อภิสิทธิ์ ยกย่องพระปรีชา พระองค์ภา ทรงนำ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ สู่เวทีสากล

อภิสิทธิ์ ยกย่องพระปรีชา พระองค์ภา ทรงนำ 'ข้อกำหนดกรุงเทพ' สู่เวทีสากล

อภิสิทธิ์ ยกย่องพระปรีชา พระองค์ภา ทรงนำ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ สู่เวทีสากล

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความถวายอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ระบุว่า น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นชื่อกรุงเทพหรือแม้แต่ประเทศไทยอยู่บนคำเรียกกติกาสากล แต่ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” หรือ “Bangkok Rules” ซึ่งเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรฐานที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง เกิดขึ้นได้ก็ด้วยพระปรีชาและพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงทุ่มเททำงานเรื่องนี้มาตั้งแต่โครงการกำลังใจ จนในที่สุดได้รับการรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ ๖๕ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสตามเสด็จและเป็นสักขีพยานในการประกาศมติดังกล่าว ที่กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในครั้งนั้น คุณูปการจากข้อกำหนดดังกล่าว ไม่เพียงตกแก่บรรดาผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ส่งผลไปยังผู้ต้องขังหญิงทั่วโลก

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.13 น.

“กรมประมง”ประกาศ”ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก” ในพื้นที่ 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย.69 นี้ มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในช่วงฤดูมีไข่อนุรักษ์ไว้ใช้อย่างยั่งยืน

กรมประมง ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ประจำปี 2569 ใน 2 ช่วงระยะเวลา แบ่งเป็น ช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรพื้นที่อ่าวไทยตอนในรูปตัว ก ให้มีความเหมาะสมและเกิดความสมดุลตามธรรมชาติ

14 มิถุนายน 2569 นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ และสามารถเจริญเติบโตให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์

ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินทางวิชาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่อ่าวไทยตอนในพบการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ นอกจากนี้อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมง 2 ยังพบว่าทั้งช่วงที่ 1 และ 2 ในระหว่างมาตรการและหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมาตรการ โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 1,500.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า) ขณะที่ช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 950.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว ปลาสีกุนบั้ง

สำหรับปลาทู สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย พบว่า หลังมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้เป็นปลาทูขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงการเคลื่อนที่เข้าเขตพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน โดยกลุ่มปลาทูเหล่านี้มีการเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาว (ความยาวขนาด 13 – 22 เซนติเมตร) นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากสถิติปริมาณการจับปลาทูในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ปีที่ผ่านมา พบปริมาณการจับเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลปริมาณผลผลิตจากการทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนใน ที่เปรียบเทียบระหว่าง ปี 2567 และปี 2568 พบว่าในปี 2567 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,401 ตัน และปี 2568 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้น 360 ตันหรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25.69

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการดำเนินการ ทั้งในด้านพื้นที่และระยะเวลา ที่สามารถเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ในปี 2569 กรมประมงจึงยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการตามเดิม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วงเวลา และมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

ช่วงที่ 1 : ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร

ช่วงที่ 2 : ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร

โดยอนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้

1. อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง

2. อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน

3. อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก

4. อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

5. ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้

6. ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้ว ขึ้นไป  ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

7. ลอบหมึกทุกชนิด

8. ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง

9. คราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย

10. อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

11. จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก

12. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง

13. เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ประกอบกับเครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนลากคู่ อวนลากคานถ่าง อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯ ที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งนี้ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงจำเป็นต้องห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่ และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในการร่วมกันบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ของ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ B : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

– 006

ตะลอนเที่ยว : เทศกาลดอกวิสทีเรียในญี่ปุ่น

ตะลอนเที่ยว : เทศกาลดอกวิสทีเรียในญี่ปุ่น

ตะลอนเที่ยว : เทศกาลดอกวิสทีเรียในญี่ปุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนที่ชื่นชอบและหลงใหลในประเทศญี่ปุ่น มักจะกล่าวตรงกันว่าญี่ปุ่นสวยงาม เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน และที่สำคัญคือในช่วงฤดูร้อนจะมีดอกไม้สีสันสวยงามบานสะพรั่งทั่วทั้งเมือง 

และหนึ่งในดอกไม้ที่นับว่างดงามมากที่สุดชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น นอกเหนือจากดอกซากุระคือ ดอกวิสทีเรีย ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกว่าดอกฟูจิ ดอกไม้งามชนิดนี้จะบานแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคมทุกปี น่าจะเป็นช่วงที่ผู้คนพากันหลั่งไหลไปชมความงาม 

อันที่จริงดอกวิสทีเรียมีหลากหลายสี เช่นม่วง ชมพู ขาว และเหลือง แถมแต่ละสีก็ยังมีเฉดที่ต่างกันไป เช่นม่วงเข้ม ม่วงอ่อน แล้วยังมีกลีบดอกแบบเดียวและแบบซ้อน 

จุดชมดอกเวสทีเรียที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งยอดนิยมในกรุงโตเกียว มีหลายแห่งอย่างเช่นวัดเบียโดอิน เมืองอูจิ พระราชวังเซนโต ศาลเจ้าไซอิน คาซูกะ เป็นต้น แต่จริงๆแล้วต้องบอกว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นล้วนมีเทศกาลดอกวิสทีเรีย 

วิสทีเรียเป็นพืชตระกูลถั่ว เป็นเถาไม้เลื้อย แต่ต้นแก่มากๆ จะมีลำต้นใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 เมตร ดอกเป็นช่อระย้าสีม่วง มีกลิ่นหอม แต่บางคนก็แพ้เกสร

อย่างที่กล่าวแต่ต้นว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นจะมีเทศกาลดอกวิสทีเรีย สถานที่ซึ่งนับได้ว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดคือสวนคาวาจิ ฟูจิ ในเมืองอิตะคิวชู จังหวัดฟูกูโอกะ ส่วนอีกที่หนึ่งคือสวนอาชิคางะ จังหวัดโทชิงิ และศาลเจ้าคะเมโดะเทนจิน รวมถึงสวนคาจิโมโตะ เมืองโอซากา สวนโทคาเอน จังหวัดไซตามะ  สวนเทนโนงาวะ จังหวัดไอจิ 

ขอย้ำอีกทีว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นมีสวนดอกเวสทีเรียกระจายทั่วไป เพราะฉะนั้น หากคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงเริ่มต้นหน้าร้อน คุณจะได้ชื่นชมกับความงามของดอกเวสทีเรีย จนหลายคนกล่าวว่าเมื่อหมดดอกซากุระในช่วงต้นเดือนเมษายน ครั้นเข้าช่วงกลางค่อนไปทางปลายเดือนเมษายน เราจะได้ชมความงามของดอกเวสทีเรีย

ส่วนการเข้าไปชมความงามของดอกไม้ยอดนิยมชนิดนี้แล้ว ก็มักได้ชมการแสดงพื้นบ้านควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการแสดงกลองไทโกะ ที่แสดงออกถึงความทรงพลัง บ่งบอกถึงจิตวิญญาณและศิลปะตามแบบฉบับของญี่ปุ่นโดยแท้ 

ไทโกะแปลว่ากลอง หรือบางแห่งเรียกแบบเฉพาะเจาะจงว่าวาดาอิโกะ ส่วนไม้ที่ใช้ติดกล่องเรียกว่าบาจิ ผู้ตีกลองจะแสดงออกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ผสมผสานทั้งความเข้มแข็งและศิลปะที่ทรงพลัง 

หากคุณต้องการจะไปเที่ยวประเทศประเทศญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลต่างๆ แบบเจาะลึก เน้นความเข้าใจด้านศิลปวัฒนธรรมโดยแท้ โดยเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ รับสมาชิกไม่เกิน 14 คนต่อทริป กรุณาติดต่อ Mr. Flower เบอร์โทรศัพท์ 091 7233615

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

เปิดตัว ‘Modern Thai Wisdom’ ปั้นคนรุ่นใหม่สู่ตลาดสร้างสรรค์โลก

เปิดตัว ‘Modern Thai Wisdom’ ปั้นคนรุ่นใหม่สู่ตลาดสร้างสรรค์โลก

เปิดตัว ‘Modern Thai Wisdom’ ปั้นคนรุ่นใหม่สู่ตลาดสร้างสรรค์โลก

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ  OKMD เปิดตัวโครงการ “Modern Thai Wisdom : From Knowledge to Market” ภายใต้แนวคิดการต่อยอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่ มุ่งพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และชุมชนสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมทุนวัฒนธรรมไทยสู่ผลงานและโอกาสทางเศรษฐกิจที่แข่งขันได้จริงในโลกปัจจุบัน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ประธานกรรมกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น งานสร้างสรรค์ และภาคธุรกิจดิจิทัล เข้าร่วมงาน ณ SCBX Next Stage ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ดร.ปรเมธี วิมลศิริ กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ และความสามารถในการสร้างคุณค่าใหม่ ประเทศไทยอาจไม่ได้มีต้นทุนอุตสาหกรรมมากที่สุด แต่มีทุนวัฒนธรรมที่แข็งแรง ทั้งภูมิปัญญา งานฝีมือ ศิลปะ วิถีชีวิต และความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล หากได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยวันนี้ ไม่ใช่เพียงรักษาภูมิปัญญาไทยไว้ในอดีต แต่คือทำให้ภูมิปัญญาไทยกลายเป็นพลังเศรษฐกิจของอนาคต

ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า Modern Thai Wisdom ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าหลักสูตรอบรม แต่เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้และการต่อยอดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมองค์ความรู้ไทยเข้ากับการออกแบบ เทคโนโลยี การตลาด และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถพัฒนาผลงาน ทดลองตลาด และต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่ได้จริง เมื่อองค์ความรู้เชื่อมกับตลาด จะกลายเป็นโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

โครงการดังกล่าวครอบคลุมการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการมากกว่า 30 ครั้งทั่วประเทศ ใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ และหัตถอุตสาหกรรม โดยออกแบบการเรียนรู้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ Design & Inspiration, Marketing & Branding และ Business & Commercial เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถพัฒนาตั้งแต่แนวคิดสร้างสรรค์ไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างครบวงจร

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การสร้างพื้นที่สื่อสารสาธารณะและแรงบันดาลใจ ผ่านแคมเปญ “Creative Thais Story” และ “#WhyICreate” ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของคนทำงานสร้างสรรค์ไทยรุ่นใหม่ ตลอดจนการจัด Fashion Show, Creative Showcase และ Lookbook เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการได้เชื่อมต่อกับภาคธุรกิจ ผู้ซื้อ นักลงทุน และตลาดจริง

“OKMD เชื่อว่าการพัฒนาคน คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในระยะยาว และการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ เครือข่าย และตลาด จะช่วยให้ทุนวัฒนธรรมไทยไม่เพียงได้รับการอนุรักษ์ แต่ยังสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้าง value creation ใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน เราไม่ได้ต้องการเพียงผู้สร้างสรรค์ แต่ต้องการสร้างผู้ประกอบการสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ที่สามารถใช้ทุนวัฒนธรรมไทยสร้างมูลค่าใหม่ สร้างโอกาสใหม่ และสร้างอนาคตใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยได้จริง” ดร.ทวารัฐ กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.นำบอร์ดติดตามประเมินผลมข. มุ่งยกระดับงานวิจัยและขายได้จริง

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.นำบอร์ดติดตามประเมินผลมข. มุ่งยกระดับงานวิจัยและขายได้จริง

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.นำบอร์ดติดตามประเมินผลมข. มุ่งยกระดับงานวิจัยและขายได้จริง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกสว.พร้อมบอร์ดติดตามและประเมินผลลงพื้นที่ติดตามโครงการวิจัยและนวัตกรรมของ บพค. ดูตัวอย่างความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคของมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ หวังพัฒนางานวิจัยในภาพรวมให้ดีขึ้นสอดรับกับนโยบายรัฐบาล มุ่งยกระดับสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาค ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและพื้นที่ พร้อมต่อยอดธุรกิจขายได้จริง

นพ.สุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ ประธานกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะกรรมการฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ลงพื้นที่ติดตามโครงการวิจัยและนวัตกรรมของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามาถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการให้เกิดผลตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยให้สัมฤทธิ์ผล เพื่อมุ่งพัฒนาให้ผลการดำเนินงานวิจัยได้ผลดีขึ้น โดยมี ศ.พญ.ผิวพรรณ มาลีวงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมคณะผู้บริหารและนักวิจัย นำเสนอผลการดำเนินงานและเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งทำวิจัยและเชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศและชุมชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พัฒนาพื้นที่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะกรรมการติดตามและประเมินผลฯ ในครั้งนี้ จะทำให้เกิดการร่วมกันติดตามความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรค รวมทั้งหาแนวทางการยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดข้อเสนอแนะต่อระบบ ววน. โดยรวม และนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งของทุกภาคส่วน

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร ผู้อำนวยการ บพค. ระบุถึงภารกิจสำคัญในการให้ทุนและบริหารจัดการทุน ว่ามีเป้าหมายเพื่อการสร้างโอกาสและรากฐานไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและกิจการแห่งอนาคต รวมทั้งเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต โดยเน้นการพัฒนาคน (นักวิจัย) ไปพร้อมกับการพัฒนานวัตกรรม

นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ การร่วมทุนกับกองทุนวิจัยต่างประเทศมุ่งทำงานวิจัยเป็นเครือข่ายและสร้างความเข้มแข็งในระดับสูง รวมถึงการลดช่องว่างความรู้โดยเฉพาะสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นอกจากนี้ยังขอรายละเอียดกรณีศึกษาโครงการที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเพื่อเรียนรู้และพัฒนาปรับปรุงต่อไป ขณะที่ ผศ. ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้ปัจจุบันการหน่วยงานจะมีอุปสรรคในการทำงาน แต่ก็เป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปพัฒนาระบบ ววน. ต่อไป ทั้งนี้การทำวิจัยขั้นแนวหน้ามีความสำคัญในระยะยาว หากสนับสนุนน้อยเกินไปจะทำให้ขาดโอกาสในการสริมสร้างความเข้มแข็งของ ววน.

สำหรับตัวอย่างโครงการวิจัยที่น่าสนใจ ได้แก่ การพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและการประเมินสุขภาพของแบตเตอรี่ สำหรับจัดการแบตเตอรี่ที่สิ้นสุดอายุการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม โดย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ดำเนินการร่วมกับ บจก.นูออโว พลัส และสถาบันนวัตกรรม ปตท. บมจ.ปตท. ได้พัฒนาระบบคัดแยกและฟื้นฟูวัสดุ LFP จากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพได้บริสุทธิ์สูงถึง 99.80% ฟื้นฟูประสิทธิภาพได้มากกว่า 98% และพัฒนาห้องทดสอบการติดไฟ/ความร้อนของแบตเตอรี่สำเร็จตามมาตรฐาน โดยโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ มีรายได้จากการขายแบตเตอรี่ให้เอกชนและผู้สนใจ แต่ยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาล กระทรวงพลังงาน หรือกระทรวงอุตสาหกรรม และแหล่งทุนเพื่อให้เป็นธุรกิจที่แข่งขันได้จริง และรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

แบตเตอรี่ที่ผลิตได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน มอก. มี 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.มินิแบตเตอรี่ จุดเด่นคือเซลส์แบตเตอรี่จะเสื่อมช้ากว่าในท้องตลาด 2.แบตเตอรี่ตามความต้องการเฉพาะ 3.แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ น้ำหนัก 40 กก. ใช้งานทางการทหารและผ่านการรับรองมาตรฐานของกองทัพ นำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้ นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจาก อบต. เทศบาลต่างๆ 4.แบตเตอรี่สำหรับใช้ในบ้าน แปลงกระแสไฟฟ้าจากโซลาเซลล์เข้าแบตเตอรี่ จัดการพลังงานอัจฉริยะที่สามารถจัดการตั้งค่าไฟได้ ช่วยให้ประหยัดไฟได้มากขึ้น

ขณะที่โรงงานต้นแบบอาหารที่เน้นสร้างสตาร์ทอัพ ให้บริการผู้ประกอบการในท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นสารสกัดจากสมุนไพรและอาหารพร้อมรับประทานจากวัตถุดิบที่มีของผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมให้บริการของมาตรฐาน อย. ด้วย เช่น ถั่ว 5 สี ซอสเทอริยากิ น้ำมะพร้าวบรรจุขวด  ส่วนการพัฒนาเครื่องจักรเชื่อมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ผ่านอุทยานวิทยาศาสตร์

ส่วนงานด้านสังคมศาสตร์ “เข็นบทขึ้นภูเขา” ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนายกระดับการเขียนบทภาพยนตร์ไทยสู่ตลาดโลก และกำลังคนที่เชี่ยวชาญระดับสากล โดยใช้รากเหง้าและอัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านช้าง โดย รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ ได้ส่งเสริมการฝึกอบรมและการเรียนการสอนด้านภาพยนตร์แก่ผู้สนใจในค่ายหนังสั้นให้เรียนรู้ร่วมกับมืออาชีพระดับประเทศทั้งไทยและ สปป.ลาว นำโดยคุณปรัชญา ปิ่นแก้ว และคุณธนิตย์ จิตนุกูล ซึ่งพยายามเข้าถึงนายทุนและเปลี่ยนคนดูเป็นผู้ลงทุน เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างเศรษฐกิจของประเทศได้ ผลจากงานวิจัยสร้างผลกระทบมากมาย เช่น พัฒนาบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ต่อยอดสู่โครงการเทศกาลหนังเมืองแคนและยกระดับเป็นเทศกาลหนังเมืองแคนนานาชาติ จัดตั้ง ‘ขอนแก่นเมืองหนัง’ ผลิตภาพยนตร์และเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์ของภูมิภาค ตัวอย่างความสำเร็จคือเรื่อง ‘พระไม้’ ที่ได้ซื้อบทไปทำภาพยนตร์และร่วมจัดแสดงเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2025 ณ ประเทศฝรั่งเศส

โครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจและรอการต่อยอด ได้แก่ การการพัฒนานักวิจัยชั้นแนวหน้าด้านวัสดุนาโนเพื่อรองรับโจทย์วิจัยภาคอุตสาหกรรม นำโดย ศ.ดร.สุปรีดิ์ พินิจสุนทร ที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน เช่น ไออาร์พีซี มิตรผลวิจัยฯ จนมีต้นแบบผลิตภัณฑ์ระดับห้องปฏิบัติการ เช่น อนุภาคนำส่งคาร์บอนไดออกไซด์นาโนบับเบิ้ลที่เพิ่มการเจริญเติบโตของพืช ชั้นกรองอากาศจากวัสดุนาโนคอมโพสิตโฟมยางธรรมชาติ ตัวเก็บประจุยิ่งยวดจากถ่านกัมมันต์จากขี้เลื่อย และวัสดุนาโนจากวัสดุชีวภาพสำหรับดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์

การพัฒนาส่วนผสมอาหารส่งเสริมสุขภาพร่างกายและสมองจากพืช โดย ศ.ดร.ศักดา ดาดวง เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีสุขภาวะด้วยระบบสุขภาพแม่นยำ อาทิ นวัตกรรมอาหารเพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (รคสมองเสื่อม ภาวะเมตาบอลิซึมซินโดรม) ใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับเทคนิควิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อคัดกรองสารสำคัญจากพืช ใช้ระบบจำลองสภาวะลำไส้และแบบจำลองความชราเพื่อประเมินผลการออกฤทธิ์ของสารสกัดก่อนนำไปใช้งานจริง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบในกลุ่มบำรุงสมองและดูแลระบบประสาท กลุ่มดูแลระบบเมตาบอลิซึมและโรคเรื้อรัง กลุ่มสร้างความแข็งแรงและชะลอวัยจากภายใน

การผสมผสานเทคนิคทางสเปกโทรสโกปีและแมชชีนเลิร์นนิงเพื่อส่งเสริมการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชันทางไฟฟ้าของยูเรีย โดย รศ.ดร.แก้วตา เจษฎาริสัประพันธ์ ภายใต้โครงการ NEXUS ไทย-ญี่ปุ่น ที่สร้างระบบการคัดกรองและพัฒนาวัสดุตัวเร่งปฏิกิริยารูปแบบใหม่ และติดตั้งระบบ Modulation Excitation Spectroscopy (MES) ร่วมกันที่นาโนเทคเพื่อเพิ่มศักยภาพการวิเคราะห์ระดับโมเลกุล โดยไฮโดรเจนที่ผลิตได้เป็นพลังงานสะอาด สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์แห่งอนาคต และบำบัดน้ำเสียโดยดึงยูเรียที่ปนเปื้อนในน้ำเสียจากชุมชนหรือโรงงานอุตสาหกรรม

การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านอุตสาหกรรมฐานชีวภาพแห่งอนาคต ด้วยแพลตฟอร์มธัชวิทย์ ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นและเครือข่ายภาคเอกชน โดย ผศ.ดร.จุฑารพ เพชระบูรณิน มุ่งเป้าตลาดมูลค่าสูงเพื่อรองรับเมกะเทรนด์โลกในกลุ่มตลาดอาหารฟังก์ชันและอุตสาหกรรมด้านการมีอายุยืนยาว เช่น การเปลี่ยนขยะกล้วยดิบเป็นยา เครื่องดื่มโปรตีนพืชจากไข่น้ำ การตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้ในซอสหอยนางรม สารสกัดชะลอวัยจากพืช GI และระบบ AI ช่วยตัดสินใจทางการแพทย์

“บพค.จะต้องพัฒนาเทคโลยีและวิทยาการขั้นแนวหน้า มีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ความร่วมมือและการร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาศักยภาพบุคลากรวิจัยทั้งความเชี่ยวชาญ สำนักประสานงาน เครือข่าย และระบบนิเวศวิจัย โดยประเด็นท้าทายคือ การจัดลำดับความสำคัญของงานวิจัยขั้นแนวหน้าที่ต้องการการลงทุนสูง เน้นที่ไทยทำได้แต่ที่อื่นทำไม่ได้หรือทำได้แต่เราทำได้ดีกว่าหรือไวกว่า หากจะขยับแบบก้าวกระโดดจะต้องเลือกกลยุทธ์ รวมถึงสร้างการเชื่อมโยงงานสู่ระดับนโยบายของประเทศและสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ขยายองค์ความรู้สู่การสร้างธุรกิจ และมุ่งให้ทุนแบบมีส่วนร่วมมากขึ้นเพื่อสร้างกลไกการทำงานร่วมกัน” นพ.สุวิทย์กล่าวสรุป

Around W. By หมูอ้วน : ‘5D Mixed Reality Experience’ สนุกครบ 5 ประสาทสัมผัส สำรวจพิพิธภัณฑ์ – ชม ‘สวรรค์บนดิน’

Around W. By หมูอ้วน : ‘5D Mixed Reality Experience’ สนุกครบ 5 ประสาทสัมผัส สำรวจพิพิธภัณฑ์ - ชม ‘สวรรค์บนดิน’

Around W. By หมูอ้วน : ‘5D Mixed Reality Experience’ สนุกครบ 5 ประสาทสัมผัส สำรวจพิพิธภัณฑ์ – ชม ‘สวรรค์บนดิน’

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลังจากที่ได้มีโอกาสเข้าชม “นิทรรศการ 5D Mixed Reality Experience” และกิจกรรม “Hidden Paradise” ซึ่งจัดโดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM บริเวณพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ณ อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

ทั้ง “นิทรรศการ 5D Mixed Reality Experience” และกิจกรรม “Hidden Paradise” เป็นการผสาน “ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี” เข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ ผ่าน 3 ไฮไลต์สำคัญ ที่ผู้เข้าชมจะได้ “สัมผัส” และ “มีส่วนร่วม” กับวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงผ่านประสบการณ์เสมือนจริงที่ทั้งตื่นตา สนุก และเข้าใจได้ง่าย

เริ่มจากไฮไลต์แรก คือ “โรงภาพยนตร์ 5D” ณ โซนทะเลทราย ซึ่งนำเทคโนโลยีภาพยนตร์เสมือนจริงมาผสมผสานเอฟเฟกต์พิเศษ พร้อมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศและธรรมชาติได้อย่างสมจริง ผ่าน 3 เรื่องราวหลัก เรื่องละกว่า 20 นาที ได้แก่ 1.เรื่อง “การผจญภัยของฟ็อกซ์” สำรวจ 7 ชีวนิเวศของโลก สัมผัสความแตกต่างของสภาพอากาศ ภูมิประเทศ และสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น 2.เรื่อง “ผู้พิทักษ์แห่งทะเลทราย” สนุกไปกับภารกิจล่าตราศักดิ์สิทธิ์ เรียนรู้ความหลากหลายของทะเลทราย และ 3.เรื่อง “ซิ่งฝ่าทะเลทรายพิชิตดาการ์” สัมผัสความเร้าใจของการแข่งขันแรลลี่ระดับโลก ฝ่าผืนทะเลทรายสุดท้าทายผ่านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในทะเลทราย โดยทั้ง 3 เรื่องราว ผู้ชมจะเสมือนได้เข้าไปผจญภัยด้วยตัวเองจากระบบ 5D

ไฮไลต์ที่ 2 ได้แก่  “Mixed Reality Journey” เปิดประสบการณ์ใหม่ของการสำรวจพิพิธภัณฑ์ ด้วยเทคโนโลยี Mixed Reality ผ่านแว่น RokidMax Pro ที่จะเปลี่ยนทุกก้าวของคุณให้เต็มไปด้วยภาพเสมือนจริงสุดตื่นตา ผ่าน 30 จุดสำคัญภายในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า และไฮไลต์ที่ 3 ที่ไม่ควรพลาด คือ กิจกรรม “Hidden Paradise : ธรรมชาติสร้างสรรค์ สวรรค์บนดิน” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวระบบนิเวศขนาดเล็กและความหลากหลายทางชีวภาพใกล้ตัว ผ่านพื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย 5 โซน ได้แก่ Hidden Home – สำรวจบ้านและที่หลบซ่อนของสิ่งมีชีวิตในสวน, Hidden Life – เรียนรู้ชีวิตเล็กๆ ที่เชื่อมโยงกันในระบบนิเวศรอบบ้าน, Hidden Sound – ชวนฟังเสียงธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตรอบสวน, Hidden Clues – ชวนสังเกตร่องรอย ลวดลาย และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต และ Hidden Diary บันทึกธรรมชาติ ชวนสังเกต มอง ฟัง ดม สัมผัส และบันทึกในแบบฉบับของตัวเอง

โดยผู้ชมจะได้พบกับการจำลองลุ่มน้ำต่างๆของประเทศไทยมาไว้ให้ชม อาทิ ทุ่งน้ำหลากบางประกง – ลำธารลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันตก – คลองเชื่อมต่อชายฝั่งทะเลตะวันออก – ลำธารลุ่มน้ำแม่กลอง – พรุโต๊ะแดง เป็นต้น และยังได้ชม “ปูแวมไพร์” หรือ “ปูแสมภูเขา” ปูขนาดเล็กประมาณ 1.3 ซม. หรือประมาณเหรียญบาท หรือผีเสื้อนานาชนิด เป็นต้น

ที่สำคัญยังมีการจัดแสดง “แมลงหางดีดพระรามเก้า” แมลงชนิดใหม่ของโลก ที่ถูกค้นพบครั้งแรกโดยทีมนักวิจัยของ NSM มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งสถานที่ค้นพบ คือ บริเวณสวนป่า ณ ตึกพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผอ.อพวช. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นหรือแนวคิดในการพัฒนา “5D Mixed Reality Experience” และ Hidden Paradise มาจากการตั้งคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป” NSM จึงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสานกับการเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยนจากการอ่านหรือฟังเพียงอย่างเดียว ให้ผู้เข้าชมได้ “สัมผัส” และ “มีส่วนร่วม” กับวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ผ่านประสบการณ์เสมือนจริงที่ทั้งตื่นตา สนุก เข้าใจได้ง่าย มีความทันสมัย สอดรับกับโลกแห่งอนาคต และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น

“หวังว่านิทรรศการและกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญในการจุดประกายจินตนาการ สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับเยาวชนและประชาชนไทยต่อไป”

ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำครั้งนี้ได้ที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ณ อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เปิดให้บริการวันอังคาร – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.30 – 15.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.30 – 17.00 น. (ปิดทำการทุกวันจันทร์) สอบถามโทร.02 – 577 -9999 ต่อ 2122-2123 หรือ Facebook : NSMThailand

หมอลักษณ์ ฟันธง 12 ราศี หลังดาวพฤหัส ใครปัง ใครพัง ดวงเมืองอาจจะมี รอบสาม แต่ครั้งนี้คือจบจริง

หมอลักษณ์ ฟันธง 12 ราศี หลังดาวพฤหัส ใครปัง ใครพัง ดวงเมืองอาจจะมี รอบสาม แต่ครั้งนี้คือจบจริง

หมอลักษณ์ ฟันธง 12 ราศี หลังดาวพฤหัส ใครปัง ใครพัง ดวงเมืองอาจจะมี รอบสาม แต่ครั้งนี้คือจบจริง

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.46 น.

“หมอลักษณ์” ฟันธง! 12 ราศี หลังดาวพฤหัส ใครปัง ใครพัง! ดวงเมืองอาจจะมี “รอบสาม” แต่ครั้งนี้คือจบจริง

 เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งครั้ง!! สำหรับการออกมาฟันธงทั้ง 12 ลัคนาราศี ตั้งแต่ดาวพฤหัสย้ายไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดย “หมอลักษณ์“ ได้ทำนายทั้ง 12 ราศีผ่านรายการ คุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน31 ว่าราศีไหนปัง ราศีไหนพัง และยังแนะนำสถานที่มูสุดขลัง รวมไปถึงยังอัปเดตดวงเมืองว่าอาจจะมีรอบสาม…

หลังวันที่ 31 พฤษภาคม ดาวพฤหัสย้าย ส่งผลต่อทุกคนยังไงบ้าง?

“คือเป็นคำถามที่ชอบถามดาวย้ายส่งผลต่อคนยังไง แต่ทำไมไม่ถามกลับกันว่าแล้วคนคนนั้นทำอะไรไว้บ้าง ยกตัวอย่างว่าสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิด ดาวพฤหัส เป็นตัวแทนของกุศลและบุญ ความดี กตัญญู และมีกันอยู่ไหม ซึ่งถ้าทุกท่านมีอยู่ในตัว ไม่ต้องกังวล เพราะบุญกุศลกำลังแสดงตัวอยู่ เวลานี้เป็นเวลาของคนดี คนขยัน ถ้าใครทุ่มเทที่ผ่านมาไม่ปัง หลังจากนี้จะปัง และดาวพฤหัสบดี ย้ายมาเป็นมหาอุตม์ มีสามจังหวะ จังหวะแรกคือ 13 พค. ปีที่แล้วมาถึง วันที่ 2 ตค. และจังหวะที่สอง 31 พค. ปีนี้ ถึง 20 ตค. ปีนี้ จังหวะที่สาม 9 กพ.70 ถึง 22 มิย.70 แปลว่าเราจะมี 3 โอกาส“

6 ราศี “ดวงรุ่ง พุ่งฉุดไม่อยู่” 

ลัคนาราศีเมษ : เป็นราศีธาตุไฟ เป็นราศีเริ่มต้นของ 12 ราศี เพราะว่าพระอาทิตย์ผ่านกลุ่มดาวกลุ่มแรกก็คือกลุ่มดาวของเมษ คือแสงแรก ราศีดวงเมือง ราศีดวงโลก 14 กพ.ตั้งแต่ต้นปี นับไปอีก 2 ปี งานเดิมๆที่เคยเป็นมา มันจะหมดอายุ มันจะต้องยกเครื่องใหม่ รับรองดีแน่นอน ตอนนี้คนเกิดราศีนี้จะยังมึนอยู่ แล้วตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เราเครียดกันเรื่องโลกไหม เพราะว่ามันเป็นราศีดวงโลก และดาวพฤหัสดำเนินเข้าราศีเมษ จะทำให้เจริญยิ่ง มีโอกาสใหม่ๆ เลิกติดกับดักในอดีต คิดใหม่ทำใหม่ จะมีคนส่งเสริม 

ลัคนาราศีกรกฎ : ก่อนหน้านี้ดาวพฤหัสอาจจะทับลัคนาราศีนี้ แล้วที่ผ่านมาเราอาจจะเริ่มต้นไปแล้ว แต่อาจจะไม่ลงล็อค ยังไม่ได้ดั่งใจต้องการ หลัง 31 พค. ถ้าตื่นรู้ตื่นตัว ฟังคุยแซ่บในวันนี้ ลุยสุดกำลัง หลังจากนี้จะสำเร็จ สิ่งที่หวังจากไกลจะมาใกล้ ให้ประสบความสำเร็จ ได้ไปสู่ความร่ำรวย และหลังจากวันที่ 20 ตุลาคมเป็นต้นไป ถึง 9 กุมภาพันธ์ปีหน้า เรือนการเงินจะมั่งคั่งร่ำรวย 

ลัคนาราศีตุลย์ : ดาวพฤหัสเดิมเป็นการก่อสร้างร่างตัว บุกเบิก ต่อสู้ เริ่มต้น ตั้งแต่ 31 พฤษภาอยู่ยาวไปถึง 20 ตุลา ดาวพฤหัสบดีดวงนี้จะมาจะสว่างในเรือนงาน อยู่ 2 ปี ทำอะไรก็ขอให้สุดกำลัง โดยเฉพาะงานที่เกิดจากคอนเน็คชั่นส์ เกิดจากองค์ความรู้ สำเร็จแน่นอน ถ้าราศีนี้ลุยในเรื่องของวิชา การงาน การวิจัย พัฒนา ที่แสดงให้เห็นผลชัด ไม่ได้หลอกใคร สำเร็จแน่นอน

ลัคนาราศีมังกร : คราวนี้ดาวพฤหัสยกมาเล็งดวงชะตา หมายถึงว่าผู้ใหญ่จะมาหนุน จะมาช่วยยกให้เรารุ่งโรจน์ คนที่เกิดราศีมังกรจะต้องอ่อนน้อม ก็จะรุ่งโรจน์มาก ตั้งแต่ 31 พฤษภาที่ผ่านมาเป็นต้นไป แต่มันจะมีอยู่ข้อหนึ่งว่าถ้าคนที่เกิดราศีมังกร ถ้าทำงานร่วมกับใคร ต้องปรึกษาผู้รอบรู้ สำคัญที่สุด ต้องทำเอกสารให้ชัดเจน ต้องคุยกันก่อน ไม่งั้นตอนหลังจะมีปัญหา และอีกสิ่งหนึ่งของคนที่เกิดราศีนี้ถ้าใครยังโสด คุณจะเจอคู่ มีโอกาสได้เจอคนที่รู้ใจ ทั้งมังกรและกรกฏ ตั้งแต่ 31 พฤษภาที่ผ่านมาจนถึง 20 ตุลาปีนี้ มีสิทธิ์ได้แต่งงานปุ๊บปั๊บ

ลัคนาราศีพิจิก : บุคคลที่เกิดราศีนี้เป็นคนแปลก ลึกลับ ซับซ้อน มีซิกเซ้นต์ ถ้าเป็นหญิงหรือชายต้องระวังการเป็นม่าย รวมไปถึงกันย์กับมีน มีเกณฑ์เป็นม่ายสูง ก่อนหน้านี้อาจจะถูกโกง หรือเงินหายไป แต่หลังจากนี้มันจะกลับเข้ามา จาก 2 ตุลา ถึง 22 ธค.ปี68 จังหวะถัดมา 31 พค.ถึง 20 ตค.69 จากนี้เป็นต้นไปจะไม่มีตกอับแล้ว จะดีตลอด จากนี้มันจะลงล็อค เรื่องความสำเร็จ จะมีโอกาสรวย 

ลัคนาราศีมีน : ตามหลักหมอดูต้องดูว่าเสีย เพราะว่าจากนี้สองปี ราศีนี้จะมีเกณฑ์เลิกรา พลัดพรากจากคนรักหรือเบื่อหน่ายคนรัก หรือให้มีปัญหากับหุ้นส่วน เป็นเรื่องเดิมๆ แต่ต้องแยกนะว่าเรื่องเดิมๆกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นใหม่ แต่หลังจาก 31 พฤษภา ดาวพฤหัสในราศีมีน คือเรื่องดวงการงาน แนะนำให้วางเรื่องส่วนตัว เรื่องรัก และมองไปหาโอกาสใหม่ๆ อันเกี่ยวข้องกับการงาน จะรุ่งโรจน์ จะ โคตรสำเร็จ 

ส่วนอีก 2 ราศี “พลิกดี พลิกร้าย“

ลัคนาราศีสิงห์ : หลังจากวันที่ 31 พฤษภา สมมุติว่าเราคันหลัง เราจะเกาถนัดไหม แต่เมื่อเราคันหลังเราก็ต้องวานคนอื่นช่วยเกา หรือต้องหาไม้มาเกา หลักง่ายๆ เลยคือคนเกิดราศีนี้พอมุ่งจะทำอะไร มันไม่ง่าย มันต้องหาคนมาช่วย หรือรอจังหวะให้มีการพลิก จากหลายรายการมันดีก็อีกจังหวะหนึ่งคือ ตั้งแต่หลังวันที่ 20 ตุลาไปแล้ว 

ลัคนาราศีธนู : ไอ้คำว่าพลิกมันคือยังไม่ลงล็อค มันจะทายตรงๆ ว่าดวงยังไม่ดีก็ได้นะ หรือจะเสียก็ได้ เพราะว่าคนเกิดลัคนานี้ ดาวประจำตัวคือดาวพฤหัส และครั้งนี้ดาวที่ย้ายก็คือดาวประจำตัวของคุณ และเป็นดาวที่ประจำเกี่ยวกับบ้านรถที่ดิน ครอบครัว ถ้าตัวเองก็ระวังการป่วยเจ็บ มีรถก็ต้องซ่อม ปลวกกินบ้าน พูดไปยังไงก็แม่น แต่มันเป็นไม่นาน แต่หลังจาก 20 ตุลา มันก็พลิกมาดี  

เราจะต้องแนะนำให้เขาทำยังไง?

“หนึ่งก็คือต้องเดินทาง สองไปไหว้พระ และเทพที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนชะตาชีวิต มีสองเทพ คือพระพรหม และพระราหู เพราะว่าราหูเปลี่ยนดวงชะตา จากร้ายให้กลายเป็นดี และยังบางคนมีเลข 8 ในเบอร์โทรศัพท์ เลขแปดคือมายา และนักแสดงในพื้นดวงจะมีราหูคือเด่น และราหูจะย้ายเข้าสู่มหาจักร แต่ว่าสู้แล้วรวย สู้และชนะ ตะลุยสุดกำลัง คืออาจารย์เคยจัดทัวร์ไหว้พระ แล้วก็ได้สร้างพระราหูไว้ทั้งหมดสี่ภาค ถูกต้องตามตำรา ภาคเหนืออยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน / ภาคอีสาน อยู่ที่วัดศาลาลอย จังหวัดนครราชสีมา / วัดนางพญา นครศรีธรรมราช / ส่วนภาคกลางก็อยู่วัดเจ้าอาม อยู่ฝั่งธน”

ล่าสุดจับมือค่ายดัง  “ทรู” จัดเบอร์ฟันธง “พระราหู เกษตร มหาจักร” ?

“นอกจากคุณใช้โทรศัพท์แล้ว  คุณก็ต้องใช้อินเตอร์เน็ต เพราะว่าต้องซื้อเบอร์และใช้อินเตอร์เน็ต ก็เลยต้องทำให้เบอร์มีพลัง และ นำเบอร์ที่เราจัดไว้แล้ว ไปมูทั้งสี่ภาค คือนอกจากอินเตอร์เน็ตดีแล้ว ก็จะมีพลังจากพระราหูด้วย โดยวิธีการเหมือนกับการไปเสกพระ แต่อันนี้ไปเสกเบอร์”

สองราศี มีเกณฑ์ร่ำรวย-โชคลาภ “เงินหล่นทับ รวยทันตา”

ลัคนาราศีเมถุน : มาเรื่อยๆ ไม่มุ่งมั่น และถ้าคุณรู้ว่าราศีคุณมีโอกาสรวย ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงปลายปีนี้ รวมไปถึงปีหน้า มีเกณฑ์รวย เพราะว่าดาวพฤหัสบดีเข้าสู่เกณฑ์เรือนการเงิน มาจากงานแล้วมาจากคู่ ใครที่เกิดราศีนี้คือพารวย การงานพารวย แต่ความรวยมันต้องเกิดจากการวางแผน ต้องมีที่ปรึกษาทางด้านการเงิน หรือที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย เพราะว่ามีมากแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่มีที่ปรึกษายังไงคุณก็พัง ไปตามใช้หนี้เรื่องภาษี

ลัคนาราศีกันย์ : เป็นราศีที่มีโลกส่วนตัวสูง เป็นราศีที่ต้องประกอบด้วยธรรม คนที่เกิดราศีนี้ ดีแล้วก็ต้องหาย เกิดแล้วก็ตกต่ำ ราศีกันย์เป็นอริของดวงโลกดวงเมือง ซึ่งหมอดูก็ทายว่าต้องเสียหมด คู่ครองและหุ้นส่วน รวมไปถึงปากชาวบ้าน ราศีกันย์ต้องบอกว่าช่างมัน มันไม่ใช่เรื่องของกู และเอาตัวเองไปหาเงิน อย่าไปใส่ใจกับเรื่องรักที่ปวดกบาล เอาปัญหาออกไปให้หมด ตะลุยกับงานที่เราถนัด โคตรจะสำเร็จ เพราะว่ามันรวยด้วยความอุดมสมบูรณ์

ราศีที่ต้องระวัง  ปัญหาถาโถม?

ลัคนาราศีกุมภ์ : จะมีเรื่องคือดาวราหูโคจรทับดวงชะตา อาจจะต้องโยกย้ายเปลี่ยนแปลงการงาน บ้าน ชีวิต คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจ อาจจะคิดว่าเรื่องใหญ่ จากในความหมายของอาจารย์คิดว่าโยกย้ายแล้วดี ต้องรอให้พ้น 20 ตุลา แล้วเดี๋ยวมันก็จะดี 

ราศีมีเกณฑ์ที่ต้องระวัง  “ เพื่อนสนิท พิษสหาย”

ลัคนาราศีพฤษภ : ในระยะเวลาที่ผ่านมางานจะดีมาก จะมั่นคงและยิ่งใหญ่ แต่พอหลังจากดาวย้าย เพื่อนจะสร้างปัญหา ถ้าเราคุยไม่เคลียร์ มันจะมีปัญหา เพราะว่าถ้างานมันไม่ดี เพื่อนจะเอาเปรียบไหม แต่ถ้างานมันดี ยังไงก็มีคนเอาเปรียบ 

สุดท้ายแล้วดวงเมืองเป็นยังไงบ้าง?

“มันมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย เรื่องร้ายอาจจะมีรอบสามนะ กับใครบางพวกบางเหล่าใกล้ๆ บ้านเรา แต่เราก็จะชนะขาด และครั้งนี้จะจบสิ้น รวมไปถึงเศรษฐกิจก็จะมีการลงทุนข้ามชาติของหลายชาติ ทำให้เกิดการคึกคักในธุรกรรมบางอย่าง”

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

เอ็ดดี้ เฮง เผยภาพความทรงจำอันสูงสุด ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยได้รับพระเมตตาจาก พระองค์ภา

เอ็ดดี้ เฮง เผยภาพความทรงจำอันสูงสุด ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยได้รับพระเมตตาจาก พระองค์ภา

เอ็ดดี้ เฮง เผยภาพความทรงจำอันสูงสุด ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยได้รับพระเมตตาจาก พระองค์ภา

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

13 มิถุนายน 2569  นายสมยศ มาตุเรศ หรือ เอ็ดดี้เฮง นักแสดง – พิธีกร ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียล “@happyeddyheng” เผยภาพในความทรงจำอันสูงสุดที่มีต่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 

เอ็ดดี้ เฮง โดยระบุข้อความว่า รูปนี้เป็นรูปเดียว ที่ไม่เคยให้ใครดู ไม่เคยโพสต์ลงที่ไหนมาก่อน ถือเป็นความทรงจำสูงสุด ที่ครั้งหนึ่งผมเคยได้ถ่ายภาพกับองค์ภา อย่างชิดใกล้ และท่านทรงเป็นกันเองมาก

ผมเป็นนักศึกษารุ่นเดียวกับท่านในรั้วธรรมศาสตร์ ปี 2540 แต่อยู่คนละคณะ ท่านอยู่นิติ ผมอยู่วารสาร

ตอนเรียนรังสิต ก็เห็นท่านต่อแถวซื้อข้าวในโรงอาหารเช่นเดียวกับนศ.ทั่วไป จะมีก็แต่องครักษ์ที่ตามดูอยู่ห่างๆ

ตอนเรียนท่าพระจันทร์ก็จะเห็นท่านเดินผ่านหน้าคณะวารสารบ่อยๆ ก็เห็นนศ.ทุกคนนั่งปกติ เดินสวนปกติ ไม่มีการหยุดหรือต้องทำความเคารพใดๆ จะมีก็แต่องครักษ์ที่คอยตามอยู่ห่างๆ อาจจะมีคอยกันระยะห่าง ก็เหมือนถวายอารักขาเป็นปกติ

ในภาพ คือ เป็นวันเดียวกับที่ผมเรียนห้องเดียวกับท่าน ซึ่งผมไม่รู้เลยว่าต้องเรียนคลาสเดียวกัน(ถ้าในห้องเรียนจะไม่มีองครักษ์มาอยู่)

วันนั้นผมนั่งหลับในห้อง และไม่รู้ว่าข้างหน้าคือองค์ภา คือผมนั่งอยู่หลังท่าน พอช่วงเบรคผมก็ตื่นมาและพูดกับเพื่อนแบบข้ามหัวท่าน ผมบอกเพื่อนว่าเมื่อกี้จดอะไรไปบ้างขอดูเลคเชอร์หน่อย ผมตะโกนไปหลายครั้ง เพื่อนผมก็ทำปากจุ๊ๆ(แบบอย่าเพิ่งพูดตอนนี้ได้ไหม) ผมก็ตะโกนอีกเอาเลคเชอร์มาหน่อยๆ แล้วเพื่อนก็ส่งสัญญาณชี้ๆ พูดแบบไม่มีเสียง ผมก็อะไรนะๆๆๆ สักพักท่านก็หันมา วินาทีนั้นคือใจหายแว้บ หน้าผมเหวอมาก ถอดสี ใจหล่นตุ๊บ ผมยกมือขึ้นท่วมหัวบอกขอโทษครับๆๆๆ ขอประทานอภัย

ตอนนั้นไม่รู้จะพูดราชาศัพท์ยังไง หลายอารมณ์ปนเปมาก ตกใจ กลัว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจะโกรธไหม ถ้าท่านไม่พอใจผมจะถูกองครักษ์เรียกไปพบมั้ย แล้วผมจะโดนอะไรบ้าง เพื่อนผมทุกคนหันหน้ากลับและก้มหัวหมด 

สักพักองค์ภาก็พูดกับผมว่าจะเอาเลคเชอร์เหรอคะ ผมก็บอกว่า อ๋อไม่ครับๆ แล้วผมก็พูดกลับไปว่าขออนุญาตถ่ายรูปด้วยได้ไหมครับ ไม่รู้ตอนนั้นผมคิดอะไร ถึงกล้าพูดไปแบบนั้น ท่านก็ตอบว่าได้ค่ะ แล้วก็เดินมานั่งข้างๆท่าน ตอนแรกผมก็แบบจะนั่งพื้นนะ ท่านก็บอกว่าไม่ต้องค่ะ นั่งบนเก้าอี้นี้ได้เลย(เก้าอี้ข้างๆท่านว่างพอดี) ผมจึงได้ภาพนี้มา 

ตอนนั้นโคตรดีใจ ที่ท่านไม่โกรธแถมยังให้ผมได้ถ่ายรูปคู่อีก เพื่อนถามว่า กล้าขอถ่ายรูปได้ไง ดีนะหัวไม่หลุดจากบ่า ผมก็บอกเพื่อนว่าแล้วทำไมไม่บอกว่าเป็นองค์ภา เพื่อนก็บอกว่าบอกแล้วมึงไม่ได้ยิน

รูปนี้มาจากกล้องฟิล์ม ซึ่งอัดภาพมารูปเดียว หาฟิล์มนี้ไม่ได้แล้ว

วันนี้แสนสงสาร แสนเสียใจ ท่านอายุยังน้อย ถ้ายังอยู่น่าจะเป็นกำลังหลักในการถวายงานให้กับเสด็จพ่อ และเป็นความหวังของราชวงศ์

น้อมเสด็จสู่สวรรคาลัย สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

กวาง กมลชนก เผย 5 ความทรงจำแสนล้ำค่า ช่วงเวลาที่มีโอกาสได้ใกล้ชิด เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

กวาง กมลชนก เผย 5 ความทรงจำแสนล้ำค่า ช่วงเวลาที่มีโอกาสได้ใกล้ชิด เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

กวาง กมลชนก เผย 5 ความทรงจำแสนล้ำค่า ช่วงเวลาที่มีโอกาสได้ใกล้ชิด เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.29 น.

13 มิถุนายน 2569 อดีตนางเอกชื่อดัง กวาง กมลชนก เขมะโยธิน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “กวาง กมลชนก (Kwang Kamolchanok)” ถึงความทรงจำแสนล้ำค่าที่มีต่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฐานะที่เธอเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันทั้งโรงเรียนราชินีและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กวาง กมลชนก ได้ระบุข้อความว่า ความทรงจำที่ข้าพเจ้ามีต่อพระองค์ภายังชัดเจนเสมอ หลายช่วงเวลาที่ได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับพระองค์

ครั้งแรก-สมัยที่ข้าพเจ้าได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายหมวดห้องพระองค์ภา (ท่านเป็นหัวหน้าอยู่ชั้นป.1 และกวางอยู่ม.5 )ในวันที่คุณครูประชุมทั้งโรงเรียน พี่หมวดจะมีหน้าที่ไปดูแลน้องๆตามชั้นเรียนที่เรารับผิดชอบ และกวางก็ถูกมอบหมายให้ไปชวนน้องๆป.1 สมัครประกวดร้องเพลงในงานอะไรสักอย่างจำไม่ได้ 

ทันทีที่พี่กวางถามน้องๆ ว่าใครจะประกวดร้องเพลงบ้าง? พระองค์ภา ทรงยกมือพร้อมทั้งส่งเสียงดังมาเป็นคนแรกว่า “ภาจะประกวด ภาจะร้องเพลงก๊อกก๊อกก๊อก” (ตอนนั้นเพลงประตูใจของสาวสาวสาวกำลังดังมาก) กิริยาที่น่ารัก ความกล้าหาญและเป็นธรรมชาติของพระองค์ในวันนั้นทำให้กวางต้องยิ้มออกมาทุกครั้งที่นึกถึง

ครั้งที่ 2 กวางได้มีโอกาสรับพระราชทานถ้วยรางวัลในงานกีฬาสีกับเพื่อนที่เป็นแม่สีสีน้ำเงินด้วยกัน รับจากพระหัตถ์ของพระองค์ ซึ่งตอนนั้นท่านยังเล็กมากๆแต่ก็สามารถยกถ้วยที่หนัก(สำหรับท่าน)มามอบให้พวกเราได้ พวกเราประทับใจยิ่งนัก

ครั้งที่ 3 ในงานสมาคมนักเรียนเก่าราชินี กวางไปรับเชิญร้องเพลง ก็ได้เข้าเฝ้าพูดคุยและถ่ายภาพกับพระองค์อีกครั้ง

ครั้งที่ 4 มีโอกาสรับพระราชทานของที่ระลึกจากพระองค์ในงานเกี่ยวกับการประกวดสัตว์เลี้ยงที่สวนลุมพินี ท่านก็ยิ้มให้และเอ่ยทักอีกว่า ”เจอกันอีกแล้วนะพี่กวาง“

ครั้งที่ 5 กวางเรียนจบแล้วกลับไปสอนเต้นให้น้องๆเชียร์ลีดเดอร์แถวๆตึกกิจกรรมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งท่านเพิ่งเข้ามาเป็นน้องปี1 ในขณะที่พี่ๆกำลังวุ่นอยู่กับการสอน ท่านเสด็จมายืนข้างหลังอย่างเงียบๆ ไม่มีพิธีรีตรองอะไร ท่านทักว่า “เป็นไงพี่กวาง” ข้าพเจ้าถวายคำนับแทบไม่ทัน ปลื้มใจอย่างที่สุดที่ท่านจำได้ว่าเราเป็นรุ่นพี่ที่ ราชินี และปีนั้นก็ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลพระองค์ซ้อมและโชว์พร้อมกับเชียร์ลีดเดอร์ธรรมศาสตร์อีกหลายๆรุ่นในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาธรรมศาสตร์ครั้งที่55

ประทับใจและภูมิใจเหลือเกินค่ะ พระองค์ภา (เป็นสรรพนามที่ชาวราชินีในยุคนั้นเรียกท่าน) ทรงน่ารัก เป็นกันเอง ไม่ถือพระองค์เลย ท่านทรงมีพระจริยวัตรงดงาม ติดดินและทำตัวธรรมดามากๆ จึงเป็นที่รักของพวกเราตลอดมา 

เมื่อพระองค์จบการศึกษาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ท่านก็ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีและทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมายหลายด้านตามที่ทุกท่านทราบดี เหล่านี้คือความประทับใจมิรู้ลืมของพสกนิกรคนหนึ่งที่โชคดีได้เป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันกับพระองค์ทั้งที่โรงเรียนราชินีและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถิตในดวงใจนิรันดร์

ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้???? #รักพระองค์ภา????#พิกุลแก้ว #ลูกแม่โดม (Crภาพแรกจากหนังสือที่โรงเรียนราชินีจัดทำขึ้น)

พสกนิกรถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พสกนิกรถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พสกนิกรถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.52 น.

สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสริพัชร มหาวัชรราชธิดา เริ่มตั้งแต่ วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เวลา 08.30 – 16.00น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง ในการนี้ ได้จัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัยด้วย