สาธิต ชี้ทางสว่างแก้ราคาน้ำมัน แนะรัฐเลิกอุ้มแบบผิดที่

สาธิต ชี้ทางสว่างแก้ราคาน้ำมัน แนะรัฐเลิกอุ้มแบบผิดที่

สาธิต ชี้ทางสว่างแก้ราคาน้ำมัน แนะรัฐเลิกอุ้มแบบผิดที่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

วันนี้ 26 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกโซเชียลเช้านี้ เมื่อ นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้เป้าวิกฤตราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ พร้อมเสนอทางออกสวนทางนโยบายรัฐบาล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เช้านี้ น้ำมันขึ้นราคา มา 6 บาทซึ่งคาดว่าราคานำ้มันจะมีขึ้นต่อไปอีกแน่นอน“ เพราะรัฐช่วยอุ้มผ่านกองทุนนำ้มันบางส่วนอยู่ด้วย เมื่อวานนี้ในสภาอภิปราย สภาพปัญหาเห็นกันอยู่แล้วนะครับ โดยสรุปมีข้อเสนอแนะ วิธี แก้ไขปัญหา พูดถึงเรื่อง นโยบายลดแรงกระแทก โดยไม่ได้ค้านที่จะค่อยๆลอยตัวตามสภาพราคานำ้มันโลก และตรงกันหลายภาคส่วนคือ ตรงกับพรรคประชาธิปัตย์เสนอมาแรกๆ คือ ลดภาษีสรรพสามิตลง 6 บาทและเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมลาภลอยราว 3 บาท จากผู้ประกอบการโรงกลั่น ที่ส่วนใหญ่มีรัฐเป็นหุ้นอยู่ด้วย

ในส่วนรัฐบาลประกาศ จะมีมาตรการช่วยเหลือแต่ละกลุ่มเปราะบาง ต่างๆ หลายกลุ่ม เช่นขนส่งสาธารณะ เกษตรกร ประมง คนจน ฯลฯ แต่ยังไม่พูดการลดภาษีสรรพสามิตตามข้อเสนอ มีพูดถึงเก็บภาษีลาภลอย แต่ยังทำไม่ได้ด้วยสถานะรัฐบาล ผมเลยคาดเดาเอาว่า รัฐบาลไม่ลดภาษีสรรพสามิต เพราะตั้งใจจะมีมาตรการ แจกต่างๆแบบไม่อั้น ให้กับกลุ่มต่างๆ ซึ่งต้องไปศึกษาเปรียบเทียบ แก้โดยตรงไปที่ลดราคานำ้มัน โดยลดภาษีสรรพสามิต เก็บภาพลาภลอยกับ ไปแจกแต่ละกลุ่มนั้นอันไหนคุ้มค่ากว่ากัน หมายเหตุ. มีการอ้างว่ายังไม่มีรัฐบาลเลยทำอะไรยังไม่ได้ ตรงนี้นี่ญี่ปุ่นเลือกตั้งเสร็จใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์รับรอง ต้ังรัฐบาลเสร็จแล้ว #สู้กันต่อไป #รัดเข็มขัดกัน #พึ่งตัวเองเป็นหลัก”

สาธิต ปิตุเตชะ

หลังจากโพสต์ของ นายสาธิต ปิตุเตชะ เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างตบเท้าเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด มีทั้งที่เห็นด้วยกับแนวทางลดภาษี และที่เข้ามาตั้งคำถามถึงการทำงานของนักการเมือง เช่น

“ฟังกรรมกรข่าวเช้านี้ คุยกับคุณกรณ์ คุณอภิสิทธิ์ เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ชาวบ้านที่เข้าใจง่ายเรื่องราคาน้ำมัน น่าชื่นชมกับการเปลี่ยนตามยุคสมัย เข้าถึงประชาชนมากขึ้น”

“ดีใจด้วยครับกับคนที่เลือกเขาเข้ามากลับบ้านต่างจังหวัดสงกรานต์แล้วมันไม่ขาดแน่นอน555”

“พูดง่ายๆ ครับ แต่การลงมือทำนั้น มันทำทันทีได้อย่างที่พูดหรอครับ .. ถ้ามันทำได้ง่ายจริง ลงมือทำให้ดูสิครับ คนจะได้เชื่อ และจะได้มีผลงานเชิดชูตัวเองด้วยครับ ว่าทำได้จริงนะไม่ดีแต่พูด”

“แจกไม่อั้น พร้อมขึ้น% ภาษีสรรพสามิตเนียนๆ”

“ต้นทุนชาวสวนที่เพิ่มขึ้นผลผลิตราคาต่ำลงแย่ครับพี่”

“แล้วรัฐบาล ทำอะไรบ้างครับอยากรู้จริงๆ”

“คนไม่ได้เลือกก็รับกรรมใช่ไหมคะ”

“น้ำมันขึ้น 6 บาท แต่ภาษีสรรพสามิต 6.9 บาทไม่ลดนะ”

สาธิต ปิตุเตชะ
สาธิต ปิตุเตชะ
สาธิต ปิตุเตชะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สาธิต ปิตุเตชะ

ตอกย้ำความเป็นเลิศ! จุฬาฯ คว้าอันดับ1ของไทย 46สาขาวิชา Top100 ของโลก 8สาขาวิชา

ตอกย้ำความเป็นเลิศ! จุฬาฯ คว้าอันดับ1ของไทย 46สาขาวิชา Top100 ของโลก 8สาขาวิชา

ตอกย้ำความเป็นเลิศ! จุฬาฯ คว้าอันดับ1ของไทย 46สาขาวิชา Top100 ของโลก 8สาขาวิชา

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

จุฬาฯ ตอกย้ำความเป็นเลิศระดับโลก คว้าอันดับ 1 ของไทย 46 สาขาวิชา Top 100 ของโลก 8 สาขาวิชา และทะยานสู่ Top 200 ของโลกถึง 37 สาขาวิชา จาก QS World University Rankings by Subject 2026

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศและระดับสากลอีกครั้ง กับผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกตามสาขาวิชา “QS World University Rankings by Subject ประจำปี 2026” ซึ่งในปีนี้ จุฬาฯ ได้รับการประเมินและจัดอันดับรวมทั้งสิ้น ถึง 60 สาขาวิชา ผลลัพธ์ในปี 2026  สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางวิชาการและการวิจัยที่แข็งแกร่ง โดยมีสถิติที่น่าภาคภูมิใจ ดังนี้

– ครองอันดับ 1 ของประเทศไทย มากถึง 46 สาขาวิชา
– ติดอันดับชั้นนำระดับโลก (Top 200 ของโลก) ถึง 37 สาขาวิชา
– สาขาวิชาที่โดดเด่นระดับโลก (Top 100 ของโลก)

ในปีนี้ จุฬาฯ มีสาขาวิชาที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนก้าวเข้าสู่ 100 อันดับแรกของโลกหลายสาขา ได้แก่

• Dentistry (อันดับ 32 ของโลก)
• Engineering – Petroleum (อันดับ 65 ของโลก)
• Engineering – Mineral & Mining (อันดับ 71 ของโลก)
• Veterinary Science (อันดับ 71 ของโลก)
• Performing Arts (อันดับ 75 ของโลก)
• Development Studies (อันดับ 89 ของโลก)
• Hospitality & Leisure Management (อันดับ 91 ของโลก)
• English Language & Literature (อันดับ 98 ของโลก)

 ความเป็นเลิศในระดับกลุ่มสาขาวิชา (Broad Subject)  ไม่เพียงแต่สาขาวิชาเฉพาะทางเท่านั้น แต่ในระดับกลุ่มสาขาวิชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 200 ของโลก ถึง 4 กลุ่มสาขาหลัก ได้แก่

• Arts & Humanities (อันดับ 118 ของโลก)
• Social Sciences & Management (อันดับ 141 ของโลก)
• Life Sciences & Medicine (อันดับ 157 ของโลก)
• Engineering & Technology (อันดับ 194 ของโลก)

ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การสร้างสรรค์งานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงระดับสากล ตลอดจนการได้รับการยอมรับจากทั้งแวดวงวิชาการระดับโลก และจากผู้จ้างงานอย่างต่อเนื่อง

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS World University Rankings by Subject 2026 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.topuniversities.com/world-university-rankings

พาณิชย์เพชรบูรณ์ลุย! ‘กู้วิกฤตกะหล่ำปลี’ พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

พาณิชย์เพชรบูรณ์ลุย! ‘กู้วิกฤตกะหล่ำปลี’ พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

พาณิชย์เพชรบูรณ์ลุย! ‘กู้วิกฤตกะหล่ำปลี’ พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

พาณิชย์เพชรบูรณ์ผนึก 12 หน่วยงานกู้วิกฤตกะหล่ำปลี! ขนผลผลิต ‘หล่มสัก-เขาค้อ’ กว่า 4 ตัน กระจายสู่ผู้บริโภคกิโลละ 4 บาท พยุงรายได้เกษตรกรสู้ภัยราคาตกต่ำ

วันที่ 25 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด โดยเฉพาะกะหล่ำปลีในพื้นที่แหล่งปลูกสำคัญ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางการจำหน่ายที่เหมาะสม

โดยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดฯ ได้นำผลผลิตกะหล่ำปลีคุณภาพเยี่ยมจากเกษตรกรอำเภอหล่มสัก เข้าสู่กิจกรรมจำหน่ายสินค้าเพื่อระบายผลผลิตและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเน้นการกระจายสินค้าเกษตรส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสมดุลด้านราคาและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์ยังได้เปิดตัวแคมเปญรณรงค์บริโภคภายในพื้นที่เป็นรอบที่ 2 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก 12 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (กอ.รมน.) ที่ร่วมกันสนับสนุนสั่งซื้อกะหล่ำปลีจากพื้นที่อำเภอหล่มเก่าและเขาค้อ รวมจำนวนกว่า 4 ตัน (4,000 กิโลกรัม) ในราคาพยุงตลาด 4 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 16,000 บาท เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตราคาผลผลิตตกต่ำไปได้

ทั้งนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ยังคงเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง หากหน่วยงานหรือประชาชนท่านใดสนใจสนับสนุนผลผลิตกะหล่ำปลีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. 056-737051

//////-026

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon”ชูโมเดล กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon”ชูโมเดล กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

 “อธิบดีกรมการข้าว”พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค “Low Carbon”ชูโมเดล “กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ” นำร่อง เชื่อมตลาด ร้านอาหารผ่าน ฉลาก Low Carbon

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงนาคาร์บอนต่ำ  ต้นแบบการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ “กลุ่มชาวนาข้าวรวมใจ” ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ในฐานะกลุ่มเกษตรกรรายแรกของภาคกลางที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) 

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงประกอบกับการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญ กับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การผลิตข้าวยั่งยืน กลายเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดโลก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชน ในกระบวนการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและแนวทางการจัดการแปลงนาอย่างเหมาะสม เช่น การจัดการน้ำในนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงการลดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยให้ศูนย์ข้าวชุมชน ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวจำนวน 6,853 แห่ง ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569) ได้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปลูกข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon Rice) โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีดความความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย  

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 ถือเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาแบบดั้งเดิม สู่การทำนาแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยเทคนิคการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) รวมถึงการบริหารจัดการฟางข้าวโดยไม่เผาทิ้ง จึงเป็นการช่วยลดโลกร้อน ลดต้นทุนการผลิต และได้ข้าวที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสินค้า Carbon Footprint  และเป็นกลุ่มเกษตรกรรายแรกในพื้นที่ภาคกลางที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอน สร้างความเชื่อมั่นและความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ การันตีว่าข้าวผ่านกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สู่การเป็นต้นแบบ “การปลูกข้าวลดโลกร้อน” (Low Carbon Rice) ตามนโยบายกรมการข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความสำเร็จของศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 เป็นก้าวสำคัญของกรมการข้าวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ชาวนารักษ์โลก” เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคระดับสากล ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญที่พิสูจน์ว่า ชาวนาไทยสามารถปรับตัวเข้ากับวิกฤตภูมิอากาศได้จริง อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลก โดยกรมการข้าวเตรียมนำความสำเร็จนี้ไปต่อยอด เพื่อจัดทำเป็นคู่มือ “Smart Farmer Low Carbon” ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งออกข้าวคาร์บอนต่ำในภูมิภาค และสนับสนุนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Net Zero) ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างพัฒนาระบบดิจิทัลติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว (MRV) แบบเรียลไทม์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูลและขอรับรองคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น รวมถึงจัดทำ “ทะเบียนเกษตรกรสีเขียว” เชื่อมโยงข้อมูลแปลงนา เพื่อการบริหารจัดการที่แม่นยำ ในส่วนของด้านการตลาด เตรียมสร้างแบรนด์ “DeCarbon Rice” บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อสารเรื่องการลดคาร์บอนให้ผู้บริโภครับรู้ พร้อมเชื่อมโยงตลาดพรีเมียม และจับคู่ธุรกิจระหว่างเกษตรกรกับผู้ส่งออกหรือห้างค้าปลีก เพื่อสร้างโอกาสขายข้าวในราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทำนาคาร์บอนต่ำ ตลอดจนพัฒนาเครือข่าย “Smart Farmer” เป็นศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ และส่งเสริมการสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต

OSIM เปิดตัว ‘ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช’สะท้อนพลังของ Luxury Wellness Lifestyle

OSIM เปิดตัว 'ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช'สะท้อนพลังของ Luxury Wellness Lifestyle

OSIM เปิดตัว ‘ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช’สะท้อนพลังของ Luxury Wellness Lifestyle

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

OSIM (โอซิม) แบรนด์ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในตลาดประเทศไทย ด้วยการเปิดตัว “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” ในบทบาทตัวแทนภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำทิศทางการสื่อสารที่มุ่งเชื่อมโยง Wellness เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้งและมีระดับ โดย OSIM ยังมองเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดประเทศไทยที่มีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านบุคคลที่มีภาพลักษณ์โดดเด่น และเป็นไอดอลด้านการดูแลตัวเองของผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งสามารถถ่ายทอดแนวคิดของการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างแท้จริงการเปิดตัวของศรีริต้าในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการร่วมงานกับบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่คือการสะท้อนภาพของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างสมดุล เปี่ยมด้วยความสง่างาม และให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองในทุกมิติ ภาพลักษณ์ดังกล่าวสอดคล้องอย่างลงตัวกับแนวคิดของ OSIM ที่มองว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในระดับพรีเมียม ซึ่งตลอดที่ผ่านมา OSIM ได้ร่วมงานกับบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับเอเชียและระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ฮยอนบิน, หลิวเต๋อหัว, เจเจ หลิน, ฟ่านปิงปิง, ลีมินโฮ และ ซัมมี่ เฉิง ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนของความสำเร็จและภาพลักษณ์ระดับพรีเมียมในระดับนานาชาติ

การเลือกศรีริต้าเข้ามาร่วมถ่ายทอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในฐานะตลาดสำคัญของ OSIM จากการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การผ่อนคลาย และคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง ศรีริต้ายังเป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่สามารถบริหารหลายบทบาทในชีวิตได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง นักธุรกิจ ภรรยา และคุณแม่ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและการดูแลตัวเอง ทำให้เรื่องของ Wellness กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คนได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากภาพลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว บทบาทของเธอในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพอย่าง Organika ยังช่วยเสริมความน่าเชื่อถือในโลกของ Wellness และ Luxury ได้อย่างชัดเจน ความเข้าใจในเรื่องการดูแลตัวเองในระดับลึก ทำให้การร่วมงานกับ OSIM ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ แต่เป็นการสะท้อนวิถีชีวิตที่สอดคล้องกันอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ OSIM ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ หรือ Wellness Tech อย่างต่อเนื่อง โดยผสานนวัตกรรมเข้ากับดีไซน์และประสบการณ์การใช้งาน เพื่อให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลาย ลดความเครียด หรือการฟื้นฟูสมดุลของร่างกายและจิตใจ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันในทุกมิติ การเปิดตัวศรีริต้าในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ OSIM ในการยกระดับภาพลักษณ์สู่ Luxury Wellness Lifestyle อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว การมีสุขภาพที่ดีและสมดุล คือคุณค่าที่แท้จริงของการใช้ชีวิต สัมผัสประสบการณ์การดูแลสุขภาพจาก OSIM ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน OSIM ทุกสาขา หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์

Website: www.osim.co.th

Line OA: @osim_thai

Facebook: https://www.facebook.com/OsimThailandOfficial

TikTok: https://www.tiktok.com/@osimthai

Instagram: https://www.instagram.com/osim_thai/

‘1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง’ ภัยร้าย ‘สโตรก’ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

‘1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง’ ภัยร้าย ‘สโตรก’ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

‘1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง’ ภัยร้าย ‘สโตรก’ เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ     ต้น ๆ ของคนไทย รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตามหัวใจสำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก และทุกๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายลงประมาณ 1 ล้านเซลล์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักถาวร การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดต้องเกิดขึ้นภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก หรือที่เรียกว่า “หน้าต่างแห่งโอกาส” หากผู้ป่วยมาถึงเร็ว โอกาสฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสูงถึง 70–80%”         

พญ. ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง 

พญ. ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โรงพยาบาลพระรามเก้า   ให้ข้อมูลว่า โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือด มักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแตก ทำให้เลือดออกในเนื้อสมองหรือช่องว่างรอบสมอง โดยมีปัจจัยสำคัญคือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) ที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบมาก่อน

สำหรับการสังเกตอาการ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ใช้หลัก B.E.F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เป็นสัญญาณเตือนชีวิต

หากสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที อย่ารอดูอาการ เพราะยิ่งเร็ว โอกาสรอดและโอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งสูง โดยประกอบด้วย B – Balance (การทรงตัวผิดปกติ) ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่ หรือสูญเสียการประสานงานของร่างกายอย่างกะทันหัน เช่น หยิบของไม่ตรงตำแหน่ง กะระยะพลาด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการใดๆ E – Eyes (ความผิดปกติทางการมองเห็น) มีอาการมองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ลานสายตาแคบลงทันทีทันใด หรือมีอาการตาดับไปข้างหนึ่ง บางรายรู้สึกเหมือนมีม่านมาบังสายตา F – Face (ใบหน้าเบี้ยวผิดรูป) สังเกตจากมุมปากตก หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างยกไม่เท่ากัน A – Arm (แขนหรือขาอ่อนแรง) มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ชา ยกไม่ขึ้น หรือกำมือไม่ได้ มักเกิดกับร่างกายเพียงครึ่งซีก หากให้ยกแขนสองข้างพร้อมกัน อาจพบว่าข้างหนึ่งตกลงโดยควบคุมไม่ได้

S – Speech (การพูดผิดปกติ) พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติดขัด ใช้คำผิด พูดสลับคำ สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือฟังเข้าใจแต่ไม่สามารถตอบได้ถูกต้อง T – Time (เวลา คือ ปัจจัยชี้ชะตา) หากพบอาการข้างต้นแม้เพียงข้อเดียวและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอดูอาการ ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนพักหรือรับประทานยาเอง เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าหมายถึงการสูญเสียเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดิน การพูด การมองเห็น และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

อาการสโตรกบางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการมึนเมา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการเวียนศีรษะคล้ายคนเมา แต่ความแตกต่างสำคัญคือ สโตรกมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์นำมาก่อน และมักมีอาการอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือพูดผิดปกติร่วมด้วยอย่างชัดเจน ขณะที่อาการเมาจากแอลกอฮอล์มักสัมพันธ์กับปริมาณการดื่ม ไม่มีอาการหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรงครึ่งซีก และเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ดังนั้น หากพบผู้ที่มีอาการคล้ายคนเมา แต่ไม่ทราบประวัติการดื่ม หรือมีอาการผิดปกติของใบหน้า แขนขา หรือการพูด ควรสงสัยสโตรกและรีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

พญ.ณิชนันทน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำลายหลอดเลือดโดยตรง ทั้งหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลแฝง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ฝุ่น PM2.5 และอากาศร้อนเป็นปัจจัยกระตุ้นทางอ้อมที่เพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการควบคุมโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ”

ด้านการรักษา แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท และวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อแยกประเภทของโรค บางกรณีอาจทำการตรวจ MRA เพื่อดูรายละเอียดเส้นเลือดสมอง รวมถึงอัลตราซาวด์หลอดเลือดที่คอ                   (Carotid Ultrasound) เพื่อตรวจหาคราบไขมันหรือการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามประเภทของโรค โดยกลุ่มสมองขาดเลือดสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ภายใน 4.5 ชั่วโมงหากเข้าเกณฑ์ตามการพิจารณาของแพทย์ หรือหากเป็นลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดสมองขนาดใหญ่ที่อาจมีหัตถการลากลิ่มเลือด ปัจจุบันขยายกรอบเวลาเป็น 24 ชั่วโมง(หากเข้าเกณฑ์) ขณะที่กลุ่มเลือดออกในสมองจะเน้นควบคุมความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด และบางรายอาจต้องผ่าตัดหรือใส่ขดลวดเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดโป่งพอง

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 300 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

อย่ารอให้มีสัญญาณเตือนแล้วค่อยดูแลตัวเอง เพราะสโตรกไม่เลือกอายุ ไม่เลือกเพศ และไม่เลือกว่าคุณดูแข็งแรงเพียงใด สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

ปฏิวัติการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วยเทคโนโลยี MICS CABG และกล้อง 3 มิติเสมือนจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เปิดมิติใหม่ของการรักษาโรคหัวใจผ่านนวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็กด้วย 2 โปรแกรมใหม่ล่าสุด ได้แก่ Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG) และ Totally 3D Endoscopic Valve Surgery ซึ่งนับเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคหัวใจด้วยการผสานเทคโนโลยี visualization ความแม่นยำสูง และระบบเครื่องมือเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อการผ่าตัดในพื้นที่แคบโดยเฉพาะ

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า  โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ก้าวสู่ยุคใหม่ของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ด้วย MICS CABG (Minimally Invasive Coronary Artery Bypass Grafting) คือเทคนิคการทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก มีแผลขนาดเล็กเพียง 7–10 ซม. บริเวณซี่โครงด้านซ้าย และไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจ–ปอดเทียม (off-pump) จึงลดความเสี่ยงจากการเสียเลือดและอาการแทรกซ้อน เหมาะที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจด้านซ้ายตีบหรืออุดตัน โดยที่หลอดเลือดหัวใจด้านขวาปกติ

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ 

นพ. ณัฐพล อารยะวุฒิกุล ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ  กล่าวว่า เทคนิค MICS CABG ใช้ระบบกล้องและเครื่องมือ micro-instruments ผ่านแผลขนาด 5–7 ซม. ที่ชายโครง โดยไม่ต้องเปิดกระดูกหน้าอก ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะข้างเคียงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เทคนิค MICS CABG ไม่ได้แทนที่การผ่าตัดแบบเดิมทั้งหมด แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ที่สามารถรับการผ่าตัดด้วยเทคนิคแผลเล็กได้ เพื่อลดความเจ็บ เสี่ยงติดเชื้อน้อยลง และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น โดย MICS CABG เป็นขั้นกว่าของการ bypass หลอดเลือดหัวใจที่ไม่ต้องเปิดหน้าอก เราใช้ stabilizer ขนาดเล็ก ร่วมกับ endoscopic guidance และระบบ monitoring ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดระยะนอนโรงพยาบาล และลดโอกาสแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

ในขณะเดียวกัน โปรแกรม Totally 3D Endoscopic Valve Surgery พัฒนาโดย นพ. ภาดร เจ็ดวรรณะ ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้ออกแบบให้สามารถผ่าตัดซ่อมแซมและเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ผ่านแผลเพียง 4–5 ซม. ด้วยการใช้ระบบภาพ 3 มิติความละเอียดสูง (high-definition 3D visualization system) ที่ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างหัวใจอย่างลึกและแม่นยำทุกมุมมอง โดยเทคนิคดังกล่าวเหมาะสำหรับการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมตรัลและเอออร์ติก รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้ในกรณีของภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท เช่น Atrial Septal Defect (ASD) ซึ่งช่วยลดการสูญเสียเลือด ลดการติดเชื้อ และลดระยะเวลาในการพักฟื้นใน ICU อย่างมีนัยสำคัญ

นพ. ภราดร เจ็ดวรรณะ กล่าวว่า กล้อง 3 มิติเสมือนจริงช่วยให้เราผ่าตัดในพื้นที่จำกัดได้อย่างแม่นยำ โดยไม่กระทบโครงสร้างหลักของร่างกาย ผู้ป่วยจะฟื้นตัวไว และให้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าการผ่าตัดแบบเปิดอก ทั้งนี้ ความท้าทายของการผ่าตัดหัวใจแผลเล็กคือพื้นที่จำกัดและความซับซ้อนของกายวิภาค ระบบกล้อง 3 มิติที่เราใช้สามารถสร้างภาพเสมือนจริงแบบ immersive view ช่วยให้ผ่าตัดได้แม่นยำกว่าการใช้ตาเปล่าหลายเท่า

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีประสบการณ์ด้านโรคหัวใจมากว่า 20 ปี และในปี 2024 เพียงปีเดียวให้การรักษาผู้ป่วยกว่า 130,000 ราย โดยเป็นผู้ป่วยต่างชาติกว่า 50,000 ราย สะท้อนการเติบโตของความเชื่อมั่นในนวัตกรรมการแพทย์ของไทยในเวทีโลก การเปิดตัวโปรแกรมผ่าตัดหัวใจแผลเล็กครั้งนี้ นับเป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีการผ่าตัดหัวใจในประเทศไทย ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการแพทย์ระดับสูง และส่งสัญญาณว่า Deep Medical Tech ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องวิจัย แต่พร้อมถูกใช้งานจริงในโรงพยาบาลของไทย

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

            ปลายปี พ.ศ. 2568 เกิดการขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นด้วยการใช้แผนที่พรมแดนคนละฉบับ ร้องเพลงชาติบนปราสาทหิน แล้วลูกลามไปจนมีการสู้รบด้วยอาวุธ ใช้รถถัง เครื่องบิน และโดรน อย่างดุเดือด มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก

            ส่วนหนึ่งของทหารไทย ที่เสียชีวิต 42 คนจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับเลื่อนยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อชาติ มีดังนี้

ชุดที่ 1 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 ธันวาคม 2568 (14 นาย) 

1. พลตรี ธวัชชัย บุสภา (จ่าสิบเอก) หรือจ่าโต๋ หมอลำซิ่ง ชาวคำชะอี จ.มุกดาหาร ผู้ตรวจการหน้า ประจำจุดสัตตะโสม กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 มณฑลทหารบกที่ 23 กองทัพภาคที่ 2 เสียชีวิตที่ฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น เขาสัตตะโสม จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 25 ก.ค.68

2. พลตรี ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย (จ่าสิบเอก) หรือ จ่าจุ้ย ชาวต.เซิม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย อายุ 39 ปี รองผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศวัฒนศักดิ์ อุดรธานี เสียชีวิตเพราะถูกระเบิด ที่สมรภูมิช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อ28 กรกฎาคม 2568

3. พลตรี อโณทัย ป้องแก้ว (จ่าสิบเอกต๋อง) อายุ33 ปี ชาวตำบล กาบิน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมรบพิเศษที่ 3 (ฉก.90) เสียชีวิตที่สมรภูมิปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขณะบุกแนวข้าศึกไปช่วยเพื่อนที่บาดเจ็บ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

4. พลตรี อภิรมย์ ทรงพุฒิ (จ่าสิบเอก แยม) ชาวบ้านนาหว้า อ.ด่านซ้าย จ.เลย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 เสียเลือดมากจากต้นขาขวาได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากอาวุธสงคราม ณ จุดปะทะฐานปฏิบัติการตาฮอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 

5. พันตรี จิรายุ สิงห์อ้น (สิบเอก) ชาวตำบลหัวช้าง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ดหัวหน้าพวกระเบิดทำลาย สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 เสียชีวิตจากจรวดหลายลำกล้อง บีเอ็ม 21 ที่ปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์เมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

6. พันตรี นพพล บุญเลิศ (สิบเอก) ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) ซึ่งสละชีพจากการปะทะเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยบริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร และ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568  

7. พันตรี กฤษฎา น้อยโคตร (สิบเอก) ชาวบ้านลือ ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ  ตำแหน่งพนักงานวิทยุโทรเลข กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 และเป็นหนึ่งในหน่วยบินโดรน “นกฟีนิกซ์”สียชีวิต จากจรวดบีเอ็ม 21 บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น และ ส.อ.นพพล บุญเลิศเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568  

8. พันตรี จิรายุส อินทุมาน (สิบเอก) ชาวตำบลบางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี สังกัด กองพันจู่โจม หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ  กองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี เป็นทหารไทยที่เสียชีวิตอย่างกล้าหาญขณะเข้าทำลายเสาสัญญาณสื่อสาร เพื่อยึดยอดภูมะเขือจากทหารกัมพูชา  ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ต่อมามีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการอินทุมานที่ภูมะเขือเป็นอนุสรณ์

9 พันตรี อัมรินทร์ ผาสุก  (สิบเอก) ชาวบ้านคูเมืองตก ตำบลคูเมือง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่ง พลซุ่มยิง สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน  จ.สุรินทร์ เสียชีวิตจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่บริเวณปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก  จ.สุรินทร์  เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

10. ร้อยเอก ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ (สิบโท) ชาวบ้านพรสวรรค์ ตำบลกุดแห่ อ.นากลางจังหวัดหนองบัวลำภู อายุ 26 ปี ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง สังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ค่ายศรีสองรัก จังหวัดเลย เสียชีวิตจากเหตุปะทะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการศราวุฒิไว้เป็นอนุสรณ์ ที่บริเวณแนวรบพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

11. ร้อยตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ (พลทหารแม๊ก) สังกัด ร.13 ร้อย ค.หนัก มทบ 210 กองพันทหารราบที่ 13 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม เสียชีวิตบริเวณชายแดน อ.กันทรลักษ์ จ ศรีสะเกษ เมื่อ 24 ก.ค. 2568

12. ร้อยตรี ญาณพัฒน์ โคตรสาขา (พลทหาร) ชาวอำเภอเมือง จ.นครราชสีมา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 2) ที่เสียชีวิตจากการสู้รบที่แนวพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568

13. ร้อยตรี สิรวิชญ์ ภิญโญสุข (พลทหาร เต๊ะ) ชาวบ้านซ่งหนองขาม ต.หนองแดง อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ตำแหน่ง: พลกระสุนหมู่ปืนกล สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 (ร้อย.ร.8022) สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 กรมทหารราบที่ 8 ค่ายมหาศักดิพลเสพ เสียชีวิตจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ใกล้เขาพระวิหาร) โดยถูกกระสุนและสะเก็ดระเบิดจากการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568

14. ร้อยตรี ธีรยุทธ กระจ่างทอง (พลทหาร) ชาวบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 เสียชีวิต ที่บริเวณช่องตาเฒ่า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2025

ชุดที่ 2  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 จำนวน 1 นาย

15. ร้อยเอก ต่อพงษ์ พันดวง (สิบโท) เป็นทหารอาสาสังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ค่ายบดินทรเดชา) จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 ก.ค. 2568  วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ชุดที่ 3  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 (27 นาย)   

1. พลตรี ศตวรรษ สุจริต (จ.ส.อ.): วีรชนชาวอ.หนองพอก ร้อยเอ็ด สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2568

2. พลตรี อนันดา อุดร (จ.ส.อ.): ชาวขุขันธ์ ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ร.16 พัน 3) กองพลทหารราบที่ 6 (พล.ร.6) ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด ขณะคลานเข้าช่วยลูกน้องที่บาดเจ็บจากการปะทะ ที่สมรภูมิภูมะเขือ (9 ธค.68)

3. พลตรี ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง (จ.ส.อ.): ชาวรัตนบุรี สุรินทร์ จากกองพันจู่โจม จังหวัดลพบุรี เสียชีวิตที่ บริเวณเนิน 677 ฐานช่องอานม้า ตำบลโซง  อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี  เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

4. พลตรี ทวีรัตน์ รัตนบุรี (จ.ส.อ.): ชาวตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนระวังป้องกัน ชุดจู่โจม สังกัดกองพันจู่โจม เสียชีวิตจากอาวุธสงครามจากฝ่ายตรงข้ามบริเวณยอดเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (13ธค.68)

5. พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ์ (จ.ส.อ.): ชาวพยัฆภูมิพิสัย  มหาสารคาม (จ่าดูไบ)สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม  ทูตสันติภาพผู้เสียสละ เสียชีวิตจากการถูกปาระเบิดสังหารใส่ ขณะพยายามเจรจายุติความขัดแย้งในเขตผ่อนปรน จ.บุรีรัมย์  เมื่อวันที่ 15 ธค.2568

6. พลตรี พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด (จ.ส.อ.): ชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สังกัดกองพันทหารราบที่1  กรมทหารราบที่ 2 ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี นักรบเทคโนโลยี เสียชีวิตขณะนำโดรนเข้าตรวจพื้นที่สีแดงเพื่อลดความเสี่ยงให้ลูกน้อง แต่ถูกศัตรูใช้เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีฐานที่มั่น ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 17 ธค.2568

7. พลตรี สำเริง คลังประโคน (จ.ส.อ.): ชาวตำบลปังกู อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์  สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์  วีรชนสมรภูมิช่องจอม จ.สุรินทร์ ผู้นำกำลังปะทะข้าศึกจนร่างพรุนด้วยกระสุน แต่ไม่ยอมวางปืน ที่เนิน 350 ปราสาทตาควาย   (20 ธค 68)

8. พลตรี พงศกร นาคทองดี (จ.ส.อ.):สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์  ชาวนครนายก/สมุทรสาคร อาสาสมัครกู้ภัยนครนายกกว่า 10 ปี เสียชีวิตในสมรภูมิบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว  เมื่อ 26 ธค.2568 พร้อมกับร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) และ ร้อยตรีทิวตะวัน พลเยี่ยม(พลทหาร)

9. พันโท จิรวัฒน์ มุ่งกลาง (จ.ส.ต.): ชาวอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1 รอ.) เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เนิน 677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

10. พันโท พีรยุทธ น้าวิลัยเจริญ (จ.ส.อ.): จ่าคิว อายุ 35 ปี สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ (ป.พัน.2 รอ.) เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 

11. พันตรี ชวกร เดชขุนทด (ส.อ.): ทหารสังกัดกองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.4 พัน.11 รอ.)ค่ายอดิศร สระบุรี เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (พื้นที่พระวิหาร) โดยถูกโดรนทิ้งระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านต้นพยุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

12. พันตรี พชร แย้มแตงอ่อน (ส.อ.) พนักงานวิทยุสนาม สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) หรือ รบพิเศษป่าหวาย ลพบุรี เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกสะเก็ดระเบิดจากการปะทะที่สมรภูมิเนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 

13. พันตรี อภิสิทธิ์ บุนนาค (ส.อ.): ชาวตำบลสมสะอาด อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  นายสิบพยาบาล กรมทหารราบที่ 16 พัน.3 (ร.16 พัน.3) เสียชีวิตจากจรวดบีเอม 21 ที่บังเกอร์แนวหน้า ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  14 ธันวาคม 2568

14.พันตรี กัมปนาท ทองแสง (ส.อ.): ผู้นำทางสู่สันติภาพ เสียชีวิตจากกับระเบิดเก่าขณะนำคณะปักปันเขตแดนเดินเท้าเข้าพื้นที่เสี่ยง ( 22 ธค. 68)

15. ร้อยโท วุธจักร โททอง(จ.ส.อ.) ชาว ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษสังกัดกองร้อยทหารม้าที่ 4 กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

16. ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย (พล ทหาร)ชาวอำเภอภูสิงห์  ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน พลีชีพจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ขณะปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

17. ร้อยตรี วายุ ขวัญเสือ(พลทหาร): ชาว ต.วังสำโรง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร  สังกัด พัน.ร.27 ร.31 พัน.3 รอ. เสียชีวิตจากการถูกสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ห

18. ร้อยตรี ชาญชัย ผดุงโชค (พลทหาร) ชาวตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์  สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3)เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในสมรภูมิรบ บึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 11 ธ.ค. 2568

19. ร้อยตรี ธนรัตน์ จันทร์ประทัด (พล ทหาร) : ชาวบ้านวังชมพู ต.เฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3) กองพลทหารราบที่ 11 เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยถูกเครื่องยิงลูกระเบิด จากฝ่ายกัมพูชาตกใส่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 

20. ร้อยตรี ธนกร สิงหาชาติ (พล ทหาร): ทหารกล้าชาว ตำบล เม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (พล.ร.6) กองกำลังสุรนารี ปฏิบัติหน้าที่พลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) เสียชีวิตโดยอาวุธวิถึโค้ง จากการปฏิบัติหน้าที่ป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เมื่อ 9 ธันวาคม 2568 

21. ร้อยตรี กฤตฏิกร สร้อยระย้า (พล ทหาร): ชาว อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 9 (ร.9 พัน.1) ค่ายสุรสีห์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สมรภูมิฐานมะนาว ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

22. ร้อยตรี มุสตากีม มาเจ๊ะมะ(พลทหารอาสาสมัคร) เป็นชาวไทยมุสลิม มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านสุแฆ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส สังกัดกองพันจู่โจม เสียชีวิต จากเหตุปะทะบริเวณ เนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อ 13 ธันวาคม 2568

23. ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน เป็นชาวอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13 พัน.3) ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี พลชี้เป้าบนหอคอย ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กระสุนศัตรูจนกว่าจะระบุตำแหน่งสำเร็จ เสียชีวิตที่บ้านซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 17 ธันวาคม 2568

24. ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา: ชาวอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ อายุ 21 ปี วีรบุรุษทหารกล้า สังกัด ร.23 พัน.3 พลีชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศบริเวณสมรภูมิเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก  จ.สุรินทร์ เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

25. ร้อยตรี ธนพัฒน์ นันทะวงศ์(พลทหาร) ชาวบ้านเชือก ต.นาจิก อ.เมืองอำนาจเจริญ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.3 รอ.) กองทัพภาคที่ 1 เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

26. ร้อยตรี ปฏิพัทธิ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) ชาวตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ27 ธ.ค. 2568

27. ร้อยตรี ทิวตะวัน พลเยี่ยม (พล ทหาร): ชาวบ้านห้วยทราย อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ พลปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ผู้เสียชีวิตจากจรวดบีเอม 21 ในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้วบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ 26 ธ.ค. 2568

             ขอเทิดทูนวีรกรรมของทหารไทยทั้ง 42 ท่าน ที่สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทยไว้ด้วยชีวิต

               การสละชีพเพื่อชาติของ 42 นักรบไทยนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10 ข้อ 6 เรื่อง การทำความดีด้วยการอุทิศ (ปัตติทานมัย) คือ การแบ่งปันสิ่งของ เงินทอง สละสุขส่วนตัว สละชีพเพื่อชาติ แบ่งปันผลบุญ  ผลงาน ความดีที่เราทำให้แก่ผู้อื่น ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว และทำความดีตามกฎของลูกเสือข้อ 2 มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซี่อตรงต่อผู้มีพระคุณ

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 26 มีนาคม 2569

คุณแหน : 26 มีนาคม 2569

คุณแหน : 26 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • เรื่องดีๆ ที่ต้องเผยแพร่แต่ไม่อยากเป็น พล.ต.เสริม ภู่หิรัญ นายกสมาคมต่อต้านโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฝากแจ้งผู้ที่เจ็บป่วยเป็นมะเร็งและถูกส่งมารักษาตัวที่ รพ.ในกรุงเทพฯ หากไม่มีที่พัก สมาคมฯ ยินดีให้มาพักที่สมาคมฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ที่ 437 ซ.จรัลสนิทวงศ์ 65 ถ.จรัญสนิทวงศ์ โทร.02-4243887 หรือที่นายกสมาคมฯ 081-8307602 ..
  • อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) อ.ประอรพรรณ อยู่สถาพร ที่ปรึกษามูลนิธิฯและ ผศ.ดร.วิรชฎา บัวศรี ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ข่วยพยาบาล จำนวน 25 ทุน 27 มี.ค. ร.ร.ผู้ช่วยพยาบาล คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล กรุงเทพฯ..
  • ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานบ. เคเอฟยู ได้รับความไว้วางใจจากบอสตันยูฯ  สหรัฐอเมริกา ให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการที่ปรึกษาระหว่างประเทศมาครบปี มีผลงานมากมาย ล่าสุดต้อนรับ ดร. เมลิสซา แอล. กิลเลียม  อธิการบดีมหาวิทยาลัยบอสตัน งานนี้ ดร.ตุ๊ก ไม่รอช้า จัดตารางนัดหมายกับคณะแพทย์ รพ.ศิริราช และ รพ.รามาธิบดี เพื่อให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อกันและกัน โดยไม่ลืมจัดทริปไหว้พระ ล่องเรือ ชิมอาหาร และชื่นชมกับวัฒนธรรมของไทยแบบจัดเต็ม..
  • ครบรอบ 67 ปี รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ เชิญญาติมิตรร่วมทำบุญถวายภัตตาหารเพล 2 เม.ย.09.30 น. ณ เทวราชธรรมศาลา วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ..
  • พงษ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญกรรมการและสมาชิกร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 วันที่ 2 เม.ย.17.00 น. สมาคมธรรมศาสตร์ฯ ซ.งามดูพลี..
  • ขอแสดงความเสียใจกับ พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์,ขัตติยา ใจเย็น,พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ที่สูญเสียคุณแม่ คุณหญิงอารีย์ ธีระสวัสดิ์ ภริยาอดีตอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ สวดพระอภิธรรม 22-28 มี.ค.18.00 น. ศาลาสารัชถ์-นลินี รัตนาวะดี วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน แล้วบรรจุ..
  • สงกรานต์ปีนี้ 2569 ไม่ต้องไปไหนไกลในยุคที่น้ำมันหายาก แค่นั่งเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปวัดปรมัยยิกาวาส เกาะเกร็ด เพื่อนมัสการพระธาตุเจดีย์มุตาว  กราบขอพร 9 สถานที่มงคล ชมมหกรรมการแสดงเชิงวัฒนธรรมไทย-มอญ 2-15 เม.ย.ตั้งแต่เวลา 08.30-21.30 น..
  • คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบเงินช่วยเหลือทหารที่เสียชีวิต จำนวน 30 ครอบครัวๆ ละ 20,000 บาท รวม 600,000 บาทพร้อมสิ่งของจำเป็นโดยมี พ.อ.ธราทร ชาญแก่นจันทร์ ผู้แทนกองทัพบก ร่วมเป็นสักขีพยาน และ พ.อ.สุทิน ทองเต็ม ผู้แทนกองทัพภาคที่ 1 รับมอบ..
  • ฉลองสมรส กันต์นภัส กิตยารักษ์ บุตรี กิตติพงษ์-ศริยา กิตยารักษ์ กับเจ้าบ่าว เอกชา มูลวิริยกิจ บุตร ศักดิ์ไชย มูลวิริยกิจ-สิริกร หวังศิริเลิศ 28 มี.ค.18.00 น. ที่แกรนด์ไฮแอท เอราวัณ..
  • คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ไปกินข้าวแช่ ฝีมือชาววัง ที่วังพญาไท เกิดอุบัติเหตุหกล้ม จับกบเมื่อวันเสาร์ที่ผ่าน โชคดีที่กระดูกไม่หักเพราะเลยมาจนถึงวันนี้ลุงหมอออร์โธฯ บอกว่าเดินได้อย่างนี้ แปลว่าไม่หักครับ..

น้อง

DBD บุก’เซ็นทรัลหาดใหญ่’ ยกทัพแฟรนไชส์สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้พี่น้องชาวภาคใต้

DBD บุก’เซ็นทรัลหาดใหญ่’ ยกทัพแฟรนไชส์สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้พี่น้องชาวภาคใต้

DBD บุก’เซ็นทรัลหาดใหญ่’ ยกทัพแฟรนไชส์สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้พี่น้องชาวภาคใต้

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.28 น.

25 มีนาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภาภรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดงาน “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 4” ด้วยการยกทัพแฟรนไชส์เด็ดกว่า 40 แบรนด์ บุกหาดใหญ่ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้คนใต้ โดยเชื่อว่าการจัดงานครั้งนี้หาดใหญ่เตรียมเป็นศูนย์กลางความคึกคักอีกครั้ง ซึ่งงานนี้ไม่ใช่แค่แสดงสินค้า แต่เป็นเวทีสร้างโอกาสทางธุรกิจจริง สำหรับผู้ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือขยายกิจการในภาคใต้

ภายในงาน “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 4” ระหว่างวันที่ 3-6 เมษายน 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัลหาดใหญ่ (เปิดเวลา 10.00-20.00 น.)จังหวัดสงขลา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการคัดสรรแฟรนไชส์คุณภาพมาตรฐาน DBD Franchise Standard ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถันและรอบคอบกว่า 40 แบรนด์ ที่ครอบคลุมทุกหมวดทั้งอาหารและเครื่องดื่ม บริการ ค้าปลีก การศึกษา พร้อมกันนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมครบวงจรทั้งสัมมนาให้ความรู้ การเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัว (Business Matching) และพบปะพูดคุยกับเจ้าของแบรนด์โดยตรง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ข้อมูลชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุนอีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานมีไฮไลต์โปรโมชั่นสุดคุ้มที่พลาดไม่ได้มากมาย อาทิ ธุรกิจการศึกษา ลดสูงสุด 40 % ธุรกิจเครื่องดื่ม ลดสูงสุด 100,000 บาท ธุรกิจเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ ลดสูงสุด 200,000 บาท แถมฟรีเครื่องซักผ้า

พร้อมกิจกรรมครบวงจร ทั้งสัมมนาให้ความรู้ การเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัว (Business Matching) และพบปะพูดคุยกับเจ้าของแบรนด์โดยตรง เพื่อให้คุณได้ข้อมูลชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน

นายพูนพงษ์ กล่าวอีกว่า งาน “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 4” คัดเลือกอย่างเข้มงวดกว่า 40 แบรนด์ยังมีสถาบันการเงินชั้นนำมาจัดออกบูธให้คำปรึกษาและสนับสนุนสินเชื่อ พร้อมเงื่อนไขพิเศษสำหรับผู้สนใจลงทุนในงานสามารถลุ้นรับส่วนลดแฟรนไชส์พิเศษเพิ่มเติมได้อีกด้วย โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในภาคใต้ ยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และคนที่อยากเปลี่ยนชีวิตด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจ ขอเชิญชวนพี่น้องชาวหาดใหญ่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดใกล้เคียงที่มองหาโอกาสสร้างรายได้มั่นคง คนที่อยากเริ่มธุรกิจแฟรนไชส์แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง หรือผู้ประกอบการที่ต้องการขยายสาขาเพิ่ม รวมทั้งประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามาร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. อย่ารอช้า นี่คือโอกาสที่หาดใหญ่จัดให้เพียงปีละครั้ง มาเปิดมุมมองใหม่ ต่อยอดธุรกิจ และสร้างอนาคตที่มั่นคงด้วยตัวเอง