ทบ.โต้กัมพูชา บิดเบือนข้อมูลผู้อพยพ ย้ำชัดเป็นผู้บุกรุก รุกล้ำอธิปไตยไทย

ทบ.โต้กัมพูชา บิดเบือนข้อมูลผู้อพยพ ย้ำชัดเป็นผู้บุกรุก รุกล้ำอธิปไตยไทย

ทบ.โต้กัมพูชา บิดเบือนข้อมูลผู้อพยพ ย้ำชัดเป็นผู้บุกรุก รุกล้ำอธิปไตยไทย

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.01 น.

ทบ.ซัดกัมพูชาบิดเบือน! ตัวเลขผู้อพยพพุ่งเกินจริง ชี้เป็นผู้บุกรุกหลักพัน—ยันลวดหนาม-ตู้คอนเทนเนอร์แค่คุมพื้นที่ตามข้อตกลงหยุดยิง ไม่ใช่ปิดกั้นคนกลับบ้าน ย้ำกัมพูชาควรสื่อสารด้วยความรับผิดชอบและตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึง กรณีที่นายแปน โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชา และกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าฝ่ายไทยขัดขวางการเดินทางกลับของผู้อพยพกว่า 35,000 – 36,000 คน โดยการวางแนวลวดหนาม ตู้คอนเทนเนอร์ และรื้อถอนบ้านเรือน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อปักปันเขตแดนในทันทีนั้น กองทัพบกขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมและประชาคมโลก ดังนี้

ประการแรก ในเรื่องของตัวเลขผู้อพยพที่ทางกัมพูชากล่าวอ้างว่ามีมากถึงหกแสนกว่าคน และยังมีผู้ที่กลับบ้านไม่ได้อีกกว่าสามหมื่นคนนั้น เป็นตัวเลขที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเป็นอย่างมาก ข้อเท็จจริงคือมีบุคคลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพียงหลักพันคน ซึ่งอาศัยอยู่ใน 3 หมู่บ้านของจังหวัดสระแก้วเท่านั้น และที่สำคัญกลุ่มบุคคลเหล่านี้ในทางกฎหมายถือเป็น “ผู้บุกรุก” ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่นตามที่พยายามกล่าวอ้าง พื้นที่ที่กองทัพบกของไทยเข้าควบคุมอยู่ในปัจจุบันนั้น ล้วนเป็นพื้นที่ภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีชาวกัมพูชาเข้ามารุกล้ำและตั้งชุมชนอย่างผิดกฎหมายมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่คือการสถาปนาและจัดระเบียบพื้นที่ภายในเขตแดนของเราเอง ไม่ใช่การรุกรานกัมพูชาแต่อย่างใด

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าทหารไทยนำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามไปปิดกั้นขัดขวางการเดินทาง ขอเรียนชี้แจงว่า การวางตู้คอนเทนเนอร์และแนวรั้วลวดหนามเป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราวภายหลังเหตุการณ์สู้รบ เพื่อควบคุมพื้นที่และป้องกันการเผชิญหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งการคงกำลังและการวางเครื่องกีดขวางในลักษณะนี้ เป็นการปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 อย่างเคร่งครัด ที่ระบุให้แต่ละฝ่ายยังคงการวางกำลังไว้ในพื้นที่เดิมตามถ้อยแถลงร่วม

ประการสุดท้าย สำหรับข้อเรียกร้องของกัมพูชาที่ต้องการให้ฝ่ายไทยเร่งจัดตั้งคณะทำงาน JBC เพื่อลงพื้นที่ปักปันเขตแดนในทันทีนั้น ประเทศไทยขอยืนยันว่าเรายึดมั่นในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่อย่างคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) มาโดยตลอด แต่ในห้วงเวลานี้ เรายังคงต้องยึดหลักการตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เป็นสำคัญ นั่นคือฝ่ายใดที่วางกำลังอยู่ในพื้นที่ใด ก็ให้คงกำลังในพื้นที่นั้นไว้ก่อน จนกว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะปลอดภัยจากการยั่วยุทางทหารและทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างแท้จริง ที่ปัจจุบันยังคงมีการตรวจพบอยู่ 

กองทัพบกเข้าใจดีว่ารัฐบาลกัมพูชาอาจมีความจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อปกป้องภาพลักษณ์และลดความกดดันทางการเมืองภายในประเทศ แต่การบิดเบือนข้อเท็จจริงเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อฝ่ายใด และอาจกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างกันได้ กองทัพบกจึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาสื่อสารด้วยความรับผิดชอบและตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

มีโอกาสขยับขึ้นอีก นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาดโลก

มีโอกาสขยับขึ้นอีก นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาดโลก

มีโอกาสขยับขึ้นอีก นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาดโลก

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาดโลก มีโอกาสขยับขึ้นอีก เหตุสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขอ ปชช.มั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลนแน่นอน

27 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ว่า ราคาเป็นไปตามกลไก เราพยายามทำให้อย่างน้อยความมั่นคงทางการมีน้ำมันในประเทศมีมาก ราคาถ้าอุ้มมากงบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า โอกาสที่จะรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน การกักตุนก็เพิ่มมากขึ้น ก็พยายามให้อยู่ในราคาตลาดโลก ทุกประเทศก็ต้องรับในราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งในภูมิภาคอาเซียนเองไทยอยู่ในลำดับท้ายๆที่ราคาน้ำมันไม่สูงเท่าประเทศอื่น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เองราคาน้ำมันเขาก็ยังสูงกว่าเรา

เมื่อถามว่า ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีโอกาส เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคุกรุ่นอยู่ เมื่อสักครู่มีรายงานว่าเขาประกาศปิดช่องแคปอีกแล้ว ตนก็ต้องถามว่าตรงนี้ไทยได้รับผลกระทบหรือเปล่า สถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน แต่สิ่งที่เราทำได้เรียบร้อยสำเร็จแล้วคือประเทศไทยไม่ขาดน้ำมัน เรายังสามารถใช้ศักยภาพในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามา เมื่อสักครู่มีการประชุมได้ให้ ปตท.จัดหาน้ำมันที่กลั่นแล้ว ดีเซลในส่วนที่เอาไปขายประเทศลาว ขอให้เราใช้น้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาแล้วขายไปที่ลาวเลย เก็บน้ำมันที่กลั่นโดย ปตท.ไว้ในประเทศไทย นี่เป็นการสร้างความมั่นใจเพิ่มให้ประชาชน ตอนที่เราขายไปลาวก็ไม่มีปัญหาอะไรวันละ 5 ล้านลิตร แต่เพื่อให้ความมั่นใจขึ้นมาอีก เพราะสถานการณ์อาจดูยืดเยื้อไปอีก ส่วนของโรงกลั่นที่ไม่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจะไปเจรจากับเขาว่าสั่งดีเซลจากต่างประเทศเข้ามา แล้วทรานชิปเม้นท์ส่งไปลาว ซึ่งเราพูดคุยตกลงราคาแล้วว่าสู้ได้ในราคาไหน เราไม่ได้เอากำไรเขามากมาย แต่ที่สำคัญน้ำมันที่กลั่นโดยโรงกลั่นในประเทศไทยก็เก็บรักษาในเมืองไทยมากที่สุด ก็เพิ่มจำนวนน้ำมันดีเซลในประเทศมากขึ้น

เมื่อถามว่า วันนี้ประชาชนมั่นใจได้ใช่หรือไม่ว่าเราจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้มั่นใจได้เลย เรื่องราคาที่ตอนแรกเราพยายามอุ้ม 15 วัน แล้วที่มีคนบอกว่าไม่ควรไปอุ้มเลย ตนเห็นควรว่าควรพยุง 15 วันแรก เพราะรัฐบาลต้องไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม ซึ่งประชาชนก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ดีขึ้นเลย โอกาสที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก็มี แต่จะให้เราพยุงราคาน้ำมันไปตลอดที่มีความขัดแย้งก็ไม่ได้

นายกฯเผยทูลเกล้าฯรายชื่อ ครม.อนุทิน 2 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย

นายกฯเผยทูลเกล้าฯรายชื่อ ครม.อนุทิน 2 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย

นายกฯเผยทูลเกล้าฯรายชื่อ ครม.อนุทิน 2 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

“นายกฯ”เผยทูลเกล้าฯรายชื่อ”ครม.อนุทิน 2” 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เดินหน้าเร็วที่สุด ให้ได้รัฐบาลเต็มรูปแบบ ยันพร้อมสนับสนุนนโยบายพรรครัฐบาล รวมเป็นนโยบายรัฐบาล

27 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 19.22 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ว่า มาในฐานะพรรคเพื่อไทย คุมกระทรวงใหญ่ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญ ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องมาร่วมในการร่างนโยบายรัฐบาลตรงนั้นด้วย เพราะแต่ละพรรคก็ไปให้คำสัญญากับพี่น้องประชาชน ก็มารวมเป็นนโยบายรัฐบาล เมื่อเป็นรัฐบาลเดียวกันแล้ว ไม่ใช่มาบอกว่านี่นโยบายของพรรคภูมิใจไทย อันนี้นโยบายของพรรคเพื่อไทย และเราจะไม่สนับสนุน แต่เมื่อตนมาดำรงตำแหน่งนี้ ตนสนับสนุนนโยบายของทุกพรรค

เมื่อถามถึงรายชื่อรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติผ่านหมดแล้วหรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่าบางรายชื่อมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ นายอนุทิน กล่าวว่า ณ ตอนนี้โอเคแล้ว หวังว่าวันจันทร์ที่ 30 มี.ค.นี้ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็จะลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมต่อไป เราพยายามจะให้เร็วที่สุด ตอนนี้พอเป็นรัฐบาลรักษาการซึ่งคงเป็นสัปดาห์สุดท้ายของรัฐบาลหนู 1 มันก็มีหลายๆ ประเด็นที่ขับเคลื่อนเต็มที่ไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมายและระเบียบ อย่างวันนี้ให้ตนรีบเซ็นอะไรออกไปและไปขอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ในเมื่ออาทิตย์หน้าเราก็จะมีรัฐบาลใหม่แล้ว เราก็สู้ไป เร่งตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อย เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเราก็เดินเต็มสูบ ข้อจำกัดต่างๆ ที่เคยมีอยู่ตั้งแต่ยุบสภาเมื่อธันวาคม 68 ก็จะไม่มีข้อจำกัด รัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลเต็มรูปแบบ

เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวชื่อ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ในโผ ครม.อนุทิน 2 รายชื่อมีปัญหาคุณสมบัติ ตอนนี้เรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรายชื่อ ครม.มันพูดไม่ได้เลย เพราะต้องมีการโปรดเกล้าฯ ก่อน คนไหนที่มีปัญหาแล้วมีความสุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มันก็มีการเช็กรายชื่ออยู่แล้ว ตนไม่เสนอหรอก ฉะนั้นทุกพรรคร่วมรัฐบาลที่เสนอรายชื่อ แม้กระทั่งของพรรคภูมิใจไทยเองทุกรายชื่อต้องรับการตรวจสอบประวัติ เราไม่ได้ไปจำกัดสิทธิใคร ถ้าคนไหนมีประวัติที่มีปัญหาก็แต่งตั้งไม่ได้ ก็แค่นั้นเอง

เลขา กกต.เผย ครม.ยังไม่ส่งหนังสือ ขอไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท

เลขา กกต.เผย ครม.ยังไม่ส่งหนังสือ ขอไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท

เลขา กกต.เผย ครม.ยังไม่ส่งหนังสือ ขอไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

27 มีนาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงกรณี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ระบุว่าจะส่งหนังสือถึง กกต.เพื่อขออนุมัติมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุมนัดพิเศษ ให้ลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท โดยระบุว่า “ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือจากคณะรัฐมนตรีมาถึงสำนักงาน กกต.”

รองอธิบดีกรมกงสุล ร่วมรับร่างแรงงานไทย เสียชีวิตในอิสราเอล ส่งกลับทำพิธีที่ชัยภูมิ

รองอธิบดีกรมกงสุล ร่วมรับร่างแรงงานไทย เสียชีวิตในอิสราเอล ส่งกลับทำพิธีที่ชัยภูมิ

รองอธิบดีกรมกงสุล ร่วมรับร่างแรงงานไทย เสียชีวิตในอิสราเอล ส่งกลับทำพิธีที่ชัยภูมิ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.30 น.

รองอธิบดีกรมการกงสุล ร่วมพิธีไว้อาลัยร่างคนไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอล พร้อมร่วมพิธีรับร่างกลับไทย

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และ Mrs. Dvora Dorsman Yarkoni รองหัวหน้าสำนักงาน สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ร่วมพิธีรับร่างและไว้อาลัยนายชัยวัฒน์ แววนิล แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ถูกสะเก็ดระเบิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่จังหวัดชัยภูมิ ต่อไป
 
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 นายบุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมีพระคุณเจ้า Ananda พระสงฆ์ชาวศรีลังกา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่นายชัยวัฒน์ฯ ภายในชุมชนเกษตร Adanim ด้วย

อาลัย นางเพ็ญศรี เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของนามปากกา นราวดี

อาลัย นางเพ็ญศรี เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของนามปากกา นราวดี

อาลัย นางเพ็ญศรี เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของนามปากกา นราวดี

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

27 มีนาคม 2569 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ได้รับประสานจากครอบครัวของนางเพ็ญศรี  เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2560 ว่า นางเพ็ญศรี เคียงศิริ ถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 06.30 น. ณ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เขตพญาไท กรุงเทพฯ สิริอายุ 95 ปี

กำหนดการพิธีสวดพระอภิธรรม ณ ศาลา สุธีระ – ประจวบ พีชานนท์ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

วันที่ 28 มีนาคม 2569

เวลา 17.00 น. พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ
เวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรมศพ

วันที่ 29 มีนาคม – 3 เมษายน 2569

เวลา 17.00 น. สวดพระอภิธรรมศพ

ทั้งนี้ จะมีการบรรจุศพไว้ 100 วัน เพื่อขอพระราชทานเพลิงศพในลำดับต่อไป

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและผู้ที่เคารพรักนางเพ็ญศรี เคียงศิริ เจ้าของนามปากกา ‘นราวดี’ ร่วมรำลึกถึงเกียรติประวัติของศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างสรรค์ผลงานนวนิยายที่ได้รับความนิยม ถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ อาทิ นางอาย รักเกิดในตลาดสด และยังเป็นนักเขียนที่มีผลงานการแปลวรรณกรรมมากมาย งานเขียนของนราวดีมีจุดเด่นที่นอกจากจะสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อ่านแล้ว ยังให้ข้อคิดในเรื่องครอบครัว ความรัก ความภาคภูมิใจในแผ่นดินเกิด และความงดงามของความหลากหลายในสังคม

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

“เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่”ออกประกาศปรับขึ้นราคา”ไข่ไก่หน้าฟาร์ม”เป็น 3.60 บาทต่อฟอง ในวันพรุ่งนี้

27 มีนาคม 2569 นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาราคาไข่ไก่​อยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง แม้ราคา​ประกาศ​จะอยู่ที่ฟองละ 3.20 บาท แต่ราคาซื้อขายจริงในบางช่วงถูกกดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2.70 – 2.80 บาทต่อฟอง ส่งผลให้เกษตรกรโดยเฉพาะ​รายย่อยขาดทุน​ จนกระทั่ง​มีการปรับราคา​ขึ้นเป็​นฟองละ​ 3.40 บาท เมื่อวันที่​ 16​ มีนาคม ​ที่ผ่านมา​ ซึ่งล่าสุด เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ออกประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้น​ 20 สตางค์​ต่อ​ฟอง​ มาอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) โดยการปรับราคาในครั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาด

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น มาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแปรปรวน ทั้งร้อนสลับฝน ส่งผลให้แม่ไก่ปรับตัวได้ยาก กระทบต่อสุขภาพและทำให้ผลผลิตไข่ลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนหันมาบริโภคไข่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนราคาประหยัด ส่งผลให้ความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น

ส่วนประเด็นว่าปัจจัยด้านพลังงาน เช่น ราคาน้ำมัน จะมีผลต่อราคาไข่ไก่ หรือไม่นั้น นายมาโนช มองว่า ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยทางอ้อม ซึ่งอาจจะกระทบในด้านต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบอาหารสัตว์ แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักในการกำหนดราคาในระยะสั้น

นายมาโนช กล่าวต่อไปด้วยว่า จากการหารือร่วมกับกรมการค้าภายใน​ กระทรวง​พาณิชย์​ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้มีขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ช่วยตรึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่วนแนวโน้มในระยะต่อไป คงต้องติดตามสถานการณ์ในระยะยาว โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันโลก ต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบอาหารสัตว์​ และค่าไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งหากปัจจัย​กดดัน​ดังกล่าว​ยัง​ยืดเยื้อ​ จะส่งผลกระทบ​ต่อ​ต้นทุน​การผลิตในระยะถัดไป​ พร้อม​ยืนยันว่า​ ปริมาณไข่ไก่ยังมีเพียงพอต่อการบริโภค ไม่เกิดภาวะขาดแคลน และขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก โดยคาดว่า​ราคาไข่ไก่ในระดับฟองละ 3.60 บาท จะสามารถทรงตัวได้ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ข้างหน้า หรืออย่างน้อยจนผ่านพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

'กรมส่งเสริมการเกษตร'ขุด'ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน' รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

27 มีนาคม 2569 นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาผลกระทบต่อสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อปุ๋ยเคมีที่มีการนำเข้าวัตถุดิบแพงขึ้นทำให้ปุ๋ยเคมี ราคาดีดตัวสูงขึ้น ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จำนวน 882 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด เพื่อขยายผลการลดต้นทุนทำเกษตรโดยใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรให้มากขึ้น โดยมีเกษตรกรเป็นผู้บริหารจัดการ และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านดินและปุ๋ย ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบดินแบบรวดเร็ว แปลผลและให้คำแนะนาการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้นตามค่าวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรในชุมชน ผ่านการเรียนรู้จากแปลงเรียนรู้ด้านดินและปุ๋ยตามบริบทของพื้นที่รวมทั้งรวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกได้ใช้ตามคำแนะนำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า 90% คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งหากเกษตรกรไทยสามารถลดปริมาณปุ๋ยเคมีที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าได้ ทำให้ต้นทุนการเกษตรลดลง เกิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้น โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีตามหลัก 4 ถูก ได้แก่ ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรสมาชิก ศดปช.ที่นำแม่ปุ๋ยผสมตามผลวิเคราะห์ดินและไม่มีการใส่สารตัวเติม ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงกระสอบละ 150 – 200 บาท และผลผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลของ ศดปช.ถึงการดำเนินการในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด พบว่าสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ย 21.9% และผลผลิตเพิ่มขึ้น 7.7% ชนิด เช่น ในการผลิตข้าว สามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ถึง 38.1% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ 23% ส่วนการผลิตอ้อยสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ 34.9% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ถึง 57% เป็นต้น และเพื่อชดต้นต้นให้กับเกษตรกรที่ประสปปัญหาปุ๋ยเคมีแพงล่าสุดได้มอบหมาย ศดปช.ในการขยายผลองค์ความรู้ด้านดินและปุ๋ย เช่น การผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด และแหนแดง แบบผสมผสานควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสม เพื่อการลดต้นทุนปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันมี ศดปช.หลายแห่งสามารถผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน รวมทั้งมีการขยายผลด้วยกระบวนเรียนรู้การจัดการดินและปุ๋ยอย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น การจัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมตามบริบทพื้นที่ การอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น

นางอัญชลี บอกอีกว่าปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าขยายผลการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมจาก ศดปช.สู่เกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไปในชุมชน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนา ศดปช.สู่ Service Provider หรือพัฒนา ศดปช.ให้เป็นผู้ให้บริการด้านดินและปุ๋ยในชุมชนอย่างเป็นระบบ อันจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

– 006

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

กรมหม่อนไหม เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม เฝ้าระวัง “โรคเพบริน” ภัยร้ายทำลายวงจรชีวิตหนอนไหม แนะแนวทางป้องกันอย่างเด็ดขาด

วันนี้ (26 มี.ค.) นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ออกประกาศเตือนภัยเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมทั่วประเทศ ให้เฝ้าระวังการระบาดของ “โรคเพบริน” โรคอันตรายร้ายแรงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรชีวิตของหนอนไหมและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ และจอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ โรคเพบรินของหนอนไหมจัดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถเข้าทำลายหนอนไหมได้ในทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะไหมวัยอ่อนซึ่งมีความอ่อนไหวต่อเชื้อโรคสูงเป็นพิเศษ เมื่อเกิดการติดเชื้อ หนอนไหมมักไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิตได้ และมักสูญเสียชีวิตตั้งแต่ระยะต้น สำหรับไหมวัยแก่ แม้จะยังคงเจริญเติบโตได้ตามปกติ แต่อาการของโรคจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในรุ่นถัดไป ด้วยเหตุนี้ จากปัญหาการระบาดที่เกิดขึ้นขอให้เกษตรกรหมั่นตรวจสอบลักษณะอาการของหนอนไหมภายในโรงเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างทันท่วงที และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตให้น้อยที่สุด

สำหรับสาเหตุและช่องทางการแพร่ระบาดนั้น โรคเพบรินมีสาเหตุมาจากเชื้อโปรโตซัว โดยสามารถแพร่กระจายสู่หนอนไหมได้ 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรก คือ การติดต่อทางปาก เกิดจากการที่หนอนไหมกินใบหม่อน อุปกรณ์การเลี้ยง หรือมูลไหมที่ปนเปื้อนสปอร์ของเชื้อโรค และช่องทางที่สอง คือ การติดต่อทางไข่ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเชื้อโดยตรงจากแม่ผีเสื้อที่ติดเชื้อไปยังลูกหลาน ส่งผลให้หนอนไหมที่ฟักออกมาได้รับเชื้อและแสดงอาการผิดปกติตั้งแต่วัยอ่อน ทั้งนี้ ไข่ไหมที่มีระดับการติดเชื้อสูงมักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ หรือหากฟักออกมาได้ หนอนไหมก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต

ส่วนของอาการที่ควรสังเกต เกษตรกรควรเฝ้าระวังความผิดปกติของหนอนไหมในแต่ละระยะ กล่าวคือ ในระยะหนอนไหมวัยอ่อนจะพบการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอภายในรุ่นเดียวกัน หนอนไหมเข้าระยะนอน (ลอกคราบ) ช้ากว่าปกติิในวัย 2 และวัย 3 หยุดกินอาหาร ลำตัวหดสั้นและแคระแกรน และเสียชีวิตในที่สุด ส่วนในระยะหนอนไหมวัยแก่อาจพบการลอกคราบที่ไม่สมบูรณ์ และในระยะผีเสื้อจะปรากฏอาการปีกหงิกงอ ปีกไม่แผ่ เกล็ดปีกหลุดร่วงง่าย วางไข่น้อยและกระจายไม่สม่ำเสมอ รวมถึงไข่ที่ได้มักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้

นายศรัญญู กล่าวอีกว่า กรมหม่อนไหม ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันและกำจัดโรคอย่างเคร่งครัด โดยให้เลือกใช้ไข่ไหมที่ผ่านการตรวจรับรองว่าปลอดโรคเพบรินจากแหล่งที่เชื่อถือได้และได้มาตรฐาน พร้อมทั้งทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรงเลี้ยงไหมพร้อมอุปกรณ์ทุกชิ้นทั้งก่อนและหลังการเลี้ยงในแต่ละรอบ โดยใช้สารที่กรมหม่อนไหมแนะนำอย่างถูกต้องและเหมาะสมหากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1 – 5 หรือ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำจังหวัดทั้ง 25 แห่ง ทั่วประเทศ

015

อว.จับมือ Canva – Bitkub ปั้นคนดิจิทัล-นวัตกร AI ขับเคลื่อน ‘AI Love U’ สู่เวทีสากล

อว.จับมือ Canva – Bitkub ปั้นคนดิจิทัล-นวัตกร AI ขับเคลื่อน 'AI Love U' สู่เวทีสากล

อว.จับมือ Canva – Bitkub ปั้นคนดิจิทัล-นวัตกร AI ขับเคลื่อน ‘AI Love U’ สู่เวทีสากล

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

27 มีนาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MoU) ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. กับ 2 องค์กรเทคโนโลยี ได้แก่ บริษัท แคนวา (ประเทศไทย) จำกัด (Canva) และ บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด (Bitkub Labs) เพื่อเร่งพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างสรรค์ โดยมี ดร.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. เป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยนางสาวจารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าศูนย์ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. นายสกลกรย์ สระกวี ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด นายสุชาติ ภวสิริพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด นายภัคพล ตั้งตงฉิน ผู้จัดการ บริษัท Canva ประจำประเทศไทย ผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยเครือข่าย เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาในระดับโลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนากำลังคน ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างสรรค์

“ความร่วมมือกับ Canva จะช่วยยกระดับทักษะด้านดิจิทัล การออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่ความร่วมมือกับ Bitkub Labs มุ่งบ่มเพาะนวัตกร AI รุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน นางสาวจารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าศูนย์ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการ “Canva for Campus” ที่มุ่งพัฒนาทักษะการออกแบบและการสื่อสารด้วยภาพผ่านแพลตฟอร์มระดับสากล เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่ และโครงการ “บ่มเพาะนวัตกรปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่” ที่เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการด้าน AI เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยสู่การเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว., Canva และ Bitkub Labs สอดคล้องกับนโยบาย “AI Love U” ของกระทรวง อว. ที่มุ่งพัฒนากำลังคนดิจิทัล ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก AI และเชื่อมโยงนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมทรัพยากรมนุษย์ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน