ฮังการีส่งตัว “อาชญากรอันตรายที่สุดในโลก” เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปเบลเยียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2702809

ฮังการีส่งตัว “อาชญากรอันตรายที่สุดในโลก” เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปเบลเยียม

18 มิ.ย. 2566 15:47 น.

ฮังการีส่งตัว “อาชญากรอันตรายที่สุดในโลก” เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปเบลเยียม

ฮังการีส่งตัวอาชญากรอันตรายที่สุดในโลก ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปเบลเยียม หลังถูก Interpol ตั้งข้อหา หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ที่ลักลอบส่งโคเคนเข้ามายุโรป

18 มิถุนายน 2566 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงาน สำนักงานตำรวจในฮังการีแถลงเมื่อวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า ทางการฮังการีได้ทำการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังเบลเยียม ซึ่งผู้ต้องหาคนดังกล่าว เป็นผู้ต้องหาที่เป็น “หนึ่งในอาชญากรอันตรายที่สุดในโลก” โดยองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ Interpol ได้ตั้งข้อหา หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ที่ลักลอบส่งโคเคนเข้ามายุโรป

‘นายเซอร์จิโอ โรแบร์โต เด คาร์วัลโญ่ วัย 60 ปี มีฉายาว่า “ปาโบล เอสโกบาร์ แห่งบราซิล” ถูกส่งตัวไปยังประเทศเบลเยียมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยใช้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด’ สำนักงานตำรวจฮังการีระบุในการแถลงข่าว พร้อมกับเผยแพร่คลิปวิดีโอขั้นตอนการเคลื่อนย้ายตัวผู้ต้องหาที่ใช้มาตรการการคุ้มครองอย่างสูงสุด ตั้งแต่การนำตัวออกจากเรือนจำกรุงบูดาเปสต์ ไปยังสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศเบลเยียม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติบราซิลระบุว่า “ได้ติดตามล่าตัวผู้ต้องหารายนี้มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 หลังจากที่ได้ทำการยึดเงินสดจำนวนกว่า 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท ของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่เขาเป็นผู้นำ ในประเทศบราซิล”

ตั้งแต่นั้นมา นายเซอร์จิโอ โรแบร์โต เด คาร์วัลโญ่ ก็ตกเป็นเป้าหมายตาม ‘หมายแดง’ หรือ ‘Red Notice’ ของอินเตอร์โพล โดยมีตำรวจหลายประเทศ รวมทั้งบราซิลได้เรียกร้องให้ส่งเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดนในข้อหาค้ายาเสพติด การฟอกเงิน การปลอมแปลงเอกสาร รวมทั้งการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ

กระทั่งในที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจฮังการีก็สามารถทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาที่อันตรายที่สุดในโลกรายนี้ได้ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2565 ที่ฮังการี 

“แก๊งอาชญากรรรมของเขาเกี่ยวข้องกับการค้าโคเคนจำนวนกว่า 45 ตัน ในช่วงปี 2560-2562” ตำรวจฮังการีกล่าว เขาได้จัดฉากการเสียชีวิตเพื่อหลบเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีการใช้ข้อมูลระบุตัวตนที่แตกต่างกันอย่างน้อย 10 ชื่อ โดยการใช้เอกสารปลอม.

เครดิตภาพ © Politie Hongarije

เกษตรฯยกระดับคุณภาพ ทุเรียนภาคตะวันออกส่งตลาดจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738116

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพและการสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรเพื่อการส่งออกทุเรียนของประเทศไทยครั้งที่ 3/2566 โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้ความสำคัญในการควบคุมและป้องกันทุเรียนด้อยคุณภาพ เพื่อให้ผลผลิตทุเรียนที่จะส่งออกได้คุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานการส่งออกที่กำหนด โดยในปี 2566 หน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)ตลอดจน ผวจ.ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคเอกชน ได้ร่วมกันผลักดันการดำเนินงานอย่างเข้มข้น ยืนยันว่าทุเรียนไทยเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานเพื่อการส่งออก จึงขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยกันขับเคลื่อนจนเกิดความสำเร็จ ขณะนี้ได้รับรายงานว่าทุเรียนภาคตะวันออก มียอดการส่งออกสูงถึง 4.7 แสนตัน มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท

“หลังจากที่คณะทำงานฯ ได้ติดตามและขับเคลื่อนคุณภาพและมาตรฐานของทุเรียนภาคตะวันออกโดยกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจก่อนตัด-หลังตัด และการตั้งด่านคัดกรองตลอดจนการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออกไปจีน ตั้งแต่ 1. การควบคุมคุณภาพที่แหล่งผลิต (สวน) 2.การควบคุมคุณภาพผลผลิตที่ตลาดส่งออก (โรงคัดบรรจุ) และ 3.การเพิ่มความเข้มข้นโดยตั้งด่านตรวจคัดกรองเอกสารแหล่งผลิตทุเรียน มือตัดและล้งที่จะนำส่ง ก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศและในประเทศ ขณะนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งในเดือนมิถุนายน-ตุลาคมนี้ เป็นช่วงที่ผลผลิตผลไม้ภาคใต้จะเริ่มออกสู่ตลาด โดยภาคใต้กำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนและวันเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูกาลทุเรียนในฤดูกาลผลิต ปี 2566 ในพื้นที่ จ.ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี พันธุ์หมอนทอง เป็นวันที่ 10 มิถุนายน 2566 จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม โดยใช้โมเดลของภาคตะวันออกที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว เป็นต้นแบบดำเนินการในภาคใต้ เน้นย้ำให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ เข้าใจขั้นตอนและมาตรการต่างๆ โดยเตรียมลงพื้นที่ติดตามการควบคุมคุณภาพทุเรียนสำหรับส่งออกและบริโภคในประเทศในพื้นที่ภาคใต้เร็วๆ นี้” นายสุรเดช กล่าว

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร รายงานสถานการณ์การส่งออกทุเรียนสดจากประเทศไทยไปประเทศจีน สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-25 พฤษภาคม 2566 มีการส่งออก 28,755ชิปเมนต์ ปริมาณ 477,741.80 ตัน มูลค่า 62,387.97 ล้านบาท ในส่วนของการส่งออกผลไม้สดรวมส่งออก 52,128 ชิปเมนต์ ปริมาณ 911,204.37 ตันมูลค่า 81,671.07 ล้านบาท

‘เฉลิมชัย’ร่วมงาน วันทะเลทรายฯ’66 เน้นย้ำบทบาทสตรี จัดการที่ดินยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738118

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก ปี 2566 (Desertification and Drought Day 2023) ภายใต้แนวคิด “Her Land, Her Rights.บทบาท สิทธิสตรีกับการจัดการที่ดินและสิ่งแวดล้อม” โดยมี น.ส.ฉัตรประอร นิยม รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน หน่วยงานภายใต้คณะกรรมการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (United Nations Convention to CombatDesertification : UNCCD) ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า สหประชาติประกาศให้วันที่ 17 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ความเสื่อมโทรมของที่ดินและภัยแล้ง โดยปีนี้ UNCCDกำหนดหัวข้อ “Her Land, Her Rights. บทบาท สิทธิสตรีกับการจัดการที่ดินและสิ่งแวดล้อม” เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดการที่ดินสู่การฟื้นฟู และการบรรลุเป้าหมายความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน ความเท่าเทียมทางเพศ แบ่งเป็น 4 ด้าน ส่วนงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิถุนายน 2566 และสร้างความตระหนักในการเพิ่มโอกาสและบทบาทของสตรีต่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

ชู‘โคกเคียนโมเดล’สวนยางฯนราธิวาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738112

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนการยางแห่งประเทศไทย และหน่วยงาน/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานเพื่อบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ ที่สวนยางพาราของนายสุวิทย์ เพชรเกลี้ยงต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยเป็นสวนยางพาราต้นแบบที่มีการบริหารจัดการโรคใบร่วงชนิดใหม่ ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับน้ำหมักชีวภาพ และมีการทำการเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปกับการปลูกยางพารา ได้แก่ การปลูกโกโก้ในสวนยางพารา และการเลี้ยงไก่เนื้อ ทั้งนี้ รองปลัดฯ กล่าวชื่นชมและสนับสนุนให้มีการทำการเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปกับการปลูกยางพาราดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะให้ทดลองเลี้ยงแพะซึ่งถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีช่องทางรายได้เพิ่มขึ้น และมีทุนหมุนเวียนในการทำการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงาน/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พิจารณาความเป็นไปได้ในการทดลองดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าว

จากนั้นรองปลัดฯ และคณะได้ตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานสหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียนจำกัด ต.โคกเคียน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และรับฟังการบรรยาย เรื่อง “โคกเคียนโมเดล” โดยนายณัฐกิตติ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมการ ซึ่งนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสวนยางพารา โดยนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ การพัฒนาระบบตรวจสอบพิกัดและพื้นที่การปลูกยางพาราของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ พร้อมทั้งได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสวนยางพาราต้นแบบ ที่มีการปลูกพืชชนิดอื่นแซมการปลูกยางพารา เช่น พริกไทย เพื่อเป็นช่องทางรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ รองปลัดฯ ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของสหกรณ์ชาวสวนบ้านโคกเคียน จำกัด และมีข้อเสนอแนะให้ขยายผลและต่อยอดการดำเนินงานไปยังสหกรณ์อื่นๆ ต่อไป

‘อภัย’จับมือทส.ลดปลูกข้าวโพด แก้ปัญหาหมอกควันที่ภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738114

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมร่วมกับนายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อหารือแนวทางลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อแก้ปัญหาหมอกควัน (PM 2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เสนอแนวทางการแก้ปัญหา ดังนี้ 1.ส่งเสริมการปลูกข้าวกล้องในพื้นที่ลุ่มเพื่อทดแทนอาหารสัตว์ โดยการลดปริมาณการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เสื่อมโทรมหรือพื้นที่มีการเผาหลังเสร็จการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

2.สร้างอาชีพในพื้นที่เสื่อมโทรมที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาเป็นการปลูกกาแฟ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยยังมีการนำเข้ากาแฟจำนวนมาก ทั้งนี้ ขอให้มีการส่งเสริมปลูกกล้วยน้ำหว้าเพื่อป้องกันการปลูกกาแฟเบื้องต้น และเมื่อกาแฟโตได้ระยะหนึ่งก็ปลูกถั่วเขียวแบบ 45 เก็บเกี่ยวเพื่อเป็นอาหารสัตว์ เป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรช่วงที่รอกาแฟเติบโตพร้อมเก็บผลผลิต และยังสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตและแปรรูปจากกล้วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง และ 3.ปลูกยางพาราเป็นแนวป้องกันป่าและเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรในการปลูกพื้นที่ป่าทดแทนต่อไป

เปิดตัว 22 สาวทรานส์ ‘Miss International Queen 2023’ ชู 5 Soft Powers ผ่าน 6 โชว์ จาก 6 แบรนด์ดีไซน์เนอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738256

เปิดตัว 22 สาวทรานส์ ‘Miss International Queen 2023’ ชู 5 Soft Powers ผ่าน 6 โชว์ จาก 6 แบรนด์ดีไซน์เนอร์

เปิดตัว 22 สาวทรานส์ ‘Miss International Queen 2023’ ชู 5 Soft Powers ผ่าน 6 โชว์ จาก 6 แบรนด์ดีไซน์เนอร์

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

Miss International Queen 2023 จับมือ ททท. ชู 5 Soft Powers ของไทย ร่วม 6 ดีไซเนอร์ตัวท็อปครีเอทเสื้อผ้าด้วยไหมไทยจากศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิดแคทวอล์กสนั่น ด้วยลีลาไฮแฟชั่นของผู้เข้าประกวดจาก 22 ประเทศทั่วโลก ณ วัดพระราม อยุธยา วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2566

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กับการเปิดตัวผู้เข้าประกวด Miss International Queen 2023 จาก 22 ประเทศทั่วโลก ที่มาในรูปแบบแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทยจากศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิดฯ สไตล์โมเดิร์น ผ่าน 6 โชว์ จาก 6 แบรนด์ดีไซน์เนอร์ระดับประเทศ พร้อมนางแบบกิตติมศักดิ์ผู้ครองมงกุฎปีต่างๆ อาทิ คุณปอย ตรีชฎา และผู้ครองตำแหน่งปัจจุบัน คุณ Fuschia Anne Ravena จากฟิลิปปินส์ โดยรันเวย์ยาวทอดขนานไปกับฉากหลังอุทยานประวัติศาสตร์ มรดกโลก ณ วัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อลังการด้วยแสงสีเสียงจัดเต็มตระการตา เป็นเปิดตัวเวทีสาวทรานส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสมศักดิ์ศรี พร้อมทั้งประกาศ Soft Power ประเทศไทยให้ทั่วโลกได้เห็น

แฟชั่นโชว์เปิดตัวในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ตอบโจทย์หนึ่งใน 5 soft powers คือ F-ashion ที่ได้ดีไซเนอร์ไฮเอนด์จับมือรังสรรค์เสื้อผ้าในลุคโมเดิร์นชิกบนผ้าไทย ที่ดีไซน์เฉพาะเพื่อกองประกวด Miss International Queen ส่งเมสเสจเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทยทอด้วยศิลปะตกทอดสืบชั่วลูกหลาน แต่ก็โมเดิร์น ร่วมสมัย เทรนดี้ ใส่ได้จริง และสาวผู้เข้าประกวดจากทั่วโลก จาก 22 ประเทศ 22 วัฒนธรรมจะพาเครื่องแต่งกายในผ้าไทยของเรา ส่งภาพเป็นแรงกระเพื่อมเชื่อมโยงเครือข่ายโซเชียลมีเดียของสาวๆ และไปยังทั่วโลก ความแรงขนาดนี้ต้องมีแรงหนุนสุดครีเอทีฟไม่แพ้กัน จาก 6 แบรนด์ชั้นนำของประเทศไทยที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับจากแฟนผู้ติดตามทั่วโลก ดังนี้

1. Atelier Pichita คุณพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์

2. THEATRE คุณศิริชัย ทหรานนท์

3. ASAVA คุณพลพัฒน์ อัศวะประภา (คุณหมู)

4. WASHIRAWISH คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข (คุณอู๋)

5. KANAPOT คุณคณาพจน์ อุ่นศร

6. Zomo Zomo คุณหิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล (คุณส้มโอ)

การประกวด Miss International Queen 2023 ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วยเล็งเห็นความสอดคล้องด้านการสนับสนุนเรื่องของความเท่าเทียม และความเป็นตัวเองของคอมมูนิตี้ LGBTQI+ และสาธารณชนในวงกว้างที่กองประกวดยึดมั่นเป็น mission มาตลอด โดยในปีนี้ ททท.เน้นการเชื่อมโยงสู่การสร้างแบรนดิ้งของไทยผ่านคอนเซ็ปต์การตลาดเพื่อการท่องเที่ยว โดยชู Soft Power ทั้ง 5Fs ของไทย หวังสร้างความเชื่อมั่นในความอบอุ่น เป็นกันเอง รวมทั้งอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยที่โดดเด่นทั้ง 5 อันได้แก่  Food วัฒนธรรมการกิน, Fashion แฟชั่นเครื่องแต่งกายแบบไทย, Film ภาพยนตร์หรือซีรีส์, Fight มวยไทย และ Festival การละเล่นในเทศกาลที่สำคัญ เหล่าแฟนคลับสามารถติดตาม และส่งแรงเชียร์พร้อมติดตามฝีมือในการสร้างกระแสแรงดันทั้ง 5Fs ของทั้ง 22 สาวได้ตามช่องทางโซเชียลมีเดียของกองประกวด FaceBook, IG, YouTube กดไลค์ กดแชร์ และติดตามความเคลื่อนไหวได้ทุกวัน

ธีมสำหรับการประกวด Miss International Queen 2023 ในปีนี้ คือ “A CREATION” ครีเอทสิ่งที่เปี่ยมคุณค่าแก่สังคมให้มีค่าเหนือกว่าสิ่งอื่นใด เป็นเวทีให้สาวทรานส์เจนเดอร์จากทั่วทุกมุมโลกได้แสดงศักยภาพด้วยความเป็นตัวเอง ส่องแสงอย่างอิสระ บนเวที Miss International Queen ที่เป็นดั่งกระบอกเสียงของความแตกต่างอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ ในประเด็นสิทธิแห่งความเท่าเทียมนี้ กองประกวดได้ขยายพันธมิตร สร้างเครือข่ายแข็งแกร่ง ผนึกกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน มุ่งหน้าเน้นย้ำ เสริมสร้างแรงหนุน ความเข้าใจในมิติต่างๆ ในสังคมแก่คอมมูนิตี้ LGBTQI+ ปีนี้ กิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสาธารณชน และผู้สนใจ ในวันที่ 19 มิถุนายน เวลา 13.00น. ณ Central World บริเวณลิฟท์แก้ว ห้ามพลาดกับงานตั้งวงเสวนา หัวข้อ Pride for All ไฮไลต์ประเด็นความเท่าเทียม ในสถานการณ์ปัจจุบัน คุยกันอย่างเปิดใจ สร้างสรรค์ช่องทางพัฒนาเพื่อสังคมที่เปิดกว้าง อบอุ่นสำหรับผู้อยู่ไม่ว่าจะเป็น LGBTQI+ จากไทยหรือเป็นนักท่องเที่ยวมาจากที่ต่างๆ ทั่วโลก น่าสนใจแน่นอนกับนักพูด นักคิด นักปฏิบัติการ มือฉมังของไทย ได้แก่ คุณจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, คุณเกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ว่าที่สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และผู้จัดการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล, และคุณลักขณา ปันวิชัย (คำผกา) ดำเนินรายการโดย คุณนาตาเลีย เพลียแคม

และสำหรับกิจกรรม ที่เรียกเสียงเชียร์ห้างแตกกันมาทุกปีไม่เคยผิดหวัง สัมผัสวัฒนธรรมประจำชาติทั้ง 22 ประเทศทั่วโลกผ่านผู้เข้าประกวด นั่นคือ รอบการประกวดชุดประจำชาติที่ขนมาโชว์กันอย่างอลังการ และรอบความสามารถพิเศษ วันที่ 19 มิถุนายน ณ Central World บริเวณลิฟต์แก้ว เช่นกัน

ส่วนรอบ The Preliminary แฟนคลับ เตรียมตาแตกกับ โชว์ชุดราตรีและชุดว่ายน้ำ ในวันที่ 22 มิถุนายน ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จ. ชลบุรี

และวันมงลง หรือ รอบชิงชนะเลิศ The Coronation Night ลุ้นร้อน ลุ้นแรง ชี้ชะตาสาวงามจากประเทศใดจะได้ครองตำแหน่ง Miss International Queen ประจำปี 2023 ในวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ เมืองพัทยา จ. ชลบุรี

เกาะติดความเคลื่อนไหวของการประกวด Miss International Queen 2023 ได้ทาง https://www.facebook.com/MissInternationalQueen/

สามารถซื้อบัตรเข้าร่วมลุ้น ติดขอบเวที ไปกับเหล่าแฟนคลับจัดเต็มได้ที่ https://linktr.ee/miq2023 , LINE: @TiffanyShowPattaya โทร 038-421700, 081-6871722

พบกับกิจกรรมตลอดการเดินทางของ Miss International Queen 2023 Live Streaming

19 มิ.ย.

– 13.00 น. กิจกรรม Pride For All Talk by อีจัน Human Tone

– 14.00 น. กิจกรรมรอบการประกวดชุดประจำชาติ

– 15.00 น. กิจกรรมรอบการประกวดความสามารถพิเศษ

20 มิ.ย.

– 14.00 น. กิจกรรมคลาสเรียนบุคลิกภาพ โดย Muse by Metinee

22 มิ.ย.

– 14.00 น. กิจกรรมรอบ The Preliminary ถ่ายทอดสดทาง Ticketmelon

23 มิ.ย.

– 18.00 น. ถ่ายทอดเทปบันทึกภาพกิจกรรมรอบ The Preliminary ทาง Youtube

24 มิ.ย.

– 20.00 น. กิจกรรมรอบ The Coronation Night ทาง Ticketmelon

– 22.55 น. ถ่ายทอดเทปบันทึกภาพ The Coronation Night ทางช่อง 3HD และ Youtube

-(016)

กสศ.แนะสร้างงาน-อาชีพให้พ่อแม่เด็กยากจน ช่วยเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738252

กสศ.แนะสร้างงาน-อาชีพให้พ่อแม่เด็กยากจน ช่วยเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา

กสศ.แนะสร้างงาน-อาชีพให้พ่อแม่เด็กยากจน ช่วยเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.48 น.

ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตทางการศึกษา กสศ. แนะรัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วน สร้างงานสร้างอาชีพ ให้พ่อแม่เด็กยากจนยืนหยัดได้ และมีทางเลือกการศึกษายืดหยุ่นเพื่อเด็ก

เมื่อเร็วๆ นี้  ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยไทยพีบีเอส และThe Reporters จัดเวทีเสวนา ‘เปิดเทอมที่ไม่ได้เรียนต่อ’ เพื่อเสนอรายงานข้อค้นพบจากศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. โดยมีทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรม และนักการเมืองที่ทำงานด้านการศึกษาเข้าร่วมการเสวนา

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ. เปิดประเด็นว่า จากตัวเลขเด็กหลุดจากระบบที่ทางกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดสูงถึงกว่า 100,000 คน โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาความยากจนของครอบครัวที่ผลักให้เด็กต้องออกจากการเรียนเพื่อไปทำงานหาเงินแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ตนเห็นว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเช่นนี้ จะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด และผลักดันให้เป็นวาระเร่งด่วน เพราะปีการศึกษา 2566 จะเกิดปรากฎการณ์ที่มีเด็กหลุดจำนวนมาก เพราะครัวเรือนยากจนไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากช่วงโควิด-19 และหากยังไม่มีมาตรการที่เหมาะสม เด็กเหล่านี้จะหลุดออกนอกระบบการศึกษาและตกอยู่ในกับดักความยากจนข้ามรุ่นอย่างถาวร 

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า นโยบายที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ต้องประกอบไปด้วยมาตรการสร้างรายได้ให้ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งงานและเงินทุน เพื่อมีความสามารถในการอุปการะบุตรหลานของตัวเอง การมีทางเลือกการศึกษาที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น รวมถึงสวัสดิเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนที่ครอบคลุมทุกช่วงชั้น โดยเฉพาะอนุบาล ม.ปลาย สายอาชีพ และทุกรูปแบบการศึกษา  นอกจากนี้มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางการศึกษา จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนด้วย เช่น ค่าเดินทาง ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะไม่สามารถแบกรับค่าเดินทางในการไปเรียนหนังสือได้ 

“ในปีการศึกษา 2566 ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กำลังช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายระดับวิกฤตราว 1,100 คน ผ่านกลไกระดับพื้นที่ เพื่อให้ได้เรียนกับศูนย์การเรียนซึ่งเป็นเส้นทางการศึกษาทางเลือกที่วางแผนการเรียนและพัฒนาทักษะ Soft Skills ทักษะอาชีพเป็นรายคน ตามข้อจำกัดของเด็ก  ในจำนวนนี้รวมถึงเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและศูนย์ฝึกอบรม พ่อแม่วัยรุ่น”  ศ.สมพงษ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้รายงานข้อค้นพบจากการวิจัยเชิงลึก จำนวน 848 กรณีศึกษา ของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. พบว่า เด็กช่วงชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นกลุ่มที่อยู่ในภาวะวิกฤตหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด ทั้ง ๆ ที่อยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี  โดยพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เชื่อมโยงครอบครัวทั้งหมด ได้แก่ 1.ผู้ปกครองมีรายได้น้อย โดยรายได้ของครัวเรือนที่มีเด็กกลุ่มวิกฤตฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 900 บาทต่อเดือนต่อคน ในขณะที่หนี้สิ้นอยู่ที่ 40,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้แต่ละครอบครัวมีหนี้สินสูงกว่ารายได้ประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ 2.ผู้ปกครองไม่มีงานทำ และตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง 3.ไม่มีค่าเดินทางมาเรียน 4.ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว 5.ถูกทอดทิ้งไม่มีผู้อุปการะทางการศึกษา ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาได้

ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า การวิจัยในพื้นที่ยังพบว่าเด็กวิกฤตการศึกษาจำนวน 73 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า 1 ปัญหา โยงใยมาที่ครอบครัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพกายจิตใจ สวัสดิภาพความปลอดภัย   เมื่อเข้าสู่โปรแกรมช่วยเหลือพบว่าการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลืออย่างเดียว ไม่สามารถช่วยให้เด็กพ้นวิกฤตได้ แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ด้วย ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก ที่มุ่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจน สามารถยืนหยัดขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สามารถแก้ปมปัญหาที่แท้จริงได้

“จากการลงพื้นที่เราพบว่าครัวเรือนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง มองไม่เห็นโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก   ทัศนคติเหล่านี้ยังส่งผลลบมาถึงอนาคตทางการศึกษาของบุตรหลานอีกด้วย ในส่วนของการเดินทางมาเรียนก็เป็นอุปสรรคสำคัญ จำเป็นต้องมีสวัสดิการที่ช่วยเติมค่าเดินทาง หรือสวัสดิการรถรับส่งในชุมชนให้เด็กยากจนมาเรียนได้ เราพบว่าเด็กที่สามารถพ้นวิกฤตได้ยั่งยืนซึ่งมีอยู่จำนวน 32 เปอร์เซ็นต์ จากการช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นเพราะมีกลไกในพื้นที่สนับสนุนให้พ่อแม่สามารถมีอาชีพ ลืมตาอ้าปากได้  และมีทางเลือกการศึกษาที่เหมาะกับข้อจำกัดในชีวิตของเด็กและเยาวชนแต่ละคน”

ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา เป็นโครงการวิจัยพื้นที่และช่วยเหลือฉุกเฉินเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบบการศึกษาด้วยการเชื่อมโยง บูรณาการทุกหน่วยงานในพื้นที่ โดยความร่วมมือของ กสศ. กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงศึกษาธิการ 

นอกจากนี้มีการเปิดวงพูดคุยสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอกลไกความร่วมมือเพื่อรองรับภาวะวิกฤตเด็กหลุดจากระบบ โดยมี ศิริพร พรมวงศ์ หรือ ครูอ๋อมแอ๋ม ผู้ริเริ่ม Free From School เครือข่ายคลองเตยดีจัง ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าด้วยวิธีคิดของระบบการศึกษา ไม่ว่าจะวิธีคิดของครูในโรงเรียนที่มีการขู่ไล่เด็กออกจากโรงเรียนบ่อยครั้ง ไม่สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเด็ก หรือวิธีคิดในการให้คุณค่าของการเรียนในระบบและนอกระบบที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ปกครองมีความรู้สึกไม่สบายใจที่จะส่งลูกของตัวเองไปเรียนนอกระบบ

ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล และตัวแทนสภาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทย ยังเข้าร่วมแสดงความเห็นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ผลการศึกษาเหล่านี้สามารถถูกนำไปปฏิบัติและแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบได้จริง ผ่านกลไกทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ โดยในการทำงานจะมุ่งเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับร่วมมือและประสานกับเครือข่ายและชุมชนต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถเข้าใจปัญหาของเด็กหลุดนอกระบบการศึกษาได้อย่างถูกต้อง

-(016)

กรมพัฒน์ฯ โชว์ผลสำเร็จ ‘DBD SMART Local’ พัฒนาผู้ประกอบการชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738238

กรมพัฒน์ฯ โชว์ผลสำเร็จ ‘DBD SMART Local’ พัฒนาผู้ประกอบการชุมชน

กรมพัฒน์ฯ โชว์ผลสำเร็จ ‘DBD SMART Local’ พัฒนาผู้ประกอบการชุมชน

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.55 น.

​กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปักหมุดความสำเร็จ ไม่ถึงปี..DBD SMART Local ช่วยผู้ประกอบการชุมชน 210 ราย ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนทั้งในและต่างประเทศ มูลค่าการค้ารวมกว่า 65 ล้านบาท กว่าจะมีวันนี้ ต้องคลุกคลีและทำความเข้าใจผู้ประกอบการและสินค้าอย่างถ่องแท้ ก่อนร่วมกันวางแผน เรียนรู้ พัฒนา บ่มเพาะ และพาออกตลาดพบปะลูกค้าเพื่อสะสมประสบการณ์ มั่นใจ!! ความสำเร็จมาจากประสบการณ์และวิธีการแก้ไขปัญหาที่หลากหลาย เป็นการเพิ่มวัคซีนเสริมแกร่งผู้ประกอบการชุมชน ก่อนก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งใช่แค่การพัฒนาตนเองจนเข้มแข็ง แต่เป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจประเทศอีกทางหนึ่ง

​นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ผลสำเร็จของการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนตามแนวทาง DBD SMART Local คือ การที่ผู้ประกอบการมีความเข้าใจตนเองและความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี สร้างสรรผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาด และครองใจลูกค้าอย่างเหนียวแน่น จนก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพที่มีความแข็งแกร่ง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ภายใต้โครงการ ‘ขับเคลื่อนตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เศรษฐกิจยุคใหม่’ ซึ่งช่วยพัฒนาศักยภาพทางการตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการชุมชน

ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา กรมฯ ได้ช่วยผู้ประกอบการชุมชน 210 ราย ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการค้ากว่า 65 ล้านบาท นับเป็นความสำเร็จและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของผู้ประกอบการ กว่าจะมีวันนี้ได้ กรมฯ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ ต้องคลุกคลี เรียนรู้ ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างถ่องแท้ เพื่อคั้นเอาความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการและความพิเศษของสินค้ามาพัฒนาจนตรงตามความต้องการของตลาด รวมถึง เรียนรู้และวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งของตนเอง/สินค้า โดยต้องเร่งปิดจุดอ่อนที่เห็น-ขยายจุดแข็งที่พบอย่างรวดเร็วรอบคอบเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาด ซึ่งช่วยให้การประกอบธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างมั่งคง

ความสำเร็จของ DBD SMART Local เกิดจากการองค์ประกอบ 4 กิจกรรมสำคัญ คือ 1) การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีศักยภาพทางการตลาด 100 ผลิตภัณฑ์ (DBD Top 100 SMART Local) จากผู้ประกอบการ 43 จังหวัด

มาพัฒนาและต่อยอดให้มีความสมบูรณ์ 2) เพิ่มศักยภาพการตลาดและขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย 2.1 การจัดเสวนาเพิ่มศักยภาพการตลาด ‘ก้าวทันโลก 2566’ เพื่อเรียนรู้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยผ่านมุมมอง Mega Trend เทรนด์ธุรกิจ สินค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต ก่อนนำมากำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์

2.2 ฝึกเจรจาธุรกิจและจัดแสดงสินค้าอย่างมืออาชีพ โดยให้ผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์มานำเสนอแก่ซัพพลายเออร์จริงๆ พร้อมทั้งสอนเทคนิคการเจรจาขั้นสูง การนำเสนอสินค้า การโน้มน้าวใจ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ตลอดจน สอนเทคนิคการออกแบบและจัดดิสเพลย์สินค้าตามสถานที่ต่างๆ โดยดีไซน์เนอร์ด้านการจัดดิสเพลย์ระดับประเทศ เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่สำคัญ ก่อนที่จะทำการทดสอบตลาดกับกลุ่มผู้จัดจำหน่าย 10 แห่ง ซึ่งเกิดคำสั่งซื้อภายใน 1 ปี จำนวนกว่า 10 ล้านบาท

3) เชื่อมโยงและเจรจาจับคู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเชิญเทรดเดอร์ บายเออร์ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด โรงแรม ธุรกิจการตลาดแบบตรง และธุรกิจขายออนไลน์ 20 แห่ง มาร่วมเจรจาธุรกิจและคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชน DBD SMART Local จำนวน 51 ราย เจรจาธุรกิจ 220 คู่ สร้างมูลค่าการค้ากว่า 52 ล้านบาท นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้รับคำแนะนำเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดและตรงใจลูกค้า ทราบถึงเทรนด์สินค้าปัจจุบัน/อนาคตจากเทรดเดอร์ บายเออร์ อีกด้วย และ 4) กระตุ้นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ทางการตลาด ในงาน ‘SMART Local Fair ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น’ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยนำผู้ประกอบการชุมชนร่วมออกงาน 24 ราย จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 100 รายการ โดยมียอดจำหน่ายสินค้ารวม 5 วัน กว่า 2.8 ล้านบาท

ที่กล่าวมาเป็นการดำเนินงานที่ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนให้เป็นนักธุรกิจมืออาชีพ โดยเน้นที่การรู้จักตัวเอง รู้จักผลิตภัณฑ์ เรียนรู้ความต้องการของตลาด และพฤติกรรมลูกค้าทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะเป็นเข็มทิศสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการชุมชนมีทิศทางการวางแผนการตลาด/ผลิตสินค้าที่โดนใจตลาดและผู้บริโภคอย่างตรงจุด อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังคงเดินหน้าส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนให้มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง โดยมั่นใจว่าความสำเร็จของผู้ประกอบการมาจากประสบการณ์และวิธีการแก้ไขปัญหาที่หลากหลาย เป็นการเพิ่มวัคซีนเสริมแกร่งให้ธุรกิจ ก่อนก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาตนเองและธุรกิจจนมีความเข้มแข็งแล้ว ยังเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย” อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0 2547 4445 สายด่วน 1570 หรือ http://www.dbd.go.th และ Facebook Fanpage : DBD SMART Local 

 -(016)

สวทช. เปิดขุมพลังวิจัย ‘FoodSERP’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเวชสำอางไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738232

สวทช. เปิดขุมพลังวิจัย 'FoodSERP' ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเวชสำอางไทย

สวทช. เปิดขุมพลังวิจัย ‘FoodSERP’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเวชสำอางไทย

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.43 น.

19 มิถุนายน 2566 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (Service platform for food and functional Ingredients Group) พร้อมด้วยทีมวิจัย สวทช. เปิดบ้านให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์พิเศษ แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน หรือ ฟูดเซิร์ป FoodSERP ในกิจกรรม NSTDA Meets the Press พร้อมเข้าเยี่ยมชมแพลตฟอร์มบริการผลิตส่วนผสมฟังก์ชันอาหาร (Functional food Ingredients) โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค แพลตฟอร์มบริการผลิตเวชสำอาง (Cosmeceuticals) โรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง และ รวมถึงบริการด้านวิเคราะห์ทดสอบคุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ บนฐานความเข้มแข็งของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมส่วนผสมฟังก์ชัน อาหาร และเวชสำอางของประเทศ 

ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน (Service platform for food and functional Ingredients) สวทช. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหาร คือหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นเม็ดเงินมหาศาล ด้วยความได้เปรียบของไทยที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ในขณะที่ทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารโลก มุ่งไปสู่อาหารใหม่ หรืออาหารฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล็งเห็นถึงความสำคัญและโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันของไทย จึงได้ดำเนินการจัดตั้ง “แพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน” หรือ “FoodSERP” เพื่อให้บริการการผลิตและวิเคราะห์ทดสอบตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ส่วนผสมฟังก์ชัน และเวชสำอาง รวมถึงการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สำหรับทดลองตลาดและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในรูปแบบ One-Stop Service ในผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ส่วนผสมฟังก์ชัน  2.โปรตีนทางเลือก 3.อาหารเฉพาะกลุ่ม และ 4.สารสกัดเชิงหน้าที่ โดยผ่านการดำเนินงานเชิงบูรณาการของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสหสาขา ความพร้อมของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี เครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขยายผลงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์

“FoodSERP พร้อมให้บริการการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมภายใต้มาตรฐานสากล ได้แก่ โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค เป็นสถานที่ผลิตอาหาร ที่ได้รับมาตรฐานสากล Codex GHPs และ HACCP รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวทางการปฏิบัติที่ดีในการใช้จุลินทรีย์ในระดับอุตสาหกรรม หรือ Good Industrial Large Scale Practice (GILSP) ในสภาพควบคุมระดับ LS1 ซึ่งรองรับการผลิตจากจุลินทรีย์ทั่วไปและจุลินทรีย์ดัดแปลงพันธุกรรม รวมถึงกระบวนการชีวภาพต่างๆ

โรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอาง ให้บริการตั้งแต่การทดลองผลิตในสเกลขนาดเล็กเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง บริการขยายขนาดการผลิต และการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมด้วยมาตรฐาน ASEAN Cosmetic GMP”

ดร.กอบกุล กล่าวต่อว่า นอกจากโรงงานต้นแบบแล้ว FoodSERP ยังมีบริการสำคัญที่จะช่วยยกระดับและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร ส่วนผสมฟังก์ชันและเวชสำอาง ประกอบด้วย 

บริการสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ส่วนผสมฟังก์ชันอาหาร สารสกัดจากพืชและสมุนไพร และเวชสำอาง สำหรับใช้ทดสอบประสิทธิภาพ ทดสอบทางคลินิก หรือทดลองตลาด รวมถึงการเตรียมข้อมูลวิเคราะห์ทดสอบและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์

บริการสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนทางเลือกและอาหารเฉพาะบุคคล ด้วยเทคโนโลยีเอ็กซ์ทรูชัน และเทคโนโลยีการผลิตอาหารด้วยการพิมพ์ 3 มิติ 

บริการทดสอบประสิทธิภาพ คุณภาพและความปลอดภัยของส่วนผสมฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์ ได้แก่

• การทดสอบประสาทสัมผัสเชิงโมเลกุลด้านการรับรสและกลิ่น  

• การทดสอบเนื้อสัมผัสอาหาร และความหนืดของเครื่องดื่ม 

• การทดสอบการย่อยและการดูดซึมของตัวอย่างทดสอบ ด้วยแบบจำลองระบบทางเดินอาหาร 

• การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพต่างๆ เช่น ชะลอวัย ต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ ของส่วนผสม (ingredients) หรือผลิตภัณฑ์เวชสำอาง โดยใช้โมเดลผิวหนัง ทั้งในระดับเซลล์ (2D cells) เนื้อเยื่อผิวหนังสามมิติ (3D skin) และผิวหนังที่ได้จากอาสาสมัคร (ex vivo Skin)

• การทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้วยแบบจำลองปลาม้าลาย (zebrafish)  

• การทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้วยแบบจำลองลำไส้แบบ 3 มิติ 

นอกจากนี้ยังมีบริการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยืดอายุผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น อาหาร ผัก ผลไม้ และมีบริการการวิเคราะห์/ทดสอบสมบัติของบรรจุภัณฑ์พลาสติก 

สำหรับ FoodSERP จัดตั้งขึ้นในปลายปี 2565 โดยเป็นหนึ่งใน core business ของ สวทช. มีพันธกิจหลักในการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงความพร้อมด้านต่างๆ ไปสู่การใช้ประโยชน์จริงและส่งผลกระทบต่อประชาชนหมู่มากของประเทศ ผ่านการให้บริการการผลิตและวิเคราะห์ทดสอบอาหาร เวชสำอาง และส่วนผสมฟังก์ชัน ตามโจทย์ที่เป็นความต้องการเฉพาะ (Tailor made) ของลูกค้า ในรูปแบบ One-stop service โดยทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหลากสาขา มีวิทยาการความรู้ (know-how) และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่างๆ ที่พร้อมให้บริการ รวมถึงเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและมีมาตรฐานการผลิต ที่จะช่วยผู้ประกอบการในการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม แก้ปัญหาต่างๆ ในห่วงโซ่การผลิต เพิ่มความพร้อมของเทคโนโลยี การวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์ทั้งด้านประสิทธิภาพ คุณภาพและความปลอดภัย ตลอดจนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สำหรับผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ รวมถึงสร้างความเชื่อมโยงในการดำเนินงานกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน และสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมส่วนผสมฟังก์ชัน (Functional ingredients ) สมุนไพร และเวชสำอาง จากฐานทรัพยากรชีวภาพด้านการเกษตรและจุลินทรีย์ของประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืนตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG

-(016)

‘แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย’ตอบรับการขยายตัวของตลาด GO GREEN

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738223

'แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย'ตอบรับการขยายตัวของตลาด GO GREEN

‘แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย’ตอบรับการขยายตัวของตลาด GO GREEN

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.11 น.

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย (ManpowerGroup Thailand) ผู้นำธุรกิจให้บริการจัดหาคน-จัดหางานระดับโลกมากว่า70ปี ที่ช่วยสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับผู้สมัครงานและองค์กรมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลกพร้อมตอบรับกับการขยายตัวของธุรกิจที่กำลังให้ความสำคัญกับนโยบาย GO GREEN และการเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อม ลุยหาคนทำงานในอุตสาหกรรมสีเขียวให้สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการเน้นหาผู้สมัครงานและลูกค้าในกลุ่มพลังงานสะอาด รวมถึงบริษัทที่มีนโยบายการดำเนินงานด้านความยั่งยืน

นางสาวลิลลี่ งามตระกูลพานิช ผู้จัดการประจำประเทศไทย แมนพาวเวอร์กรุ๊ป กล่าวว่า “ในปัจจุบันหลายธุรกิจได้นำแนวคิดเรื่องความยั่งยืนมาปรับใช้กับองค์กรเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งผู้บริโภคและสังคมมักมองหาและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หรือใช้บริการจากองค์กรที่เอาใจใส่ในเรื่องของความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการเน้นหาผู้สมัครงานและลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว จึงเป็นการตอบรับนโยบาย GO GREEN เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและสังคม แต่ยังเป็นการสร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคมโดยรวม และเป็นแรงกระตุ้นให้องค์กรอื่น ๆ เข้าร่วมในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนและพลังงานสะอาดอีกด้วย”

สำหรับ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย การจับคู่ระหว่างผู้สมัครงานที่มีทักษะความสามารถในการทำงานตรงตามความต้องการขององค์กร เข้ากับรูปแบบธุรกิจที่ผู้ทำงานมีความถนัดและสนใจเป็นสิ่งที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างมากเพื่อให้ลูกค้าได้รับผลประโยชน์ที่สูงสุด รวมถึงยังต้องการเพิ่มประสิทธิผลให้กับลูกค้าอย่างตรงจุด ด้วยการรับฟังและเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้งผู้สมัครงาน และองค์กรโดยแมนพาวเวอร์กรุ๊ปมีแผนการดำเนินงานในการคัดเลือกและพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน เพื่อทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพดังกล่าว จะนำพาให้ลูกค้าเติบโตและสร้างผลกระทบที่ดีต่อองค์กรอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการค้นคว้าแนวโน้มและพัฒนาความเชี่ยวชาญในกลุ่มธุรกิจสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและลูกค้าในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้เข้าใจถึงความสำคัญของการเป็นผู้นำในการส่งเสริมความยั่งยืนและพลังงานสะอาด และจะดำเนินการให้บริการอย่างตรงจุดเพื่อสร้างความไว้วางใจและความพึงพอใจให้กับลูกค้า

ยิ่งไปกว่านั้นแมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทยได้มีแนวทางในการบริหารการทำงานของคนในองค์กรด้วยการให้รางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจแก่คนทำงานให้พนักงานงานรู้สึกถึงความสำคัญของตนเองต่อองค์กร และมีกำลังใจซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นการทำงานให้มีประสิทธิภาพแล้วยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจและสร้างความรู้สึกรักในงานที่ทำ รวมถึงสร้างสัมพันธ์ที่เข้มแข็งให้กับคนในองค์กรด้วยเช่นกันทั้งนี้การจัดอันดับและให้รางวัลเป็นวิธีหนึ่งที่แมนพาวเวอร์เลือกใช้ซึ่งได้ช่วยสร้างความกระตือรือร้นตลอดจนส่งผลให้คนทำงานรู้สึกว่าพวกเขามีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน และเป็นการสื่อสารกับสังคมว่าองค์กรมีความใส่ใจในเรื่องความยั่งยืนและพลังงานสีเขียว

อย่างไรก็ตาม วิสัยทัศน์นี้จะทำให้แมนพาวเวอร์กรุ๊ปสามารถเข้าถึงโอกาสในตลาดนี้ได้อย่างมากมายอีกทั้งการสร้างพันธมิตรกับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะช่วยเสริมสร้างฐานลูกค้าและสร้างความไว้วางใจในองค์กร ตลอดจนเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ในวงกว้างและเกิดเป็นความยั่งยืนอย่างแท้จริง

องค์กรหรือหน่วยงานที่สนใจบริการของแมนพาวเวอร์กรุ๊ป สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์0-2171-2399และเว็บไซต์www.manpowerthailand.com/th หรืออีเมล recruitmentthailand@manpower.co.th และทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย