ฝรั่งเศสตั้งข้อหาพยายามฆ่า มือมีดไล่แทงคนเจ็บ 6 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700929

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาพยายามฆ่า มือมีดไล่แทงคนเจ็บ 6 ราย

11 มิ.ย. 2566 07:43 น.

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาพยายามฆ่า มือมีดไล่แทงคนเจ็บ 6 ราย

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาพยายามฆ่าแก่ชายที่ต้องสงสัยว่าแทงเด็ก 4 คน และผู้ใหญ่ 2 คน ในสวนสาธารณะในเมืองอานซี

ผู้พิพากษาฝรั่งเศสตั้งข้อหาพยายามฆ่าเบื้องต้น แก่ชายที่ต้องสงสัยว่าแทงเด็กเล็ก 4 คน และผู้ใหญ่ 2 คน ในสวนสาธารณะในเมืองอานซี ของฝรั่งเศส โดยผู้ต้องสงสัยคือ นายอับเดลมาซิห์ ฮานุน เป็นผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย อายุ 31 ปี ที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรในสวีเดน 

ไลน์ บอนเนต์-มาติส หัวหน้าอัยการ กล่าวกับสื่อว่า ผู้ต้องสงสัยถูกนำตัวไปขึ้นศาลและถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าและขัดขืนการจับกุม เขาถูกควบคุมตัวเพื่อรอการสอบสวนเพิ่มเติม

อัยการกล่าวว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมีอาการดีขึ้นแล้ว หลังเหตุไล่แทง เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. โดยเด็กๆ ที่มีอายุระหว่าง 22 เดือน ถึง 3 ขวบ ยังคงอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองเกรอน็อบล์ ซึ่งอยู่ใกล้กัน ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส เดินทางไปเยี่ยมพวกเขาเมื่อวันศุกร์ ขณะที่เหยื่อทั้ง 6 คนมาจาก 4 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และโปรตุเกส

อัยการ กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยได้รับการตรวจโดยจิตแพทย์ ซึ่งเห็นว่าเขาเหมาะสมที่จะรับข้อกล่าวหา และกล่าวว่าแรงจูงใจในการโจมตียังไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

ตามคำบอกเล่าของอัยการ พยานกล่าวว่าพวกเขาได้ยินผู้ก่อเหตุพูดถึงลูกสาวของเขา ภรรยาของเขา และพระเยซู และกล่าวว่าเขามีสิ่งของเกี่ยวกับศาสนาคริสต์อยู่กับเขาในขณะที่ก่อเหตุ ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ หลังจากชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้แสวงบุญชาวคาทอลิก เหวี่ยงกระเป๋าเป้ใส่ผู้ก่อเหตุหลายครั้ง เพื่อพยายามยับยั้งเขา

เมื่อวันศุกร์ นายมาครง กล่าวว่าเด็กชาวฝรั่งเศส 2 คน ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสที่สุดมีอาการทรงตัว ส่วนเด็กหญิงที่ได้รับบาดเจ็บ 2 คน จากอังกฤษและเนเธอร์แลนด์มีอาการดีขึ้นเช่นกัน ส่วนผู้ใหญ่ที่บาดเจ็บสาหัส ซึ่งถูกมีดฟันและบาดเจ็บจากกระสุนที่ตำรวจยิงขณะที่พวกเขาควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย เริ่มฟื้นคืนสติแล้ว

กระทรวงต่างประเทศของโปรตุเกส กล่าวว่า ผู้ใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นชาวโปรตุเกส และตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว รายงานระบุว่า เขาได้รับบาดเจ็บหลังจากพยายามหยุดผู้โจมตีไม่ให้หลบหนีจากตำรวจ

นายอองรี วัย 24 ปี นักแสวงบุญ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินและรอนแรมไปตามอาสนวิหารต่างๆ ในฝรั่งเศสเป็นเวลา 9 เดือน กล่าวว่า เขาได้เดินทางไปเยี่ยมชมอารามอีกแห่ง เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าเขา ผู้ก่อเหตุใช้มีดฟันใส่เขา แต่เขายังยืนหยัดอยู่ได้และใช้กระเป๋าเป้ที่มีน้ำหนักมากเหวี่ยงใส่มือมีด ส่วนพ่อของนายอองรีกล่าวว่า ลูกชายของเขาบอกว่า ผู้ก่อเหตุพูดจาไม่รู้เรื่อง และพูดเรื่องแปลกๆ ในภาษาต่างๆ มากมาย

ประวัติของผู้ต้องสงสัย ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองฝ่ายขวาจัดและอนุรักษนิยมเกี่ยวกับนโยบายการเข้าเมืองของฝรั่งเศส แต่เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องสงสัยเดินทางเข้าฝรั่งเศสอย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากเขามีสถานะเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรในสวีเดน โดยสวีเดนและฝรั่งเศสต่างก็เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และเขตปลอดพรมแดนของยุโรป

เจราลด์ ดาร์มาแนง รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยยื่นขอลี้ภัยในฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้ว และถูกปฏิเสธไม่กี่วันก่อนการโจมตี โดยให้เหตุผลว่าเขาได้รับสิทธิขอลี้ภัยในสวีเดนแล้วในปี 2556.

โรงงานนิวเคลียร์ ซาปอริชเชีย ปิดเตาปฏิกรณ์เครื่องสุดท้าย หวั่นน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700925

โรงงานนิวเคลียร์ ซาปอริชเชีย ปิดเตาปฏิกรณ์เครื่องสุดท้าย หวั่นน้ำท่วม

11 มิ.ย. 2566 05:05 น.

โรงงานนิวเคลียร์ ซาปอริชเชีย ปิดเตาปฏิกรณ์เครื่องสุดท้าย หวั่นน้ำท่วม

หน่วยงานพลังงานปรมาณูของยูเครน ตัดสินใจปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เครื่องสุดท้ายที่ยังใช้งานอยู่ของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริชเชีย หลังเขื่อนใหญ่แตกจนเกิดน้ำท่วม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เอเนอร์โกอะตอม (Energoatom) หน่วยงานพลังปรมาณูของยูเครนออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 มิ.ย. 2566 ว่า พวกเขาปิดเตาปฏิกรณ์เครื่องสุดท้ายที่ยังใช้งานอยู่ของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แคว้นซาปอริชเชีย ที่ถูกรัสเซียยึดไปตั้งแต่ปี 2565 แล้ว

เอเนอร์โกอะตอม ระบุว่า พวกเขาปิดเตาปฏิกรณ์แบบเย็นตัว (cold shutdown) เช่นเดียวกับเตาอื่นๆ อีก 5 เครื่อง ด้วยการหย่อนท่อนโลหะควบคุมลงไปในแกนปฏิกรณ์ทั้งหมด เพื่อยับยั้งการทำปฏิกิริยาฟิสชั่น รวมถึงกระบวนการสร้างความร้อนและแรงดันด้วย

หนึ่งในสาเหตุที่ เอเนอร์โกอะตอมตัดสินใจปิดเตาปฏิกรณ์ก็เพื่อป้องกันไว้ก่อน หลังเกิดเหตุเขื่อนคาคอฟกาแตกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนเกิดน้ำท่วมใหญ่ และทำให้ระดับน้ำในเขื่อนลดลงมาก อาจกระทบระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าซาปอริเชีย ที่ใช้น้ำจากเขื่อนแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม พวกเขายืนยันว่า ขณะนี้โรงไฟฟ้ายังไม่ได้รับความเสี่ยงโดยตรงใดๆ

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ รวมถึง การต่อสู้ระหว่างทหารยูเครนกับรัสเซียใกล้กับพื้นที่โรงไฟฟ้า โดยกระสุนปืนใหญ่ทำให้สายส่งกำลังไฟฟ้าที่เชื่อมโรงไฟฟ้าซาปอริชเชียกับระบบพลังงานของยูเครน ได้รับความเสียหาย

ที่มา : euronews

เท็ด คาซินสกี ‘มือระเบิดไปรษณีย์’ เสียชีวิตปริศนาในเรือนจำสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700922

เท็ด คาซินสกี ‘มือระเบิดไปรษณีย์’ เสียชีวิตปริศนาในเรือนจำสหรัฐฯ

11 มิ.ย. 2566 03:00 น.

เท็ด คาซินสกี ‘มือระเบิดไปรษณีย์’ เสียชีวิตปริศนาในเรือนจำสหรัฐฯ

เท็ด คาซินสกี นักโทษคดีส่งระเบิดผ่านไปรษณีย์ไปทั่วสหรัฐฯ เมื่อ 40 กว่าปีก่อน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ถูกพบว่าเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุอยู่ภายในห้องขังของเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธีโอดอร์ คาซินสกี เจ้าของฉายา ‘ยูนาบอมเบอร์’ ผู้ส่งระเบิดไปกับไปรษณีย์ไปทั่วสหรัฐฯ ในช่วงปี 2521-2538 สังหารผู้คนไป 3 ศพและบาดเจ็บอีก 23 ราย ถูกพบเป็นศพอยู่ภายในห้อขังของเขา ที่ทัณฑสถานการแพทย์ในรัฐนอร์ท แคโรไลนา

ข่าวระบุว่า ผู้คุมเรือนจำพบศพของนายคาซินสกี ซึ่งปัจจุบันอายุ 81 ปีแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันเสาร์ที่ 10 มิ.ย. 2566 โดยยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการณ์เสียชีวิตของเขา

ทั้งนี้ นายคาซินสกี สร้างความหวาดกลัวไปทั่วสหรัฐฯ เป็นเวลาเกือบ 20 ปี เหยื่อหลายคนของเขาได้รับบาดเจ็บถึงขั้นพิการถาวร โดยที่ตำรวจไม่รู้เลยว่าคนร้ายเป็นใคร จนกระทั่งการก่ออาชญากรรมของเขาถูกเปิดเผย หลังคาซินสกีบังคับให้หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ กับนิวยอร์ก ไทม์ส ตีพิมพ์ประกาศเจตนารมณ์ของเขา

สำนักข่าวใหญ่ทั้งสองตกลงตีพิมพ์ประกาศของคาซินสกีในเดือนกันยายน 2538 เนื่องจากมือระเบิดรายนี้สัญญาว่าจะหยุดก่อเหตุ โดยประกาศของเขามีความยาว 35,000 คำ ภายใต้หัวข้อว่า “สังคมอุตสาหกรรมและอนาคตของมัน” บรรยาถึงแนวคิดต่อต้านวิถีชีวิตสมัยใหม่และอ้างว่า เทคโนโลยีจะนำชาวอเมริกันไปสู่ความเจ็บปวด จากความรู้สึกห่างเหินและไร้กำลัง

หลังจากประกาศถูกตีพิมพ์ น้องชายและน้องสะใภ้ของคาซินสกีก็จำแนวทางการเขียนของเขาได้ จึงแจ้งต่อเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ที่พยายามตามล่าตัวมือระเบิดมานานกว่า 17 ปี จนกลายเป็นการตามหาคนร้ายที่ยาวนานที่สุดในสหรัฐฯ

จนในที่สุด เจ้าหน้าที่ก็พบตัวอดีตนักศึกษาวิชาคณิตศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดรายนี้ ที่กระท่อมไม้เล็กๆ ขนาด 3 คูณ 4 เมตร นอกเมืองลินคอล์น รัฐมอนทานา ในปี 2539 โดยภายในนั้นเต็มไปด้วยวารสาร, สมุดบันทึกที่เขาเขียนเป็นรหัสลับ, วัตถุระเบิด และระเบิดที่ทำเสร็จแล้วอีก 2 ลูก

คาซินสกี ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ให้โอกาสทำทัณฑ์บนถึง 8 กระทง ในเดือนพฤษภาคม 2541 และใช้ชีวิตอยู่ภายในทัณฑสถานกลาง ซุปเปอร์แม็กซ์ ในเมืองฟลอเรนซ์ รัฐโคโลราโด มาตลอด จนถึงเดือนธันวาคม 2564 สุขภาพของเขาทรุดโทรมลง จนต้องย้ายไปคุมขังที่ทัณฑสถานการแพทย์ในรัฐนอร์ท แคโรไลนา

ที่มา : bbc

ปฏิบัติการตีโต้ เดิมพันสูงยิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700782

ปฏิบัติการตีโต้ เดิมพันสูงยิ่ง

11 มิ.ย. 2566 05:50 น.

ปฏิบัติการตีโต้ เดิมพันสูงยิ่ง

เป็นระยะเวลาหลายเดือนที่มีการปล่อยข่าวออกมาเรื่อยๆว่า “กองทัพยูเครน” กำลังจะปฏิบัติการตีโต้ครั้งใหญ่เพื่อทวงดินแดนจากรัสเซียผู้รุกราน

หวังย้อนรอยปฏิบัติการตีโต้ Counter Offensive ที่จังหวัดคาร์คิฟ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2565 ที่กองทัพยูเครนประสบความสำเร็จในการชิงพื้นที่คืนมาได้กว่า 12,000 ตารางกิโลเมตร ปลดปล่อยหมู่บ้านและเมืองต่างๆกว่า 500 แห่ง

ทลายวงล้อมเมือง “คาร์คิฟ” ผลักดันให้กองทัพรัสเซียล่าถอยกลับไปยังพรมแดนตามปกติ รวมถึงถอยกลับไปในจังหวัดลูฮานสก์ ทางภาคตะวันออก ใช้เวลาปฏิบัติการทั้งหมด 3 สัปดาห์ 5 วัน ซึ่งจากข้อมูลของฝั่งยูเครนรายงานว่า การโจมตีดังกล่าวสร้างความบอบช้ำอย่างหนัก แก่กองพลรถถังการ์ดที่ 1 และกองพันที่ 11 ของรัสเซีย สูญเสียทหารกว่า 16,000 นาย รถถังยานเกราะพังเสียหายหลายร้อยคัน

จุดประกายความหวังแห่งชัยชนะและความสงสัยแก่ชาวโลกว่ากองทัพเบอร์ 2 ของโลกเป็นแค่เปลือกนอก จนรัสเซียต้องปรับทัพขนานใหญ่ สั่งถอนกำลังทั้งหมดออกจากพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์ ในแนวรบจังหวัดเคียร์ซอน ภาคใต้ ยอมสละที่มั่นที่ไม่ยั่งยืน ชะลอโมเมนตัม ของฝั่งยูเครน

แก้ยุทธศาสตร์เป็นการทำสงครามเชิงรับ สร้างปราการป้องกัน 5 ชั้น ในจังหวัดซาโปริชเชีย จังหวัดรอยต่อระหว่างคาบสมุทรไครเมียกับโดเนตสก์ ขึงแนวป้องกันตลอดลำน้ำนีเปอร์ฝั่งตะวันออก ในจังหวัดเคียร์ซอน

เหตุการณ์ดังกล่าวตามมาด้วยจุดยืนแบบ All or Nothing ของรัฐบาลยูเครน ขีดเส้นให้รัสเซียต้องยอมจำนนแบบไร้เงื่อนไข คืนดินแดนยูเครนทั้งหมด รวมถึงคาบสมุทรไครเมียที่ถูกรัสเซียผนวกไปในปี 2557 แต่ถ้าไม่ยกธงก็จะรบต่อไป จนกว่าจะทวงแผ่นดินยูเครนกลับมาครบทุกตารางนิ้ว

ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดในมุมมองของผู้นำที่ขาดประสบการณ์การเมืองโลกอย่าง “โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี” เพราะในขณะนั้นยูเครนเพิ่งได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ระดับแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ประกอบกับ “ท่อน้ำเลี้ยง” แบบไร้เพดาน ของ “มหาอำนาจสหรัฐอเมริกา” และพันธมิตรชาติตะวันตกที่หลั่งไหลมายังยูเครนอย่างไม่หยุดหย่อน

อยากได้อะไรเพียงแค่เอ่ยปาก จิ้มเลือกเอาตามใจชอบ ขอเพียงไม่คุกคามแผ่นดินดั้งเดิมของรัสเซียเป็นพอ อาวุธต่างๆทั้งรถยิงจรวด รถปืนใหญ่ ยานเกราะหรือรถถัง ทั้งหมดถูกลำเลียงมาให้ภายในระยะเวลาไม่นานเกินรอ พ่วงด้วยการ์ดอวยพรคำหวาน “เราจะสนับสนุนยูเครนตราบนานเท่านาน”

อย่างไรก็ตาม บทเรียนในประวัติศาสตร์สงครามแสดงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า หากไม่เหนือกว่าจนสามารถบดขยี้ได้อย่างราบคาบก็อย่าต้อนให้จนมุม ทหารที่ไม่มีอะไรจะเสียและพร้อมสู้ตายนั้นอันตรายยิ่งกว่าสิ่งใด

เพราะสิ่งที่ตามมาหลังจากปิดประตูเจรจา คือการเปลี่ยนรูปแบบการทำศึกจากการ “รุกชิงดินแดน” เป็นการ “ทำลายล้างข้าศึก” อย่างชัดเจน กองทัพรัสเซียเริ่มปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานยูเครน ตัดน้ำตัดไฟ พร้อมทำการถล่มอาวุธยุทโธปกรณ์หลังแนวรบไปเรื่อยๆ ด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ที่ปล่อยจรวดพิสัยไกลทำลายเป้าหมายจากจุดที่ระบบต่อต้านอากาศยานของยูเครนเอื้อมไปไม่ถึงและกองเรือรบในทะเลดำ

การดำเนินการดังกล่าวกระทำควบคู่ไปกับการบุกแบบค่อยเป็นค่อยไป ดึงทหารประจำการกลับไปอยู่แนวหลังเพื่อพักฟื้น ทดแทนด้วยทหารรับจ้างหน่วย “วากเนอร์” ที่ใช้กลยุทธ์อันร้ายกาจ เกณฑ์ไพร่พลจากเรือนจำมาเป็นกำแพงมนุษย์รับกระสุน ก่อนใช้กำลังหัวกะทิเข้าบดขยี้หลังตรวจสอบว่าฝ่ายยูเครนยิงมาจากตำแหน่งใด

นำไปสู่การชิงชัยที่สมรภูมิ “บาคห์มุท” ในจังหวัดโดเนตสก์ ที่เซเลนสกีหลงกลกระโดดเข้าใส่โดยไม่ฟังคำทัดทานจากสปอนเซอร์ใหญ่สหรัฐอเมริกา ประกาศให้บาคห์มุทเป็นเมืองป้อมปราการระดับ “สตาลินกราด” ที่โซเวียตห้ำหั่นกับนาซีเยอรมนีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ยูเครนจะไม่ยอมให้เมืองแตกพ่ายโดดเด็ดขาด สั่งทุ่มกำลังอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้รัสเซียยึดเมืองได้ก่อน “วันแห่งชัยชนะ” วันสำคัญของชาวรัสเซีย 9 พ.ค.

แม้ฝ่ายยูเครนจะระบุว่า อัตราการเสียชีวิตในสมรภูมิบาคห์มุทคือ ยูเครนตาย 1 รัสเซียตาย 7.5 หรือรัฐบาลชาติตะวันตกที่ออกมาระบุว่า รัสเซียเสียชีวิตที่เมืองนี้หลักแสนนาย

แต่ผลที่ตามมาคือความบอบช้ำจากการสู้ศึกที่ “ไม่จำเป็น” มีรายงานว่าในช่วงท้ายของศึกชิงบาคห์มุท หน่วยรบหัวกะทิอย่างอาซอฟและคราเคน ไปจนถึงหน่วยยานเกราะและรถถังถูกนำมาละลายโดยใช่เหตุ เพียงเพื่อที่ผู้ใหญ่บางรายต้องการที่จะหยามหน้ารัสเซีย

และทั้งนี้ทั้งนั้น การสูญเสียเมืองบาคห์มุท ยังมาพร้อมกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของบรรดาผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของยูเครน เริ่มมีการเรียกร้องให้เจรจากันใหม่นำทีมโดยสหรัฐฯ-อังกฤษ-ฝรั่งเศส-เยอรมนี พ่วงด้วยการรับลูกจากทางรัสเซีย เสนอให้ตั้ง “เขตกันชน” ที่สหประชาชาติเป็นคนดูแล กั้นกลางระหว่างยูเครนกับ 4 จังหวัดที่รัสเซียผนวกไปคือ เคียร์ซอน-ซาโปริชเชีย-โดเนตสก์-ลูฮานสก์

เป็นการเปิดประเด็นที่เหมือนกับเซเลนสกีไม่มีตัวตน ทุกคนมองข้ามหัวไปเรียบร้อย และอาจเป็นคำตอบว่าทำไมช่วงเดือนที่ผ่านมาผู้นำยูเครนถึงต้องเดินสายประเทศสปอนเซอร์รอบใหม่ ขออาวุธเพิ่มเพื่อทำตามแผนการ ขับไล่รัสเซียออกจากยูเครนอย่างสมบูรณ์ พร้อมประกาศว่า การตีโต้ของยูเครนที่ชะลอมาหลายเดือนจะเริ่มขึ้นในอีกไม่นานเกินรอ ส่วนการเจรจาใดๆจะทำให้รัสเซียมีเวลา “ชาร์จแบต” สำหรับการทำสงครามครั้งใหม่

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานที่บ่งชี้ได้ว่า กองทัพยูเครนได้เริ่มปฏิบัติการบุกที่รอคอยแล้ว หน่วยยานเกราะระดับกองพล (พร้อมการเปิดตัวรถถังเลพเพิร์ด 2A4 จากเยอรมนี) ทำการโจมตีแนวรบในจังหวัดซาโปริชเชีย ทางภาคใต้ โดยนักวิเคราะห์ความมั่นคงประเมินว่า ดูจากทิศทางแล้ว ยูเครนคงต้องการเข้าประชิดเขตแดนไครเมียและตัดการเชื่อมต่อทางบกของไครเมียกับจังหวัดโดเนตสก์ (ตามแผนที่ประกอบ)

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ถือเป็นการโจมตีที่เดิมพันสูงยิ่งนัก ไม่ว่าด้วยปัจจัยที่รัสเซียมีเวลาเตรียมตัวสร้างเครือข่ายป้องกัน รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่ายูเครนต้องบุกแน่เพียงแต่จุดไหน หรือที่มีข่าวปล่อยมาเป็นระยะๆว่ารัฐบาลชาติตะวันตกขอดูผลลัพธ์การตีโต้ เพื่อประเมินว่าจะเดินหมากสงครามเช่นไรต่อไป

บุกสำเร็จก็ดีไป แต่หากล้มเหลวขึ้นมา ก็น่าเป็นห่วงว่าจะยังต้องมีเซเลนสกีอยู่ในสมการหรือไม่ ในอดีตเหตุการณ์ “เปลี่ยนตัว” ใช่ว่าไม่เคยมี…โง ดิญ เสี่ยม ชื่อนี้หลายคนอาจคุ้นเคยครับ.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

สลด อัล-ชาบับโจมตีโรงแรมในเมืองหลวงโซมาเลีย ดับ 9 ศพ เจ็บอื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700921

สลด อัล-ชาบับโจมตีโรงแรมในเมืองหลวงโซมาเลีย ดับ 9 ศพ เจ็บอื้อ

11 มิ.ย. 2566 02:00 น.

สลด อัล-ชาบับโจมตีโรงแรมในเมืองหลวงโซมาเลีย ดับ 9 ศพ เจ็บอื้อ

เจ้าหน้าที่โซมาเลียยุติเหตุโจมตีโรงแรมในกรุงโมกาดิชู ฝีมือกลุ่ม อัล-ชาบับ ได้แล้ว หลังปิดล้อมนานหลายชั่วโมง โดยมีพลเรือนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 6 ศพ เจ้าหน้าที่อีก 3 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มือปืนของกลุ่มติดอาวุธ อัล-ชาบับ ก่อเหตุบุกโจมตีโรงแรม เพิร์ล บีช ติดชายหาดในกรุงโมกาดิชู และถูกเจ้าหน้าที่ปิดล้อมเอาไว้ภายในเป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมง ตั้งแต่เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 มิ.ย. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่ล่าสุดจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ สังหารคนร้ายได้ทั้งหมด

การโจมตีครั้งนี้ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต 6 ศพ บาดเจ็บอีก 10 ราย ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิตระหว่างยิงปะทะกับคนร้ายอีก 3 นาย อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถช่วยเหลือแขกของโรงแรมมากกว่า 80 คนได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ โรงแรม เพิร์ล บีช เป็นที่พักยอดนิยมในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐบาลโซมาเลีย และสถานที่เช่นนี้มักตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ อัล-ชาบับ ซึ่งต่อสู้กับรัฐบาลโซมาเลียมานานนับทศวรรษ และยึดฐานที่มั่นเอาไว้ในหลายส่วนของประเทศ

การโจมตีล่าสุดยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังกลุ่มอัล-ชาบับ สังหารทหารยูกันดาหลายสิบนาย ที่มาประจำการในโซมาเลียในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความสงบของสหภาพแอฟริกา ที่ภูมิภาคโลเวอร์ ชาเบลล์ ตอนใต้ของกรุงโมกาดิชู

ที่มา : bbc

ระทึก เกิดระเบิดที่โรงงานผลิตไดนาไมต์ของรัฐบาลตุรกี คนงานดับ 5 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700919

ระทึก เกิดระเบิดที่โรงงานผลิตไดนาไมต์ของรัฐบาลตุรกี คนงานดับ 5 ศพ

11 มิ.ย. 2566 01:20 น.

ระทึก เกิดระเบิดที่โรงงานผลิตไดนาไมต์ของรัฐบาลตุรกี คนงานดับ 5 ศพ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่โรงงานผลิตไดนาไมต์ในเมืองหลวงของประเทศตุรกี ทำให้มีคนงานเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ บาดเจ็บอาการวิกฤติอีกหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่โรงงานผลิตจรวดและวัตถุระเบิดของบริษัท อุตสาหกรรมเคมีและเครื่องกล (MKE) ของรัฐบาลตุรกี ซึ่งห่างจากเมืองหลวงกรุงอังการา ไปทางตะวันออกเพียง 40 กม. เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 10 มิ.ย. 2566 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีคนงานเสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย

นายวาฮัป ซาฮิน ผู้ว่าราชการกรุงอังการา ระบุว่า เหตุระเบิดเป็นผลจาการทดลองทางเคมีที่ภาคการผลิตไดนาไมต์ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.45 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยตอนนี้ไม่มีคนงานติดอยู่ในซากปรักหักพังแล้ว

ด้านกระทรวงกลาโหมตุรกีเผยแพร่แถลงการณ์ของรัฐมนตรีช่วยฯ อัลปาสลาน คาวาคลิโอกลู ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาพวิดีโอจากภายในอาคารในเวลาก่อนเกิดระเบิดแล้ว และไม่พบอะไรผิดปกติเกิดขึ้นจนถึงช่วงเวลาการระเบิด “คนงานของเรากำลังทำงานตามปกติ แล้วจู่ๆ ก็เกิดระเบิดขึ้น” นายคาวาคลิโอกลู ระบุ

ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นของตุรกีเผยแพร่ภาพรถพยาบาลหลายคันถูกส่งมาที่โรงงาน และว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังรับมือกับการระเบิดขนาดเล็กที่ยังคงเกิดขึ้น โดยมีสมาชิกครอบครัวคนงานจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันใกล้จุดเกิดเหตุ เพื่อรอฟังข่าวบุคคลอันเป็นที่รัก

กระทรวงกลาโหมตุรกี ยืนยันว่า พวกเขาเริ่มการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้แล้ว เช่นเดียวกับสำนักงานอัยการท้องถิ่น

ส่วนประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อไม่นานมานี้ ได้รับแจ้งเกี่ยวกับเหตุระเบิดจาก นายยาซาร์ กูเลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว และออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อญาติของผู้เสียชีวิตด้วย

ทั้งนี้ MKE เคยเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลตุรกี ก่อนจะกลายเป็นบรรษัทในเวลาต่อมา กิจการหลักคือการผลิตยุทโธปกรณ์ป้อนให้แก่กองทัพตุรกี และส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกระสุนสำหรับปืนขนาดเล็กและอาวุธหนัก, ปืนใหญ่, ระเบิดสำหรับทิ้งจากเครื่องบิน, กับระเบิด, วัตถุระเบิดอื่นๆ และจรวด

MKE ยังมีผลิตภัณฑ์สำหรับฝ่ายพลเรือนด้วย เช่น เหล็ก, ทองเหลือง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเผย ปฏิบัติการโต้กลับของยูเครนเริ่มขึ้นแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2700916

เซเลนสกีเผย ปฏิบัติการโต้กลับของยูเครนเริ่มขึ้นแล้ว

10 มิ.ย. 2566 23:50 น.

เซเลนสกีเผย ปฏิบัติการโต้กลับของยูเครนเริ่มขึ้นแล้ว

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนยูเครน ยืนยันว่า ปฏิบัติการตีโต้ของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นแล้ว ขณะที่ผู้นำแคนาดาประกาศมอบความช่วยเหลือทางทหารก้อนใหม่ให้ยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ยืนยันในวันเสาร์ที่ 10 มิ.ย. 2566 ว่า ปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ของพวกเขา ซึ่งหลายฝ่ายคาดหมายกันมานานว่าจะเกิดขึ้น ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เซเลนสกีไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดว่าปฏิบัติการอยู่ในขั้นไหน

เซเลนสกีพูดถึงเรื่องดังกล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด แห่งแคนาดา ที่กรุงเคียฟ โดยระบุว่า “ปฏิบัติการตีโต้และป้องกันกำลังเกิดขึ้นในยูเครน แต่อยู่ในขั้นไหนนั้น ผมขอไม่พูดถึงรายละเอียด”

ทั้งนี้ คำพูดของเซเลนสกีเกิดขึ้นในขณะการต่อสู้ในพื้นที่ทางใต้และตะวันออกของยูเครนเริ่มรุนแรงขึ้น ท่ามกลางความคาดหมายว่า เป็นการโจมตีเพื่อปูทางไปสู่ปฏิบัติการตีโต้

มีรายงานว่า กองทัพของยูเครนรุกคืบเข้าใกล้เมืองบักห์มุต ในแคว้นโดเนตสก์ และเข้าใกล้เมืองซาปอริชเชียทางตอนใต้ พร้อมทั้งใช้การโจมตีระยะใกล้เล่นงานกองทัพรัสเซีย แต่การประเมินสถานการณ์แท้จริงในแนวหน้าเป็นเรื่องยาก ฝ่ายยูเครนอ้างว่าการโจมตีมีความคืบหน้า ขณะที่รัสเซียระบุว่า ต้านทานการโจมตีเอาไว้ได้

เมื่อวันศุกร์ รัสเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอการสัมภาษณ์ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน โดยผู้นำรัสเซียกล่าวว่า กองทัพยูเครนเริ่มการโจมตีตอบโต้ของพวกเขาแล้วอย่างแน่นอน แต่ความพยายามรุกคืบโจมตีประสบความล้มเหลว โดยมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

นักข่าวถามถึงเรื่องนี้กับเซเลนสกีที่งานแถลงข่าวเช่นกัน โดยผู้นำยูเครนระบุว่า คำพูดของปูตินนั้นเป็นคำพูดที่ “น่าสนใจ” ก่อนจะยักใหล่แล้วพูดว่า สิ่งสำคัญก็คือ รัสเซียรู้สึกว่าพวกเขาเหลือเวลาไม่มากแล้ว และฝากไปบอกปูตินด้วยว่า เหล่าผู้บัญชาการกองทัพยูเครนกำลังอารมณ์ดีมาก

อนึ่ง นายทรูโดเดินทางมากรุงเคียฟโดยไม่แจ้งกำหนดการล่วงหน้า เพื่อประกาศเรื่องการมอบแพ็กเกจความช่วยเหลือทางทหารก้อนใหม่มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์แคนาดาแก่ยูเครน พร้อมกับยืนยันสนับสนุนให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโตทันทีที่เงื่อนไขต่างๆ พร้อม และเสริมว่า จะมีการหารือเรื่องนี้ที่การประชุมสุดยอดนาโตที่เมืองวิลนิอุส ของลิทัวเนียในเดือนกรกฎาคมด้วย

ที่มา : bbc

ผลไม้พื้นเมืองสตูล ‘จำปาดะ’พืชGI แนะส่งขายจีนเพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736552

ผลไม้พื้นเมืองสตูล 'จำปาดะ'พืชGI แนะส่งขายจีนเพิ่มมูลค่า

ผลไม้พื้นเมืองสตูล ‘จำปาดะ’พืชGI แนะส่งขายจีนเพิ่มมูลค่า

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 08.56 น.

เริ่มแล้ว! สตูลฤดูกาลกินผลไม้พื้นเมือง จำปาดะ พืชGI อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แนะส่งขายจีนเพิ่มมูลค่า

11 มิถุนายน 2566 เริ่มแล้วฤดูกาลผลไม้พื้นเมืองจังหวัดสตูล โดยเฉพาะผลไม้ที่ได้รับการยกระดับเป็นพืช  GI  อย่างจำปาดะ  ซึ่งเป็นผลไม้พื้นเมืองที่มีลักษณะเด่น คล้ายผลขนุน มีรสชาติกลมกล่อม เนื้อละมุน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เริ่มให้ผลผลิตผู้ที่ชื่นชอบได้รับประทานในช่วงเดือนมิ.ย.ไปจนถึงเดือนส.ค.กันแล้ว

โดยในช่วงแรกนี้หลายสวนผลไม้ ให้ผลผลิตในล็อตแรกกันไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลกรัม และล็อตที่สองและสามประมาณ 3,000 กิโลกรัม โดยเฉพาะในสวนของเกษตรกรแปลงใหญ่จำปาดะอำเภอควนโดนของนายรอเสด ตาเดอิน ที่เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น จากกรมวิชาการเกษตร ที่มีการปลูกจำปาดะพันธุ์ขวัญสตูล , น้ำดอกไม้ และอีกหลากหลายสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อ 

โดยมีนางอัจฉรา  หลงสะเตีย อายุ 61 ภรรยาเป็นคนแปรรูปจำหน่าย และแปรรูปโชว์ตามงานสำคัญที่มีการประสานให้มีการออกบูธมาโชว์โดยเฉพาะใน งาน “เปิดอาคารตลาดสินค้าเกษตร สหกรณ์การเกษตรควนโดน จำกัด” ซึ่งมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ มาร่วมภายในงาน  ได้ร่วมรับประทานและชื่นชมในรสชาติ พร้อมแนะให้เกษตรกรรักษาคุณภาพเพื่อเปิดตลาดให้ประเทศจีนได้รู้จัก ความอร่อยของผลไม้พื้นเมือง อย่างจำปาดะของจังหวัดสตูลให้เป็นวงกว้างขวางมากยิ่งขึ้น 

สายพันธุ์จำปาดะที่นำมาแปรรูปด้วยการทอด นอกเหนือจากการทานแบบสดๆ โดยเลือกผลผลิตที่ไม่สุกฉ่ำเกินไปมาทอดเพราะอาจจะอมน้ำมันได้ แต่มีรสชาติหวาน ส่วนผลจำปาดะที่ไม่สุกมากเกิน อย่างพันธุ์ขวัญสตูลก็จะมีรสชาติที่แตกต่างกัน

สำหรับราคาจำปาดะจะมีการจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 70 – 200 บาทแล้วแต่สายพันธุ์ ส่วนการแปรรูปขาย 5 เม็ด 20 บาท.012

คุยกัน 7 วันหน : สำรวจความปลอดภัย ‘ระบบรางในอินเดีย’ หลังอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736458

คุยกัน 7 วันหน : สำรวจความปลอดภัย ‘ระบบรางในอินเดีย’  หลังอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

คุยกัน 7 วันหน : สำรวจความปลอดภัย ‘ระบบรางในอินเดีย’ หลังอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

รถไฟในเมืองบาลาซอร์ รัฐโอริสสา ทางตะวันออกของอินเดีย กลับมาวิ่งให้บริการอีกครั้งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ต้องหยุดวิ่งชั่วคราวเนื่องจากอุบัติเหตุรถไฟชนกันครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มิ.ย.ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 275 ศพและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 1,200 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายฟื้นฟูสภาพก็เร่งจัดการกับซากปรักหักพังบริเวณจุดเกิดเหตุ รวมถึงซ่อมแซมรางรถไฟจนทำให้ทั้งหมดเกือบจะกลับสู่ภาวะปกติแล้ว

ในส่วนของการสืบสวนหาสาเหตุ เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดจากความผิดพลาดในระบบส่งสัญญาณการสับเปลี่ยนรางโดยช่วงค่ำวันที่ 2 มิ.ย. ขณะที่รถไฟสายด่วน โคโรแมนเดล เอ็กซ์เพรสกำลังมุ่งหน้าไปทางใต้ ปลายทางเชนไนตรงข้ามรถไฟสายด่วน ฮาวราห์ซูเปอร์ฟาสต์ มุ่งหน้าไปทางเหนือมีผู้โดยสารรวมมากกว่า 2,000 คน ขณะที่รถขนส่งสินค้าจอดอยู่ที่ทางรถไฟ Loop line แต่ความผิดพลาดจากสัญญาณสับราง ทำให้รถไฟโคโรแมนเดล เอ็กซ์เพรส พุ่งชนรถไฟขนส่งสินค้าที่จอดอยู่บน Loop line ตกราง และชนกับ ฮาวราห์ ซูเปอร์ฟาสต์ ที่มุ่งหน้าทิศตรงกันข้าม นำไปสู่เหตุโศกนาฏกรรมรถไฟชนกันที่ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี ขณะที่รัฐมนตรีการรถไฟอินเดีย ระบุว่า สามารถระบุสาเหตุและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด

อุบัติเหตุทางรางของอินเดียครั้งล่าสุดนี้มีขึ้น ในขณะที่รัฐบาลพยายามโปรโมทให้การเดินทางด้วยรถไฟ เป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจและเป็นไปอย่างปลอดภัย แต่อุบัติเหตุทางรางของอินเดีย ก็นับเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง โดยเมื่อปี 1999 เกิดเหตุรถไฟสองขบวนชนกันในเบลกอลตะวันตก มีผู้เสียชีวิต285 ศพ และในปี 2010 ในรัฐเดียวกัน ก็เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกราง และชนเข้ากับรถไฟบรรทุกสินค้า คร่า 145 ชีวิต ถัดมาในปี 2016 รถไฟโดยสารที่วิ่งจากเมืองอินดอร์ ไปยังเมืองปัตนาตกราง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 160 ศพ

เฉพาะระหว่างปี 2017-2021 มีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุทางรถไฟไม่ต่ำกว่า 100,0000 ศพ โดยตั้งแต่อดีต มีรัฐมนตรีการรถไฟอินเดียเพียง 2 คน
เท่านั้นที่ออกมาประกาศลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดเหตุรถไฟชนกัน

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี พยายามที่จะกระตุ้นให้ปรับปรุง และยกระดับระบบราง ด้วยการผลักดันรถไฟอัตโนมัติความเร็วสูง (high-speed) ในเครือข่ายทางรางที่ใหญ่และพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแผนการดังกล่าวรวมถึงการจะใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบรางทั้ง 100% ภายในปี 2024และทำให้เครือข่ายระบบรางเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซีเมนส์ บริษัทวิศวกรรมรายใหญ่ของเยอรมนีได้รับคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ กับการสร้างรถไฟไฟฟ้า 1,200 ตู้ พร้อมด้วยการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นให้ช่วยวางระบบเทคโนโลยี และระบบการเงิน ในการสร้างรถไฟหัวกระสุนขบวนแรก ด้วยความยาว 508 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างมุมไบ-อาห์เมดาบัด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษว่า โครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟ ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถไฟอยู่บ่อยครั้งในอินเดีย ท่ามกลางคำถามว่า งบประมาณในการปรับปรุงและทำนุบำรุงระบบรางไปอยู่ที่ไหนหมด?

โครงข่ายรถไฟอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในโครงข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นมากว่า 160 ปี ตั้งแต่อินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ปัจจุบันมีขบวนรถไฟวิ่งราว 11,000 ขบวน มีพนักงานราว 1.3-1.4 ล้านคนแต่ละวันต้องรองรับผู้โดยสารราว 23 ล้านคน และขนส่งสินค้าราว3 ล้านตัน โดยมีรถไฟกว่า 21,000 ขบวน วิ่งอยู่บนเครือข่ายทั่วประเทศ คิดเป็นระยะทางราว 68,000 กิโลเมตร

จากการเก็บสถิติที่ผ่านมาพบว่า อุบัติเหตุทางรางราว 75% เกิดจากรถไฟตกราง ที่นำมาสู่การเกิดอุบัติเหตุใหญ่ตามมา โดยมีสาเหตุจากอุปกรณ์ส่งสัญญาณรุ่นเก่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้รับการดูแลที่ดี รางรถไฟเก่าเสียหาย และความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน รถไฟในอินเดียส่วนใหญ่ ยังไม่มีระบบป้องกันการชนแม้ในปัจจุบัน อินเดียมีระบบป้องกันการชน หรือ anti-train collision system ที่ชื่อว่า Kavach ที่จะทำให้รถไฟเบรกได้โดยอัตโนมัติ แต่ตอนนี้มีใช้เพียง 2% ในระบบรางทั่วประเทศ ระบบ Kavach ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ควบคุมรถไฟ สามารถหลีกเลี่ยงการให้สัญญาณผ่านทาง และการใช้ความเร็วสูงเกินกำหนด อีกทั้งยังช่วยระหว่างสภาพอากาศย่ำแย่ เช่น หมอกลงหนาจัด ด้วยการทำให้รถไฟเบรกได้โดยอัตโนมัติหากจำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ควบคุมความเร็วของรถไฟได้ดีขึ้น

แต่ด้วยมูลค่ามหาศาลของระบบ Kavach ที่จะมีมูลค่าสูงกว่า1 ล้านล้านรูปี หรือกว่า 4.2 แสนล้านบาทหากติดตั้งทั่วทั้งประเทศ จึงทำให้ระบบดังกล่าว ยังคงถูกใช้งานเป็นวงแคบเท่านั้น นี่จึงนับเป็นงานหิน ในการยกระดับระบบรางกว่า 65,000 กิโลเมตรทั่วประเทศอินเดีย

แต่หลายฝ่ายยังเชื่อว่าอุบัติเหตุร้ายแรงที่รัฐโอริสสาครั้งนี้ จะจุดประกายให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนและยกระดับการเดินทางทางรถไฟ ที่เป็นเสมือนหัวใจของชาวอินเดียได้โดยเร็ว

โดย ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736451

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich1

แหวกฟ้าหาฝัน : Claude Monet in Kunsthaus Zurich1

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานแนว Impressionism ผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่จะได้ชมอย่างจุใจเมื่อมาเยือน Kunsthaus Zurich หอศิลป์ที่มีผลงานแนว Impressionism จำนวนมากจัดแสดงอยู่นั่นคือ Claude Monet เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 1840 ณ กรุงปารีสโดยเป็นบุตรคนที่สองของ Claude Adolphe Monet และ Louise Justine Aubree Monet หลังเขาเกิด 5 ปีบิดาเขาย้ายไปอยู่ที่แคว้น Normandy เนื่องจากบิดาของเขาเป็นพ่อค้าขายส่งจึงต้องการให้เขาดำเนินรอยตามด้วยการทำธุรกิจค้าของชำ แต่เขากลับต้องการเป็นศิลปิน เขาจึงขอการสนับสนุนจากมารดา และเข้ารับการศึกษาทางด้านศิลปะตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปี เขาใช้เวลาฝึกฝนเพียงแค่ 4 ปี ก็เริ่มสามารถหาเงินได้จากการเขียนภาพ เมื่อมารดาของเขาเสียชีวิตในปี 1857 เขาต้องอยู่กับบิดาและน้า ปีต่อมา เขาได้พบกับ Eugene Boudin ซึ่งเขาถือว่าเป็นครูที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของเขาและได้รับการสนับสนุนให้มีทักษะในการวาดภาพกลางแจ้ง ในปี 1859 เขาได้มีโอกาสเข้าเรียนที่ Academia Suisse และได้พบกับ Camille Pissarro

อีก 2 ปีต่อมา เขาได้เข้ารับราชการทหารที่ Algeria ซึ่งกลายเป็นสถานที่ที่มีอิทธิพลต่อเขามากเพราะทำให้เขามีโอกาสที่จะศึกษาเรื่องแสงและสี ปี 1862 เขาป่วยจนต้องออกจากทหารและกลับไปอยู่ปารีสกับบิดา แต่เขาก็ได้รับอนุญาตให้ไปใช้ชีวิตในชนบทบ้างและได้พบกับ Pierre-Auguste Renoir และ Frederic Bazille จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้ง 3 คนรวมทั้ง Alfred Sisley ได้มีโอกาสวาดภาพด้วยกันบ่อยๆ ในช่วงเวลานั้นเขาได้มีโอกาสวาดภาพ Women in Garden ซึ่งเป็นภาพแรกๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงถึงกระนั้นก็ตาม เขากลับไม่สามารถส่งงานเข้าไปจัดแสดงที่ Salon อย่างสม่ำเสมอ ยิ่งหลังปี 1868 ด้วยแล้ว เขาแทบไม่เคยมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานเลย เพราะกรรมการเห็นว่าผลงานของเขาไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐาน

Poppy Field 1880

ในปี 1867 Camille Doncieux ชู้รักของเขาได้ให้กำเนิด Jean บุตรชายกับเขา แต่เนื่องจากเขาและชู้รักไม่ได้แต่งงานกันเป็นเรื่องเป็นราวจึงทำให้บิดาโกรธและตัดการสนับสนุนทางการเงิน เขาจึงต้องย้ายไปอยู่บ้านน้า ความที่เขารักบุตรชายมาก เขาจึงได้สร้างสรรค์งานเกี่ยวกับคนในครอบครัวไว้หลายชิ้น เช่น Child with cup, a portrait of Jean Monet ต่อมา Louis-Joachim Gaudibert นักสะสมงานศิลปะได้ช่วยให้เขาสามารถกลับมาคืนดีกับ Camille และเริ่มวาดภาพเกี่ยวกับผู้คนที่กลมกลืนไปกับภาพกลางแจ้ง เขาสามารถขายงานหลายชิ้นให้กับ Gaudibert จนทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก่อนที่จะมาได้รับการสนับสนุนจาก Gustave Caillebotte นักสะสมงานศิลปะอีกคนหนึ่ง ในที่สุดในวันที่ 28 มิถุนายน 1870 เขาก็ได้แต่งงานกับ Camille เขาและครอบครัวเดินทางหนีสงคราม Franco-Prussia ไปอยู่ที่ลอนดอนและเนเธอร์แลนด์ เขาได้กลับไปพบกับ Pissarro อีกครั้ง อีกทั้งยังได้พบกับ PaulDurand-Ruel นายหน้าขายภาพ เขาได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของ J.M.W.Turner และได้ใช้งานของ Turner เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานในเวลาต่อมา

ในฤดูใบไม้ผลิปี 1871 เขาถูกปฏิเสธในการขอเข้าร่วมส่งผลงานในนิทรรศการ RoyalAcademy ประกอบกับบิดาเสียชีวิต เขาเลยพาครอบครัวย้ายไปอยู่ Argenteuil และได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานที่นั่นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาในปี 1874 เขาเซ็นสัญญาเช่าบ้าน 6 ปีครึ่ง และย้ายไปอยู่บ้านใหม่ในเมืองเดิม และได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานจากที่นี่เพิ่มอีกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะภาพ panoramic ขนาดใหญ่ ในช่วงเวลานั้น ฐานะของเขาก็ลุ่มๆ ดอนๆ เนื่องจากผู้สนับสนุนใหญ่หยุดการสนับสนุน เขาขายภาพได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังพยายามร่วมกับเพื่อนกลุ่ม Impressionist จัดแสดงผลงานภายใต้ชื่อกลุ่ม Anonymous Society of Painters, Sculptors and Engravers เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกต่อต้านจาก Salon เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นกว่าศิลปินอื่นๆ ในกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลงานแนวทิวทัศน์ที่โดดเด่นและมีอัตลักษณ์

ในนิทรรศการครั้งแรกที่เก็บเงินค่าเข้าชม60 ฟรังซ์ ในปี 1874 นั้น แม้ Louis EdmondDuranty จะชื่นชมว่าผลงานของ Monet ถือเป็นการปฏิวัติอย่างแท้จริง แต่นักวิจารณ์ศิลป์ส่วนใหญ่วิพากษ์อย่างเสียหายจึงทำให้เขาไม่สามารถขายงานได้แม้แต่ชิ้นเดียว แม้จะตั้งราคาไว้เพียงแค่ชิ้นละ 1,000 ฟรังซ์ ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ยังเข้าร่วมจัดแสดงผลงานเช่นนี้ต่ออีก3 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถขายภาพได้เลย ทั้งMonet, Renoir, Pissarro, Morisot, Cézanneและ Sisley ต่างทดลองแนวทางใหม่ที่เน้นความจริงและปฏิเสธความมืดโดยเน้นการใช้แสงให้ดูโรแมนติก เหมือนจริงและดูสดใส หลังให้กำเนิด Michel บุตรชายคนที่สองในปี 1878 สุขภาพของภรรยาเขาทรุดโทรมลงมากMonet จึงจำเป็นต้องย้ายครอบครัวไปอยู่ Vetheuil ที่ซึ่งเขาต้องไปเช่าบ้านอยู่กับ Ernest Hoschede เจ้าของห้างสรรพสินค้าที่กลายเป็นผู้อุปถัมภ์คนใหม่และได้จ้างเขาสร้างสรรค์ผลงาน 4 ชิ้น โชคร้ายภรรยาของเขาเสียชีวิตในปีต่อมา ซ้ำผู้อุปถัมภ์ก็ล้มละลายทำให้เขาต้องย้ายออกจากบ้านกลับไปอยู่ปารีส

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเยือน Kunsthaus Zurich จะได้มีโอกาสชมผลงานในช่วงต้นของชีวิตเขาจำนวนหนึ่งไม่มากนัก แต่ก็ยังสามารถเห็นพัฒนาการของฝีไม้ลายมือได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะ The Dinner ปี 1869 แทบจะไม่เชื่อเลยว่าเป็นผลงานของ Monet เลยทีเดียว

Poppy Field near Vetheuil 1879

Poppy Field near Vetheuil 1879

The Dinner 1869

The Dinner 1869