แคนาดาเริ่มตอบโต้ ประกาศตั้งกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้าจากสหรัฐฯ 25%

แคนาดาเริ่มตอบโต้ ประกาศตั้งกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้าจากสหรัฐฯ 25%

4 เม.ย. 2568 01:34 น.

แคนาดาเริ่มตอบโต้ ประกาศตั้งกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้าจากสหรัฐฯ 25%

นายกรัฐมนตรีของแคนาดาประกาศมาตรการตอบโต้กำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะเก็บภาษีรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 25%

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 เม.ย. 2568 นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศว่าพวกเขาจะเก็บภาษีในอัตรา 25% ต่อรถยนต์ทุกคันที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (CUSMA) ซึ่งแคนาดา, สหรัฐฯ และเม็กซิโกทำร่วมกัน โดยจะไม่ส่งผลต่อชิ้นส่วนรถยนต์ และรถยนต์ที่ผลิตในเม็กซิโก

“การกระทำของประธานาธิบดี (ทรัมป์) กำลังมีผลสะท้อนต่อเนื่องที่นี่ ในแคนาดา และทั่วโลก” นายคาร์นีย์กล่าวในงานแถลงข่าว “การกระทำทั้งหมดนั้นไม่ชอบธรรม, ไม่มีเหตุอันควร และชี้นำในทางที่ผิด ตามความคิดของเรา”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของแคนาดาเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ จัดงานแถลงข่าวที่โรส การ์เดน ของทำเนียบขาว ประกาศและลงนามบังคับใช้มาตรการเก็บ “ภาษีพื้นฐาน” (baseline tariff) ในอัตรา 10% ต่อสินค้าทั้งหมดจากทุกประเทศที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ โดยจะเริ่มในวันเสาร์ที่ 5 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังประกาศจะเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) ต่อหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด โดยจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากประเทศเหล่านี้ในอัตราครึ่งหนึ่งจากอัตราภาษีที่ประเทศเหล่านี้ตั้งไว้ต่อสินค้าจากสหรัฐฯ (รวมภาษีพื้นฐานแล้ว) เริ่มในวันที่ 9 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะที่มาตรการเก็บภาษีรถยนต์ผลิตนอกประเทศที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% เริ่มมีผลบังคับใช้ไปแล้วหลังผ่านพ้นเที่ยงคืนวันที่ 2 เม.ย. ตามเวลาสหรัฐฯ และส่งผลต่อแคนาดาทันที โดยโรงงานสเตลแลนติส ในเมืองวินด์เซอร์ รัฐออนแทริโอ จะถูกปิดทำการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันจันทร์หน้า กระทบลูกจ้างกว่า 3,600 คน

และถึงแม้แคนาดาจะรอดพ้นจากภาษีต่างตอบแทนที่นายทรัมป์ประกาศ แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี 3 ชุดที่สหรัฐฯ บังคับใช้ก่อนหน้านี้ ได้แก่การตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาบางส่วนในอัตรา 25%, เก็บภาษีเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียมทั้งหมด 25% และภาษีรถยนต์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

แผ่นดินไหวพม่าคร่าแล้ว 3,085 ศพ หวั่นอากาศร้อน-ฝน ทำโรคระบาด

แผ่นดินไหวพม่าคร่าแล้ว 3,085 ศพ หวั่นอากาศร้อน-ฝน ทำโรคระบาด

3 เม.ย. 2568 23:43 น.

แผ่นดินไหวพม่าคร่าแล้ว 3,085 ศพ หวั่นอากาศร้อน-ฝน ทำโรคระบาด

ผู้เสียชีวิตในเมียนมาจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 3,000 ศพแล้ว ขณะที่องค์การอนามัยโลกเตือนว่า ความเสี่ยงเกิดโรคระบาดกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์กรช่วยเหลือหลายกลุ่มออกมาเตือนในวันพฤหัสบดีที่ 3 เม.ย. 2568 ว่า อากาศร้อนจัดกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก อาจทำให้เกิดโรคระบาดในหมู่ชาวเมียนมาที่รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยพวกเขายังคงต้องตั้งแคมป์หลับนอนกลางแจ้งมาจนถึงตอนนี้

เหตุแผ่นดินไหวระดับ 7.7 แมกนิจูด ที่เกิดขึ้นเมื่อ 28 มี.ค. สร้างความเสียหายไปทั่วประเทศเมียนมา สิ่งปลูกสร้างมากมาย รวมถึงบ้านและโรงพยาบาล ถูกทำลายหรือเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะที่บางชุมชนได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวจนทำให้ชาวบ้านไม่มีทั้งที่อยู่ อาหาร และน้ำใช้

รัฐบาลทหารเมียนมาเปิดเผยในวันพฤหัสบดีว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 3,085 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4,715 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 341 คน

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่าความเสี่ยงที่โรคอย่างอหิวาตกโรคกับโรคอื่นๆ จะระบาดในชุมชนที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวมากที่สุด อย่างเช่น ภาคมัณฑะเลย์ กับภาคสะกาย และกรุงเนปิดอว์ กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยพวกเขาได้เตรียมเสบียงยังชีพ รวมถึงถุงนอนมูลค่ารวม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อส่งให้เมียนมาแล้ว

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงเกิดโรคระบาดเพิ่มขึ้นมาจากการที่ศูนย์พยาบาลต่างๆ ในพื้นที่แผ่นดินไหว ได้รับความเสียหายไปกว่าครึ่ง โรงพยาบาลหลายแห่งในเมืองมัณฑะเลย์และกรุงเนปิดอว์ถูกทำลาย จนต้องเปิดเป็นโรงพยาบาลสนามเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย

ขณะเดียวกัน ผู้คนต้องตั้งแคมป์กลางแจ้งท่ามกลางอากาศร้อน 38 องศาเซลเซียส เพราะพวกเขาไม่กล้ากลับเข้าไปในบ้าน เนื่องจากยังมีโอกาสเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา

ดร.เอเลนา วูโอโล รองผู้อำนวยการของ WHO สาขาเมียนมากล่าวว่า วิกฤตระยะยาวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา อาจทำให้เกิดโรคระบาดหลายอย่าง ทั้งโรคผิวหนัง, มาลาเรีย และไข้เลือดออก แต่อหิวาตกโรค ยังคงเป็นโรคที่พวกเขากังวลเป็นพิเศษ เพราะมันเคยระบาดในมัณฑะเลย์มาแล้วเมื่อปีก่อน

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากพยากรณ์อากาศทำนายว่า จะมีฝนตกนอกฤดูกาลตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 6 เม.ย. ไปจนถึงวันที่ 11 เม.ย. ทำให้ความเสี่ยงเกิดการระบาดของโรคที่มีน้ำเป็นพาหะในหมู่ประชาชนที่ต้องอาศัยอยู่กลางแจ้งเพิ่มสูงขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ อินเดียเยือนไทย พบทักษิณ หารือความร่วมมือ 2 ประเทศ

นายกฯ อินเดียเยือนไทย พบทักษิณ หารือความร่วมมือ 2 ประเทศ

3 เม.ย. 2568 23:21 น.

นายกฯ อินเดียเยือนไทย พบทักษิณ หารือความร่วมมือ 2 ประเทศ

(ภาพจาก facebook / Narendra Modi)

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ได้พบนายทักษิณ ชินวัตร หลังเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และได้พูดคุยกันเรื่องความร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 เม.ย. 2568 นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดีย เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี โดยได้เข้าพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยที่ตึกไทยคู่ฟ้า และได้หารือประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ทั้งด้านความมั่นคง, เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว

ในวันเดียวกันนี้ นายโมดียังได้พบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย โดยผู้นำอินเดียได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่นชมนายทักษิณว่าเป็นเพื่อนของอินเดียด้วย

“เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เขามีประสบการณ์มากมายในด้านการบริหารและวางแผนนโยบาย เขายังเป็นมิตรที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย และมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นมากๆ กับ อาติล จี (อาตัล พิหารี วัชปายี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย)”

ข้อความของนายโมดีระบุอีกว่า “นายทักษิณกับผมพูดคุยกันยาวเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างอินเดียกับไทย และความร่วมมือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของประเทศเราได้อย่างไร เรายังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพมากมายในด้านต่างๆ เช่น การกลาโหม, การค้า, วัฒนธรรม และอื่นๆ”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอินเดียมีกำหนดการเข้าร่วมประชุม “บิมสเทค” (BIMSTEC) หรือ ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล สำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ ครั้งที่ 6 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือของกลุ่มประเทศแถบอ่าวเบงกอลในอนาคต มุ่งเน้นให้บิมสเทคเป็นภูมิภาคที่มั่งคั่ง ยั่งยืน ฟื้นคืน และเปิดกว้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ทรัมป์คอมเมนต์ครั้งแรกหลังประกาศภาษี หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งแรงต่อเนื่อง

ทรัมป์คอมเมนต์ครั้งแรกหลังประกาศภาษี หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งแรงต่อเนื่อง

3 เม.ย. 2568 21:57 น.

ทรัมป์คอมเมนต์ครั้งแรกหลังประกาศภาษี หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งแรงต่อเนื่อง

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความแรกหลังประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากทั่วโลก ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 3 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน “Truth Social” ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ของเขาเอง โดยกล่าวเป็นนัยถึงสหรัฐฯ ที่จะดีขึ้นหลังเขาประกาศตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากทั่วโลกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

“การผ่าตัดเสร็จแล้ว! คนไข้รอดชีวิต และกำลังฟื้นตัว การทำนายโรคระบุว่าคนไข้รายนี้จะแข็งแรงขึ้น, เติบใหญ่ขึ้น, ดีขึ้น และทนทานมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา” นายทรัมป์ระบุ และปิดท้ายด้วยสโลแกนประจำตัวของเขาว่า “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง!!!”

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ จัดงานแถลงข่าวที่ โรส การ์เดน ของทำเนียบขาว ประกาศและลงนามบังคับใช้มาตรการเก็บ “ภาษีพื้นฐาน” (baseline tariff) ในอัตรา 10% ต่อสินค้าทั้งหมดจากทุกประเทศที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ โดยจะเริ่มในวันเสาร์ที่ 5 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังประกาศจะเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) ต่อหลายสิบประเทศ ที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด โดยจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากประเทศเหล่านี้ในอัตราครึ่งหนึ่ง จากอัตราภาษีที่ประเทศเหล่านี้ตั้งไว้ต่อสินค้าจากสหรัฐฯ (รวมภาษีพื้นฐานแล้ว) เริ่มในวันที่ 9 เม.ย.ตามเวลาท้องถิ่น

ข่าวเรื่องมาตรการภาษีของนายทรัมป์ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยหลังเปิดตลาดในเช้าวันพฤหัสบดีได้ไม่นาน ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงไป 3.6% แล้ว ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.8% ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก ร่วง 4.8%

ขณะที่สถานการณ์ตลาดยุโรป ดัชนี FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรก็ลดลง 1.6% ในเช้าวันพฤหัสบดี ส่วนดัชนี Dax ของเยอรมนี ลดลง 2.5% ส่วนดัชนี Cac 40 ของฝรั่งเศสร่วง 3.2%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ส่ง จนท.ร่วม บก.ปคบ.บุกทลายโรงงานอาหารสัตว์เถื่อนจังหวัดนครปฐม

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ส่ง จนท.ร่วม บก.ปคบ.บุกทลายโรงงานอาหารสัตว์เถื่อนจังหวัดนครปฐม

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ส่ง จนท.ร่วม บก.ปคบ.บุกทลายโรงงานอาหารสัตว์เถื่อนจังหวัดนครปฐม

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เผย ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. บุกตรวจสอบสถานที่ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อนในจังหวัดนครปฐม พบลักลอบผลิตและแบ่งบรรจุอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต อายัดของกลางมูลค่ารวมกว่า 3.3 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ประกอบด้วย สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองสารวัตรและกักกัน กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม ปฏิบัติการร่วมกับตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ). ในการบุกตรวจสอบแหล่งผลิตอาหารสัตว์เถื่อนในจังหวัดนครปฐม ตามที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่า มีการลักลอบผลิตอาหารสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์และตำรวจ บก.ปคบ. ร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของสถานที่ต้องสงสัย ก่อนขอหมายค้นจากศาลจังหวัดนครปฐม และเข้าตรวจสอบสถานประกอบการดังกล่าวในตำบลทัพหลวง อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

ขณะเข้าตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการดังกล่าวกำลังดำเนินการผลิตอาหารสัตว์โดยใช้เครื่องบรรจุซองอัตโนมัติและภาชนะบรรจุอาหารสัตว์ โดยมีบุคคลที่แสดงตัวเป็นผู้จัดการสถานประกอบการ แต่ไม่สามารถนำใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์มาแสดงได้ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 15 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าหน้าที่ได้อายัดเครื่องจักร อุปกรณ์ และอาหารสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตทั้งหมด 29 รายการซึ่งประกอบด้วย อาหารสัตว์ 10 รายการ มูลค่า 1,806,915 บาท ซองบรรจุผลิตภัณฑ์ 11 รายการ มูลค่า 1,117,971 บาท และเครื่องมือเครื่องจักร 8 รายการ มูลค่า 416,400 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,341,286 บาท นอกจากนี้ ยังได้เก็บตัวอย่างอาหารสัตว์จำนวน 3 ตัวอย่าง เพื่อส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์

คณะเจ้าหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อความปลอดภัยของทั้งสัตว์และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หากพบการกระทำผิด กรมปศุสัตว์จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้ที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

– 006

ผู้ช่วยฯร่วมทำน้ำปลาจาก‘หมอคางดำ’

ผู้ช่วยฯร่วมทำน้ำปลาจาก‘หมอคางดำ’

ผู้ช่วยฯร่วมทำน้ำปลาจาก‘หมอคางดำ’

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดกิจกรรมฝึกอาชีพ แปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำปลา จากปลาหมอคางดำ โดยมีนายวีระศักดิ์ สัจจะปกาสิต ผอ.ส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำจังหวัดสมุทรสาครนายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร

ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า ที่ผ่านมา จ.สมุทรสาคร ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในแหล่งน้ำสาธารณะ และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร โดยภาครัฐมีมาตรการต่างๆ ออกมาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือมาตรการลงแขกลงคลอง กำจัดปลาหมอคางดำ มาทำน้ำปลา โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร บูรณาการร่วมกับเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร และภาคเอกชน นำปลาหมอคางดำที่จับได้ มาแปรรูปเป็นน้ำปลา ภายใต้แบรนด์ “หับเผยสมุทรสาคร”เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขังและเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำในวงกว้าง

สำหรับพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นเรือนจำชั่วคราวบางหญ้าแพรก สังกัดเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งอยู่ด้านข้างภายนอกเรือนจำ มีเนื้อที่ 2 ไร่ 50 ตารางวาเป็นสถานที่ควบคุมอบรมและฝึกวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังชั้นดี ในรูปแบบของแปลงเกษตร บ่อเลี้ยงปลา พื้นที่เลี้ยงสัตว์ และลานแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยกิจกรรมผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำครั้งนี้ ใช้ปลาหมอคางดำ ที่จับได้เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ประมาณ 500 กิโลกรัมมาทำเป็นวัตถุดิบ ในสัดส่วน 1 ต่อ 4 คือเกลือ 1 ส่วนต่อปลาหมอคางดำ 4 ส่วนซึ่งเป็นสูตรแบรนด์น้ำปลาใน จ.เพชรบุรีที่การันตีความหอมและรสชาติถูกปากทุกคน ซึ่งหลังจากนี้มีการต่อยอดแบรนด์น้ำปลาหับเผยสมุทรสาคร ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ฉก.พญานาคราชลุยจับ เมล็ดฝ้ายเถื่อนมูลค่า1.8ล้าน

ฉก.พญานาคราชลุยจับ  เมล็ดฝ้ายเถื่อนมูลค่า1.8ล้าน

ฉก.พญานาคราชลุยจับ เมล็ดฝ้ายเถื่อนมูลค่า1.8ล้าน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) พญานาคราช กล่าวภายหลังนำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการลักลอบนำเข้าเมล็ดฝ้าย ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง โดยเข้าตรวจสอบ 2 จุด คือ 1.ท่าเรือแหลมฉบัง และ 2.ที่ตั้งบริษัทที่นำเข้าเมล็ดฝ้าย เขตทุ่งครุ กทม.

เบื้องต้นเข้าตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าเมล็ดฝ้าย ที่ท่าเรือแหลมฉบัง พบข้อมูลในระบบแจ้งนำเข้าสินค้าของด่านตรวจพืช (NSW) มีชื่อผู้นำเข้ารายเดียวกันกับที่มีการแจ้งการนำเข้ากากเมล็ดฝ้ายไว้กับด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และจากการประสานข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง พบว่าตู้สินค้าทั้งหมดถูกปล่อยออกไปจากเขตท่าเรือแหลมฉบัง แล้ว จึงขยายผลไปยังโกดังให้เช่าเก็บสินค้า เลขที่ 319/10 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ พบว่าในโกดังมีเมล็ดฝ้าย 231,942 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1,831,876.29 บาท ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งการตรวจค้นพบว่าสินค้าเป็นเมล็ดฝ้ายจริงตามที่ได้รับข้อมูล สำหรับสินค้าที่สำแดงอันเป็นเท็จ มีความผิดตามมาตรา 8 พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และแก้ไขเพิ่มเติม (นำเข้า
สิ่งต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต) และสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จในเอกสารแจ้งการนำเข้า และความผิดตามมาตรา 202, 244 และ 252 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 และความผิดตามมาตรา 8 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จึงแจ้งข้อกล่าวหา และเก็บตัวอย่างสินค้า มอบให้พนักงานสอบสวน อายัดห้ามเคลื่อนย้ายไว้ในโกดัง เพื่อดำเนินคดี โดยลงบันทึกจับกุมที่ สภ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

พด.คัดเกษตรกรดีเด่น ด้านพัฒนาที่ดิน-หมอดินอาสา

พด.คัดเกษตรกรดีเด่น ด้านพัฒนาที่ดิน-หมอดินอาสา

พด.คัดเกษตรกรดีเด่น ด้านพัฒนาที่ดิน-หมอดินอาสา

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดี กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่าได้รับมอบหมายจากทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จาก 16 สาขาอาชีพโดยให้ความสำคัญแก่หมอดินอาสา ที่ทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการพัฒนา ดูแลดินและที่ดินทางการเกษตร นับตั้งแต่ปี 2538 พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น ปี 2568 ซึ่งคัดเลือกจากหมอดินอาสา 77,777 คน ที่มีผลงานดีเด่น มีความรู้ความสามารถ ในการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร รวมทั้งเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะประกาศผลการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 ภายในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สำหรับเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศลำดับที่ 2-3 จะได้รับโล่เงินและโล่ทองแดง นอกจากนี้หมอดินอาสาดีเด่น ในลำดับ 1-2จะได้รับโล่ พร้อมรางวัลเงินสด ในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน(23 พฤษภาคม)

ด้านนายพชร อริยะสกุล ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการฯ มี 2 ระดับ คือคณะกรรมการในระดับเขต เพื่อคัดเลือกหมอดินอาสาที่โดดเด่นที่สุด เป็นตัวแทนระดับเขตจากสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1–12 ส่งมายังคณะกรรมการคัดเลือกระดับกรม เพื่อพิจารณาคัดเลือกจากผลงาน รวมถึงการลงพื้นที่คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหมอดินอาสาดีเด่น มีหลักเกณฑ์และคุณสมบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้ เป็นเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตร มีสัญชาติไทย ประพฤติดี ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละเพื่อส่วนรวม มีผลงานดีเด่นให้ส่วนรวมนำไปใช้ประโยชน์ได้ พื้นที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เคยได้รับพระราชทานโล่รางวัลเกษตรกร/บุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ สาขาเดียวกันมาก่อน นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์การให้คะแนนความคิดริเริ่ม พยายามฟันฝ่าอุปสรรค มีผลสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ เป็นผู้นำ ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ

อนึ่ง วันพระราชพิธีพืชมงคลนับตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ลงมติให้เป็น“วันเกษตรกร” ประจำปี โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม 2568

กรมชลฯเดินหน้า ‘บางระกำโมเดล’ ขยายอีก6หมื่นไร่ ทำนาก่อนน้ำหลาก

กรมชลฯเดินหน้า  ‘บางระกำโมเดล’  ขยายอีก6หมื่นไร่  ทำนาก่อนน้ำหลาก

กรมชลฯเดินหน้า ‘บางระกำโมเดล’ ขยายอีก6หมื่นไร่ ทำนาก่อนน้ำหลาก

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ หรือ “โครงการบางระกำโมเดล” ต่อเนื่อง เป็นปีที่ 9 โดยได้จัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกไว้ 390 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เนื่องจากปริมาณน้ำสะสมจากช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ปีนี้สามารถขยายพื้นที่โครงการจาก 265,000 ไร่ เป็น 327,000 ไร่ โดยเริ่มทยอยส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2568 เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกพร้อมกัน และเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากช่วงกลางเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นไปตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูก ช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม อีกทั้งช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนบน รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยระหว่างนั้นเกษตรกรยังใช้ประโยชน์จากพื้นที่แก้มลิง สร้างรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง เก็บกักน้ำไว้ใช้เป็นน้ำต้นทุนทำเกษตรกรรมและการอุปโภค-บริโภคในปีถัดไป

อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่า “บางระกำโมเดล” เป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด สามารถลดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจากฤดูน้ำหลาก ทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุดตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นักเรียน รร.อุดมดรุณี คว้าแชมป์ ‘SiT Talks 2025’ ถ่ายทอดมุมมอง ‘วิตามินดี มีดีกว่าที่คิด’

นักเรียน รร.อุดมดรุณี คว้าแชมป์ 'SiT Talks 2025' ถ่ายทอดมุมมอง 'วิตามินดี มีดีกว่าที่คิด'

นักเรียน รร.อุดมดรุณี คว้าแชมป์ ‘SiT Talks 2025’ ถ่ายทอดมุมมอง ‘วิตามินดี มีดีกว่าที่คิด’

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.08 น.

“น.ส.ปริยาภัทร ทองอิ่ม” โรงเรียนอุดมดรุณี จ.สุโขทัย คว้าแชมป์ SiT Talks 2025 ถ่ายทอดมุมมอง “วิตามินดี มีดีกว่าที่คิด” ขณะที่ ผอ.อพวช.หรือ NSM ชี้สามารถนำเสนอเนื้อหาวิทยาศาสตร์ให้โดดเด่นและน่าสนใจให้ทุกคนเข้าใจได้ภายใน 3 นาที ถือว่าไม่ง่าย 

4 เมษายน 2568 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM จัดการแข่งขัน “SiT Talks: Science inspired by Teen 2025” รอบชิงชนะเลิศ เพื่อเฟ้นหาเยาวชนนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มาเล่าวิทย์ให้ว้าวใน 3 นาที ที่ห้อง IT Theater พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ NSM ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมีผู้เข้าแข่งขัน จำนวน 728 คนและผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 25 คน

ผลการแข่งขันปรากฏว่า น.ส.ปริยาภัทร ทองอิ่ม โรงเรียนอุดมดรุณี จ.สุโขทัย คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง ในหัวข้อเรื่อง “วิตามินดี มีดีกว่าที่คิด” ได้รับทุนการศึกษา 7,500 บาท ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 น.ส.บัณฑิตา สังกิจ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จ.เชียงใหม่ หัวข้อเรื่อง “NextGenCrete” ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 น.ส.เกศฉัตร สุขผล โรงเรียนสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี หัวข้อเรื่อง “เบื้องหลังความฝัน:เมื่อสมองทำงานหนักกว่าที่คิด” ได้รับทุนการศึกษา 3,000 บาท

รางวัลพิเศษ Audience Engagement 2 รางวัล ได้แก่ นายพิทักษ์พงค์  เรือนแก้ว โรงเรียนวชิรป่าซาง จ.ลำพูน หัวข้อเรื่อง “รีดสวิตซ์: เจ้าจิ๋วเจ๋งจริง” และนายรัฐธนินท์ วิศิษฎ์วโรดม โรงเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ หัวข้อเรื่อง “การดื่มน้ำช่วยลดความอ้วนจริงหรือ” ได้รับทุนการศึกษา 2,000 บาท

รางวัลพิเศษ Charming Presenter 2 รางวัล ได้แก่ น.ส.กันยพัชร์ พรศรีเมตต์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (มอดินแดง) จ.ขอนแก่น หัวข้อเรื่อง “แรง(ไม่)ลับ ที่ผลักเราออก” และนายคณาธิป กายนิตย์ โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา จ.สุราษฎร์ธานี หัวข้อเรื่อง “แสงตัวร้าย ทำลายนาฬิกาชีวิต” ได้รับทุนการศึกษา 2,000 บาท

รางวัลพิเศษ Interesting Props 2 รางวัล ได้แก่ น.ส.กรวรรณ อินทรทัต โรงเรียนชลราษฎรอำรุง จ.ชลบุรี หัวข้อเรื่อง “กินกาแฟแล้วปวดหัว แต่อยากตื่นตัวต้องทำไงอะ” และน.ส.กฤตวรรณ นามโสม โรงเรียนชลบุรี “สุขบท” จ.ชลบุรี หัวข้อเรื่อง “ไมโครพลาสติกจากสปันบอนด์ทางเลือกสีเขียวที่อาจไม่ยั่งยืน” ได้รับทุนการศึกษา 2,000 บาท

ด้านผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ในฐานะประธานมอบรางวัลการแข่งขัน “SiT Talks: Science inspired by Teen 2025” กล่าวว่า การแข่งขัน “SiT Talks: Science inspired by Teen 2025”  NSM ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และม.บูรพา เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้เข้ามาเป็นนักสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้สังคมเกิดความรู้ ความเข้าใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเกิดความสนใจและเข้าใจถึงความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ในทุกแง่มุมที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เพื่อกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์อันนำไปสู่การสร้างสังคมวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็งและยั่งยืน  

“ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศ ที่ได้แสดงถึงความสามารถในการนำเสนอเนื้อหาวิทยาศาสตร์ให้โดดเด่นและน่าสนใจภายในเวลาเพียงแค่ 3 นาที ถือว่าเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายที่จะสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจได้ และขอชื่นชมผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกท่านที่มุ่งมั่น ตั้งใจ พัฒนาและฝึกฝนตนเองด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่ากิจกรรมนี้จะเป็นเวทีที่ทำให้ทุกคนได้แสดงออกถึงศักยภาพและความสามารถทางการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของตนเองอย่างแท้จริง มั่นใจว่าในสังคมของเราจะมีน้อง ๆ ที่สามารถนำเสนอวิทยาศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน ตรงประเด็น และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างแน่นอน ทั้งยังช่วยจุดประกายความหวังและพลังให้ทุกคนมาร่วมกันเผยแพร่ความจริงด้านวิทยาศาสตร์ และจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างนักสื่อสารวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพในอนาคต” ผศ.ดร.รวิน กล่าว

ขณะที่ น.ส.ปริยาภัทร ทองอิ่ม ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ เผยความรู้สึกว่า “เวทีนี้ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะเปิดโอกาสให้เราได้ศึกษาและค้นคว้าผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในหลากหลายแง่มุม ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราอาจไม่เคยตระหนักมาก่อน อีกทั้งยังได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะการสื่อสาร เพื่อให้สามารถถ่ายทอดเนื้อหาให้เข้าใจง่ายสำหรับทุกคน ตนได้เข้าร่วมการแข่งขันปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว รู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล ตั้งใจที่จะนำความรู้นี้ไปเผยแพร่แก่สาธารณชนต่อไป โดยเฉพาะเรื่องราวของ “วิตามินดี” เป็นสิ่งที่เราหาได้ง่าย ไม่เสียเงิน เพียงแค่คุณเดินออกมารับแสงแดดในยามเช้า วิตามินดี จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกายและมีประโยชน์ต่อทุกคนอย่างมาก

-(016)