หลิน ท่าขอนยาง จากเด็กพิเศษข้างทาง…สู่การเป็นอินฟลูฯ ตัวท็อป เปิดใจ เคยมีคนจ้างไปกินข้าว?

หลิน ท่าขอนยาง จากเด็กพิเศษข้างทาง…สู่การเป็นอินฟลูฯ ตัวท็อป เปิดใจ เคยมีคนจ้างไปกินข้าว?

หลิน ท่าขอนยาง จากเด็กพิเศษข้างทาง…สู่การเป็นอินฟลูฯ ตัวท็อป เปิดใจ เคยมีคนจ้างไปกินข้าว?

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

น้องหลิน ท่าขอนยาง เด็กพิเศษข้างทางสู่การเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ตัวท็อปขวัญใจชาวโซเชียล ที่วันนี้ขอควงเบนซ์ อดิศักดิ์ พี่ชายคนสำคัญที่หยิบยื่นโอกาสครั้งใหญ่ ทำคลิปกลายเป็นไวรัล ทำให้ชีวิตของน้องหลินเปลี่ยนไป เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ พร้อมเปิดเรื่องราวความผูกพันจากคนไม่รู้จักสู่ความสัมพันธ์แบบแน่นแฟ้นยิ่งกว่าพี่น้อง ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง One31 ที่มีหนิง ปณิตา และดีเจพุฒ พุฒิชัย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

หนูรู้ตัวเองไหมว่าตอนนี้ดังมาก?

หลิน : ดังมาก อยากมาเจอพี่อั้มครั้งแรก

หลินจำได้ไหมว่ามีพี่ๆ ในวงการใครเป็นแฟนคลับบ้าง?

หลิน : มีพี่หนิงคนแรก

หนิง ปณิตา : มีโอกาสเจอน้องหลิน เพราะเขาชื่นชอบอั้ม พัชราภา ตั้งแต่เล่นเรื่องเพลิงพระนาง แล้วปรากฎว่าคนที่ดูแลน้องหลินอีกคนนึงเขาสนิทกับพี่อั้มก็เลยพาน้องหลินไปเจอพี่อั้มที่ตลาดอั้ม อั้ม

ทำไมน้องหลินถึงชอบพี่อั้ม?

หลิน : หนูชอบมาก เขาให้คูปอง แม่หนูแดงพาไปเจอพี่อั้มครั้งแรกพี่อั้มตัวหอมมาก พี่อั้มซัพพอร์ตหนู 

พี่อั้มกับน้องหลินใครสวยกว่ากัน?

หลิน : พี่อั้มสวยกว่า ตัวจริงพี่อั้มสวยมาก

ตอนนี้น้องหลินฮอตมาก ทำงานทุกวันเลย วันนี้ทำงานอะไรบ้าง?

หลิน : หนูขายออนไลน์ ถ่ายคลิป แล้วก็มีขนมปังของหนูเอง

ล่าสุดมีคนโทรมาจ้างไปกินข้าว?

หลิน : ไม่ค่ะ หนูไม่เอา เพราะหนูกินมาแล้ว

ล่าสุดไปเล่นซิทคอม?

หลิน : ใช่ค่ะ เรื่อง เจ๊ทแหลก2 อยากเล่นอีก ไปถ่ายสนุกมากค่ะ

ไปรายการ เทคฮอร์โมน จนสปอนเซอร์ชู้ดเงินแสนให้น้องหลินกลับบ้านด้วย?

หลิน : ตื่นเต้นมากเลยค่ะ

พี่เบนซ์กับน้องหลินผูกพันกัน?

เบนซ์ : เบนซ์เจอน้องมาตั้งแต่น้องอายุ 11-12 ย้อนไป 8 ปีก่อนไปเจอเขานั่งเล่นที่นั่นตลอด มีพูดคุยด้วยบ้าง ซื้อขนมไปฝากบ้าง ให้เงินน้องไปซื้อเองบ้าง ก็สงสารเขา เนื้อตัวก็มอมแมม จริงๆ เขามีบ้าน อยู่กับญาติๆ นั่นแหละ ญาติๆ เขาทำมาหากินไม่มีเวลาดูแลเขาก็สงสาร

ครั้งแรกที่เจอรู้สึกอะไรถึงเมตตาน้อง?

เบนซ์ : รู้สึกว่าน้องน่าสงสารครับ

ทำไมถึงอยากเอาเด็กคนนี้มาดูแล น้องเป็นเด็กพิเศษด้วย มันไม่ได้ง่าย?

เบนซ์ : หลังจากที่น้องเริ่มมีชื่อเสียง ยังไม่ได้เอามาอยู่ด้วย พาน้องไปทำงาน รับงานรีวิวทั่วไป น้องอยู่บ้านกับคุณพ่อปกติ แต่มีวันนึงที่เบนซ์ออกไปข้างนอกตอนดึก บังเอิญไปเจอเขาเดินอยู่ตามถนนก็เลยรู้สึกเป็นห่วงมากๆ กลัวเกิดอันตราย จนมีโอกาสพาน้องไปกินข้าวที่บ้าน คือทำกับข้าวกินกับแก๊งเพื่อน เลยพาน้องไปขออนุญาตคุณพ่อบอกว่าขอพาน้องไปกินข้าว มาส่งดึกๆ นะครับ ไปๆ มาๆ ก็เล่นด้วยกันจนดึก จนเขานอนค้างด้วย พอวันถัดไป ไปสนามที่เดิม เขาบอกขอกลับบ้านแป๊บนึงนะ เดี๋ยวหนูมา แต่ไม่ได้บอกว่าไปทำอะไร ก็หอบเสื้อผ้ามาเลยครับ

วันนั้นหนูคิดยังไง ไปเก็บเสื้อผ้าแล้วมาอยู่กับพี่เบนซ์ บอกคุณพ่อว่ายังไง?

หลิน : บอกพ่อว่าหนีออกมา พ่อหนูไปก่อนนะไปอยู่กับพี่เบนซ์ ค้างคืน 

น้องหลินมาอยู่กับพี่เบนซ์ไม่กลัวหรอ?

หลิน : (ส่ายหัว) ก็พี่เบนซ์เป็นผู้ชาย หนูไม่อยากกลัว อยากไปนอนด้วย ขายของ ถ่ายคอนเทนต์

อยู่บ้านพี่เบนซ์เป็นยังไงบ้าง?

หลิน : สบายสบายมากแล้วก็ตื่นเต้น แล้วก็เบิกตังค์พี่เบนซ์ไปกินขนม พอเสร็จก็นอน

คุณพี่หนูแดงทำไมอยู่ๆ มาช่วยดูแลน้องหลิน?

หนูแดง : เราเป็นแฟนคลับ มีวันนึงที่แบบนอยด์ๆ ก็ไปเลื่อนคลิปดู มีแฟนคลับบอกว่าช่วยอวดพรวันเกิดให้พี่หน่อยได้ไหม หลินบอกว่า ขอพี่ใบเตยไปสู่สุคติ เราก็หายนอยด์เลย เราดูคลิปเขา เขาบอกชอบพี่อั้ม เราก็เออ..ถ้าวันนึงไปบ้านพี่อั้ม เราต้องพูดเรื่องนี้ จะขออัดคลิปหน่อยได้ไหม อยากให้พี่อั้มได้เห็นความน่ารัก พี่อั้มบอกว่ามาสิ เอามาเลยวันงานตลาด ก็เลยเป็นครั้งแรกที่พามาเจอพี่อั้ม สานฝัน เขาเจอแล้วร้องไห้เลย

มีคอมเมนต์บอกว่าทำไมถึงเอาน้องมาทำมาหากิน?

เบนซ์ : ตอนแรกยอมรับว่าเครียดมาก แล้วเสียใจด้วยครับที่มีคนคิดแบบนี้ แต่พักหลังมาเริ่มเข้าใจได้ครับ ความคิดของคนมันไม่เหมือนกัน เบนซ์อยากฝากบอกคนที่คิดลบว่า การที่เราได้เห็นชีวิตเด็กคนนึง ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เบนซ์ ครอบครัวเบนซ์ ทางครอบครัวน้องอีก ทีมงานได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากดว่าที่จะมาคิดลบ 

เวลาได้เงินจากการทำงาน พี่เบนซ์เองก็ให้น้องหลินเอาเงินไปให้คุณพ่อ?

เบนซ์ : ใช่ครับ

หลินเอาเงินไปให้คุณพ่อยังไงบ้าง?

หลิน : บอกพ่อว่าสุขภาพแข็งแรงนะพ่อนะ แล้วก็กราบเท้าพ่อ

ภูมิใจไหม?

หลิน : (พยัคหน้า)

หลายคนกังกวลมาก พี่เบนซ์จะดูแลน้องหลินอีกนานแค่ไหน เพราะวันนึงพี่เบนซ์ต้องมีครอบครัว มีแฟน แต่งงาน มีลูก?

เบนซ์ : พูดตามตรงว่าเบนซ์ให้คำตอบไม่ได้ เบนซ์ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะถ้าเกิดพูดไปก็เหมือนทำสัญญาเนาะ ถ้าเกิดทำไม่ได้ก็ไม่ดี ขอทำแต่ละวันให้มันดีที่สุดดีกว่า ดูแลเขาให้ดีที่สุด

วันนี้งานน้องยังเยอะอยู่ ถ้าวันนึงงานอาจจะน้อยลงก็ยังดูแลน้องต่อไปไหม?

เบนซ์ : แน่นอนครับ จริงๆ ก็ดูแลน้องตั้งแต่ยังไม่มีงานเลย

น้องหลินรักพี่เบนซ์แค่ไหน?

หลิน : ทั้งฟ้าเลย

ยังไงกันน้า? เป๊ก เศรณี ส่งดอกไม้ให้ เกรซ ชลิตา ชาวเน็ตแห่ซูมข้อความบนการ์ด

ยังไงกันน้า? เป๊ก เศรณี ส่งดอกไม้ให้ เกรซ ชลิตา ชาวเน็ตแห่ซูมข้อความบนการ์ด

ยังไงกันน้า? เป๊ก เศรณี ส่งดอกไม้ให้ เกรซ ชลิตา ชาวเน็ตแห่ซูมข้อความบนการ์ด

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.46 น.

1 มิถุนายน 2569 ทำเอาชาวเน็ตแห่ซูมตาแตก เมื่อสาวสวย “เกรซ ชลิตา โสตถิวันวงศ์” ได้โพสต์ภาพช่อดอกไม้สีขาวสุดสวยลงในอินสตาแกรมสตอรี่ โดยระบุชื่อผู้ส่งว่า “เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล” ลูกชายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

นอกจากช่อดอกไม้แล้ว ยังมีการ์ดอวยพรแนบมาด้วย โดยมีข้อความให้กำลังใจและแสดงความยินดีว่า “ขอให้ประสบความสำเร็จในทุกๆ สิ่งที่อยากจะทำ ให้ได้เกินเป้าในทุกๆ อย่าง และขอให้กิจการเติบโตหลายเท่าๆ เลยนะ”

ซึ่งหลายคนคาดว่าเป็นการส่งมาเพื่อร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสที่เกรซเพิ่งเปิดธุรกิจใหม่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ชาวเน็ตจับตาเป็นพิเศษ คือก่อนหน้านี้ เป๊ก เศรณี เคยถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ หลังโพสต์สตอรี่เพลง “Rain Zone” ของแรปเปอร์ MAIYARAP feat. Z9 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแอบรัก พร้อมแท็กชื่ออินสตาแกรมของเกรซเอาไว้ด้วย

มรภ.เพชรบุรี ชูวิสัยทัศน์! เปิด ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี ชูวิสัยทัศน์! เปิด ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี - มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี ชูวิสัยทัศน์! เปิด ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เดินหน้ายกระดับการศึกษา และตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านวิชาการในภูมิภาค ประกาศความพร้อมเตรียมจัดตั้ง “คณะสัตวแพทยศาสตร์” อย่างเป็นทางการ เพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรด้านสุขภาพสัตว์ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมแล้วเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ ประจำภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ที่นั่ง ชูจุดขายทุนเรียนฟรี 4 ปี  มีรายได้ระหว่างเรียน อนาคตเล็งยกระดับมาตรฐานสู่สากล รับสมัครวันนี้ – 20 มิถุนายน 2569 

รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เปิดเผยว่า เป็นก้าวสำคัญในการก่อตั้งคณะสัตวแพทยศาสตร์ ได้เตรียมความพร้อมจะเปิด 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรการพยาบาลสัตว์ หลักสูตรเทคนิคการสัตวแพทย์ และหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต เป็นความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่จะสร้างบุคลากรสายสนับสนุนสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญสูง เข้าไปสู่ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ ซึ่งหลักสูตรนี้ได้ถูกออกแบบมาให้เข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้บัณฑิตจบมาพร้อมทำงานได้อย่างมืออาชีพตั้งแต่วันแรก (day one competency)

ทั้งนี้ ไฮไลต์สำคัญของการเปิดรับสมัครในครั้งนี้ คือ การมอบโอกาสทางการศึกษาอย่างเหนือระดับ มหาวิทยาลัยได้เตรียม “ทุนเพชรราชภัฏ” ซึ่งเป็นทุนการศึกษาเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเล่าเรียนฟรีตลอดหลักสูตร 4 ปี นอกจากนี้ยังมีทุนสนับสนุนอื่นๆ อีกมากมายเพื่อรองรับนักศึกษาที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และส่งเสริมทักษะวิชาชีพไปพร้อมกัน  โดยทางมหาวิทยาลัยยังได้นำร่องโครงการ “Earn While Learn” (เรียนไป มีรายได้ไป) แล้วยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าปฏิบัติงานจริงในคลินิกรักษาสัตว์ของมหาวิทยาลัย นักศึกษาจะมีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมกันนี้ยังมอบสิทธิพิเศษในการผ่อนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ถึง 3 งวดต่อภาคเรียนอีกด้วย

“เราไม่ได้มองแค่การผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานในประเทศ แต่เรายังมองไกลไปถึงมาตรฐานระดับสากล นักศึกษาของเราจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน และเดินทางไปฝึกงานในต่างประเทศ เพื่อเปิดโลกทัศน์และยกระดับทักษะทางคลินิกให้เทียบเท่าสากล ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของหลักสูตรนี้”

อธิการบดีฯ กล่าวอีกว่า การเปิดหลักสูตรการพยาบาลสัตว์ในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอุดมศึกษาไทย ที่ผสมผสานการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการ (Practice-based Learning) เข้ากับการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (PBRU)  ยังได้สร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดการหลุดออกจากระบบ พร้อมมอบทุนการศึกษา ดังนี้

1.             เรียนดี เรียนฟรีสูงสุด 100% (นักเรียนเกรดเกิน 3.5 เรียนฟรีเทอมแรก รักษาเกรดได้ เกิน 3.5 ฟรีทุกเทอม เกรด 3.0-3.49 จ่าย 25% )

2.             ขาดแคลนทุนทรัพย์ ความประพฤติดี ลดค่าเทอมสูงสุด 50% เทอมแรก

3.             มีรายได้ระหว่างเรียน 3,000 บาทต่อเดือน (เข้าร่วมโครงการ Earn While Learn)

4.             ผ่อนชำระค่าเล่าเรียนได้ 3 งวด

สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเกณฑ์การรับสมัครรอบต่างๆ โควตาพิเศษ และข้อมูลทุนการศึกษาของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ (รับจำนวน 40 คน) ประจำปีการศึกษา 2569 รับสมัครวันนี้ – 20 มิถุนายน 2569  สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=61589253653317  / หรือแบบฟอร์มสมัครเข้าศึกษา https://forms.cloud.microsoft/r/WTv0sP3NYB  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โทร 032 708 624

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : 20 ปีแห่งความ ‘พยายาม’ ของนักวิจัยไทย จากการต่อสู้กับแมลงวันทองในสวนเล็กๆ สู่ต้นแบบการผลิตผลไม้ปลอดภัยของประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

หากพูดถึง “เทคโนโลยีนิวเคลียร์” หลายคนอาจนึกถึงพลังงานหรือการแพทย์ แต่ที่ จ.จันทบุรี เทคโนโลยีนิวเคลียร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการช่วยเกษตรกรต่อสู้กับ “แมลงวันทอง หรือแมลงผลไม้” ศัตรูตัวเล็กที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เพื่อแก้ปัญหาแมลงวันผลไม้ในผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งนี่ไม่ใช่งานวิจัยที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการแล้วจบลงในรายงานวิชาการ แต่คือการเดินทางอันยาวนานของนักวิจัยไทยที่ลงพื้นที่จริง ทำงานเคียงข้างเกษตรกร ทดลอง ปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน “แมลงวันผลไม้” ถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรจันทบุรี หลายพื้นที่ประสบความเสียหายต่อผลผลิตในระดับรุนแรง บางช่วงสร้างความเสียหายได้มากถึง 50 – 100 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด เพราะผลไม้ที่ถูกแมลงวันผลไม้วางไข่จะเกิดความเสียหายภายใน เน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค และไม่สามารถผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชของประเทศคู่ค้าได้ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและศักยภาพการส่งออกผลไม้ไทย ในเวลานั้นวิธีที่เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้คือ “การฉีดพ่นสารเคมี” อย่างต่อเนื่อง แม้จะช่วยลดปัญหาได้ในระยะสั้น แต่กลับเพิ่มต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

จุดเริ่มต้นของความหวัง

ปี พ.ศ.2549 เกษตรกรในพื้นที่ ต.ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เริ่มรวมตัวกันเพื่อหาทางออกจากปัญหาแมลงวันผลไม้ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการคลินิกเทคโนโลยี ก่อนพัฒนาไปสู่การจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ หรือ Area-Wide Integrated Pest Management (AW-IPM) โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สทน. นำ “เทคนิคแมลงเป็นหมัน” หรือ Sterile Insect Technique (SIT) เข้ามาใช้ร่วมกับมาตรการควบคุมอื่นๆ เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ลดการใช้สารเคมี และสร้างแนวทางการควบคุมศัตรูพืชที่ยั่งยืนมากขึ้น

“เบื้องหลังความสำเร็จที่เห็นในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของนักวิจัย สทน. ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ”

นักวิจัยเริ่มต้นจากการศึกษา “ชีววิทยา พฤติกรรม และวงจรชีวิต” ของแมลงวันผลไม้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย พัฒนาระบบเฝ้าระวังและสำรวจประชากรแมลงในพื้นที่ปลูกผลไม้สำคัญ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบการแพร่ระบาดและสามารถวางแผนควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นจึงพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงแมลงวันผลไม้ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านชีววิทยา การจัดการอาหารเลี้ยงแมลง การควบคุมคุณภาพ และการผลิตในปริมาณมาก เพื่อให้สามารถผลิตแมลงได้หลายล้านตัวต่อสัปดาห์

อีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญ คือการพัฒนาสายพันธุ์แมลงวันผลไม้ที่สามารถแยกเพศได้ ซึ่งช่วยให้สามารถคัดแยกและปล่อยเฉพาะแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันออกสู่ธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแมลง ลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยแมลงเพศเมีย ควบคู่กันนั้น นักวิจัยยังพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่เหมาะสม เพื่อให้แมลงเพศผู้เป็นหมันโดยยังคงความแข็งแรง ความสามารถในการบิน และความสามารถในการแข่งขันผสมพันธุ์กับแมลงในธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของเทคนิคแมลงเป็นหมัน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ การขนส่งแมลง การติดตามผลหลังการปล่อย และระบบเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมจริงของประเทศไทย

“หัวใจสำคัญของเทคนิคนี้ คือการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้ที่ผ่านการฉายรังสีจนเป็นหมันกลับสู่ธรรมชาติ  เมื่อแมลงเพศผู้เหล่านี้ไปผสมพันธุ์กับแมลงตัวเมียในธรรมชาติ จะไม่สามารถให้กำเนิดลูกหลานรุ่นใหม่ได้ ส่งผลให้จำนวนประชากรแมลงวันผลไม้ลดลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีในปริมาณมาก”

ในพื้นที่ดำเนินงาน มีการปล่อยแมลงวันผลไม้เพศผู้เป็นหมันสัปดาห์ละ 5–10 ล้านตัว ควบคู่กับการวางกับดัก การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ การสำรวจประชากรแมลง และการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ นี่คือการใช้วิทยาศาสตร์จัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายทาง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่าการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“พื้นที่ดำเนินงานสามารถลดประชากรแมลงวันผลไม้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับพื้นที่โดยรอบ ขณะที่การใช้สารเคมีลดลงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์”

ข้อมูลการเฝ้าระวังยังพบว่า พื้นที่สามารถรักษาระดับการระบาดของแมลงวันผลไม้ให้อยู่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 24 เดือน โดยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ตัวต่อกับดักต่อวัน ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญของพื้นที่การแพร่ระบาดระดับต่ำตามมาตรฐานสุขอนามัยพืชสากล

ผลสำเร็จดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการลดจำนวนแมลงวันผลไม้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผลไม้ที่ปลอดภัยขึ้น เกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้บริโภคที่ได้รับอาหารที่ปลอดภัยมากขึ้น และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบน้อยลง โดยตลอดระยะเวลาของโครงการฯ ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนตั้งแต่การผลิตแมลงเป็นหมัน การจัดทำกับดัก การสำรวจภาคสนาม การเก็บข้อมูล การขนส่ง และการปล่อยแมลงในพื้นที่จริง  ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านการควบคุมแมลงวันผลไม้และการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อการเกษตร มีนักศึกษา นักวิจัย และหน่วยงานจากทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ การพัฒนา และเศรษฐกิจฐานรากที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์”

จากความสำเร็จในพื้นที่ต้นแบบ สทน. พร้อมเดินหน้าขยายผลสู่ระดับจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ปลูกผลไม้ขนาดใหญ่กว่า 100,000–200,000 ไร่ เพื่อยกระดับพื้นที่ปลูกผลไม้ของ จ.จันทบุรีให้เป็นพื้นที่ควบคุมแมลงวันผลไม้ระดับต่ำตามมาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทย ลดอุปสรรคทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลก

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ความสำเร็จของการควบคุมแมลงวันผลไม้ในพื้นที่ ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของนักวิจัย สทน. หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จนสามารถพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเทคนิคแมลงเป็นหมันให้เกิดผลในระดับพื้นที่จริง

“นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า งานวิจัยของคนไทยสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความปลอดภัยของอาหาร และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวและว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นักวิจัย สทน. ไม่ได้เพียงทำงานเพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้ แต่กำลังค่อยๆ แก้โจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนทีละขั้น ตั้งแต่การศึกษาพฤติกรรมแมลง การพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถแยกเพศได้ การผลิตแมลงวันผลไม้เพศผู้จำนวนมหาศาล การพัฒนาเทคนิคการฉายรังสี ไปจนถึงการติดตามผลในพื้นที่จริงร่วมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

“กว่าสองทศวรรษอาจเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับนักวิจัย นั่นคือเวลาของความพยายาม การทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป  วันนี้ ผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่อยู่ในสวนผลไม้ของเกษตรกร อยู่ในผลไม้ที่ปลอดภัยมากขึ้น อยู่ในการลดการใช้สารเคมี และอยู่ในโอกาสใหม่ของผลไม้ไทยบนตลาดโลก” รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน.  กล่าวทิ้งท้าย

บางครั้ง 20 ปีอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้ และสำหรับเกษตรกรที่เคยสูญเสียผลผลิตจากแมลงวันผลไม้มาตลอดหลายปี ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นคำตอบที่มีค่าที่สุดของการทำงานวิจัยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

ปลัดมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ปลัดมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ปลัดมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.43 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

วันนี้ (1 มิ.ย.69) เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตรถวายพระสงฆ์ ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมกันนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กรมการศาสนา กรมชลประทาน สภากาชาดไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และพุทธศาสนิกชน ร่วมประกอบพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยได้รับเมตตาจาก พระพรหมวัชราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1-2-3, 12-13 (ธ) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระราชวชิรธรรมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ฯ

โอกาสนี้ องคมนตรี นำผู้ร่วมพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อย และถวายสักการะพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปฐมเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม แล้วถวายธูปเทียนแพเป็นราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายสักการะ ถวายเครื่องไทยธรรรม แด่ประธานฝ่ายสงฆ์ จากนั้น เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล ผู้ร่วมพิธีรับศีล ประธานฝ่ายสงฆ์บริกรรมคาถาจุดเทียนเท่าพระองค์ และเทียนมหามงคล องคมนตรีจุดเทียนบูชาเทพยดานพเคราะห์ 12 เล่ม และโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่แท่นบัตรพลีเทพยดานพเคราะห์ทั้ง 9 องค์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยจุดเทียนประจำเทพยดานพเคราะห์ โหรประกาศโองการอัญเชิญ เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์สวดชุมนุมเทวดา และเจริญพระพุทธมนต์ โหรกล่าวบูชาเทวดานพเคราะห์วันอาทิตย์ จบแล้ว พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์บทประจำพระอาทิตย์ องคมนตรีจุดเทียนน้ำพระพุทธมนต์ และประเคนครอบน้ำพระพุทธมนต์ โหรกล่าวบูชาเทวดานพเคราะห์สลับกับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทประจำดาวนพเคราะห์จนครบทั้ง 9 วัน โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จุดเทียนบูชาเทวดานพเคราะห์วันพฤหัสบดี โหรประกาศสรุปพระนพเคราะห์และประสาทพร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทสโมธานคาถา จบแล้ว องคมนตรีพร้อมด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ร่วมพิธี ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ประกอบพิธี พระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา กรวดน้ำ รับพร เจ้าหน้าที่บรรจุครอบน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ประธานฝ่ายสงฆ์มอบครอบน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์นวัคคหายุสมธัมม์แก่องคมนตรี เพื่อเชิญไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นอันเสร็จพิธี

กระทรวงมหาดไทย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเป็นอเนกประการ ทั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ และการทรงงานสนองและสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อการพัฒนาต่อยอดและอำนวยประโยชน์สุขแก่ราษฎร ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ และน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา นำมาซึ่งความผาสุกร่มเย็นของปวงประชา และความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรของประเทศชาติสืบไป

ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

1 มิ.ย. 2569 16:27 น.

ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

ตำรวจฟิลิปปินส์จับกุม สว. โฮเซ “จิงกอย” เอสตราดา ลูกชายอดีตประธานาธิบดี หลังศาลสั่งฟ้องคดีทุจริตงบประมาณโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่ามหาศาล พบหลักฐานรับสินบนกว่า 300 ล้านบาท โดยเจ้าตัวยืนยันความบริสุทธิ์ อ้างถูกใช้การเมืองกลั่นแกล้ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ได้ควบคุมตัว นายโฮเซ “จิงกอย” เอสตราดา สมาชิกวุฒิสภาชื่อดัง หลังจากศาลต้านการทุจริตพิเศษมีคำสั่งจับกุมในข้อหา “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ซึ่งถือเป็นคดีคอร์รัปชันระดับชาติที่สร้างความไม่พอใจและนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการสืบสวนนานเกือบหนึ่งปี เกี่ยวกับการทุจริตในโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่งในฟิลิปปินส์ที่ต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นรุนแรงทุกปี อัยการระบุว่า นายเอสตราดาได้สอดแทรกงบประมาณโครงการป้องกันน้ำท่วมไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2025 เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองได้รับเงินสินบนสูงถึง 573 ล้านเปโซ (ประมาณ 302 ล้านบาท)

คดีนี้ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย รวมถึงนายมานูเอล โบนวน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและทางหลวง ตลอดจนเจ้าหน้าที่วิศวกรรมท้องถิ่นและเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างหลายแห่ง

ก่อนเข้ามอบตัว ณ อาคารรัฐสภา นายเอสตราดากล่าวแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนสั้นๆ โดยยืนยันความบริสุทธิ์และระบุว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” และเป็นแผนการทางการเมืองเพื่อบีบให้เขาเปลี่ยนข้างในการโหวตสำคัญในวุฒิสภา

เอสตราดากล่าวว่า  “มีการเสนอข้อตกลงมากมายเพื่อให้ผมหลุดพ้นจากคดีนี้ แต่ผมไม่รับพิจารณา เพราะสิ่งที่เดิมพันอยู่คือความเป็นอิสระของวุฒิสภา”  พร้อมย้ำว่าเขาพร้อมพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาลและจะไม่ใช้เอกสิทธิ์ สว. เพื่อหลบหนีกระบวนการยุติธรรม

การคุมตัวนายเอสตราดาเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองฟิลิปปินส์กำลังร้อนแรง เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในกลุ่ม 13 สว. ที่มีอิทธิพล ซึ่งกำลังจะทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินในคดีถอดถอนรองประธานาธิบดี ซารา ดูเตอร์เต ในเดือนหน้า โดยนางซาราถูกกล่าวหาว่าทุจริตและพัวพันกับแผนสังหารประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์

นอกจากนี้ สมาชิกในกลุ่มเดียวกันอย่าง สว. โรนัลด์ เดลา โรซา อดีต ผบ.ตร. ยุคสงครามยาเสพติด ก็เพิ่งหลบหนีไปเมื่อเดือนก่อน หลังศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับ เช่นเดียวกับนายโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีที่ถูกส่งตัวไปยังศาลที่เนเธอร์แลนด์ก่อนหน้านี้ การขาดหายไปของเอสตราดาและเดลา โรซา อาจส่งผลโดยตรงต่อคะแนนเสียงในศาลวุฒิสภาที่จะตัดสินอนาคตของรองประธานาธิบดีดูเตอร์เต

ทั้งนี้ ตามกฎหมายฟิลิปปินส์ ข้อหา “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” มีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต และผู้ต้องหาไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว โดยคดีทุจริตครั้งใหญ่นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่ยังส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาอีกด้วย.

ที่มา AFP / Reuters

ชิบูย่าเอาจริง เริ่มปรับทิ้งขยะเรี่ยราดทันที 2,000 เยน รับมือปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

ชิบูย่าเอาจริง เริ่มปรับทิ้งขยะเรี่ยราดทันที 2,000 เยน รับมือปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

1 มิ.ย. 2569 14:52 น.

ชิบูย่าเอาจริง เริ่มปรับทิ้งขยะเรี่ยราดทันที 2,000 เยน รับมือปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

เขตชิบูย่า ย่านท่องเที่ยวชื่อดังกรุงโตเกียว เริ่มบังคับใช้มาตรการปรับเงินผู้ที่ทิ้งขยะในที่สาธารณะทันที 2,000 เยน หรือราว 408 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป พร้อมระดมเจ้าหน้าที่สายตรวจพูดได้หลายภาษาคุมเข้ม หวังแก้ปัญหาขยะล้นเมืองท่ามกลางวิกฤต “นักท่องเที่ยวล้นเมือง”

ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป เขตชิบูย่าของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มบังคับใช้ระเบียบฉบับแก้ไขเพื่อสร้าง “ชิบูย่าที่สะอาด” โดยกำหนดโทษปรับผู้ที่ทิ้งขยะเรี่ยราดในที่สาธารณะเป็นเงินจำนวน 2,000 เยน (ประมาณ 408 บาท) ซึ่งเจ้าหน้าที่สายตรวจมีอำนาจเรียกปรับและเก็บเงิน ณ จุดที่พบการกระทำความผิดทันที

เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ทางการได้เพิ่มระบบชำระเงินแบบไร้เงินสด ให้ผู้กระทำความผิดสามารถจ่ายค่าปรับผ่านบัตรเครดิต หรือสแกน QR Code ได้ นอกเหนือจากการจ่ายด้วยเงินสด เพื่อให้มาตรการนี้มีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งกับชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ทางการเขตชิบูย่าได้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่สายตรวจสูงสุดถึง 50 นาย กระจายกำลังไปตามย่านเศรษฐกิจและสถานีรถไฟสำคัญ เช่น ชิบูย่า, ฮาราจูกุ และเอบิสึ โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีความสามารถในการสื่อสารหลายภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ จีน และเกาหลี เพื่ออธิบายกฎระเบียบให้ชาวต่างชาติเข้าใจอย่างชัดเจนและเป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังมีการออกกฎข้อบังคับใหม่สั่งให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในพื้นที่ต้องติดตั้งถังขยะบริเวณหน้าร้าน หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการปรับเช่นเดียวกัน เพื่อลดปัญหาขยะจากการเดินไปกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของขยะสะสมตามริมถนน

นายเคน ฮาเซเบะ นายกเทศมนตรีเขตชิบูย่า ระบุว่า “ชิบูย่าเป็นเมืองระดับสากลที่มีผู้คนจากทั่วโลกแวะเวียนมา แม้เราจะภูมิใจในความมีชีวิตชีวาของเมือง แต่เราก็ต้องรับผิดชอบในการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วย เราจึงทำให้กฎระเบียบชัดเจนขึ้น และขอความร่วมมือทุกคนไม่ว่าจะสัญชาติใดให้ปฏิบัติตามกฎของเมือง”

ปัจจุบันเขตชิบูย่ามีประชากรอาศัยอยู่จริงประมาณ 240,000 คน แต่มีจำนวนผู้คนที่หมุนเวียนในพื้นที่ตอนกลางวันมากกว่าจำนวนประชากรถึงสองเท่า โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่จำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้มาตรการรณรงค์แบบเดิมที่ขอให้ “นำขยะกลับไปทิ้งที่บ้าน” เริ่มไม่ได้ผล

ญี่ปุ่นประสบปัญหาขยะสะสมในแหล่งท่องเที่ยวอย่างหนัก หลังจากเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งในปี 2025 มีจำนวนสูงถึง 42.7 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 20% มองว่า “การหาถังขยะสาธารณะยากเกินไป” คือความไม่สะดวกสบายอันดับหนึ่งในการมาเที่ยวญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ถังขยะในที่สาธารณะของญี่ปุ่นถูกถอดออกเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่เหตุการณ์ก่อการร้ายในอดีตเพื่อความปลอดภัย มาตรการปรับเงินในที่สาธารณะครั้งนี้จึงเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลท้องถิ่นในการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายใต้สโลแกนรณรงค์ที่ว่า “If you throw trash, you lose cash” หรือ “ทิ้งขยะเมื่อไหร่ เสียเงินเมื่อนั้น” เพื่อเตือนสติผู้ที่มักง่ายก่อนจะทำลายทัศนียภาพของเมืองหลวงสัญชาติญี่ปุ่นแห่งนี้.

ที่มา BBC / Japan Today

NVIDIA เปิดตัวชิป AI สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระบบวินโดวส์ ท้าชนแอปเปิล-อินเทล

NVIDIA เปิดตัวชิป AI สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระบบวินโดวส์ ท้าชนแอปเปิล-อินเทล

1 มิ.ย. 2569 14:27 น.

NVIDIA เปิดตัวชิป AI สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระบบวินโดวส์ ท้าชนแอปเปิล-อินเทล

NVIDIA ผู้นำด้านเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ ประกาศเปิดตัวชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ในชื่อ “RTX Spark” รุกคืบเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคระดับทั่วไปสำหรับอุปกรณ์ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้อาจเป็นการท้าชนเจ้าตลาดเดิมอย่าง แอปเปิล, อินเทล และ AMD

เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ได้ขึ้นเวทีกล่าวปาฐกถาพิเศษก่อนการเปิดฉากงานแสดงเทคโนโลยีระดับโลก Computex ที่นครไทเป ของไต้หวัน พร้อมเปิดตัวชิปซีพียูรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ในชื่อ “RTX Spark”

เจนเซน หวง ระบุว่า การเผยโฉมชิปตัวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ โดยกล่าวว่า “การปฏิวัติคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับการปฏิวัติโทรศัพท์มือถือแบบเดิมๆ ให้กลายมาเป็นสิ่งที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า สมาร์ตโฟน” พร้อมเสริมว่ามันคือคอมพิวเตอร์ที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะต้องการใช้ในงานด้านชีววิทยาดิจิทัล การประมวลผลแผ่นดินไหว หรือฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ก็สามารถจัดการได้อย่างไม่มีปัญหา

ด้าน Nvidia ได้ระบุในเว็บไซต์ของบริษัทว่า RTX Spark คือ “ซูเปอร์ชิป” รุ่นใหม่สำหรับยุคของระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agents หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานในรูปแบบตัวแทน ซึ่งจะยกระดับคลาสของคอมพิวเตอร์จากการเป็นเพียง “เครื่องมือ” ให้กลายมาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ที่สามารถทำงานต่างๆ แทนผู้ใช้ได้อย่างง่ายดาย

ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและแล็ปท็อปรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป RTX Spark จากแบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำ เช่น Lenovo, HP, Dell, Microsoft Surface, Asus และ MSI มีกำหนดการจะออกวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยมีแบรนด์ Acer และ Gigabyte ที่จะวางจำหน่ายตามมาในภายหลัง

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของ Nvidia ถือเป็นการส่งสัญญาณท้าชนโดยตรงต่อเจ้าตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรายใหญ่อย่าง Apple, Intel และ AMD แม้ว่าอุปกรณ์รุ่นใหม่เหล่านี้อาจจะเปิดตัวมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงก็ตาม ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Gartner ระบุว่า Lenovo, HP, Dell และ Apple ครองส่วนแบ่งในตลาดพีซีทั่วโลกรวมกันเกือบ 75% ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชิปของ Nvidia เข้าไปขับเคลื่อนอุปกรณ์วินโดวส์ เนื่องจากเคยมีแท็บเล็ตบางรุ่นใช้ชิปของบริษัทในช่วงต้นทศวรรษ 2010 แต่อุตสาหกรรมในปัจจุบันมองว่านี่คือกลยุทธ์สำคัญของ Nvidia ในการกระจายความเสี่ยงธุรกิจมาสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป หลังจากที่บริษัททำกำไรมหาศาลอย่างต่อเนื่องจากการขายชิปประมวลผลสำหรับศูนย์ข้อมูลให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก จนส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาดของ Nvidia พุ่งทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้ามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของประเทศญี่ปุ่นหรืออินเดียไปแล้ว

สตีเฟน วู อดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ AI และผู้ก่อตั้งกองทุนรวม Carthage Capital ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “Nvidia กำลังข้ามผ่านห่วงโซ่อุปทานพีซีแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างการผูกขาดฮาร์ดแวร์แบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” โดยเขามองว่าสถาปัตยกรรมใหม่นี้ถือเป็น “ภัยคุกคามต่อความอยู่รอด” (Existential Threat) ของการออกแบบชิปแล็ปท็อปในปัจจุบัน ซึ่ง Intel และ AMD จะได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นกลุ่มแรก

อย่างไรก็ตาม อเลนา ยี บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร PC World ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ท่ามกลางภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่กำลังดันราคาฮาร์ดแวร์ให้สูงขึ้น “คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องที่ว่าฮาร์ดแวร์พีซียุคถัดไปจะทรงพลังแค่ไหน แต่เป็นคำถามที่ว่าผู้ซื้อจะยังสามารถจ่ายเงินซื้อมันไหวหรือไม่ต่างหาก”

นอกจากนี้ เจนเซน หวง ยังได้จัดแสดงแพลตฟอร์มชิปรุ่นถัดไปในชื่อ “Vera Rubin” บนเวที พร้อมระบุว่ากระแสความนิยมในเทคโนโลยี AI Agents กำลังผลักดันให้ความต้องการพลังงานในการประมวลผลพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และเขาได้แสดงความเห็นต่อข้อกังวลที่ว่า AI จะเข้ามาแย่งงานของมนุษย์ทั่วโลกว่าเป็น “เรื่องเหลวไหล”

อย่างไรก็ดี ในการแถลงข่าวครั้งนี้ เจนเซน หวง ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และจีน เกี่ยวกับการพยายามจำหน่ายชิปที่ใช้เทรนและรันระบบ AI ในประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันได้พยายามสกัดกั้นไม่ให้บริษัทจีนสามารถเข้าถึงชิปขั้นสูงได้

ด้านกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่อาจเปิดโอกาสให้มีการส่งออกเทคโนโลยี AI ขั้นสูง เช่น ชิปประมวลผลตระกูล Blackwell ของ Nvidia ไปยังบริษัทลูกของจีนที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน แม้ว่าก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม สหรัฐฯ จะเคยผ่อนปรนข้อจำกัดด้านความมั่นคงในการส่งออกชิปรุ่น H200 ไปยังประเทศจีนแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันยังคงไม่มีสัญญาณการสั่งซื้อขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน เนื่องจากรัฐบาลปักกิ่งกำลังเร่งพัฒนาและผลิตชิปภายในประเทศเพื่อขึ้นมาท้าชนมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เช่นกัน.

ที่มา NVIDIA / BBC

ออสเตรเลียเผชิญวิกฤตหนูระบาดหนัก

ออสเตรเลียเผชิญวิกฤตหนูระบาดหนัก

1 มิ.ย. 2569 13:18 น.

ออสเตรเลียเผชิญวิกฤตหนูระบาดหนัก

วิกฤตการณ์ “กองทัพหนูระบาด” กำลังสร้างความหวาดผวาและสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่อุตสาหกรรมการเกษตรในหลายพื้นที่ของประเทศออสเตรเลีย โดยฝูงหนูหลายสายพันธุ์ออกอาละวาดกัดกินพื้นที่เพาะปลูกธัญพืชอย่างรุนแรง ทั้งยังบุกรุกเข้าไปในที่อยู่อาศัย ซ้ำเติมเกษตรกรที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากปัญหาราคาน้ำมันและปุ๋ยพุ่งสูงอย่างรุนแรง

เกษตรกรในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียและรัฐเซาท์ออสเตรเลียกำลังต่อสู้กับวิกฤตหนูระบาดครั้งรุนแรง หลังพบหนูจำนวนมหาศาลเข้าทำลายพื้นที่เพาะปลูกธัญพืชและบุกรุกบ้านเรือน จนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเกษตรกรอย่างหนัก

นายเจฟฟ์ คอสโกรฟ เกษตรกรวัย 43 ปี เจ้าของฟาร์มขนาด 14,000 เฮกตาร์ในเมืองมิงเจนิว รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เปิดเผยว่า เขาทำเกษตรมาแล้ว 25 ปี และต้องใช้เหยื่อกำจัดหนูเพียงไม่กี่ครั้ง แต่การระบาดในปีนี้รุนแรงกว่าการระบาดใหญ่เมื่อปี 2021 อย่างชัดเจน “หนูวิ่งอยู่ทุกที่ ทั้งบนเพดาน ในเครื่องปรับอากาศ และตามมุมบ้าน คุณได้ยินเสียงมันตลอดเวลา และยังได้กลิ่นเหมือนซากสัตว์ที่กำลังเน่าเปื่อย”

เกษตรกรจำนวนมากต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายแสนดอลลาร์ออสเตรเลีย ทั้งจากการซื้อเหยื่อกำจัดหนูและการปลูกพืชใหม่ทดแทนต้นกล้าที่ถูกหนูกัดกินจนเสียหาย

นักวิชาการด้านเกษตรระบุว่า สาเหตุสำคัญของการระบาดครั้งนี้มาจากผลผลิตทางการเกษตรที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา ทำให้มีเมล็ดพืชตกค้างในพื้นที่จำนวนมาก กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีสำหรับหนู ประกอบกับฝนที่ตกในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้พืชอ่อนและวัชพืชเจริญเติบโต กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์

นางเบลินดา อีสธัฟฟ์ นักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสาลี คาโนลา และลูปิน ในเมืองโนลบา ใกล้เมืองเจอรัลด์ตัน กล่าวว่า ในบางพื้นที่พบหนูมากถึง 8,000-10,000 ตัวต่อเฮกตาร์ หรือเทียบเท่าพื้นที่สนามรักบี้หนึ่งสนาม “ปกติเมื่ออาหารหมด จำนวนหนูจะลดลงเอง แต่ปีนี้อาหารยังมีเหลือเฟือ ทำให้จำนวนหนูไม่ลดลงเลย ฉันรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฝันร้าย”

ช่วงฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกธัญพืช เนื่องจากเป็นฤดูเพาะปลูก แต่หลายพื้นที่พบว่าหนูออกมากัดกินเมล็ดพันธุ์ทันทีหลังการหว่านเมล็ด ทำให้แถวเพาะปลูกจำนวนมากหายไปในเวลาเพียงข้ามคืน

ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ด้านนายสตีฟ เฮนรี นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านหนูจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งชาติออสเตรเลีย หรือ CSIRO กล่าวว่า โดยทั่วไปการระบาดของหนูจะถูกนิยามเมื่อมีประชากรประมาณ 800 ตัวต่อเฮกตาร์ แต่ในหลายพื้นที่ของเวสเทิร์นออสเตรเลีย ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงถึงหลายพันตัวต่อเฮกตาร์ จากการสำรวจภาคสนามล่าสุด เขาพบโพรงหนูที่ยังใช้งานอยู่มากถึง 30-40 โพรงในพื้นที่กว้างเพียง 1 เมตรและยาว 100 เมตร ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้ว อาจมีโพรงหนูมากกว่า 3,000-4,000 โพรงต่อเฮกตาร์

นักวิจัยอธิบายว่า หนูสามารถเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุเพียง 6 สัปดาห์ และออกลูกครั้งละ 6-10 ตัวทุก ๆ 19-21 วัน อีกทั้งแม่หนูยังสามารถตั้งท้องใหม่ได้ภายในไม่กี่วันหลังคลอด ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญความเครียดสะสมจากการต้องรับมือกับหนูตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากหนูไม่ได้อยู่เฉพาะในไร่นา แต่ยังเข้ามาในบ้าน ห้องเก็บของ และแม้แต่ห้องนอน

ล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแลของออสเตรเลียได้อนุมัติการใช้เหยื่อกำจัดหนูสูตรเข้มข้นที่เกษตรกรเรียกร้องมานาน ซึ่งเริ่มกระจายสู่พื้นที่ต่าง ๆ แล้ว

นายเดเมียน ไรอัน อดีตเกษตรกรวัย 67 ปี จากเมืองโมราวา ทางเหนือของนครเพิร์ท เปิดเผยว่า เขาจับหนูได้วันละ 20-30 ตัวในบ้าน และอีกประมาณ 150 ตัวในโรงเก็บของ “ตลอด 50 ปีที่ทำเกษตรมา ผมไม่เคยเห็นการระบาดรุนแรงขนาดนี้มาก่อน เวลาขับรถตอนกลางคืนจะเห็นหนูวิ่งเต็มไปหมดทุกแห่ง”

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรหลายรายเริ่มมีความหวัง หลังสภาพอากาศเริ่มเย็นลง มีฝนตกมากขึ้น และมีการใช้เหยื่อกำจัดหนูที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ส่งผลให้จำนวนหนูลดลงในบางพื้นที่

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เมื่อฤดูหนาวมาถึงอย่างเต็มรูปแบบ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงและสภาพอากาศชื้นจะช่วยชะลอการแพร่พันธุ์ของหนู และอาจช่วยบรรเทาวิกฤตที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ภาคเกษตรกรรมของออสเตรเลียในขณะนี้ได้ในที่สุด.

ที่มา BBC

ระเบิดสนั่นโรงงานผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ดับ 5 ศพ เจ็บ 2 ราย

ระเบิดสนั่นโรงงานผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ดับ 5 ศพ เจ็บ 2 ราย

1 มิ.ย. 2569 12:14 น.

ระเบิดสนั่นโรงงานผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ดับ 5 ศพ เจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุระเบิดสนั่นภายในโรงงานของฮันฮวา แอโรสเปซ ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ขณะเจ้าหน้าที่ยังเร่งควบคุมเพลิงและสอบสวนสาเหตุ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงงานของ ฮันฮวา แอโรสเปซ บริษัทผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีอวกาศรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายนตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงงานของบริษัทในเมืองแทจอน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางใต้ราว 150 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการดับเพลิงเมืองแทจอนเปิดเผยว่า ขณะนี้ยืนยันผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ประสบเหตุ

ด้านสำนักข่าวยอนฮัป รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่า แรงระเบิดเกิดขึ้นภายในตัวโรงงาน ขณะที่สาเหตุของเหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

ฮันฮวา แอโรสเปซ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สำคัญของเกาหลีใต้ โดยดำเนินธุรกิจด้านการผลิตอาวุธ ระบบปืนใหญ่ เทคโนโลยีการบินและอวกาศ รวมถึงชิ้นส่วนที่ใช้ในอุตสาหกรรมความมั่นคง

สำหรับโรงงานในเมืองแทจอน เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาหลักของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธขั้นสูงและระบบด้านอวกาศ

ตัวแทนของบริษัทฮันฮวา แอโรสเปซ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการระเบิด รวมถึงประเมินขอบเขตความเสียหายทั้งหมดได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

ขณะที่ อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมทรัพยากรทุกด้านเพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์และดับไฟโดยเร็วที่สุด.

ที่มา : channelnewsasia