บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ร่วมกับศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งทางราง (Thailand Railway Research Network: TRRN) ภายใต้ Hub of Talents โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเวทีกำลังคนขั้นแนวหน้าเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้านเทคโนโลยีระบบราง ภายใต้ชื่อ “MHESI RailTech Brainpower & Industry Linkage Forum: อว.สร้างคน เชื่อมอุตสาหกรรมรางแห่งอนาคต” ยกระดับการพัฒนากำลังคน เทคโนโลยี และงานวิจัยด้านระบบรางของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาว ณ ห้องประชุมแมนดาริน เอ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ (สามย่าน)

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการ รวพ. เป็นประธานกล่าวเปิดงานและมอบนโยบาย ภายใต้หัวข้อ “อว. กับการพัฒนาคนและขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบขนส่งทางราง” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการลงทุนด้านกำลังคนและเทคโนโลยีขั้นสูงว่า “การพัฒนาระบบรางของประเทศ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องลงทุนใน ‘คน’ และ ‘องค์ความรู้’ อย่างเป็นระบบ กระทรวง อว. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ประเทศไทยต้องปรับจากที่เป็น ‘ประเทศผู้ซื้อ’ เปลี่ยนบทบาทเป็น ‘ประเทศผู้ผลิต’ ให้ได้ผ่านการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานระหว่าง Supply side และ Demand side ที่ลงตัว”

ภายใต้นโยบายดังกล่าว กระทรวง อว. มุ่งส่งเสริมการพัฒนากำลังคนตลอดช่วงชีวิต (Lifelong Learning) การยกระดับทักษะ (Upskill–Reskill) และการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อให้กำลังคนสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยระบบรางถือเป็นหนึ่งในสาขาที่ต้องอาศัยความรู้สหวิทยาการ ทั้งวิศวกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ พลังงาน และการจัดการระบบขนาดใหญ่

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต กล่าวว่า เวทีนี้เป็นพื้นที่สำคัญในการสะท้อนบทบาทของการบริหารทุนที่เน้นผลลัพธ์ และการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนโยบาย ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ บพค. ยังส่งเสริมกลไกการสร้างระบบนิเวศการพัฒนากำลังคนที่ยั่งยืนผ่านการผลักดันหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางด้านระบบราง โดยมุ่งเน้นกำลังคนทักษะสูงปริญญาโท-เอกแบบแซนด์บอกซ์ (Higher Education Sandbox) จำนวน 2 หลักสูตร โดยการจับคู่ระหว่างภาคอุดมศึกษา-บริษัทเอกชน-สถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการผสาน 3 ภาคส่วนรูปแบบ Triple Helix ให้สามารถร่วมกันทำงาน ร่วมลงทุนและร่วมผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูงได้

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร ประธานคณะกรรมการวิจัยและนวัตกรรม ทปอ. กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครือข่ายการวิจัยด้านระบบรางว่า เครือข่ายการพัฒนางานวิจัยระบบรางได้เริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 4–5 ปี โดยมีการหารือร่วมกับผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และได้รับการสนับสนุนในระยะแรกจากกองทุนส่งเสริม ววน. โดยทุน Fundamental Fund (FF) และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ รวมถึง บพค. ได้ก่อให้เกิดหลักสูตรและโครงการสำคัญ โดยการดำเนินงานในรูปแบบ Consortium เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจและการลงมือทำในระดับที่สามารถดำเนินการได้จริง ทำให้ TRRN ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการองค์ความรู้ บุคลากร และเครือข่ายด้านระบบรางของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างการประลองแข่งขันออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้าจากโจทย์จริง ได้แก่ งาน Railway Challenge โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะเชิงวิศวกรรม การทำงานเป็นทีม และการคิดเชิงระบบ ให้กับนักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ภาคอุตสาหกรรม

การจัดงาน MHESI RailTech Brainpower & Industry Linkage Forum จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นกลไกเชิงนโยบายในการเชื่อมโยงการลงทุนด้าน อววน. เข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

DPU เปิดวิสัยทัศน์ ‘The Future of Human Potential’ ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

DPU เปิดวิสัยทัศน์ 'The Future of Human Potential' ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

DPU เปิดวิสัยทัศน์ ‘The Future of Human Potential’ ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.48 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดตัวแนวคิดและทิศทางแบรนด์ใหม่ภายใต้กรอบ “The Future of Human Potential” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตอกย้ำบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกมิติของสังคมและเศรษฐกิจ

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(DPU) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของทักษะ แรงงาน และความคาดหวังขององค์กรอย่างสิ้นเชิง โดยข้อมูลจากสถาบันระดับนานาชาติสะท้อนตรงกันว่า องค์กรจำนวนมาก เริ่มหลีกเลี่ยงการจ้างบัณฑิตจบใหม่ ไม่ใช่เพราะขาดความรู้เชิงวิชาการ แต่เพราะยังขาด “ศักยภาพที่พร้อมใช้งานจริง” ในโลกการทำงาน

“วันนี้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรกำลังมองหาคนที่เข้าใจตนเอง สื่อสารเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ปรับตัวเร็ว และมีแรงขับภายในในการเติบโต ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องของการพัฒนา ‘ศักยภาพมนุษย์’ จึงเป็นภารกิจของทุกฝ่าย เพื่อประเทศชาติ” ดร.ดาริกา กล่าว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า แนวคิด Human Potential จึงไม่ใช่คำเชิงนามธรรม แต่เป็นโจทย์เชิงระบบที่ต้องทำให้ “จับต้องได้” ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงจิตวิทยา สมรรถนะการทำงาน และประสบการณ์จริงเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในบริบทที่ AI กำลังเข้ามาเป็น “เครื่องมือ” ของคนที่มีศักยภาพ

“เราเชื่อว่าอนาคตไม่ใช่การแข่งขันระหว่างคนกับ AI แต่คือการแข่งขันระหว่างคนที่ใช้ AI เป็น กับคนที่ยังไม่รู้จักศักยภาพของตัวเอง มหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าสอนวิชา แต่ต้องช่วยให้นักศึกษาค้นพบ ปลดปล่อย และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้พัฒนา Potentialigence Center ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้าน Human Potential ตลอดเส้นทางการศึกษา โดยเน้นการผสานศาสตร์ด้านจิตวิทยาการพัฒนาศักยภาพ เข้ากับ การพัฒนาสมรรถนะ   ที่จำเป็นต่อการเติบโตในสายอาชีพจริง

โดยโครงสร้างการพัฒนาศักยภาพของ DPU ถูกออกแบบเป็นเส้นทางต่อเนื่องตลอด 3 ปีการศึกษา ตั้งแต่การค้นพบตัวเอง (Discover) การปลดปล่อยศักยภาพ (Unleash) ไปจนถึงการเร่งศักยภาพสู่การเติบโตในอาชีพ (Accelerate) เพื่อให้นักศึกษาไม่เพียง “เรียนจบ” แต่ “เติบโตพร้อมใช้งานจริง” พัฒนาศักยภาพตัวเองได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ ระบบ DPU Passport ซึ่งเป็นระบบพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Individualized Learning) ผ่านแนวคิด Gamification โดยนักศึกษาจะเริ่มจากการประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment) เพื่อทำความเข้าใจศักยภาพของตนเอง จากนั้นเลือกกิจกรรมหรือ “Quest” ที่สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมาย เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง สะสมประสบการณ์ คะแนน และสร้างโปรไฟล์ศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการสมัครงานได้เมื่อสำเร็จการศึกษา

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รองรับผู้เรียนที่มีสไตล์แตกต่างกัน ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเอง เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติ กิจกรรมแบบ On-site ที่ใช้เครื่องมือเชิงเกมและประสบการณ์เชิงโต้ตอบ รวมถึงบทเรียนออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาพัฒนาศักยภาพในแบบที่เหมาะสมกับตนเอง

“การเปิดตัวแนวคิด “The Future of Human Potential” ไม่ได้เป็นเพียงการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัย ในการทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลุกศักยภาพมนุษย์” ให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเราอยากเห็นบัณฑิตที่ไม่เพียงเก่ง แต่รู้คุณค่าของตนเอง เข้าใจผู้อื่น และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรและสังคมได้อย่างมีความหมาย นี่คืออนาคตของการศึกษาที่ DPU ตั้งใจสร้าง” ดร.ดาริกา กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานเปิดวิสัยทัศน์ “The Future of Human Potential” มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังได้จัดพิธีมอบ Human Potential Development Award ให้แก่ 58 องค์กรพันธมิตร จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย บริษัท Sea (Thailand) , Thailand Blockchain Association , Yell Bangkok YM.STUDIO COMPANY LIMITED ,  Korean Cultural Center , LigentComm Co., Ltd. , บริษัท จอมธนา จำกัด (อีลี่ กรุ๊ป ไทยแลนด์) , บริษัท จัดหางาน จ๊อบบีเคเค ดอท คอม จำกัด , บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) , เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน , International Air Transportation Association (IATA) , บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต็อค จำกัด , บริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด , สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม. กท. 1) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) , บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ จำกัด , บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) , โรงพยาบาลสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท , ธนาคารออมสิน, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) , บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , DALI FOODS (THAILAND) CO., LTD. , Hainan Airlines Holding Co., Ltd. , HHA (Thailand) Co., Ltd. , บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จํากัด , บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) , สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด , บริษัท สยามมิชลิน จำกัด , บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) , วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า, WACOM Singapore Private Limited , บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) , บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) , InterContinental Hotels Group (IHG) , Marriott International , One Asia Corporation , สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , Synergy University, Russia , The Thaiger Pte. Ltd. , ThinkX Global, Singapore , กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม , บริษัท ที.ไอ.ไอ. จำกัด (สถาบันประกันภัยไทย) , บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด , บริษัท ไอแคร์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) , บริษัท เลอ นีซ จำกัด , ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) , ศูนย์ห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ , บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) , สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) , องค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ , ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ , สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี , บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อเชิดชูองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในแนวทางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของมหาวิทยาลัย และร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากโลกการทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยตั้งใจมอบรางวัล Human Potential Development Award  เพื่อยกย่องและแสดงความยินดีกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าของมนุษย์ และพร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพของนักศึกษาได้รับการค้นพบ พัฒนา ภายใต้การสนับสนุนของพันธมิตรที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน โดยมุ่งหวังให้บัณฑิตได้นำเอาศักยภาพของตัวเองไปพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศ

โรงเรียนต้องปลอดภัย รมว.นฤมล สั่งยกเครื่องระบบคัดกรองทั่วประเทศ หลังเหตุคนร้ายบุก รร.พะตงฯ

โรงเรียนต้องปลอดภัย รมว.นฤมล สั่งยกเครื่องระบบคัดกรองทั่วประเทศ หลังเหตุคนร้ายบุก รร.พะตงฯ

โรงเรียนต้องปลอดภัย รมว.นฤมล สั่งยกเครื่องระบบคัดกรองทั่วประเทศ หลังเหตุคนร้ายบุก รร.พะตงฯ

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.13 น.

รมว.นฤมล สั่ง สพฐ.เกาะติดสถานการณ์ คลั่งบุก รร.กลางหาดใหญ่ จับนักเรียน-ครูเป็นตัวประกัน ยัน ศธ.พร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยเข้มทั่วประเทศ

11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.45 น. จากกรณีเหตุคนร้ายคลุ้มคลั่งบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนใช้อาวุธก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และจับนักเรียนกับครูเป็นตัวประกัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับครู นักเรียน และผู้ปกครองในพื้นที่เป็นอย่างมากนั้น

ล่าสุด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคนอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

โดยเบื้องต้นจากรายงานพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งก่อเหตุจับนักเรียนและครูเป็นตัวประกัน อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความปลอดภัยและการเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้ทุกคนกลับมามีขวัญและกำลังใจโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ได้รับรายงาน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์มีแผนเผชิญเหตุและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยคณะผู้บริหารและครูได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุมในระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนทั่วประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

“มาตรการที่เตรียมดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกสถานศึกษา การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสร้างกลไกสนับสนุนด้านจิตวิทยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองว่า โรงเรียนยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการทุกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต”

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือ นร.หญิงล้วน

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือ นร.หญิงล้วน

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือ นร.หญิงล้วน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.35 น.

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! เปิดบ้านนวัตกรรม AI สรรค์สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือนักเรียนหญิงล้วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สุเนตร ขวัญดำ ผู้อำนวยการ สพม.พระนครศรีอยุธยา ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานกิจกรรม Open House ประจำปีการศึกษา 2568 ของโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ โดยมี นายอภิรักษ์ กงทอง ผู้อำนวยการโรงเรียน นำชมผลงานที่ก้าวข้ามขีดจำกัดการเรียนรู้แบบเดิม สู่โลกแห่งนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิศวกรรมศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ

ในงานนี้ ผลงานที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์คือสิ่งประดิษฐ์ด้าน HealthTech ที่ถูกพัฒนาโดยนักเรียนหญิงซึ่งมีความซับซ้อนทัดเทียมกับเทคโนโลยีในสถานพยาบาลจริง ได้แก่ เสาน้ำเกลือติดตามผู้ป่วยอัจฉริยะ ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียน ม.4 (เตรียมวิศวกรรมฯ และเตรียมวิทย์-คอมพ์) ที่สามารถติดตามตำแหน่ง วิเคราะห์การเคลื่อนย้าย และส่งข้อมูลแบบ Real-time โดยมีคุณครูทรรศิน อุษาวิจิตร์ เป็นที่ปรึกษา และ รถเก็บถาดอาหารผู้ป่วยระบบอัตโนมัติ โดยเป็นผลงานนักเรียน ม.2 แผนการเรียน SMTE ที่ใช้เทคโนโลยีการนำทางด้วย Lidar (การวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์) และการประมวลผลเชิงพื้นที่ ซึ่งมักพบในหุ่นยนต์ระดับอุตสาหกรรม โดยมีคุณครูฐาปนี เทียนมาศ เป็นที่ปรึกษา

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเพียงบทเรียนในตำรา แต่เป็นผลจากการสนับสนุนอย่างเข้มข้นจาก บริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovator) นำโดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน ที่เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และวิศวกรรมเชิงนวัตกรรมให้กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้งานได้จริง

กิจกรรม Open House ในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ไม่ได้เน้นเพียงวิชาการสามัญ แต่กำลังก้าวสู่การเป็น “ผู้นำด้านนวัตกรรมและ AI” ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างเป็นรูปธรรม เตรียมพร้อมสร้างบุคลากรที่มีทักษะสูงเพื่อรองรับตลาดงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

////////////-026

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.25 น.

