ำความเป็นเลิศระดับโลก คว้าอันดับ 1 ของไทย 46 สาขาวิชา Top 100 ของโลก 8 สาขาวิชา และทะยานสู่ Top 200 ของโลกถึง 37 สาขาวิชา จาก QS World University Rankings by Subject 2026

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศและระดับสากลอีกครั้ง กับผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกตามสาขาวิชา “QS World University Rankings by Subject ประจำปี 2026” ซึ่งในปีนี้ จุฬาฯ ได้รับการประเมินและจัดอันดับรวมทั้งสิ้น ถึง 60 สาขาวิชา ผลลัพธ์ในปี 2026  สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางวิชาการและการวิจัยที่แข็งแกร่ง โดยมีสถิติที่น่าภาคภูมิใจ ดังนี้

– ครองอันดับ 1 ของประเทศไทย มากถึง 46 สาขาวิชา
– ติดอันดับชั้นนำระดับโลก (Top 200 ของโลก) ถึง 37 สาขาวิชา
– สาขาวิชาที่โดดเด่นระดับโลก (Top 100 ของโลก)

ในปีนี้ จุฬาฯ มีสาขาวิชาที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนก้าวเข้าสู่ 100 อันดับแรกของโลกหลายสาขา ได้แก่

• Dentistry (อันดับ 32 ของโลก)
• Engineering – Petroleum (อันดับ 65 ของโลก)
• Engineering – Mineral & Mining (อันดับ 71 ของโลก)
• Veterinary Science (อันดับ 71 ของโลก)
• Performing Arts (อันดับ 75 ของโลก)
• Development Studies (อันดับ 89 ของโลก)
• Hospitality & Leisure Management (อันดับ 91 ของโลก)
• English Language & Literature (อันดับ 98 ของโลก)

 ความเป็นเลิศในระดับกลุ่มสาขาวิชา (Broad Subject)  ไม่เพียงแต่สาขาวิชาเฉพาะทางเท่านั้น แต่ในระดับกลุ่มสาขาวิชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 200 ของโลก ถึง 4 กลุ่มสาขาหลัก ได้แก่

• Arts & Humanities (อันดับ 118 ของโลก)
• Social Sciences & Management (อันดับ 141 ของโลก)
• Life Sciences & Medicine (อันดับ 157 ของโลก)
• Engineering & Technology (อันดับ 194 ของโลก)

ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การสร้างสรรค์งานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงระดับสากล ตลอดจนการได้รับการยอมรับจากทั้งแวดวงวิชาการระดับโลก และจากผู้จ้างงานอย่างต่อเนื่อง

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS World University Rankings by Subject 2026 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.topuniversities.com/world-university-rankings

ญี่ปุ่นอุ้มประชาชน! ทุ่มงบกดราคาน้ำมัน ร่วงฮวบหลังพุ่งหนัก

ญี่ปุ่นอุ้มประชาชน! ทุ่มงบกดราคาน้ำมัน ร่วงฮวบหลังพุ่งหนัก

26 มี.ค. 2569 11:20 น.

ญี่ปุ่นอุ้มประชาชน! ทุ่มงบกดราคาน้ำมัน ร่วงฮวบหลังพุ่งหนัก

ราคาน้ำมันญี่ปุ่นดิ่งลงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังรัฐบาลทุ่มงบมหาศาลอุดหนุน หวังคุมวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันเบนซินในญี่ปุ่นจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังรัฐบาลเร่งอัดฉีดเงินอุดหนุนเพื่อสกัดวิกฤตราคาที่พุ่งสูงจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน

ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระบุว่า ราคาขายปลีกเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินลดลงมาอยู่ที่ 177.70 เยนต่อลิตร จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 190.80 เยนในสัปดาห์ก่อนหน้า ถือเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์

การร่วงลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลกลับมาใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันอีกครั้ง โดยตั้งเป้าคุมราคาให้อยู่ใกล้ระดับ 170 เยนต่อลิตร ท่ามกลางความกังวลว่าค่าครองชีพจะพุ่งกระทบประชาชนทั่วประเทศ

ในสัปดาห์นี้ รัฐบาลให้เงินอุดหนุนสูงถึง 30.20 เยนต่อลิตร และเตรียมเพิ่มเป็น 48.10 เยนต่อลิตรในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2022 สะท้อนภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติใช้งบสำรองมูลค่า 794,800 ล้านเยน เพื่อเป็นกองทุนอุดหนุนราคาพลังงาน หวังบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุด

รายงานยังระบุว่า ราคาน้ำมันลดลงใน 46 จาก 47 จังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนผลของมาตรการรัฐที่เริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน

นอกจากน้ำมันเบนซินแล้ว ราคาน้ำมันดีเซลก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลง 12.40 เยน เหลือ 166 เยนต่อลิตร ขณะที่น้ำมันก๊าดสำหรับครัวเรือน ลดลง 154 เยน เหลือ 2,620 เยนต่อ 18 ลิตร

อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ระบุชัดเจนว่าจะยุติมาตรการอุดหนุนเมื่อใด ท่ามกลางความกังวลว่า หากหยุดมาตรการเมื่อไร ราคาน้ำมันอาจดีดกลับแรง และซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชนอีกระลอก.

ที่มา : Japantoday

แฉครอบครัว มิน อ่อง หล่าย ซื้อบ้านหรู 100 ล้านในกทม. เลี่ยงกฎหมายไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบอายัด

แฉครอบครัว มิน อ่อง หล่าย ซื้อบ้านหรู 100 ล้านในกทม. เลี่ยงกฎหมายไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบอายัด

26 มี.ค. 2569 11:14 น.

แฉครอบครัว มิน อ่อง หล่าย ซื้อบ้านหรู 100 ล้านในกทม. เลี่ยงกฎหมายไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบอายัด

องค์กรสิทธิมนุษยชนเมียนมา เผยครอบครัว “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำกองทัพเมียนมา ซื้อบ้านหรูในกรุงเทพฯ ผ่านนอมินี เลี่ยงข้อห้ามต่างชาติถือครองที่ดิน เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบ-อายัดทรัพย์

วันที่ 26 มีนาคม 2569 องค์กรสิทธิมนุษยชน Justice for Myanmar (JFM) เปิดเผยผลการสอบสวนว่า ครอบครัวของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ได้เข้าซื้อบ้านหรูในโครงการใหญ่แห่งหนึ่งที่พระราม 9 ในกรุงเทพฯ มูลค่าประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 108 ล้านบาท

รายงานระบุว่าการซื้อครั้งนี้อาจเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายไทยที่ห้ามชาวต่างชาติถือครองที่ดินและบ้าน โดยใช้ชื่อของเมียว ยาดานา ไธ่ ลูกสะใภ้ของผู้นำกองทัพเมียนมา ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรของนานาชาติ เป็นผู้ถือครองแทน โดยบุคคลนี้เป็นภรรยาของอ่อง เพียะ โซน บุตรชายของมิน อ่อง หล่าย ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และแคนาดา ทำให้การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือครองทรัพย์สินอาจเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย

JFM ระบุเพิ่มเติมว่า ทรัพย์สินนี้ถือครองในนามบริษัท Emerald Princess Co. Ltd ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เพียง 1 สัปดาห์ และการซื้อขายได้รับการอำนวยความสะดวกโดยนายตุน มิน ลัตต์ นายหน้าค้าอาวุธที่มีความใกล้ชิดกับผู้นำกองทัพเมียนมา และเคยถูกจับกุมในไทยเมื่อปี 2565 ในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดและฟอกเงิน ก่อนจะได้รับการยกฟ้องในปี 2567

ขณะที่ ตามกฎหมายไทย พระราชบัญญัติที่ดินห้ามชาวต่างชาติถือครองที่ดินหรือบ้าน แต่อนุญาตให้ถือครองห้องชุดในคอนโดมิเนียมได้ภายใต้เงื่อนไข โดยทาง JFM เรียกร้องให้รัฐบาลไทยตรวจสอบการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้น รวมถึงบทบาทของบริษัทที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาอายัดทรัพย์สินของครอบครัวผู้นำกองทัพเมียนมาในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป แคนาดา และออสเตรเลีย ขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังบุคคลในครอบครัวที่ยังไม่ถูกลงโทษเพื่อปิดช่องโหว่.

ที่มา Irrwaddy

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

"ลูคาเชนโก" เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก "คิม จองอึน" ต้อนรับอบอุ่น

26 มี.ค. 2569 11:05 น.

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรก ร่วมรำลึกอดีตทหารโซเวียตและกระชับมิตรภาพทวิภาคี ท่ามกลางการจับตามองของชาติตะวันตกถึงการขยายอิทธิพลของกลุ่มประเทศพันธมิตรรัสเซีย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่านายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้เดินทางถึงกรุงเปียงยางเพื่อเริ่มต้นการเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ณ จัตุรัสคิมอิลซุง เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา

ในระหว่างการเยือน นายลูคาเชนโกได้เดินทางไปยังวังสุริยะกึมซูซาน เพื่อเคารพศพของนายคิม อิล ซุง และ คิม จอง อิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ พร้อมวางช่อดอกไม้ในนามของประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังได้ร่วมวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ปลดแอก เพื่อรำลึกถึงทหารกองทัพโซเวียตที่เสียชีวิตในสงครามปลดแอกเกาหลีจากการปกครองของญี่ปุ่นในปี 1945

การพบกันครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของกลุ่มประเทศที่สนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน โดยที่ผ่านมาเกาหลีเหนือถูกระบุว่าส่งกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงขีปนาวุธและลูกปืนใหญ่จำนวนมากไปยังรัสเซีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเคิร์สก์ ส่วนเบลารุสยอมให้รัสเซียใช้พื้นที่ประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเปิดฉากบุกยูเครนเมื่อปี 2022

นักวิเคราะห์มองว่า ความช่วยเหลือทวิภาคีนี้ช่วยให้เกาหลีเหนือลดการพึ่งพาจีน โดยแลกกับความช่วยเหลือด้านการเงิน เทคโนโลยีทหาร อาหาร และพลังงานจากรัสเซีย หลังจากที่นายปูตินเคยเดินทางเยือนเปียงยางไปเมื่อปี 2024

เสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและการคว่ำบาตรอย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังคงเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างหนักจากชาติตะวันตก โดยเกาหลีเหนือถูกกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ทั้งการทรมานและการบังคับใช้แรงงาน ขณะที่นายลูคาเชนโกถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2020 แม้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเบลารุสจะยอมปล่อยตัวนักโทษการเมืองไปแล้วกว่า 250 ราย ตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่ยังคงมีผู้ถูกคุมขังอยู่อีกเป็นจำนวนมาก.

ที่มา AFP

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

26 มี.ค. 2569 10:22 น.

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

คริสตจักรแห่งอังกฤษ ประกาศแต่งตั้ง “ซาราห์ มัลลัลลี” เป็นสตรีคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรี ถือเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งคริสตจักรเมื่อปี ค.ศ. 1534 

วันที่ 26 มีนาคม 2569 คริสตจักรแห่งอังกฤษประกอบพิธีแต่งตั้งอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรีคนใหม่ ที่มหาวิหารแคนเทอร์เบอรี โดยมีนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ พร้อมด้วยแคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์พระชายา และเข้าร่วมในพิธี

ในการกล่าวสุนทรพจน์สาธุคุณมัลลัลลี ซึ่งเคยเป็นพยาบาลในระบบสาธารณสุขแห่งชาติให้คำมั่นว่าจะยืนหยัดเพื่อผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดในอดีต และให้ความสำคัญกับมาตรการคุ้มครองและความรับผิดชอบในองค์กรศาสนา โดยต้องไม่มองข้ามหรือทำให้ความเจ็บปวดของผู้ที่ถูกกระทำลดความสำคัญลง

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากจัสติน เวลบี้ส์ ลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีการจัดการคดีปกปิดการล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตาม มัลลัลลีเองก็เผชิญเสียงวิจารณ์เช่นกัน จากกรณีแสดงจุดยืนต่อร่างกฎหมายในสภาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกความผิดทางอาญาในการขอทำแท้งระยะท้าย โดยเธอระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการเอาผิดผู้หญิง แต่ก็ไม่ต้องการให้มีการเพิ่มจำนวนการทำแท้งในระยะท้ายของการตั้งครรภ์ ขณะที่ปัจจุบัน กฎหมายอังกฤษอนุญาตให้ทำแท้งได้ถึงอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ขณะที่ร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาขุนนาง 

ทั้งนี้ แม้บทบาททางการเมืองของอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรีจะลดลงจากอดีต แต่ยังคงมีอิทธิพลในระดับหนึ่ง โดยสามารถนั่งในสภาขุนนางร่วมกับบิชอประดับสูง และมีส่วนร่วมในกระบวนการออกกฎหมายของประเทศ การแต่งตั้งครั้งนี้จึงถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านเพศสภาพ และบททดสอบสำคัญของผู้นำศาสนาในยุคที่ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งสังคมและการเมือง.