ส้วมอุดตันเป็นเหตุ เครื่องบินอินเดียต้องลงจอดฉุกเฉินที่สหรัฐฯ

ส้วมอุดตันเป็นเหตุ เครื่องบินอินเดียต้องลงจอดฉุกเฉินที่สหรัฐฯ

12 มี.ค. 2568 09:01 น.

ส้วมอุดตันเป็นเหตุ เครื่องบินอินเดียต้องลงจอดฉุกเฉินที่สหรัฐฯ

เกิดเหตุการณ์ชุลมุนบนเครื่องบินโดยสารสายการบินแอร์ อินเดีย เมื่อห้องน้ำเสียเกือบทั้งลำ มีวัตถุบางอย่างอุดตันอยู่ในชักโครก และท่อระบายน้ำ นักบินตัดสินใจนำเครื่องบินวกกลับไปลงจอดที่สหรัฐฯ

วันที่ 12 มีนาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินโดยสาร เที่ยวบิน “AI 126” สายการบินแอร์ อินเดีย (Air India) เดินทางจากนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ของสหรัฐฯ ไปยังกรุงนิวเดลี ของอินเดีย แต่เกิดปัญหา ห้องน้ำเสียเกือบทั้งลำ มีวัตถุบางอย่างอุดตันอยู่ในชักโครก และท่อระบายน้ำ

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม นักบินต้องตัดสินใจนำเครื่องบินวกกลับไปลงจอดที่สนามบินชิคาโก หลังระบบห้องน้ำบนเครื่องบินจำนวน 8 ห้องจากทั้งหมด 12 ห้อง บนเครื่องบินโบอิ้ง 777-337 ลำนี้ ไม่สามารถใช้งานได้ และพบวัตถุบางอย่างอุดตันอยู่ในส้วม โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาทีหลังเครื่องขึ้นบิน ซึ่งขณะนั้นเครื่องบินกำลังบินอยู่เหนือกรีนแลนด์ และเที่ยวบินนี้ต้องใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมงครึ่งเดินทางกลับ รวมเป็นเวลากว่า 10 ชั่วโมงที่ผู้โดยสารต้องเผชิญกับความไม่สะดวก

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินได้นำสิ่งของที่ถูกทิ้งลงชักโครกออกจากระบบท่อ โดยพบว่ามีถุงพลาสติก เสื้อผ้า และผ้าอ้อม ทำให้ห้องน้ำอุดตันจนใช้งานไม่ได้

ทางด้านสายการบินแอร์ อินเดีย ออกแถลงการณ์ขอโทษผู้โดยสาร พร้อมยืนยันว่าความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด.

อดีตปธน.ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ถูกส่งขึ้นเครื่องบินไปศาลโลกที่เนเธอร์แลนด์

อดีตปธน.ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ถูกส่งขึ้นเครื่องบินไปศาลโลกที่เนเธอร์แลนด์

12 มี.ค. 2568 08:56 น.

อดีตปธน.ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ถูกส่งขึ้นเครื่องบินไปศาลโลกที่เนเธอร์แลนด์

โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ถูกส่งขึ้นเครื่องบินไปศาลโลกที่เนเธอร์แลนด์ เพื่อเผชิญข้อกล่าวหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

วันที่ 12 มีนาคม 2568 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เมื่อช่วงค่ำนายโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถูกควบคุมตัวขึ้นเครื่องบินออกเดินทางจากฐานทัพอากาศวิลลาเมอร์ ในกรุงมะนิลา ไปยังกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเผชิญคดีที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี จากข้อกล่าวหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติหลังจากอดีตประธานาธิบดีดูเตอร์เต เดินทางกลับจากฮ่องกง มาถึงสนามบินกรุงมะนิลา เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน แล้วถูกตำรวจเข้าจับกุมตัวที่สนามบินตามหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากนโยบายกวาดล้างยาเสพติดที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

โดยหลังจากเครื่องบินของดูเตอร์เตออกจากฐานทัพอากาศวิลลาเมอร์ ในช่วงค่ำ กลุ่มผู้สนับสนุนหลายร้อยคนรวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการส่งตัวของเขา บรรยากาศบริเวณฐานทัพเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยผู้ชุมนุมหลายคน ตะโกนข้อความสนับสนุนดูเตอร์เต และ ถือป้ายประท้วง การจับกุมและการส่งตัวเขาไปยังศาลโลก หลายคนเชื่อว่าการดำเนินคดีนี้เป็นเรื่องการเมือง และต้องการให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ปกป้องอดีตผู้นำของพวกเขา

ด้านนางซารา ดูเตอร์เต รองประธานาธิบดีและบุตรสาวของนายดูเตอร์เต ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การส่งตัวพ่อของเธอว่าเป็น การบังคับขืนใจ และกล่าวว่าครอบครัวของเธอจะต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอดีตประธานาธิบดี ขณะที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แถลงยืนยันว่า ดูเตอร์เตถูกควบคุมตัวภายใต้หมายจับของไอซีซี ซึ่งออกผ่านองค์การตำรวจสากล

ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ที่ดูเตอร์เตดำเนินการมาตั้งแต่สมัยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา จนถึงช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยตำรวจฟิลิปปินส์ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 คน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนบางแห่งประเมินว่าสูงถึง 30,000 คน พร้อมระบุว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นทั้งการโจมตีอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และมีผู้เสียชีวิตนับพันคน.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการดีขึ้นเล็กน้อย แม้ภาพรวมยังซับซ้อน

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการดีขึ้นเล็กน้อย แม้ภาพรวมยังซับซ้อน

12 มี.ค. 2568 05:15 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการดีขึ้นเล็กน้อย แม้ภาพรวมยังซับซ้อน

อาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังซับซ้อน และยังต้องได้รับออกซิเจนการไหลสูง

สำนักวาติกันอัปเดตอาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในคืนวันอังคารที่ 11 มี.ค. 2568 โดยระบุว่าสถานการณ์ทางคลินิกของโป๊ปฟรานซิสยังคงทรงตัว โดยแพทย์ระบุว่าอาการของพระองค์ดีขึ้นเล็กน้อย ภายใต้บริบทว่าอาการยังคงซับซ้อน และยังคงต้องรับการบำบัดด้วยออกซิเจนการไหลสูงผ่านท่อทางจมูกตลอดทั้งวัน

วันที่ 11 มี.ค. ยังถือเป็นวันครบรอบ 67 ปีที่พระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าร่วมเป็นสาวกของพระเยซู ซึ่งพระองค์เข้าร่วมพิธีฝึกปฏิบัติชีวิตจิต (spiritual exercise) ผ่านวิดีโอคอลล์ และสวดมนต์ภาวนาในโบสถ์ส่วนพระองค์ภายในห้องพักของโรงพยาบาลเจเมลลี ที่พระองค์ประทับรักษาตัวมาตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระชนมายุ 88 พรรษา ไม่ได้ปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะเลยนับตั้งแต่ทรงเข้าโรงพยาบาลเจเมลลี ในกรุงโรม เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2568 หลังเกิดอาการหายใจลำบาก ซึ่งผลการตรวจพบว่า พระองค์มีอาการปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง โดยพระองค์มีอาการทรงตัวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มี.ค. วาติกันระบุว่า ผลตรวจเลือดและการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาของโป๊ปฟรานซิสเป็นบวก ส่งผลให้แพทย์ยกเลิกคำวินิจฉัยโรคแบบ “ระมัดระวัง” ก่อนหน้านี้ โดยหมายความว่าพระองค์ไม่ได้อยู่ในอันตรายร้ายแรงอีกต่อไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : vaticannews

รบ.โปรตุเกสแพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ต้องเลือกตั้งใหม่ ครั้งที่ 3 ในรอบ 3 ปี

รบ.โปรตุเกสแพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ต้องเลือกตั้งใหม่ ครั้งที่ 3 ในรอบ 3 ปี

12 มี.ค. 2568 04:28 น.

รบ.โปรตุเกสแพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ต้องเลือกตั้งใหม่ ครั้งที่ 3 ในรอบ 3 ปี

รัฐบาลเสียงข้างน้อยของโปรตุเกสแพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ทำให้ประเทศต้องเตรียมจัดการเลือกตั้งกันใหม่เป็นครั้งที่ 3 ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยฝ่ายกลางขวาของนายกรัฐมนตรี ลูอิส มอนเตเนโกร แห่งประเทศโปรตุเกส พ่ายแพ้การลงมติไม่ไว้วางใจในวันอังคารที่ 11 มี.ค. 2568 ไปด้วยคะแนนเสียง 142 ต่อ 88

การแพ้โหวตไม่ไว้วางใจไม่ได้มีข้อผูกมัดให้ประธานาธิบดี มาร์เซโล เรเบโล เด เซาซา ต้องยุบสภา แต่เขาแสดงความชัดเจนไว้ก่อนแล้วว่า หากรัฐบาลแพ้โหวตเขาจะยุบสภา และคาดว่าการเลือกตั้งครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลเป็นผู้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจในครั้งนี้เอง หลังจากพรรคสังคมนิยม ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ประกาศว่าจะผลักดันกระบวนการสอบสวนของรัฐบาล เรื่องการจัดการธุรกิจของนายกรัฐมนตรีมอนเตเนโกร หลังจากเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ สื่อในประเทศรายงานถึงความผิดปกติในบริษัทที่เขาก่อตั้ง

บริษัทดังกล่าวมีชื่อว่า “สปีนุมวีวา” (Spinumviva) ถูกตั้งคำถามว่าทำไมบริษัทยังคงได้รับเงินก้อนโตจากลูกค้าเก่าของนายมอนเตเนโกร แม้เขาจะได้รับเลือกเป็นประธานพรรคสังคมประชาธิปไตย (PSD) กับหัวหน้าฝ่ายค้านในปี 2565 และโอนความเป็นเจ้าของบริษัทให้ภรรยากับลูกชายทั้งสองคนแล้ว

ความถูกต้องของการโอนความเป็นเจ้าของบริษัทให้ภรรยาก็ถูกพรรคฝ่ายค้านตั้งคำถาม เนื่องจากตามกฎหมายโปรตุเกส คู่สมรสจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกัน นายมอนเตเนโกรกับภรรยาจึงแก้ปัญหาด้วยการโอนความเป็นเจ้าของให้ลูกชายทั้งสองคนเมื่อ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา

แต่ก็ยังมีคำถามอีกว่า รายงานของบริษัทนี้มาจากที่ไหน, สปีนุมวีวาให้บริการอะไร และลูกค้าของบริษัทเป็นใครกันแน่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ยอมเปิดเผย

นายมอนเตเนโกรกล่าวว่า บริษัทนี้มีบริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว, อสังหาริมทรัพย์ และจัดหาเอาท์ซอร์ส ซึ่งสมาคมเนติบัณฑิตยสภาของโปรตุเกสกำลังตรวจสอบว่า บริษัทนี้ให้บริการที่มีแต่นักกฎหมายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ทำได้หรือไม่

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนจะเป็นโอกาสดีสำหรับพรรค “เชกา” ฝ่ายขวาจัดและพรรคใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ในการโจมตีรัฐบาลข้อหาคอร์รัปชัน แต่พวกเขาก็เพิ่งเผชิญเรื่องอื้อฉาวของตัวเอง เมื่อ ส.ส.ของพวกเขา 3 คน ถูกกล่าวหาในคดีอาชญากรรม โดยคนหนึ่งถูกตั้งข้อหาขโมยกระเป๋าเดินทางที่สนามบินลิสบอน

ตอนนี้ พรรคสังคมนิยม (Socialists) ของนาย เปโดร นูโน ซานโตส มีคะแนนนิยมเป็นอันดับ 1 ตามด้วยพันธมิตรพรรค PSD กับพรรคประชาชน (PP) แต่นักวิเคราะห์มองว่า ไม่มีพรรคการเมืองใหญ่พรรคใดที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะเกรงว่าประชาชนจะเบื่อหน่าย และไม่เลือกรัฐบาลใหม่ เพราะรัฐบาลปัจจุบันเพิ่งทำงานได้ไม่ถึง 1 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คุยชื่นมื่น ยูเครนรับข้อเสนอหยุดยิง สหรัฐฯ หวนแชร์ข่าวกรอง ช่วยเหลือทางทหาร

คุยชื่นมื่น ยูเครนรับข้อเสนอหยุดยิง สหรัฐฯ หวนแชร์ข่าวกรอง ช่วยเหลือทางทหาร

12 มี.ค. 2568 02:45 น.

คุยชื่นมื่น ยูเครนรับข้อเสนอหยุดยิง สหรัฐฯ หวนแชร์ข่าวกรอง ช่วยเหลือทางทหาร

ยูเครนตอบรับข้อเสนอหยุดยิงของสหรัฐฯ แล้ว ในการประชุมที่ซาอุดีอาระเบีย เหลือแค่ให้รัสเซียตัดสินใจ ขณะที่สหรัฐฯ จะหวนกลับมาช่วยเหลือยูเครน และแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของยูเครนกับสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ร่วมกันหลังจากทั้ง 2 ฝ่ายประชุมร่วมกันที่เมืองเจดดาห์ ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครน โดยนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า ยูเครนตอบรับข้อเสนอหยุดยิงที่พวกเขาเสนอแล้ว

“สหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอซึ่งยูเครนเห็นชอบ เพื่อเข้าสู่การหยุดยิงและเข้าสู่การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งนี้ ในรูปแบบที่คงทนยั่งยืน” นายรูบิโอระบุ

ด้านเจ้าหน้าที่ของยูเครนระบุว่า พวกเขาพร้อมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้มีการหยุดยิงกับรัสเซียชั่วคราวเป็นเวลา 30 วันในทันที ซึ่งข้อเสนอหยุดยิงนี้ต้องได้รับการยอมรับและบังคับใช้โดยรัสเซียด้วย โดยจะสามารถขยายเวลาออกไปได้หากมีการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย

นายรูบิโอระบุด้วยว่า ตอนนี้ขึ้นอยู่กับรัสเซียแล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไร โดยเขาจะนำข้อเสนอนี้ไปยื่นให้แก่รัสเซีย และหวังว่ารัสเซียจะตอบตกลง

ด้านนายไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผยว่า การประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ยูเครนกับสหรัฐฯ มีการคุยกันในรายละเอียดว่าสงครามจะจบลงอย่างถาวรได้อย่างไร และพวกเขาจะมีมาตรการอะไรเพื่อรับประกันความมั่นคงระยะยาว

นายวอลซ์บอกด้วยว่า เขาจะพูดคุยกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงฝ่ายรัสเซียภายในไม่กี่วันข้างหน้า ส่วนนายรูบิโอจะไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของชาติสมาชิก G7

ทั้งนี้ แถลงการณ์ร่วมระหว่างยูเครนกับสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ จะเลิกระงับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองให้ยูเครนทันที และกลับมาให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงแก่ยูเครนอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จับกัปตันเรือสินค้า ประมาทจนชนเรือน้ำมันในทะเลเหนือ ลูกเรือดับ 1 ศพ

จับกัปตันเรือสินค้า ประมาทจนชนเรือน้ำมันในทะเลเหนือ ลูกเรือดับ 1 ศพ

12 มี.ค. 2568 01:25 น.

จับกัปตันเรือสินค้า ประมาทจนชนเรือน้ำมันในทะเลเหนือ ลูกเรือดับ 1 ศพ

(ภาพ PAUL ELLIS / AFP)

ตำรวจอังกฤษจับกุมกัปตันเรือสินค้าที่ชนกับเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลเหนือเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฐานประมาทจนทำให้มีผู้เสียชีวิต

สำนักงานตำรวจมณฑลฮัมเบอร์ไซด์ เปิดเผยในวันอังคารที่ 11 มี.ค. 2568 ว่า พวกเขากำลังดำเนินการสืบสวนคดีอาชญากรรม เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เรือสินค้าชนกับเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลเหนือ จนทำให้เกิดระเบิดไฟลุกท่วมเรือทั้งสองลำเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

นายเครก นิโคลสัน หัวหน้าตำรวจสืบสวน ระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่จับกุมชายวัย 59 ปี ในฐานะผู้ต้องสงสัยข้อหากระทำการโดยประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หลังปฏิบัติการค้นหาลูกเรือสินค้าที่หายตัวไปสิ้นสุดลงโดยไม่พบตัว ทำให้เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตแล้ว

ตำรวจไม่เปิดเผยว่าผู้ที่ถูกจับกุมเป็นใคร แต่บริษัท “แอนสต์ รัสส์” (Ernst Russ) เจ้าของเรือสินค้าเปิดเผยว่า ชายคนดังกล่าวคือกัปตันเรือ ซึ่งเขากับลูกเรือทุกคนกำลังให้ความร่วมมือกับการสืบสวนอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เรือสินค้าชื่อ “โซลอง” (Solong) ติดธงของมาเดรา ดินแดนปกครองตนเองของโปรตุเกส เดินทางออกจากเมืองท่าเกรนจ์เมาท์ (Grangemouth) ในสกอตแลนด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (9 มี.ค.) และมุ่งหน้าไปยังเมืองรอตเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดินทางเรือโซลองกลับไปชนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อว่า “เอ็มวี สเตนา อิมแมคูเลท” (MV Stena Immaculate) ที่จอดทอดสมออยู่นอกชายฝั่งใกล้เมืองฮัลล์ในเวลาประมาณ 10.00 น. วันจันทร์ที่ 10 มี.ค. ตามเวลาของอังกฤษ ซึ่งช้ากว่าเวลาไทย 6 ชั่วโมง

เหตุชนกันทำให้เกิดการระเบิดและไฟลุกไหม้บนเรือทั้งสองลำ หน่วยยามฝั่งของอังกฤษช่วยเหลือลูกเรือได้อย่างปลอดภัย 36 คน แต่ลูกเรือเรือสินค้าสูญหายไป 1 คนและจนถึงตอนนี้ก็ยังหาไม่พบ ด้านบริษัทผู้ให้บริการเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ยอมรับว่า เชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นที่พวกเขาบรรทุกมารั่วไหลลงทะเลบางส่วน

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้เรือบรรทุกน้ำมันได้ในหลายชั่วโมงต่อมา แต่ยังไม่สามารถคุมเพลิงบนเรือสินค้าได้แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่วันอังคาร ขณะที่รัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรแสดงความเห็นไม่ตรงกันว่า เรือทั้งสองลำนี้จะยังสามารถลอยลำอยู่ได้ หรือมีความเสี่ยงจมลงใต้ทะเล

เจ้าของเรือโซลองยืนยันด้วยว่า เรือของพวกเขาไม่ได้บรรทุกสารโซเดียมไซยาไนด์ ตามที่มีรายงานก่อนหน้านี้ แต่ยอมรับว่ามีตู้คอนเทนเนอร์เปล่า 4 ตู้ที่เคยถูกใช้บรรจุสารเคมีพิษชนิดนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก กลุ่มติดอาวุธโจมตีรถไฟในปากีสถาน จับผู้โดยสารเป็นตัวประกัน

ช็อก กลุ่มติดอาวุธโจมตีรถไฟในปากีสถาน จับผู้โดยสารเป็นตัวประกัน

11 มี.ค. 2568 23:15 น.

ช็อก กลุ่มติดอาวุธโจมตีรถไฟในปากีสถาน จับผู้โดยสารเป็นตัวประกัน

กลุ่มติดอาวุธบุกโจมตีขบวนรถไฟในปากีสถาน พร้อมกับจับผู้โดยสารไม่ทราบจำนวนเป็นตัวประกัน หน่วยงานความมั่นคงกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอังคารที่ 11 มี.ค. 2568 ว่า นักรบติดอาวุธของกองทัพปลดปล่อยบาลูช (BLA) ในแคว้นบาลูจิสถาน ประเทศปากีสถาน บุกโจมตีขบวนรถด่วน “จาฟเฟอร์” ซึ่งกำลังพาผู้โดยสารหลายร้อยคนเดินทางจากเมืองเกตตาไปยังเมืองเปศวาร์ และจับตัวประกันเอาไว้จำนวนหนึ่ง

กลุ่ม BLA ซึ่งเป็นกองกำลังแบ่งแยกดินแดนในปากีสถาน ออกแถลงการณ์ว่า พวกเขาระเบิดรางรถไฟก่อนจะบุกขึ้นไปรถไฟขณะอยู่ที่เหตุซีบี (Sibi) อันห่างไกล และอ้างด้วยว่ารถไฟขบวนนี้ตกอยู่ใต้การควบคุมของพวกเขาแล้ว พร้อมเตือนว่าจะเกิดผลที่ตามมาอย่างร้ายแรงหากมีการพยายามช่วยเหลือตัวประกัน

อย่างไรก็ตาม ตำรวจปากีสถานบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า มีคนอย่างน้อย 3 คน รวมถึงคนขับรถไฟ ได้รับบาดเจ็บ กองกำลังความมั่นคงถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุแล้ว พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์และกำลังพยายามช่วยเหลือตัวประกัน ท่ามกลางรายงานว่ามีการยิงปะทะกันอย่างดุเดือด

ด้านนายมูฮัมหมัด คาชิฟ ผู้ควบคุมรถไฟเมืองเกตตา บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า มีผู้โดยสาร 400-450 คนซื้อหรือจองตั๋วโดยสารรถไฟขบวนที่เกิดเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่อาวุโสของกองทัพนายหนึ่งยืนยันกับบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่ของกองทัพมากกว่า 100 คนโดยสารอยู่บนรถไฟขบวนนี้ด้วย

ปัจจุบันยังไม่แน่ชัดว่ามีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันกี่คน แต่เจ้าหน้าที่การรถไฟเมืองเกตตาบอกกับบีบีซีว่า มีผู้หญิงกับเด็กอย่างน้อย 60 คนได้ลงจากรถไฟและเดินเท้าไปถึงสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดแล้ว โดยที่ยังไม่ทราบว่าชะตากรรมของผู้โดยสารคนอื่นๆ เป็นอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งเก็บภาษีเหล็กกล้า-อลูมิเนียมแคนาดา 50% ตอบโต้ออนแทรีโอขึ้นค่าไฟ

ทรัมป์สั่งเก็บภาษีเหล็กกล้า-อลูมิเนียมแคนาดา 50% ตอบโต้ออนแทรีโอขึ้นค่าไฟ

11 มี.ค. 2568 22:23 น.

ทรัมป์สั่งเก็บภาษีเหล็กกล้า-อลูมิเนียมแคนาดา 50% ตอบโต้ออนแทรีโอขึ้นค่าไฟ

ทรัมป์เพิ่มอัตราเก็บภาษีเหล็กกล้าและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากแคนาดาเป็น 50% ตอบโต้ที่รัฐออนแทรีโอสั่งเก็บค่าไฟฟ้าที่พวกเขาส่งออกให้สหรัฐฯ เพิ่มอีก 25%

ในวันอังคารที่ 11 มี.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีออกมาขู่ว่าเขาจะตอบโต้ หลังจากผู้นำรัฐออนแทรีโอในแคนาดา ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า จะเก็บค่าไฟฟ้าที่พวกเขาส่งให้สหรัฐฯ เพิ่มอีก 25% เพื่อตอบโต้กับการทำสงครามการค้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้

นอกจากนั้นนายทรัมป์บอกด้วยว่า พวกเขาจะตั้งกำแพงภาษีเหล็กกล้า (steel) และอลูมิเนียมแคนาดาในอัตราที่มากขึ้นกว่าแผนเดิมที่เขาวางเอาไว้

“จากที่ออนแทรีโอ แคนาดา ตั้งภาษีศุลกากรต่อ ‘ไฟฟ้า’ ที่เข้าสู่สหรัฐฯ ผมได้สั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของผม ให้เพิ่มกำแพงภาษีสำหรับเหล็กและอลูมิเนียมแคนาดาทั้งหมดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ จาก 25% เป็น 50% ทำให้แคนาดากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกตั้งกำแพงภาษีสูงที่สุดกว่าที่ใดในโลก” นายทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ในวันอังคาร

นายทรัมป์ยังประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติในรัฐที่รัฐออนแทรีโอขายพลังงานให้ ซึ่งได้แก่ นิวยอร์ก, มินนิโซตา และมิชิแกน พร้อมขู่ด้วยว่า เขาจะเก็บภาษีรถยนต์ที่สหรัฐฯ นำเข้าจากแคนาดาเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.เป็นต้นไป

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า “กำแพงภาษีรถยนต์นี้จะชัตดาวน์ธุรกิจการผลิตรถยนต์ของแคนาดาโดยพื้นฐานอย่างถาวร รถพวกนั้นสามารถผลิตได้อย่างง่ายดายในสหรัฐฯ”

ประกาศล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงเวลาเที่ยงคืนวันอังคารที่ 11 มี.ค. 2568 ซึ่งนายทรัมป์ขู่จะบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมทั้งหมดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% โดยข่าวนี้ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงทันที เนื่องจากความกังวลผลกระทบอาจเกิดกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ทั้งนี้เนื่องจาก สหรัฐฯ ซื้อเหล็ก (iron), เหล็กกล้า และอลูมิเนียมจากแคนาดามากที่สุด มีมูลค่าการนำเข้าอลูมิเนียมสูงถึง 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเหล็กกับเหล็กกล้าอยู่ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อลูมิเนียมที่ซื้อจากแคนาดายังคิดเป็น 41% ของอลูมิเนียมทั้งหมดที่สหรัฐฯ นำเข้าสู่ประเทศ ขณะที่เหล็กกับเหล็กกล้ามีอัตราส่วนอยู่ที่เกือบ 25%

ซีอีโอของบริษัท Alcoa หนึ่งในผู้ผลิตอลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เตือนว่า การตั้งกำแพงภาษีต่ออลูมิเนียมเพียงอย่างเดียวก็อาจทำให้มีคนตกงานในสหรัฐฯ มากถึง 100,000 ตำแหน่งแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มทส.เปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในไทยที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

มทส.เปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในไทยที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

มทส.เปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในไทยที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

โคราชทำถึง!! มหาวิทยาลัย มทส.เมืองย่าโมเปิดฟาร์ม ‘โชว์โรงงานผลิตอาหารสัตว์’ แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ยังคงอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมเชิญชวนร่วมเรียนรู้-สัมผัสประสบการณ์เกษตรครบวงจร

วันที่ 12 มีนาคม 2568 ที่โรงผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางวาสนา เหลืองลายวัณย์ ที่ปรึกษาฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และนายวิทิตย์ แสนขวา หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโรงประลองและยกระดับการผลิต โรงผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้ตรวจเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งถือเป็นโรงผลิตอาหารสัตว์ที่ยังคงอยู่ภายในมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ยังคงเดินเครื่องผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูปชนิดเม็ด จำหน่ายให้กับกลุ่มเกษตรกร ตัวแทนจำหน่าย สหกรณ์ และหน่วยงานราชการ รวมถึงนำมาใช้เลี้ยงโคนม แพะ และแกะ ภายในฟาร์มของมหาวิทยาลัยเอง  ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โดยเริ่มก่อตั้ง ใน ปี พ.ศ. 2540 งบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท กำลังผลิตเฉลี่ย 30  ตันต่อวัน วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งฝึกภาคปฏิบัติงานการเรียนการสอน รองรับงานวิจัย บริการวิชาการ ซึ่งได้ผลิตอาหารสัตว์ที่ได้รับการยอมรับและเชื่อมั่น โดยผ่านกระบวนการที่ควบคุมด้วยระบบ GMP  อาทิ อาหารเม็ด สูตร มทส. 112 สำหรับโคเนื้อ โคขุน , สูตร มทส. 114 สำหรับโคเนื้อ โคขุน อายุ 6 เดือนขึ้นไป  สูตร มทส. 016 สำหรับโดนมรีด ระหว่าง 201-305 วัน , สูตร มทส. 021 สำหรับโคนมระยะอุ้มท้องและระยะให้นม และสูตร มทส.214 ใช้สำหรับแพะขุนและแม่แพะอุ้มท้องไม่เกิน 3 เดือน

นางวาสนา เหลืองลายวัณย์ ที่ปรึกษาฟาร์มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา (มทส.) ได้มีการเปิดบ้านฟาร์มมหาวิทยาลัย เชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ เรียนรู้วิถีเกษตรครบวงจรจากของจริง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการรีดนมวัว การเลี้ยงม้า การดูแลสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ การเพาะเลี้ยงไก่พันธุ์โคราช ตลอดจนการเรียนรู้การผลิตอาหารสัตว์ที่ถูกต้อง และการทำเกษตรปลอดสารพิษ  ทั้งฟาร์มมหาวิทยาลัย มทส. ตั้งอยู่ในพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ เป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรที่มีมาตรฐาน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริงเกี่ยวกับภาคการเกษตรผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ภายในกิจกรรม เปิดบ้านฟาร์ม ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิตน้ำนมวัวคุณภาพ เรียนรู้วิธีการรีดนมอย่างถูกต้อง ไปจนถึงการดูแลม้า และฝึกขี่ม้าเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำการเลี้ยงสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ สุนัขสายพันธุ์ยอดนิยมที่ฉลาดและเป็นมิตร พร้อมสาธิตวิธีการดูแลอย่างเหมาะสม  อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเรียนรู้การเลี้ยงไก่พันธุ์โคราช ซึ่งเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น รวมถึงกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ที่มีมาตรฐาน เพื่อให้สัตว์ได้รับโภชนาการที่เหมาะสม นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ตั้งแต่การปลูกผักปลอดสารพิษ ไปจนถึงการจัดการฟาร์มให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าชมและสนใจเข้าศึกษาดูงาน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฟาร์มมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ โทร. 0-4422-5003 /// – 026

‘อัครา’ชูGIปลากะพงสามน้ำ ต่อยอดโครงการ1ท้องถิ่น1สินค้าฯ

‘อัครา’ชูGIปลากะพงสามน้ำ  ต่อยอดโครงการ1ท้องถิ่น1สินค้าฯ

‘อัครา’ชูGIปลากะพงสามน้ำ ต่อยอดโครงการ1ท้องถิ่น1สินค้าฯ

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร กลุ่มรักเกาะยอ ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา โดยกลุ่มรักเกาะยอ เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังทะเลสาบสงขลา หมู่ 4, 5, 8 ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา 32 ราย พื้นที่เลี้ยง 4.13 ไร่ รวม 294 กระชัง ผลผลิตเฉลี่ย 96 ตัน/ปี รายได้ 15.4 ล้านบาท/ปีได้รับมาตรฐาน GAP จากกรมประมง ปัจจุบันได้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าปลากะพงสดและอาหารทะเลอื่นๆ ตามคำสั่งซื้อ เช่น หมึก และกุ้งก้ามกรามทะเลสาบ จากกลุ่มเกษตรกรอำเภอใกล้เคียง จำหน่ายโดยตรงหน้าท่า พ่อค้า ร้านค้าในท้องถิ่น การขายออนไลน์ และการจัดแสดงสินค้า โดยกลุ่มมีการสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือด้านการตลาดกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงอื่นๆ ทั่วทั้งเกาะยอ สามารถควบคุมราคาตลาดปลากะพง ให้อยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดเป็นอาชีพหลักของสมาชิก ปัจจุบันกลุ่มรักเกาะยอขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ของ จ.สงขลา

สำหรับกรมประมง ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการเกษตรแปลงใหญ่ (ปลากะพง) งบประมาณปี 2565-2567 โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง 100,000 บาท และมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อใช้ในกระบวนการเลี้ยงและการแปรรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สามารถรักษาความสดของปลาจนถึงมือผู้บริโภค จัดส่งได้ทั่วประเทศ พร้อมจัดหาแหล่งเงินทุนในการพัฒนาการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพการแปรรูปที่ได้คุณภาพ และผลิตได้ตามความต้องการของตลาด จัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็นในการสนับสนุนด้านการแปรรูป รวมถึงการศึกษาดูงานการเลี้ยงและแปรรูปปลากะพง และสนับสนุนตลาด

นายอัครากล่าวว่า ได้มุ่งเน้นนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เช่น นโยบายยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูงด้วยการต่อยอดโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง สร้าง Brand หรือ Story ของจังหวัดหรือท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ และเป็นแนวทางพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรไทยที่สร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ที่ผ่านมา รมว.เกษตรฯ และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน ได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบกักกันโรคและสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ของกรมประมง ที่มาจากการเพาะเลี้ยงส่งออกมายังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งพิธีสารฯ ฉบับนี้ มี
เป้าหมายเพื่อให้ไทยสามารถส่งออกปลากะพงขาว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากการเพาะเลี้ยงชนิดแรก โดยคาดว่าจะสามารถส่งออกได้ปีละมากกว่า 50,000 ตันต่อปี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามนโยบายจะเกิดความสำเร็จได้จะต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนประชาสังคม รวมถึงเกษตรกรด้วย