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคใต้ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง เพื่อพบปะ เยี่ยมเยียน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 

อธิบดีกรมการข้าว เล่าว่า การลงพื้นที่พบปะพี่น้องทีมงานในครั้งนี้ ตั้งใจสร้างความเป็นกันเอง เรียบง่าย เปรียบเสมือนการแวะเวียนเข้ามาพบปะ พูดคุย และถือโอกาสเดินดูสถานที่จริง ซึ่งต้องขอกล่าวชื่นชม เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ดูแลสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องจักรต่างๆ รวมถึงโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความพร้อมในกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นต้นแบบด้านมาตรฐานได้เลย นับได้ว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการสัมผัสความเป็นอยู่และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง โดยได้ร่วมพูดคุยและรับฟังสถานการณ์การทำงานอย่างใกล้ชิด และหวังว่าจะยึดถือการปฏิบัติงานที่ดีแบบนี้ให้คงอยู่และดียิ่งๆขึ้นไป

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าลุย เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ข้าวถิ่นแดนใต้

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าลุย เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ข้าวถิ่นแดนใต้

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าลุย เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ข้าวถิ่นแดนใต้

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.43 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เดินหน้าลุย “เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ” ข้าวถิ่นแดนใต้

 ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง จังหวัดพัทลุง นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมส่งสารสำคัญว่า ข้าวไร่ไม่ใช่แค่พืชอาหาร แต่คือรากเหง้าทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของชาวนาใต้

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวไร่เป็นข้าวที่เติบโตบนที่สูง อาศัยน้ำฝนปลูกอย่างเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ ใช้น้ำน้อย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กรมการข้าวจึงเดินหน้าฟื้นฟูและยกระดับข้าวไร่ โดยเฉพาะพันธุ์ ข้าวเหนียวดำหมอ 37 ให้ได้มาตรฐาน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ “ข้าวพรีเมียมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice)” ภายใต้แนวคิด BCG Model เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบโจทย์โลกที่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากมือของชาวนาในชุมชนที่ร่วมกันผลิตเมล็ดพันธุ์ เก็บรักษาพันธุกรรม และส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป เพื่อให้ข้าวไร่ยังคงมีชีวิตบนผืนแผ่นดินใต้สืบต่อไป

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทั้งพิธีทำขวัญข้าว “เรียกขวัญข้าว เรียกชีวิตชาวนา” การเกี่ยวข้าวไร่ การตำข้าวเม่า รวมถึงนิทรรศการที่เล่าทั้งเรื่องอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของข้าวไร่ ตั้งแต่พันธุ์พื้นเมือง ระบบการปลูกคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย

“ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันว่า การคืนพันธุ์ข้าวไร่สู่แดนใต้ ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่คือการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เคารพธรรมชาติ ยกระดับรายได้ชาวนา และทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” อธิบดีอานนท์ กล่าว

‘อธิบดีกรมชลฯ’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

'อธิบดีกรมชลฯ'เฝ้ารับเสด็จฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

‘อธิบดีกรมชลฯ’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.20 น.

10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.20 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสวนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี “สวนแม่ – สวนลูก” จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎร โดยมี นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ต่อมาเวลา 10.30 น.เสด็จพระราชดำเนินไปยังพุทธอุทยานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ วัดทิพย์สุคนธาราม ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 นายประศาสน์ สุขอินทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานกาญจนบุรี และคณะเจ้าหน้าที่ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ ในโอกาสนี้ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กราบบังคมทูลรายงานโครงการจัดหาแหล่งน้ำช่วยเหลือวัดทิพย์สุคนธาราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการก่อสร้างสระเก็บน้ำจำนวน 3 แห่ง มีความจุรวมทั้งสิ้น 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำคิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุทั้งหมด พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำแพ จำนวน 2 แห่ง โดยสถานีสูบน้ำแพแห่งที่ 1 ทำหน้าที่สูบน้ำไปยังบ่อคู่หน้าองค์พระและระบบภูเขาเปียก ส่วนสถานีสูบน้ำแพแห่งที่ 2 ทำหน้าที่สูบน้ำจากสระเก็บน้ำแห่งที่ 3 เพื่อนำไปเติมยังสระเก็บน้ำแห่งที่ 1 และ 2 ทั้งนี้ วัดทิพย์สุคนธารามมีความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ในกรณีที่ปริมาณน้ำในสระเก็บน้ำไม่เพียงพอ กรมชลประทานได้จัดสร้างระบบท่อส่งน้ำเพื่อสูบน้ำจากคลองท่าล้อ–อู่ทอง ผ่านสถานีสูบน้ำไฟฟ้าหนองนาทะเล เข้ามาเติมยังสระเก็บน้ำอย่างเป็นระบบ

จากนั้น เวลา 13.15 น.เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านปิล๊อกคี่ อำเภอทองผาภูมิ โดยมีนายวุฒิชัย บุญผ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ในการนี้ ทรงติดตามผลการดำเนินงานการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียน ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแพสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมวางระบบท่อเหล็กส่งน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 มิลลิเมตร ระยะทาง 500 เมตร รวมทั้งอาคารประกอบต่างๆ โดยโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2568 ส่งผลให้โรงเรียนและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลมีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอและยั่งยืน

‘วันมะเร็งโลก 2026’ พบ PM2.5 – ยีนกลายพันธุ์ EGFR เร่งเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

'วันมะเร็งโลก 2026' พบ PM2.5 – ยีนกลายพันธุ์ EGFR เร่งเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

‘วันมะเร็งโลก 2026’ พบ PM2.5 – ยีนกลายพันธุ์ EGFR เร่งเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.33 น.

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดงาน “วันมะเร็งโลก 2569” ร่วมกับภาคีเครือข่าย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกั ตอกย้ำกุญแจสำคัญในการลดการสูญเสียจากโรคมะเร็งด้วยการป้องกันและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก เพราะแม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรณรงค์ป้องกันโรคมะเร็งหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง แต่มะเร็งปอดยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงที่มาในรูปแบบของวิกฤตฝุ่น PM2.5 และการกลายพันธุ์ของยีนบางชนิดที่พบสูงในคนเอเชีย โดยข้อมูลจาก Global Cancer Observatory (GLOBOCAN 2022) พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่ราว 23,494 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตราว 19,864 รายต่อปี สะท้อนภาระโรคที่ยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมักตรวจพบในระยะลุกลาม การคัดกรองเชิงรุกจึงมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อลดการสูญเสีย

งานวันมะเร็งโลก 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด United by Unique: Voice of Cancer Free Life ร่วมกันสร้างพลังบวก ยอมรับความแตกต่างเพื่อสร้างคุณค่า และร่วมกันส่งเสียงให้ทุกคนปลอดภัยจากโรคมะเร็ง โดยขับเคลื่อน 3 ประเด็นสุขภาพ ได้แก่ 1) ความจำเป็นในการมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทางพันธุกรรมให้กับประชาชน เพื่อให้ตรวจยีนอย่างมั่นใจ ไม่ถูกลิดรอนสิทธิ์ในด้านต่างๆ เมื่อพบความผิดปกติ 
2) ขับเคลื่อนการจัดการ PM2.5 อย่างเป็นระบบในโครงการ Clean Air for All อากาศที่ปลอดจาก PM2.5 ลดความเสี่ยงทางสุขภาพต่างๆ ทั้งมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และโรคอื่นๆ และ 3) ส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็งได้รับการดูแลและฟื้นฟูให้มีความสดใส คืนชีวิตที่มีความหวังในทุกๆ วัน และส่งพลังไปยังคนรอบข้าง

เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ 

เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “ปัจจุบันฝุ่น PM2.5 เข้ามาเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ด้วยอนุภาคที่เล็กเพียง 2.5 ไมครอน ทำให้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ ทั้งถุงลมและปอด ผ่านเส้นเลือด และแทรกซึมทั่วร่างกาย วิกฤตฝุ่น PM2.5 จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องสร้างความตื่นตัวในสังคมให้ร่วมกันแก้ไข เพราะคุณภาพอากาศที่ไม่ดีอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และโรคอื่นๆ อีกมากมายในอนาคต โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี พ.ศ. 2574-2579 ประเทศไทยจะมีอัตราการเป็นมะเร็งปอดสูงขึ้น”

นายแพทย์ภาสกร วันชัยจิระบุญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี 

นายแพทย์ภาสกร วันชัยจิระบุญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า “แม้การสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของมะเร็งปอด แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนไม่น้อยที่อายุน้อยและไม่ได้สูบบุหรี่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่องค์การอนามัยโลกยืนยันว่ามีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งปอด และยังพบว่าผู้ป่วยไทยที่เป็นมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา พบการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ที่พบในคนเอเชียในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50-60 โดยเฉพาะผู้หญิง ที่สูงกว่าประเทศตะวันตกหลายเท่า ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการสัมผัสปัจจัยกระตุ้น เช่น ฝุ่น PM2.5 แนวทางรักษาปัจจุบันสามารถใช้เทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ ด้วยการตรวจยีนเพื่อเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค ลดผลข้างเคียง และโอกาสหายขาดสูงขึ้น การตรวจยีนจึงเป็นมาตรฐานการดูแลที่จำเป็นและสามารถเบิกจ่ายได้ทุกสิทธิ์”

โสมรสา พงษ์เพิ่มพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด 

โสมรสา พงษ์เพิ่มพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะภาคีเครือข่ายการจัดงาน กล่าวว่า “มะเร็งถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยและทั่วโลก เนื่องจากมีอุบัติการณ์สูง และมักพบเมื่อเป็นระยะลุกลาม แอสตร้าเซนเนก้า มุ่งมั่น ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพที่เน้นการป้องกัน ผู้ป่วยควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Transform Care)  เราเชื่อว่า ไม่ควรมีใครเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เพราะนวัตกรรมในปัจจุบัน ทั้งการตรวจวินิจฉัยขั้นสูง และการรักษาด้วยการแพทย์แม่นยำ สามารถรักษาชีวิตและสร้างเสริมคุณภาพชีวิตได้ การทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนก็เป็นหัวใจสำคัญของระบบสุขภาพที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

นอกจากนี้ ยังจัดเสวนาในหัวข้อ “ตรวจยีนมั่นใจ สิทธิที่คนไทยต้องรู้” ถึงความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลสุขภาพและข้อมูลทางพันธุกรรมให้กับประชาชนไทย เช่นเดียวกับแนวคิด GINA ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย กล่าวเสริมว่า “ในยุคการแพทย์แม่นยำ แม้การตรวจยีนจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากมะเร็ง แต่ประเทศไทยยังไม่มีกรอบหรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลทางพันธุกรรมโดยเฉพาะ จึงอาจกลายเป็นดาบสองคมต่อผู้ป่วยได้ ทำให้เกิดความกังวลว่า ข้อมูลจากการตรวจยีนอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การไม่รับเข้าทำงาน ไม่ให้ทำประกันชีวิต หรือยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งขัดกับหลักจริยธรรมทางการแพทย์ การสร้างความเชื่อมั่นด้านสิทธิและความปลอดภัยของข้อมูล จะช่วยให้คนไทยกล้าตรวจ กล้าป้องกัน และเข้าสู่ระบบการรักษาได้รวดเร็ว ส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพและเห็นผลเร็วขึ้น สุดท้ายแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ที่รักษาหายแล้วให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีศักดิ์ศรี เป็นพลังของ Voice of Cancer-Free Life ที่เราต้องการให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย”

ข้อมูลที่ได้จากงานวันมะเร็งแห่งชาติ 2569 สะท้อนว่า มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัว การรับมือโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งปอดในประเทศไทย ไม่ได้อยู่เพียงในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศ การคัดกรองเชิงรุก นวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ และระบบกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิและปกป้องคนไทยทุกคน

ชวนสัมผัสพลังต่าง ในนิทรรศการ ‘Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน’ ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กขาดแคลน ผ่านพลังศิลปะเพื่อความเท่าเทียม

ชวนสัมผัสพลังต่าง ในนิทรรศการ 'Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน' ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กขาดแคลน ผ่านพลังศิลปะเพื่อความเท่าเทียม

ชวนสัมผัสพลังต่าง ในนิทรรศการ ‘Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน’ ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กขาดแคลน ผ่านพลังศิลปะเพื่อความเท่าเทียม

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ครั้งแรก! กับปรากฎการณ์ครั้งสำคัญทางศิลปะใน นิทรรศการสุดสร้างสรรค์ “Art Speaks One Language ศิลปะภาษาเดียวกัน” พื้นที่แห่งโอกาสในการสร้างความเท่าเทียม หลากหลาย และการอยู่ร่วมกัน ผ่านการผสานพลังของกลุ่มศิลปินอิสระและศิลปินเด็กพิเศษ (ออทิสติก) นำโดย “ปราง เวชชาชีวะ” แท็กทีม “อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์” ศิลปินเด็กพิเศษดิจิทัลอาร์ท พร้อมเครือข่าย Artstory by Autistic Thai พร้อมน้องๆ ผู้พิการทางการได้ยิน และผู้พิการทางสายตา ที่จะมาถ่ายทอดภาพสะท้อนของหัวใจที่เปิดกว้าง เพื่อเปลี่ยนความต่างเป็นพลังแห่งการยอมรับ พร้อมส่งต่อรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดงาน รวมทั้งผลงานศิลปะ สร้าง “ห้องเรียนพิเศษ” ด้านศิลปะให้เด็กและเยาวชนที่มีภาวะบกพร่องพัฒนาการ ผ่านกิจกรรมบำบัด 4 ด้าน ดนตรี ศิลปะ กีฬา สิ่งประดิษฐ์ ผ่านมูลนิธิซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นิทรรศการดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกของการเปิดพื้นที่แห่งความเท่าเทียมอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิดว่า “แม้เราต่างกัน ในร่างกาย จิตใจ หรือวิธีคิด แต่โลกของศิลปะคือภาษาเดียวกันที่ทุกคนเข้าใจได้” สัมผัสมุมมองชีวิตผ่านผลงานที่เต็มไปด้วยจินตนาการของเหล่าศิลปินเด็กพิเศษ (ออทิสติก ผู้พิการทางสายตา และผู้พิการทางการได้ยิน) และ ศิลปินทั่วไป กว่า 40 ศิลปิน เพื่อใช้เป็นสะพานเชื่อมโยงความหลากหลาย ทลายกำแพงความแตกต่าง สู่การสร้างสังคมที่เท่าเทียม อีกทั้งยังถือเป็นการรวมพลังครั้งใหญ่เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม นำโดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด, ธนาคารออมสิน, บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัทรุ่งแสงไทย อินเตอร์แมทเทรส จำกัด (ผู้ผลิต และจำหน่ายที่นอน HOME MATT), บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด, บริษัท ไทยสกายวิชั่น จำกัด, บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด, โรงพยาบาลเวชธานี และ บริษัท ชมฉวีวรรณ จํากัด พันธมิตรที่สนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์ที่เปิดกว้างให้เด็กพิเศษและศิลปินทั่วไปได้สื่อสารถึงกัน

ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย

ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ไปรษณีย์ไทยรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ Art Speaks One Language ซึ่งไม่เพียงเป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะ แต่คือพื้นที่เชื่อมโยงหัวใจของเด็กพิเศษ ศิลปิน และคนในสังคมเข้าด้วยกัน ไปรษณีย์ไทยในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คน ความคิด และโอกาส พร้อมส่งต่อรายได้จากการจำหน่ายผลงานศิลปะไปสนับสนุนการพัฒนาห้องเรียนศิลปะให้เด็กพร่องพัฒนาการที่ขาดโอกาสผ่านมูลนิธิซี.ซี.เอฟ.ฯ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน”

ศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ 

ด้าน รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ กล่าวเสริมถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนความเท่าเทียมในครั้งนี้ว่า “มูลนิธิฯ รู้สึกขอบคุณ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันเปิดพื้นที่แห่งโอกาสนี้ขึ้น เพราะสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในพื้นที่ห่างไกล สิ่งที่พวกเขาขาดแคลนที่สุดไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือ ‘เครื่องมือ’ และ ‘ความเข้าใจ’ ที่จะช่วยดึงศักยภาพเหล่านั้นออกมา ปัจจุบัน มูลนิธิฯ ดูแลเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางพัฒนาการและการเรียนรู้กว่า 1,900 คน ทั่วประเทศ รายได้จากการระดมทุนผ่านนิทรรศการนี้ จะถูกนำไปสานต่อภารกิจสำคัญในการสร้าง ‘ห้องเรียนพิเศษ’ ที่ไม่ได้มีแค่กระดานดำ แต่เป็นห้องเรียนที่ใช้ ‘ศิลปะ ดนตรี กีฬา และสิ่งประดิษฐ์’ เป็นกิจกรรมบำบัด เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและใจ ให้เด็กๆ ได้ค้นพบคุณค่าในตัวเอง และสามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจของงานในวันนี้ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ศิลปะคือภาษาเดียวกันที่ช่วยทลายกำแพงแห่งความแตกต่าง และสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นได้จริง”

นิทรรศการครั้งนี้ มีศิลปินทุกช่วงวัยมาร่วมกันสะท้อนความหลากหลายผ่านผลงานศิลปะ โดย “ปราง เวชชาชีวะ” นักออกแบบผู้มีเอกลักษณ์ในการถ่ายทอดความสุขผ่านภาพวาดแมวและวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กล่าวว่า “ศิลปะคือ การแสดงออกและแบ่งปันทางความรู้สึก เป็นภาษาที่เชื่อมโยงหัวใจผู้ชมได้อย่างอบอุ่น และความสุขนั้นจะทวีคูณเมื่อถูกใช้เป็นสะพานสร้างโอกาสให้กับผู้อื่น อยากชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสโลกแห่งจินตนาการผ่านผลงานศิลปะที่ต้องการทำให้สังคมมองเห็นคุณค่าของกันและกัน คือส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความหลากหลาย และเท่าเทียม”

ด้านศิลปินเด็กพิเศษที่ใช้โลกของศิลปะมาสื่อสารมุมมองชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์ นำทีมโดย “อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์” ศิลปินเยาวชนบุคคลออทิสติกต้นแบบประจำปี 2567 และเหล่าเพื่อนศิลปิน Artstory by Autistic Thai เพื่อนคนพิเศษทางการได้ยิน และทางสายตา สะท้อนว่า “รู้สึกดีใจและขอบคุณทุกคนให้โอกาสนำผลงานมาแสดง ซึ่งนิทรรศการนี้ไม่ได้เพียงแค่ได้โชว์ทักษะฝีมือ แต่คือการส่งเสียงบอกโลกว่า “พวกเราทำได้” และ “มีตัวตน” ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ที่ไม่ต่างจากคนทั่วไป ผมอยากให้น้อง ๆ ค้นพบสิ่งที่ชอบและลงมือทำ ค้นให้พบว่าความสุขของเราคืออะไร จากนั้นก็ลงมือทำ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย”

พบกับกิจกรรมไฮไลต์สำคัญในนิทรรศการ Art Speaks One Language ดังนี้

  • ไฮไลต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยงานนี้ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก อดีตนายกรัฐมนตรี “ชวน หลีกภัย” ที่ ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานด้านทัศนศิลป์ ประจำปี 2566 จากกระทรวงวัฒนธรรม นำผลงานภาพ “เด็กน้อยบนตักแม่ชาวเล” บันทึกความงดงามของวิถีชีวิตเรียบง่ายบนเกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา มาร่วมจัดแสดง เคียงคู่กับผลงานภาพ “ครุฑ” อันทรงคุณค่า สะท้อนพลัง ความศรัทธา และอัตลักษณ์ของศิลปะไทยร่วมสมัย จากเจ้าสัว “บุญยเกียรติ โชควัฒนา” ประธานกรรมการและกรรมการ เครือสหพัฒน์ และ ชื่นชมผลงานศิลปะที่จัดแสดงภายในนิทรรศการไปพร้อมกับศิลปิน เพื่อให้เข้าใจวิธีคิดของศิลปินทั้งในแง่เทคนิคและอารมณ์ ชวนผู้ชมสัมผัส ภาษาของภาพ ผ่านสายตาของพวกเขา
  • i-stamp กิมมิกสุดพิเศษจากไปรษณีย์ไทย กับแสตมป์สกรีนภาพผลงานศิลปินที่เลือกได้ตามใจ ใช้เวลาผลิตเพียงไม่กี่นาที และสามารถนำไปใช้ฝากส่งสิ่งของในโอกาสพิเศษ
  • Auction and Sale of Artworks : จำหน่ายผลงานศิลปะที่จัดแสดงภายในงาน เพื่อระดมทุนสนับสนุนมูลนิธิซี.ซี.เอฟฯ ซึ่งรายได้จะนำไปใช้ในการจัดสร้างห้องเรียนเพื่อการวาดภาพให้กับเด็ก

ห้ามพลาด! นิทรรศการสุดสร้างสรรค์ “Art Speaks One Language” ครั้งแรกของการโคจรมาพบกันของเหล่าศิลปินเด็กพิเศษและศิลปินทั่วไป วันนี้ – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องไปรษณีย์นฤมิต ไปรษณีย์กลางบางรัก อาคารประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าพร้อมสถาปัตยกรรมที่งดงาม บนถนนเจริญกรุง เขตบางรัก สามารถเดินทางสะดวกด้วย BTS สะพานตากสิน

ชวนสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ พร้อมหนุนผู้ประกอบการไทย ในงาน ‘Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า’

ชวนสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ พร้อมหนุนผู้ประกอบการไทย ในงาน 'Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า'

ชวนสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ พร้อมหนุนผู้ประกอบการไทย ในงาน ‘Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า’

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.22 น.

“พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์” เร่งขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคเหนือให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” จัดงาน “Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า”ยกขบวนสินค้าสินค้าที่มีอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่นกลุ่มจังหวัดภาคเหนือระหว่างระหว่าง9 – 13 กพ.69 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการฯ กรุงเทพฯ


วันนี้ (10กพ.69)  นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า” โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ และกลุ่มภาคเหนือ สื่อมวลชน ประชาชน เข้าร่วมในพิธีเปิด ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานครฯ

นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า   เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคเหนือให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” เชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคและเติบโตอย่างยั่งยืน  สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ได้มีการจัดงาน“Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า” ขึ้น  
โดยภายในงานรวบรวมร้านค้าจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ นำเสนอสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) อาหารและเครื่องดื่ม งานหัตถกรรม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพมีมาตรฐาน และมีเรื่องราวที่โดดเด่นเฉพาะถิ่น  การจัดงานในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดจำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ การสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านการเจรจาธุรกิจ   การพัฒนาศักยภาพการค้าสมัยใหม่ รวมถึงการต่อยอดสู่ช่องทางออนไลน์ ผ่านกิจกรรม Live Commerce ตลอดระยะเวลาการจัดงาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัล


“การจัดงาน “Northern Signature Market 2026 เหนือดีมีเรื่องเล่า” นอกจากจะเป็นการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคเหนือให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ”แล้ว     ยังเป็นการเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาค โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในภาคให้มีการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ การจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าครั้งนี้จะเป็นกิจกรรมสำคัญในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าภาคเหนือให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังสามารถช่วยขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการอีกทางหนึ่งด้วย “นายกรนิจ  กล่าว 


สำหรับ งาน “Northern Signature Market 2026  ยังมีกิจกรรมมากมาย  อาทิ   การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังทุกวัน กิจกรรมส่งเสริมการขาย ลุ้นรับของรางวัล กิจกรรมการสาธิตจากผู้ประกอบการภายในงาน (Workshop) ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสเรื่องราวอัตลักษณ์ภาคเหนือ และร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย       โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 13 กุมภาพันธ์ 2569                 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานครฯ