‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’

‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’

‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

ภท.เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง”เครือญาติบิ๊กรับเหมา”กับ”อนุทิน” ยันเป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความเท็จ

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีผู้ใช้ชื่อ “Jaturong Hirankarn” โพสต์ข้อความว่า “นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ผู้ก่อตั้งบริษัทอิตาเลียน-ไทย เป็นพี่ชายของมารดา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินจึงเป็นหลานชายแท้ๆ ของ นพ.ชัยยุทธ” ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ และถือเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพราะเป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุก ทั้งนี้ ทางพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับบุคคลผู้ใช้ชื่อดังกล่าว รวมถึงผู้ใช้จ้างวานหรือมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

‘ตอนนั้นให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู’ ‘อนุทิน’ฟีเว่อร์ ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง

‘ตอนนั้นให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู’ ‘อนุทิน’ฟีเว่อร์ ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง

‘ตอนนั้นให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู’ ‘อนุทิน’ฟีเว่อร์ ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

“อนุทิน”ฟีเว่อร์ ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง พ่อค้า-แม่ค้าแห่เชียร์สานต่อ”คนละครึ่ง” เจ้าตัวรับปาก”กลับมาแน่นอน” อ้อน”ตอนนั้นให้ลุงตู่ ตอนนี้ให้น้องหนู” เด็กๆขอถ่ายรูปด้วย “ลุงหนู”อวยพร ขอตั้งใจเรียนนะลูก

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 18 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมแกนนำพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง เพื่อช่วย นายหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (พลอย) ผู้สมัคร สส.เขตบางกอกน้อย , เขตบางกอกใหญ่ , เขตภาษีเจริญ , เขตตลิ่งชัน , เขตธนบุรี หาเสียง โดยมี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา ร่วมด้วย

โดยบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดวังหลังของนายอนุทิน มีประชาชนรุมล้อมตลอดทางเพื่อขอถ่ายภาพด้วย โดยนายอนุทินแวะหยุดทักทายพ่อค้าแม่ค้าทุกร้าน และทุกจุดประชาชนเรียกขอถ่ายภาพ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ต่างขอให้นายอนุทินสานต่อโครงการคนละครึ่ง ซึ่งนายอนุทิน บอกว่า ขอให้รอโครงการคนละครึ่งจะกลับมา

ทั้งนี้ จังหวะหนึ่งมีเด็กหญิงเข้ามาขอถ่ายภาพกับนายอนุทิน โดยนายอนุทินตบไหล่ และใช้มือลูบหัว แล้วพูดว่า “ตั้งใจเรียนนะคะ” จากนั้นนายอนุทินเดินไปยังร้านขายขนมไทย โดยได้แนะนำ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่เอาไปสู้กับเขมร พร้อมสอบถามแม่ค้าว่า ให้เปิดด่านหรือไม่ โดยแม่ค้าบอกว่า ไม่เปิด

ขณะที่นายอนุทิน แวะร้านขายของชาวบ้านบอกว่า “ตอนนั้นให้ลุงตู่” นายอนุทินบอกว่า “ตอนนี้ให้น้องหนู” นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้เดินแวะร้านขายตุ๊กตา โดยได้บอกทีมงานให้ขอเบอร์ร้านตุ๊กตาเอาไว้ วันหลังไปเยี่ยมเด็กๆ จะได้มาซื้อ นอกจากนี้ ในช่วงเดินตลาด ประชาชนบอกว่าขอให้จัดการเขมรให้เรียบ โดย นายสีหศักดิ์ บอกว่า “ครับๆ”

– 006

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เข้าสู่เดือนมกราคมของทุกปี เดือนนี้มีวันสำคัญถึง 2 วันที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของชาติ คือ “วันเด็ก” วันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือน และ “วันครู” วันที่ 16 มกราคม เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงได้นั้นการศึกษาอันประกอบด้วยโรงเรียนและครูก็เป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  พบว่า ในปี 2567 มีเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 3-18 ปี ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 982,304 คน ซึ่งแม้จะชี้ว่าปัญหา “เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา” ลดลงจากปีการศึกษาก่อนหน้าที่มีอยู่จำนวน 1.02 ล้านคน แต่ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่สูง

ขณะที่รายงาน “7 สาเหตุที่ทำให้เด็กออกนอกระบบการศึกษา” ซึ่ง กสศ. เผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย. 2567 พบว่า “ความยากจน” เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด สูงถึงร้อยละ 46.7 ห่างจากอันดับ 2 อย่างปัญหาครอบครัว ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 16.4 ขณะที่ผู้ปกครองในครัวเรือนที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา มักไม่มีงานประจำหรือมีงานแต่เป็นแบบรับต้างรายวัน สูงถึงร้อยละ 47.11 และหากแบ่งเป็ยกลุ่มอาชีพ พบว่าผู้ปกครองในครัวเรือนที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อยู่ในภาคเกษตรมากที่สุด ร้อยละ 42.67

ช่วงค่ำวันที่ 9 ม.ค. 2569 กสศ. ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ปีการศึกษานี้ ต้องไม่มีเด็กคนไหนไม่จบ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” มีวิทยากรหลายท่านร่วมให้มุมมอง โดย ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ช่วง 2 – 3 เดือนนี้เป็นช่วงใกล้ปิดภาคเรียน ซึ่งที่ผ่านมามักจะมีเรื่องร้องเรียนว่าสถาบันการศึกษาไม่ออกใบรับรองการสำเร็จการศึกษาตามช่วงชั้น (ป.6 , ม.3 และ ม.6) ให้นักเรียนที่มีฐานะยากจน

“อันนี้เป็นประเด็นย้อนแย้ง เพราะจริงๆ รัฐบาลประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมอยู่ ซึ่งตอนนี้สภาองค์กรของผู้บริโภคก็พยายามจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผลักดันให้เกิดการเรียนฟรีที่แท้จริงที่ไม่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมเงินบำรุงจากนักเรียนในกรณีหลักสูตรทั่วไป แต่ขณะเดียวกันเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีเคสที่เกิดขึ้นตลอดเลยว่ามีเด็กที่สื่อสารเข้ามาทางช่องทางต่างๆ ที่สภาองค์กรฯ มีอยู่ว่าเขาเจอโจทย์จากทางโรงเรียนว่าโรงเรียนไม่ยอมออกใบ ปพ. (เอกสารรับรองประวัติการศึกษา) ให้” ผศ.อรรถพล กล่าว

เสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่ มีนา ดวงราศี หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค เล่าว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะรับรองสวัสดิการของรัฐด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี แต่ในความเป็นจริงผู้ปกครองบางท่านต้องเครียดเพราะบุตรหลานยังไม่ได้ใบรับรองจบการศึกษา ส่งผลกระทบกับเป้าหมายต่อไปของชีวิต จากที่ตั้งใจจะไปสมัครงานในสถานประกอบการหรือไปเรียนต่อระดับที่สูงขึ้น เมื่อไม่มีเอกสารดังกล่าวก็ต้องหันไปค้าขายหรือติดตามผู้ปกครองไปทำงานก่อสร้าง และพบว่าเด็กหรือเยาวชนบางคนในจำนวนนี้คุณภาพชีวิตแย่ลง  

สำหรับกระบวนการทำงานของสภาผู้บริโภคใน จ.สุรินทร์ เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนมาแล้วจะประสานไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เพื่อประสานต่อไปยังผู้บริหารสถาบันการศึกษาให้ออกเอกสารรับรองการสำเร็จการศึกษาให้ผู้เรียน แต่สิ่งที่พบคือแม้สถาบันการศึกษาจะเข้าใจข้อกฎหมาย แต่กว่าจะได้เอกสารผู้เรียนและผู้ปกครองก็จะถูกเทศนาเป็นเวลานาน ทำให้เด็กรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรีและอับอาย ไม่มีกำลังใจที่จะเดินต่อ มองว่าตนเองคือตัวถ่วงปัญหา ทำให้ภาพลักษณ์ของโรงเรียนเสียหาย

แต่อีกมุมหนึ่ง ในฝ่ายสถาบันการศึกษาเองก็มีมุมมองว่าคณะทำงานรับเรื่องร้องเรียนทำไม่ถูกต้อง เพราะทางโรงเรียนเองก็ได้ผ่อนผันแล้ว เช่น บอกว่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ใช้ขี่ไปทำงานได้แต่เหตุใดมาผ่อนค่าเล่าเรียนกับทางโรงเรียนไม่ได้ ตั้งคำถามว่าทำไมไม่รู้จักวางแผนเก็บเงิน หรือตำหนิว่าแบบนี้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับรุ่นน้อง ต่อไปคนรุ่นหลังๆ จะไม่จ่ายค่าเล่าเรียน เป็นต้น และไม่ว่าจะเป็นการเจรจาผ่าน สพม. หรือเจรจากับผู้บริหารสถาบันการศึกษาโดยตรง ความรู้สึกเสียใจในมุมของสถาบันการศึกษาก็ไม่แตกต่างกัน

“ครูซึ่งเป็นกลุ่มของผู้บริหาร ที่เป็นครูผู้ช่วยเขาก็ร้องไห้เลย เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความทุกข์มาก เป็นภาพที่ไม่ดีกับโรงเรียนมากๆ แต่การไปขอใบจบที่มันผ่านไปปีหนึ่ง มันไม่มีปัญญาไปเอาใบเกรดมาได้ด้วยเงินที่ไปแลก เก็บค่าแรงทุกวันทำงานกับพ่อ แต่ว่าสิ่งที่โรงเรียนบอกว่าโรงเรียนไม่ได้เงินกับด็กเลย มันทำให้โรงเรียนรู้สึกเสียใจมากเลยที่ทำไมเด็กคนนี้จะต้องได้ใบตัวนี้ออกไปด้วย มันไม่เป็นธรรมกับโรงเรียนเลย อันนี้คือภาพที่เห็นว่ามันมีภาพแบบนี้” หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค กล่าว

เช่นเดียวกับ ปาริชาต ชัยวงษ์ ครูชำนาญการ ในฐานะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ที่เล่าว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงระหว่างภาคเรียนซึ่งจะมีการติดตามทวงถาม มีหนังสือแจ้งผู้ปกครองของนักเรียนแต่ละห้อง ให้อาจารย์ที่ปรึกษาทวงถาม การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งที่ควรเป็นสิทธิ์อยู่แล้วเริ่มต้นจากจุดนี้ ทำให้รู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์มีเสียงเต็มที่หากมาโรงเรียนโดยไม่จ่ายค่าเล่าเรียน ขณะที่สถาบันการศึกษาก็มองคนที่มาเรียกร้องคือปัญหามากกว่าจะมองว่าต้องดูแลช่วยเหลือ ซึ่งเกิดจากระบบช่วยเหลือของโรงเรียนอ่อนแอตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างของระบบช่วยเหลือที่ใช้ได้จริง เช่น หากระหว่างที่กำลังเรียนมีการเยี่ยมบ้านนักเรียน มีการสำรวจคัดกรองก็จะเห็นว่านักเรียนแต่ละคนมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร หรือกำลังเจอกับช่วงเวลาแบบใดในชีวิต อาทิ เคยพบนักเรียนคนหนึ่งมีภาวะซึมเศร้าแต่ยังไม่ถึงกับป่วย นักเรียนคนนี้ไม่อยากมาโรงเรียน เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าพ่อเพิ่งตกงาน ทำให้จ่ายค่าเล่าเรียนในภาคเรียนล่าสุดไม่ได้ทั้งที่ภาคเรียนก่อนๆ จ่ายได้มาตลอด ซึ่งเมื่อพบแบบนี้ก็ไม่ต้องรอให้ไปถึงปลายทาง แต่สามารรถแก้ไขเพื่อให้ปัญหาบรรเทาความรุนแรงลงได้ตั้งแต่ระหว่างทาง

โดยเมื่อครูพบเด็กที่เข้าข่ายต้องได้รับความช่วยเหลือก็สามารถส่งเรื่องมาที่ระบบดูแล ซึ่งโดยส่วนตัวเท่าที่ตนเคยทำยังไม่พบว่ามีกรณีใดที่โรงเรียนไม่อนุมัติให้ช่วยเหลือ เพราะโรงเรียนรับรู้แล้วว่านักเรียนกำลังต้องการความช่วยเหลือและพร้อมสนับสนุน ซึ่งจะต่างจากการไปช่องทางร้องเรียนแล้วทำให้โรงเรียนรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นศัตรู ขั้นตอนจากภายในคืออาจารย์ที่ปรึกษาและงานระบบดูแลเพื่อยื่นขึ้นไปให้ทางโรงเรียนอนุมัติ หลังจากไปเยี่ยมบ้านมาแล้วพบนักเรียนมีสภาวะครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือ

“เช่น เราขอเสนอให้เด็กได้ค่าอาหารกลางวันเพิ่มจากโรงเรียนเป็นคูปองเพื่อรับประทานอาหารฟรีทั้งเทอมนี้วันละ 50 บาท เราขอให้เด็กคนนี้ได้รับการลดหย่อนค่าเทอมหรือค่าบำรุงการศึกษาในส่วนที่เป็นของโรงเรียน แล้วก็จ่ายเฉพาะ 200 – 400 บาทในส่วนที่เป็นของสมาคมอื่นๆ ค่าทำความสะอาดอะไรแบบนี้เพื่อให้มันถูกลงเบาลง หรือเราขอให้ผู้ปกครองสามารถผ่อนจ่ายเดือนละ 200 บาท 500 บาทเป็นเวลากี่เดือน คือในระหว่างทางมันสามารถที่จะช่วย Support (สนับสนุน) เขาเพื่อไม่ให้มันกลายเป็นรวมเป็นเงินก้อนใหญ่ตรงปลายทาง เพราะเรารู้ว่าผู้ปกครองไปจ่ายตรงปลายทางเป็นก้อน โอกาสที่จะจ่ายแล้วได้จบมันน้อยลง” อาจารย์ปาริชาต ยกตัวอย่าง

อาจารย์ปาริชาต กล่าวต่อไปว่า เมื่อทำแบบนี้ได้มุมมองที่สถาบันการศึกษามีต่อนักเรียนก็จะไม่มองเป็นปัญหา แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการศึกษาต้องดูแล เพราะไม่ว่าท้ายที่สุดนักเรียนคนนั้นจะเรียนจบหรือไม่ คนที่เดินไปด้วยกันระหว่างทาง เช่น ครูประจำชั้นหรือครูที่รับผิดชอบงานดูแลตั้งแต่ ม.1 – ม.3 จะมีส่วนผลักดันไปถึงจุดนั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและพอจะบรรเทาได้ อย่างไรก็ตาม การทำแบบนี้คือการพึ่งต้นทุนของสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกแห่ง ไม่ใช่ทุกโรงเรียนจะมีทรัพยากรภายนอกมากพอจะมาสนับสนุน

มุมมองจากผู้บริหารสถาบันการศึกษา ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จังหวัดเชียงราย ในฐานะ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ที่รัฐประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ก็มีการรวมกลุ่มของผู้บริหารโรงเรียนที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงพยายามชี้แจงว่าด้วยงบประมาณอุดหนุนรายหัวที่รัฐจัดสรรให้นั้นไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องเปิดให้มีการระดมทรัพยากร แล้วผู้เกี่ยวข้อง เช่น ชุมชนหรือผู้ปกครองก็ยินดีสนับสนุน กระทั่งในเวลาต่อมา ต้นสังกัดของสถาบันการศึกษาก็ให้แนวปฏิบัติว่าเก็บเงินเรื่องใดได้ – ไม่ได้บ้าง

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ตั้งอยู่บนความคาดหวังของผู้ปกครองเรื่องคุณภาพ (เช่น ห้องเรียนต้องติดแอร์) ใช้ทรัพยากรบางอย่างที่ไม่เหมือนโรงเรียนรอบนอก แต่โรงเรียนที่ตนทำงานอยู่เรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้เพราะผู้ปกครองยากจน การช่วยเหลือให้นักเรียนได้เรียนจบสำหรับสถาบันการศึกษากลุ่มนี้ก็ต้องหาแหล่งสนับสนุนทางอื่นไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน

โดยสรุปแล้วจึงสามารถแบ่งสถาบันการศึกษาแป็น 2 ประเภท ในส่วนของโรงเรียนที่ไม่สามารถเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มกับผู้ปกครองได้ จะไม่เกิดภาพที่นักเรียนไม่ได้รับใบรับรองสำเร็จการศึกษาเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ตรงกันข้ามนักเรียนจะได้รับความช่วยเหลือทั้งเรื่องอาหาร การเดินทาง ทุนการศึกษาเพื่อให้เรียนจบให้ได้ แต่สำหรับโรงเรียนที่กังวลว่าหากไม่มีทรัพยากรแล้วจะยังคงทำให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างไร อาทิ หลายโรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนของครูชาวต่างชาติหรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

“สิ่งที่ผมคิดว่าต้องปรับจูนก็คือผมเข้าใจว่าผู้ปกครองบางคนเพิ่งตื่นรู้ว่าเขาไม่เก็บกันหรือ? ทีนี้เราก็ไม่มี Mapping (การทำแผนที่) ด้วยว่าโรงเรียนไหนเก็บ – ไม่เก็บ ขนาดผมอยู่ใกล้ๆ กับอีกโรงเรียนหนึ่งที่เรียกก็บเขาก็ยังเลือกไปโรงเรียนที่เก็บนะทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายาม คือผมว่าเขาไม่รู้หรือเปล่าว่ามันมีเรื่องการไม่เก็บได้ ในขณะที่ผู้ปกครองก็บอกว่าโรงเรียนไหนฟรีโรงเรียนนั้นไม่ดี อันนี้ก็เป็นมุมมองของผู้ปกครองเช่นเดียวกัน” ผอ.ศุภโชค ระบุ

ผอ.ศุภโชค เสนอแนะเพิ่มเติมว่า จากมิติดังกล่าวอาจจำเป็นต้องเผยแพร่ให้ความรู้กับผู้บริโภคในฐานะผู้ปกครองทั้งหลายว่านี่คือขั้นพื้นฐานของโรงเรียน หรือไม่ก็ทำแผนที่ให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาแห่งใดเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมบ้าง เก็บเท่าไรและอย่างไร เช่น โรงเรียน A เก็บเพิ่ม 20,000 บาท โรงเรียน B เก็บเพิ่ม 15,000 บาท โรงเรียน C เก็บเพิ่ม 5,000 บาท โรงเรียน D ไม่เก็บเพิ่ม ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองรู้เรื่องนี้หรือไม่ เพราะเหมือนกับมีความเชื่อเดิมมาก่อนเลยว่าเมื่อจะเข้าเรียนชั้นมัธยมต้องเตรียมจ่ายเงิน ดังนั้นผู้ปกครองจำเป็นต้องได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ตนก็อยากให้โรงเรียนที่เรียกเก็บเงินเพิ่มเติมได้ช่วยสำรวจอย่างจริงจังว่านักเรียนเข้ามาเรียนด้วยข้อจำกัดอะไร เช่น บางคนเรียนอยู่ดีๆ ครอบครัวก็หย่าร้างแยกทาง รายได้ที่เคยมีก็หายไป อย่างตนก็เคยเจอนักเรียนมัธยมในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ครอบครัวแตกแยกตอนกำลังอยู่ชั้น ม.2 ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เมื่อผู้ปกครองถูกทวงถามบ่อยๆ ก็ทนไม่ไหวต้องย้ายเด็กไปเรียนที่โรงเรียนรอบนอก แต่ก็ติดปัญหาไม่มีใบรับรองระดับการศึกษาว่าผ่านชั้น ม.1 มาด้วยเพราะโรงเรียนเดิมไม่ออกให้

และเพื่อไม่ให้เด็กคนนี้เสียโอกาส ครูในโรงเรียนที่เด็กย้ายไปเรียนก็อนุญาตให้ใช้วุฒิการศึกษา ป.6 มาสมัครก่อนแล้วหาทางค่อยๆ เทียบผลการเรียนจนเด็กไม่ต้องเสียเวลา ซึ่งหัวอกคนเป็นครูจะพยายามช่วยเหลือ และตนก็เข้าใจว่าผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มที่เก็บเงินเพิ่มคงมีวิญญาณความเป็นครูไม่แตกต่างกัน เพียงแต่อาจยังได้ข้อมูลไม่เพียงพอ แต่หากรับรู้แล้วตนเชื่อว่าคงเห็นด้วยที่จะช่วยเหลือ ขณะที่รัฐควรมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจกับทั้งผู้ปกครองและผู้บริหารสถาบันการศึกษา

สุดท้ายคือสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนต้องเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้สามารถระดมทรัพยากรจากชุมชนได้มาก หลายสมาคมมีงบปรเมาณจำนวนมาก ตนจึงอยากเสนอว่า นอกจากเติมเต็มทรัพยากรประเภทเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ของผู้เรียน สิ่งอำนวยความสะดวก ยานพาหนะหรืออาคารของโรงเรียนแล้ว ยังอาจปันส่วนงบประมาณมาดูแลเรื่องทุนการศึกษาของนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือด้วย

“ในโรงเรียนหนึ่งที่ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ดูเหมือนว่าจะมีชนชั้นกลางค่อนข้างสูงเข้าไปเรียนก็ไม่ได้แปลว่าชนกลุ่มนี้เขาจะไม่เกิดอุบัติเหตุชีวิต บางทีเขาอาจจะต้องเสียจังหวะชีวิตแล้วทำให้ไม่มีเงินค่าเทอม ผมว่าสมาคมผู้ปกครองจำเป็นเหมือนกันที่จะเข้ามาช่วยดูแลช่วยเหลือ ผมว่าถ้าเราตั้งฐาน Mindset (วิธีคิด) ของการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนในฐานะมนุษย์ 1 คนที่ควรจะได้เรียน ในฐานะต้นทุนประเทศ เป็นทรัพยากรบุคคลที่จะต้องได้รับการพัฒนา เราคงไม่ยอมเรียกเก็บเงินแล้วทำให้เขาไม่ได้เรียนรู้ แล้วประเทศเราก็จะย่ำแย่ลงไป” ผอ.ศุภโชค กล่าว

 พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวถึงข้อมูลกลุ่มเป้าหมายประชากรเด็กเยาวชนอายุ 3 – 14 ปี ในครัวเรือนร้อยละ 15 นับจากฐานะระดับล่างสุด (Bottom 15%) ของสังคมไทย ปีการศึกษา 2567 พบว่า มีเด็กถึง 3 ล้านคน ที่อยู่ในครัวเรือนซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ ทางการศึกษา ซึ่งก็มีความพยายามเติมทรัพยากรไปที่เด็กกลุ่มนี้ แต่ด้วยทรัพยากรมีจำกัดทำให้ดูแลได้เพียง 1.9 ล้านคน ส่วนอีก 1.1 ล้านคนยังไปไม่ถึง

และจริงอยู่ที่หากมีครูและผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ดี ปัญหาที่นักเรียนต้องเผชิญก็จะได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลง แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกกรณีจะโชคดีแบบนั้น หลายโรงเรียนก็มีข้อจำกัด เช่น ครูต้องดูแลนักเรียนจำนวนมาก ผู้บริหารก็มีภารกิจมาก ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 21 มี.ค. 2568 จำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลระบบการศึกษาจะอยู่ที่ 880,453 คน ลดลงต่อเนื่องจากปี 2567 (982,304 คน) และปี 2566 (1.02 ล้านคน)

ขณะที่การเรียนแล้วไม่ได้วุฒิการศึกษา เมื่อออกไปทำงานก็ต้องทำงานที่ใข้วุฒิต่ำกว่าที่เรียนมาจริง รายได้ก็จะน้อยกว่าที่ควรได้รับ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษายังมีเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากค่าใช้จ่าย เช่น ครอบครัว ความพร้อมของเด็ก แม้กระทั่งรูปแบบการศึกษาที่แข็งตัวไม่ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ หากเติมเข้ามาก็จะเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น

“เอาเข้าจริงๆ การเงินเป็นปัญหาเรื่องหนึ่ง ตัวคุณครู ระบบดูแลช่วยเหลือของโรงเรียนสามารถคลี่คลายเรื่องนี้ได้ถ้าเรามีทีมงานที่พร้อมจะช่วยโรงเรียนอีกทางหนึ่ง แบบนี้โรงเรียนน้องๆ สบายเลย ฉะนั้นนอกจากปัญหาโจทย์เรื่องเงิน ปัญหาเรื่องรูปแบบการจัดการศึกษาแล้วก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ” ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าว

ข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ 416,574 คน ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 462,240 คน และหากดูสถิติย้อนหลังไปเรื่อยๆ แนวโน้มจำนวนเด็กเกิดใหม่มีแต่จะลดลงไปเรื่อยๆ แม้บางปีอาจมีเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย ในภาพรวมนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสถิติเมื่อ 30 – 40 ปีก่อนที่จำนวนเด็กเกิดใหม่เกือบล้านหรือเกิน 1 ล้านคนต่อปี “เมื่อปริมาณน้อยคุณภาพจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ” และการสร้างคนให้มีคุณภาพก็มาจากการศึกษา

“ต้องไม่มีเด็กคนไหนเรียนไม่จบเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” จึงเป็นเป้าหมายที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียนต่อและทำงานตามความรู้ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งนี้จะเท่ากับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติให้เดินหน้าอย่างมั่นคงต่อไป!!!

นาซาเคลื่อนจรวด SLS สู่ฐานปล่อย เตรียมภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์รอบ 50 ปี

นาซาเคลื่อนจรวด SLS สู่ฐานปล่อย เตรียมภารกิจ "อาร์เทมิส 2" ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์รอบ 50 ปี

18 ม.ค. 2569 11:54 น.

นาซาเคลื่อนจรวด SLS สู่ฐานปล่อย เตรียมภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์รอบ 50 ปี

องค์การนาซาเคลื่อนย้ายจรวด SLS และยานอวกาศโอไรออน สู่ฐานปล่อยที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจ “อาร์เทมิส 2” (Artemis 2) ส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ลุ้นทะยานเร็วสุด 6 กุมภาพันธ์นี้ หวังชิงความได้เปรียบเหนือจีนในการสำรวจอวกาศ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ได้เริ่มเคลื่อนย้ายจรวด สเปซ ลอนช์ ซิสเต็ม (Space Launch System หรือ SLS)  สีส้ม-ขาวขนาดมหึมา พร้อมยานอวกาศโอไรออน (Orion) ออกจากอาคารประกอบยาน ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา มุ่งหน้าสู่แท่นยิง 39B ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายระยะทาง 6.5 กิโลเมตรที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดและกินเวลานานถึง 12 ชั่วโมง

การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบระบบขั้นสุดท้ายก่อนเริ่มภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ซึ่งมีกำหนดการยิงจรวดเร็วที่สุดในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ โดยหากการทดสอบทุกอย่างเป็นไปตามแผน นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และชาวแคนาดา 1 คน จะออกเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์เป็นเวลา 10 วัน แม้จะยังไม่มีการลงจอดบนพื้นผิว แต่ถือเป็นก้าวสำคัญตามเป้าหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการนำมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง

ในวันเคลื่อนย้ายจรวด นักบินอวกาศทั้ง 4 ราย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิคเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา คอค และ เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดา ได้เดินทางมาดูจรวดด้วยตนเอง โดยแฮนเซนเผยว่ารู้สึกตื่นเต้นมาก และเชื่อว่านี่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อให้เป็นไปได้

นาซากำลังเร่งมืออย่างเต็มที่หลังจากโครงการล่าช้ามานาน โดยการขยับเป้าหมายมาเป็นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ถูกมองว่าเป็นความต้องการของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการเอาชนะจีนในการสำรวจอวกาศ ซึ่งปัจจุบันจีนมีแผนจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2030 และกำลังเตรียมส่งภารกิจไร้คนขับ “ฉางเอ๋อ 7” ไปสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ในปี 2026 นี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้อาร์เทมิส 2 จะคืบหน้าไปมาก แต่ภารกิจอาร์เทมิส 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนการลงจอดบนดวงจันทร์ ที่วางแผนไว้ในปี 2027 อาจต้องถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าบริษัทสเปซเอ็กซ์ ของ อีลอน มัสก์ ยังคงมีความล่าช้าในการพัฒนาจรวดสตาร์ชิป ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการนำนักบินลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์.

ที่มา BBC

ศรีลังกาเผยโฉม “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด 3,563 กะรัต คาดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

ศรีลังกาเผยโฉม "สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง" ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด 3,563 กะรัต คาดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

18 ม.ค. 2569 10:51 น.

ศรีลังกาเผยโฉม “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาด 3,563 กะรัต คาดมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

ศรีลังกาเปิดตัวอัญมณีหายาก “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” น้ำหนัก 3,563 กะรัต ซึ่งเจ้าของระบุว่าเป็นสตาร์แซฟไฟร์สีม่วงธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประเมินมูลค่าเบื้องต้นไว้สูงถึง 300-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,430- 12,580 ล้านบาท

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) ที่กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา คณะเจ้าของอัญมณีได้ทำการเปิดตัว “สตาร์แซฟไฟร์สีม่วง” (Purple Star Sapphire) น้ำหนัก 3,563 กะรัต ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นสตาร์แซฟไฟร์สีม่วงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยคณะเจ้าของมีความพร้อมที่จะจำหน่ายอัญมณีล้ำค่าชิ้นนี้ ซึ่งมีการประเมินมูลค่าเบื้องต้นไว้สูงถึง 300-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,430- 12,580 ล้านบาท

อัญมณีรูปทรงกลมเม็ดนี้ได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สตาร์ ออฟ เพียว แลนด์” (Star of Pure Land) โดยนายอาชาน อมราสิงเห ที่ปรึกษาด้านอัญมณีศาสตร์ ระบุว่าเป็นสตาร์แซฟไฟร์สีม่วงธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ พร้อมจุดเด่นคือปรากฏการณ์ทางแสงที่เรียกว่า “อาสเตริซึม” (Asterism) หรือรูปดาว 6 แฉกที่ปรากฏชัดเจนบนหน้าอัญมณี ซึ่งถือเป็นลักษณะที่พิเศษและหายากกว่าอัญมณีเม็ดอื่นๆ

สำหรับที่มาของอัญมณีเม็ดนี้ หนึ่งในคณะเจ้าของ ซึ่งขอสงวนนามด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เปิดเผยว่าถูกขุดพบในเหมืองอัญมณีใกล้กับเมืองรัตนปุระ หรือที่รู้จักกันในนาม “เมืองแห่งอัญมณี” เมื่อปี 2023 โดยในตอนแรกมันถูกซื้อมาพร้อมกับอัญมณีเม็ดอื่นๆ เป็นกลุ่มก้อน จนกระทั่งผ่านไปประมาณ 2 ปี เจ้าของจึงตระหนักได้ว่านี่คืออัญมณีที่มีความพิเศษอย่างยิ่ง และได้ส่งไปตรวจสอบเพื่อรับรองจากห้องปฏิบัติการอัญมณีถึง 2 แห่ง

นายอมราสิงเหระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ประเมินราคาอัญมณีระดับสากลได้ประมาณการมูลค่าของแซฟไฟร์เม็ดนี้ไว้ที่ระหว่าง 300 ถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำชื่อเสียงของแซฟไฟร์จากศรีลังกาที่เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกในด้านสีสันที่เลอค่า ความใสบริสุทธิ์ และความเปล่งประกายที่เป็นเอกลักษณ์.

ที่มา AP

นายกเล็กโยโกฮามายอมรับผิด ปมด่าลูกน้อง “เศษเดนมนุษย์” ไล่ไปคว้านท้อง

นายกเล็กโยโกฮามายอมรับผิด ปมด่าลูกน้อง "เศษเดนมนุษย์" ไล่ไปคว้านท้อง

18 ม.ค. 2569 10:08 น.

นายกเล็กโยโกฮามายอมรับผิด ปมด่าลูกน้อง “เศษเดนมนุษย์” ไล่ไปคว้านท้อง

นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮามา ออกแถลงการณ์ขอโทษและยอมรับว่าเคยด่าทอลูกน้องลับหลังด้วยถ้อยคำรุนแรง ทั้ง “เศษเดนมนุษย์” และ “เศษฝุ่นไร้ค่า” หลังถูกหัวหน้าฝ่ายบุคคลออกมาแฉพฤติกรรมสุดทน พร้อมเผยเคยถูกชี้หน้าขู่และสั่งให้ “คว้านท้อง” หากทำภารกิจระดับชาติไม่สำเร็จ

นายทาเคฮารุ ยามานากะ นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮาม่า วัย 53 ปี ยอมรับต่อหน้าสื่อมวลชนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 ม.ค.) ว่า ตนเองได้ใช้คำพูดด่าทอเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาและสมาชิกสภาเมืองลับหลังด้วยถ้อยคำหยาบคายจริง โดยให้คำมั่นว่าจะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองให้ดียิ่งขึ้นหลังจากนี้

เหตุการณ์อื้อฉาวนี้ถูกเปิดเผยโดย นายอัทสึชิ คุโบตะ หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของศาลาว่าการเมืองโยโกฮามา ซึ่งระบุว่าเขาตกเป็นเป้าหมายของการทารุณกรรมทางวาจาหลายครั้ง นายคุโบตะเผยว่าเมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการต่างประเทศ นายยามานากะได้กล่าวกับเขาว่า “ถ้าคุณล้มเหลวในการทำให้โยโกฮาม่าเป็นเจ้าภาพจัดงาน TICAD คุณต้องคว้านท้องตัวเองซะ” ซึ่งหมายถึงการทำเซปปุกุตามธรรมเนียมโบราณ

นอกจากนี้ นายคุโบตะยังเล่าว่า เคยถูกนายกเทศมนตรีทำท่าทางเอานิ้วชี้จ่อมาที่เขาเหมือนถือปืน พร้อมขู่ว่า “ถ้าแกทรยศฉัน แกต้องเจอแบบนี้” รวมถึงมักจะได้ยินนายยามานากะด่าทอลูกน้องและคนที่ไม่ชอบหน้าลับหลังด้วยคำเหยียดหยาม เช่น “ไอ้อ้วน” “ไอ้นกกระจอกเทศ” “เศษเดนมนุษย์” และ “ไอ้เศษฝุ่นไร้ค่า”

ทางด้านนายยามานากะกล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจและอยากขอโทษที่ทำให้พนักงานต้องทนทุกข์ทรมาน พร้อมเตรียมขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไขพฤติกรรมของตนเอง อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธเรื่องการทำท่าปืนจู่โจม และอ้างว่าการพูดเรื่อง “คว้านท้อง” นั้น เป็นเพียง “การแสดงความมุ่งมั่น” ของเขาที่ต้องการให้เมืองได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติเท่านั้น

ภายหลังคำขอโทษ นายคุโบตะได้กล่าวตอบโต้ว่า “พนักงานไม่ใช่เครื่องมือ และสมาชิกสภาเมืองก็ไม่ใช่อดีตศัตรู ผมหวังว่าท่านนายกฯ จะเข้าใจแก่นแท้ของเรื่องนี้และยอมรับมัน”

สำหรับนายทาเคฮารุ ยามานากะ อดีตเคยเป็นศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครโยโกฮามา ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีครั้งแรกในปี 2021 และเพิ่งชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ก่อนจะถูกนิตยสารรายสัปดาห์ Shukan Bunshun ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมจนนำมาสู่การยอมรับผิดในครั้งนี้.

ที่มา THE MAINICHI

โจรควงปืนบุกปล้นร้านการ์ดโปเกมอนกลางนิวยอร์ก กวาดทรัพย์สินกว่า 3.4 ล้านบาท

โจรควงปืนบุกปล้นร้านการ์ดโปเกมอนกลางนิวยอร์ก กวาดทรัพย์สินกว่า 3.4 ล้านบาท

18 ม.ค. 2569 09:51 น.

โจรควงปืนบุกปล้นร้านการ์ดโปเกมอนกลางนิวยอร์ก กวาดทรัพย์สินกว่า 3.4 ล้านบาท

กลุ่มคนร้ายอาวุธครบมือบุกจู่โจมร้านการ์ดเกมชื่อดังในย่านแมนแฮตตัน ในนครนิวยอร์ก ชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่พนักงานและลูกค้าที่กำลังร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์ภายในร้าน ก่อนกวาดการ์ดหายากมูลค่ารวมกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.4 ล้านบาท พบการ์ดบางใบมีราคาสูงถึงเกือบ 2 แสนบาท ด้านเจ้าของร้านยืนยันทุกคนปลอดภัยแต่ขวัญเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำนักงานตำรวจนิวยอร์กเปิดเผยรายงานเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญ เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คน บุกเข้าไปในร้าน “โพเก คอร์ท” (Poké Court) ย่านแมนแฮตตัน เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 ม.ค.) โดยคนร้ายได้ชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่พนักงานและลูกค้าที่กำลังร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์ภายในร้าน ก่อนจะกวาดเอาการ์ดโปเกมอนหายาก เงินสด และโทรศัพท์มือถือหลบหนีไป

จากภาพหลักฐานที่ทางร้านเผยแพร่ พบชายสวมชุดดำปิดบังใบหน้าจ่ออาวุธปืนไปยังผู้ที่อยู่ในร้านซึ่งกำลังชูมือขึ้นเหนือศีรษะ รายงานระบุว่าทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปมีมูลค่ารวมประมาณ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 ล้านบาท) โดยการ์ดบางใบที่เป็นของสะสมหายากมีราคาสูงถึง 5,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 แสนบาท) รวมถึงการ์ดตัวละครยอดฮิตอย่าง “ปิกาจู” ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในเคสพลาสติกนิรภัย เพื่อรับรองความแท้

คอร์ตนีย์ ชิน เจ้าของร้าน ยืนยันผ่านอินสตาแกรมว่าพนักงานและลูกค้าทุกคนปลอดภัย แม้ตู้โชว์สินค้าจะถูกทุบทำลายจนเสียหาย โดยเธอกล่าวว่า “งานอดิเรกนี้ควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย การ์ดกระดาษอาจหามาทดแทนได้ แต่ไม่ควรมีใครต้องมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้”

เทรนด์โจรกรรมการ์ดโปเกมอนระบาดหนักในสหรัฐฯเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุปล้นการ์ดโปเกมอนมูลค่ากว่า 300,000 ดอลลาร์ (ราว 10.5 ล้านบาท) จากลูกค้าที่เพิ่งเดินออกจากร้านในนครลอสแอนเจลิส และเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน ร้านการ์ดในเขตเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ถูกโจรบุกปล้นกวาดทรัพย์สินไปนับแสนดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 2 นาที

ทั้งนี้ โปเกมอนถือเป็นแฟรนไชส์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก โดยในปี 2024 สามารถทำรายได้จากค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าบริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่อย่างแมตเทล ทำให้การ์ดสะสมที่มีจำนวนจำกัดกลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มมิจฉาชีพเนื่องจากมีราคาสูงและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายในตลาดมืด

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ และกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อล่าตัวกลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา USA TODAY

อินโดนีเซียเร่งค้นหา เครื่องบินเล็กสูญหาย พร้อมผู้โดยสาร 10 คน

อินโดนีเซียเร่งค้นหา เครื่องบินเล็กสูญหาย พร้อมผู้โดยสาร 10 คน

18 ม.ค. 2569 07:00 น.

อินโดนีเซียเร่งค้นหา เครื่องบินเล็กสูญหาย พร้อมผู้โดยสาร 10 คน

ทางการอินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาเครื่องบินลำหนึ่ง ซึ่งหายสาบสูญไประหว่างเดินทางบริเวณเกาะสุลาเวสี พร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือรวม 10 ชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียกำลังเร่งค้นหาเครื่องบินลำหนึ่งที่บรรทุกเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย และลูกเรือ 7 ราย หลังจากขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) ระหว่างทำภารกิจการติดตามตรวจสอบทรัพยากร

หน่วยกู้ภัยระบุว่า เครื่องบินแบบใบพัดรุ่น ATR 42-500 ของสายการบิน “อินโดนีเซีย แอร์ ทรานสปอร์ต” (IAT) ออกเดินทางจากเมืองยอกยาการ์ตา และกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองมาคัสซาร์บนเกาะสุลาเวสี

นายสันตี วาห์ยู เตร็งโกโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงของอินโดนีเซีย กล่าวในงานแถลงข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ 3 รายอยู่บนเครื่องบินลำนี้ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจติดตามตรวจสอบทรัพยากรในพื้นที่ทางอากาศ ก่อนจะขาดการติดต่อไปหลังจากเวลา 13.00 น. วันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น)

ขณะที่ IAT ระบุว่า มีลูกเรืออีก 7 รายอยู่บนเครื่องบินลำดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ด้านนายมูฮัมหมัด อารีฟ อันวาร์ หัวหน้าหน่วยงานค้นหาและกู้ภัยท้องถิ่นเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ได้มีการส่งทีมกู้ภัยไปยังพื้นที่ภูเขาในเขตมาโรส (Maros Regency) ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับเมืองมาคัสซาร์ และอยู่ใกล้กับพิกัดสุดท้ายที่ทราบของเครื่องบิน

นายอันวาร์บอกด้วยว่า การค้นหาทั้งทางบกและทางอากาศได้รับความร่วมมือจากกองทัพอากาศ ตำรวจ และอาสาสมัคร

ส่วนนายอันดี สุลต่าน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของหน่วยงานค้นหาและกู้ภัยเมืองมาคัสซาร์ ระบุว่ามีการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนในการค้นหาเครื่องบินลำนี้ด้วย

ขณะที่บริษัท ATR ผู้ผลิตเครื่องบิน ATR 42-500 ซึ่งมีฐานอยู่ในฝรั่งเศส ระบุว่า ได้รับแจ้งเกี่ยวกับ “อุบัติเหตุ” ที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินของบริษัทแล้ว ซึ่ง “ผู้เชี่ยวชาญของ ATR กำลังดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนทั้งการสืบสวนที่นำโดยทางการอินโดนีเซียและบริษัทผู้ให้บริการการบิน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

18 ม.ค. 2569 06:33 น.

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

ทางการจีนเตือนกัมพูชา ว่ากรณีการสูญหายของประชาชนชาวจีนฝีมือแก๊งสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

สถานทูตจีนประจำกัมพูชาระบุในวันเสาร์ (17 ม.ค.) ว่า เหตุการณ์ชาวจีนหายตัวไปในกลุ่มอาคารที่ทำธุรกิจหลอกลวงทางไซเบอร์ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่เป็นพันธมิตรกัน

แถลงการณ์ผ่านบัญชี WeChat ของสถานทูตระบุว่า เอกอัครราชทูต หวัง เหวินปิน ได้กระตุ้นให้รัฐบาลพนมเปญยกระดับการกวาดล้างอุตสาหกรรมผิดกฎหมายดังกล่าว ในระหว่างการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีระดับสูงของกัมพูชา

“จีนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่พลเมืองจีนจำนวนหนึ่ง สูญหายหรือหายตัวไปในกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้” แถลงการณ์ระบุ และเสริมว่า กรณีที่เกิดความเสียหายต่อพลเมืองจีนส่วนใหญ่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ “ไม่สอดคล้องกับมิตรภาพดั้งเดิมที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างจีนและกัมพูชา”

ด้านรัฐบาลกัมพูชาระบุว่ากำลังดำเนินการกวาดล้างอุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้ ซึ่งใช้แรงงานผู้คนอย่างน้อย 100,000 คนในกัมพูชา ตามข้อมูลของสหประชาชาติ

ในช่วงแรก กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้เน้นเป้าหมายไปที่กลุ่มคนที่พูดภาษาจีนเป็นหลัก แต่ต่อมาได้ขยายปฏิบัติการออกไปในหลากหลายภาษา เพื่อขโมยเงินจากเหยื่อทั่วโลกเป็นจำนวนมหาศาลถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

ผู้ที่ทำการหลอกลวงเหล่านี้ บางครั้งก็เป็นนักต้มตุ๋นที่สมัครใจทำเอง แต่ในบางกรณีก็เป็นชาวต่างชาติที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกหลอกมาติดกับและบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จีนได้ยกระดับการไล่ล่าตัวบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมการหลอกลวงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนำตัวกลับมาดำเนินคดีในแผ่นดินของตนเอง ซึ่งกัมพูชาเพิ่งจับกุมตัวนาย เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีเชื้อสายจีนผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศ และส่งตัวไปจีนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประมาณการว่า การหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2567 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านองค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้กล่าวหารัฐบาลกัมพูชาว่า “จงใจเพิกเฉย” ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำโดยแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้นำยูกันดาชนะเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีต่อ หลังอยู่ในอำนาจมา 40 ปี

ผู้นำยูกันดาชนะเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีต่อ หลังอยู่ในอำนาจมา 40 ปี

18 ม.ค. 2569 04:15 น.

ผู้นำยูกันดาชนะเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีต่อ หลังอยู่ในอำนาจมา 40 ปี

ประธานาธิบดียูกันดา ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2569 ทำให้เขาได้เป็นประธานาธิบดีต่ออีก 5 ปี หลังจากปกครองประเทศมานานถึง 40 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ม.ค. 2569 ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งของประเทศยูกันดาประกาศให้ประธานาธิบดี โยเวรี มูเซเวนี เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไปอีก 5 ปี หลังจากปกครองมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

คณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า นายมูเซเวนีได้คะแนนเสียงไป 72% ขณะที่ บ็อบบี ไวน์ คู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดได้คะแนนเสียง 25% โดยไวน์ออกมาประณามสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “ผลการเลือกตั้งปลอม” และ “การยัดบัตรเลือกตั้ง”

ไวน์ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่เรียกร้องให้มีการประท้วงโดยสันติวิธี ขณะที่คณะกรรมการเลือกตั้งยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่คณะผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากสหภาพแอฟริกา (African Union) ระบุว่าพวกเขา “ไม่พบหลักฐานการยัดบัตรเลือกตั้ง”

ทั้งนี้ นายมูเซเวนี ในวัย 81 ปี ก้าวเข้าสู่อำนาจครั้งแรกในฐานะผู้นำกลุ่มกบฏเมื่อปี 2529 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาชนะการเลือกตั้งมาแล้วถึง 7 ครั้ง

กระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยเหตุความรุนแรง โดย บ็อบบี ไวน์ อดีตดารานักร้องวัย 43 ปีอ้างว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 21 ศพทั่วประเทศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 7 ศพเท่านั้น

นอกจากนี้ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในประเทศถูกตัดขาดมาตั้งแต่วันอังคาร ส่งผลให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นไปได้ยาก

รัฐบาลยูกันดาอ้างว่า มาตรการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตมีความจำเป็น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ การทุจริต และการยุยงให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเป็นการกระทำที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประณามว่าเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง”

ด้านนายกู้ดลัก โจนาธาน อดีตประธานาธิบดีแห่งไนจีเรีย ในฐานะผู้นำคณะผู้สังเกตการณ์จากสหภาพแอฟริกา กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลยูกันดาควรหยุดระงับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง

สำนักข่าว AFP รายงานว่า โจนาธานยังได้ประณาม “รายงานเกี่ยวกับการข่มขู่ การจับกุม และการลักพาตัว” โดยระบุว่าเหตุการณ์เหล่านี้ “ทำให้เกิดความกลัวและบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc