รองนายกฯ กัมพูชายืนยัน เตรียมเสนอชื่อ “ทรัมป์” ชิงโนเบลสาขาสันติภาพ

รองนายกฯ กัมพูชายืนยัน เตรียมเสนอชื่อ “ทรัมป์” ชิงโนเบลสาขาสันติภาพ

1 ส.ค. 2568 23:16 น.

รองนายกฯ กัมพูชายืนยัน เตรียมเสนอชื่อ “ทรัมป์” ชิงโนเบลสาขาสันติภาพ

รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชายืนยันว่า ประเทศของเขาเตรียมเสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังช่วยทำให้การปะทะกันระหว่างกัมพูชากับไทยหยุดลง

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) รายงานว่า นาย ซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวในวันศุกร์ที่ 1 ส.ค. 2568 ยืนยันว่า กัมพูชาเตรียมเสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังจากผู้นำสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการหยุดการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

CNA ระบุว่า พวกเขาได้ส่งข้อความไปสอบถามนายซุน ว่ากัมพูชามีแผนจะเสนอชื่อนายทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจริงหรือไม่ นายซุนตอบกลับมาว่า “จริง”

ก่อนหน้านั้น นายซุนเคยพูดคุยกับผู้สื่อข่าวในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา โดยเขากล่าวขอบคุณนายทรัมป์ที่นำสันติกลับคืนมา และว่าผู้นำสหรัฐฯ รายนี้คู่ควรจะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติสูงสุด ที่จะมอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่สร้างมิตรภาพระหว่างประเทศมากที่สุด

“เราขอขอบคุณความพยายามมากมายที่เขาทำเพื่อสันติ” นายซุนกล่าว และเสริมว่า กัมพูชาขอขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่ลดอัตราภาษีนำเข้าของกัมพูชาลงเหลือ 19% ด้วย (จากเดิม 36%)

กัมพูชาไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีแผนจะเสนอชื่อนายทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบล โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปากีสถานก็ประกาศจะทำแบบเดียวกัน หลังจากนายทรัมป์ช่วยยุติการปะทะกันระหว่างพวกเขากับอินเดีย ขณะที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ก็พูดเมื่อเดือนก่อนว่าจะเสนอชื่อผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ชิงรางวัลโนเบลเช่นกัน

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาปะทุจนกลายเป็นการปะทะกันบริเวณชายแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน จนกระทั่งโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์คุยกับผู้นำของทั้งสองประเทศ นำไปสู่การเจรจาที่มาเลเซียในวันจันทร์ (28 ก.ค.) ซึ่งไทยกับกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน

หลังจากมีการทำข้อตกลง น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวก็โพสต์ผ่าน X ทันทีว่า นายทรัมป์เป็นคนทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นและ “มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้เขาซะ!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาร้อง UN ทหาร 2 นายที่ไทยส่งกลับมีสภาพเจ็บหนัก ทั้งร่างกาย-จิตใจ จากการถูกคุมขังไร้มนุษยธรรม

กัมพูชาร้อง UN ทหาร 2 นายที่ไทยส่งกลับมีสภาพเจ็บหนัก ทั้งร่างกาย-จิตใจ จากการถูกคุมขังไร้มนุษยธรรม

1 ส.ค. 2568 22:37 น.

กัมพูชาร้อง UN ทหาร 2 นายที่ไทยส่งกลับมีสภาพเจ็บหนัก ทั้งร่างกาย-จิตใจ จากการถูกคุมขังไร้มนุษยธรรม

คกก.สิทธิมนุษยชนกัมพูชาร้องยูเอ็น ทหาร 2 นายที่ไทยส่งกลับ มีสภาพแย่ทั้งร่างกาย-จิตใจ อาจถูกทรมาน ปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมระหว่างถูกคุมขัง เรียกร้องปล่อยตัวอีก 18 นาย พร้อมตั้งทีมสอบสวนอิสระ

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (Cambodian Human Rights Committee-CHRC) ได้ส่งหนังสือถึงนายโวลเกอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องเร่งด่วนให้ตรวจสอบกรณีที่กองทัพไทยควบคุมตัวทหารกัมพูชาอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้ความรุนแรงระหว่างถูกคุมขัง และส่งตัวกลับเพียงบางส่วนจากทั้งหมด 20 นาย

หนังสือที่ส่งถึงข้าหลวงใหญ่ฯ ชี้ว่า ทหารทั้ง 20 นายอยู่ในสภาพแข็งแรงดีขณะถูกควบคุมตัว แต่ต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม ทางการไทยส่งตัวคืนเพียง 2 นาย พบว่าทั้งคู่กลับมีสภาพร่างกายและจิตใจทรุดหนัก หนึ่งในนั้นมีร่องรอยบาดเจ็บจนพิการ ขณะที่อีกคนมีอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรง สันนิษฐานว่าเป็นผลจากการถูกทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมระหว่างถูกคุมขัง ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการปฏิเสธการรักษาพยาบาลและการให้ติดต่อกับภายนอก

พร้อมกันนี้ เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวทหารอีก 18 นายที่ยังคงถูกควบคุมตัวโดยไม่มีเงื่อนไขโดยทันที พร้อมเสนอให้ยูเอ็น หรือองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระและเป็นกลางเกี่ยวกับเหตุการณ์การจับกุมหลังประกาศสงบศึก ตลอดจนการทรมานและละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน.

ที่มา : Phnom Penh Post

กรกฎาคมเดือนเดียว รัสเซียยิงโดร-ขีปนาวุธ เกือบ 6,300 ลำ ถล่มยูเครน

กรกฎาคมเดือนเดียว รัสเซียยิงโดร-ขีปนาวุธ เกือบ 6,300 ลำ ถล่มยูเครน

1 ส.ค. 2568 17:37 น.

กรกฎาคมเดือนเดียว รัสเซียยิงโดร-ขีปนาวุธ เกือบ 6,300 ลำ ถล่มยูเครน

ผลการวิเคราะห์ชี้ เฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว รัสเซียยิงโดรน-ขีปนาวุธ เกือบ 6,300 ลำ ถล่มยูเครน ซึ่งนับว่ามากที่สุดภายในเดือนเดียว นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานในปี 2022

การวิเคราะห์ของสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า รัสเซียยิงโดรนโจมตียูเครนในเดือนกรกฎาคมมากกว่าเดือนใดๆ นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานในปี 2022 ส่งผลให้การโจมตีอย่างรุนแรงต่อประเทศทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่การเจรจาสันติภาพยังคงหยุดชะงัก 

การวิเคราะห์ซึ่งใช้ข้อมูลที่เผยแพร่โดยกองทัพอากาศยูเครน แสดงให้เห็นว่ารัสเซียยิงโดรนพิสัยไกล 6,297 ลำเข้าสู่ยูเครนในเดือนที่แล้ว เพิ่มขึ้นเกือบ 16 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน และเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน

ตามข้อมูลระบุว่ารัสเซียยังยิงขีปนาวุธ 198 ลูกเข้าสู่ยูเครนในเดือนกรกฎาคม ซึ่งมากกว่าเดือนใดๆ ในปีนี้ ยกเว้นเดือนมิถุนายน การโจมตีซึ่งนำไปสู่การเปิดเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศและทำให้พลเรือนต้องรีบหาที่หลบภัย เกิดขึ้นทุกคืนของเดือนกรกฎาคม

รัสเซียปฏิเสธการหยุดยิงในยูเครนมาโดยตลอด โดยระบุว่าในเดือนกรกฎาคม ยังไม่มีทางออกทางการทูตสำหรับการรุกรานที่กินเวลานานเกือบสามปีครึ่ง การเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครน 3 รอบนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้

สหประชาชาติระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่า การที่รัสเซียเพิ่มระดับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อยูเครน ทำให้จำนวนพลเรือนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บในเดือนมิถุนายนสูงสุดในรอบ 3 ปี

การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธพร้อมกันในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี (31 ก.ค.) คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 31 ศพ โดย 28 รายอยู่ในอาคารอพาร์ตเมนต์สูง 9 ชั้นที่ถูกขีปนาวุธถล่มจนพังทลายบางส่วน นายปาฟโล เปตรอฟ โฆษกหน่วยกู้ภัยกล่าวว่า ผู้เสียชีวิต 5 รายเป็นเด็ก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งรู้สึกไม่พอใจต่อการที่รัสเซียปฏิเสธที่จะยอมรับข้อตกลงหยุดยิง ได้ให้เวลารัสเซียจนถึงวันที่ 8 ส.ค. ในการบรรลุข้อตกลง มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรครั้งใหญ่

ทั้งนี้ รัสเซียได้เพิ่มการผลิตโดรนในระดับอุตสาหกรรมนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ขณะที่ยูเครนพยายามติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศใหม่เพื่อตอบโต้ โดยมอบหมายให้ผู้ผลิตโดรนสกัดกั้นราคาถูกหลายพันลำเพื่อทำลายโดรนของรัสเซีย.

​กสส.เปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนฯ ปี2568 ชื่นชมเงินกู้ กพส.ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์

​กสส.เปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนฯ ปี2568 ชื่นชมเงินกู้ กพส.ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์

​กสส.เปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนฯ ปี2568 ชื่นชมเงินกู้ กพส.ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี นายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย สหกรณ์จังหวัด ข้าราชการ พนักงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดี กสส. เปิดเผยว่า โครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เป็นหนึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้บรรลุตามเป้าประสงค์ในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการช่วยสร้างพื้นที่ให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นระหว่างกัน ตลอดจนเป็นการติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการที่สหกรณ์แต่ละแห่งได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

“สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กพส.วางแนวทางบริหารจัดการกรอบวงเงินให้สหกรณ์กู้ยืมประจำปี โดยคำนึงจากสภาพคล่องทางการเงินและกระแสเงินสดรับจากหนี้ที่ถึงกำหนดชำระระหว่างปี โดยมีการสำรวจความต้องการใช้เงินกู้ล่วงหน้าในแต่ละปี ซึ่งคาดว่าจะสามารถสนับสนุนเงินกู้เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์ ประมาณ 5,100 ล้านบาท แยกเป็น 1. โครงการปกติ อัตราดอกเบี้ยตามชั้นลูกหนี้ กพส. เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์ดำเนินธุรกิจ วัตถุประสงค์ให้สมาชิกกู้ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย รวบรวมผลผลิต และลงทุนในทรัพย์สิน จำนวน 3,060 ล้านบาท 2. โครงการพิเศษ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญ หรือเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการเฉพาะ จำนวน 17 โครงการ คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ (ร้อยละ 0 – 1) จำนวน 2,040 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณากรอบวงเงินกู้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวและว่า

และจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรศรีเมืองใหม่ จำกัด อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่ได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อนำมาใช้พัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ทำให้สหกรณ์สามารถจัดซื้อเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ TP one รุ่น BB top 3 กำลังการผลิต ขนาดไม่น้อยกว่า 30 ตัน/วัน (600-1,200 กระสอบ) ผ่านโครงการสนับสนุนสินเชื่อจัดหาเครื่องผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้สหกรณ์สามารถผลิตปุ๋ยไว้ใช้เองเพื่อจำหน่ายแก่สมาชิกในราคาที่เป็นธรรมได้ โดยปัจจุบันสหกรณ์ขึ้นทะเบียนผสมแล้วทั้งหมด 12 สูตร ได้แก่ สำหรับนาข้าว 16-16-8/16-8-8/15-15-15/16-20-0 และ สำหรับมันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์ม 15-5-20/18-4-5/13-3-27/15-7-18/15-5-35/13-13-21/27-12-6/27-5-18) โดยสามารถลดต้นทุนต่อกระสอบได้ประมาณ 20-150 บาท

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.37 น.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ร่วมติดตามคณะ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมพบปะกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปศุสัตว์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 3 และ 4 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ทั้งนี้คณะ รมว.เกษตรฯ มีกำหนดการลงพื้นที่ทั้งหมด 3 จุด คือ จุดที่ 1 ลงพื้นที่วิทยาลัยการอาชีพโพนทอง ตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด จุดที่ 2 ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย ตำบลรอบเมือง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด และจุดที่ 3 หอประชุมที่ว่าการอำเภอโพธิ์ชัย ตำบลขามเบี้ย อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

กรมปศุสัตว์ โดย สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ ได้ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้มาร่วมงานฯ อาทิ พันธุ์พืชอาหารสัตว์ การเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีต (Intensive Farm) คำแนะนำการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ และโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ทั้ง 3 จุด ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่ จำนวน 300 ถุง (300 กิโลกรัม) หญ้าแพงโกล่าแห้ง จำนวน 400 ฟ่อน (8,000 กิโลรัม) อาหาร TMR (อาหารสัตว์ธงเขียว) จำนวน 2,000 กิโลกรัม เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยง จำนวน 500 กิโลกรัม การแจกถุงยังชีพสัตว์ จำนวน 300 ถุง แก่ตัวแทนเกษตรกรที่มาร่วมงานฯ การออกหน่วยให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จำนวนกว่า 300 ตัว พร้อมทั้งได้รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ โดยการแจกไข่ไก่ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ จำนวน 20,000 ฟองอีกด้วย

– 006

กษ.เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันโครงการ ‘ประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง)’ แก้ภัยแล้งซ้ำซาก

กษ.เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันโครงการ 'ประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง)' แก้ภัยแล้งซ้ำซาก

กษ.เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันโครงการ ‘ประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง)’ แก้ภัยแล้งซ้ำซาก

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

กษ. เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันโครงการ “ประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง)” แก้ภัยแล้งซ้ำซาก เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์กว่า 10,000 ไร่ มอบปัจจัยการผลิตถึงมือเกษตรกร

1 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง) พร้อมรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีสส.  นางรัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด นายจำลอง ภูนวนทา สส.กาฬสินธุ์ และนายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเอกรัฐ พลซื่อ ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ ให้การต้อนรับ

นายอรรถกร ระบุ โครงการประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง) เป็นโครงการที่ช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ในพื้นที่ โดยเริ่มก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่บ้านกุดก่วง-วังยาว และระบบส่งน้ำที่มีความยาวกว่า 3,500 เมตร เพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรประมาณ 3,024 ไร่ แล้วเสร็จในปี 2554 อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูแล้งพบว่า ไม่มีน้ำต้นทุนเพียงพอที่จะสูบไปใช้ในพื้นที่เกษตรได้ กรมชลประทานจึงได้ก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง) เพื่อทดน้ำและเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง มุ่งบรรเทาและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (พ.ศ. 2568 – 2571)

 ทั้งนี้ในปี 2568 มีแผนงานสะสมทั้งโครงการ 0.66 % ผลงานสะสมทั้งโครงการ 1.21 % เร็วกว่าแผน 0.55 % ซึ่งหากแล้วเสร็จจะสามารถกักเก็บน้ำในลำน้ำยังได้ประมาณ 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ตำบลวังสามัคคี และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 10,000 ไร่ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำประมงพื้นบ้าน ตลอดจนบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อีกด้วย

“โครงการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของภาคการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ หรือฝายเพิ่มเติม เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรอย่างทั่วถึง ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร” นายอรรถกร กล่าว

ทั้งนี้ นายอรรถกร ได้มอบปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรให้แก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูง อาทิ ข้าวสาร จำนวน 10 ตัน เมล็ดพันธุ์/ต้นกล้าพันธุ์ผัก ไข่ไก่ เมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่ ถุงยังชีพสัตว์ บริการทำหมันสุนัขและแมว มอบพันธุ์ปลากินพืช สารเร่งพด. และปุ๋ยหมัก จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

จากนั้น นายอรรถกร เดินทางลงพื้นที่ต่อไปยัง โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย ต.รอบเมือง อ.หนองพอก และหอประชุมที่ว่าการอำเภอโพธิ์ชัย ต.ขามเบี้ย อ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด เพื่อพบปะเกษตรกรและรับฟังปัญหาในพื้นที่ พร้อมมอบโฉนดเพื่อการเกษตร และปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกร

-(016)

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ ‘WE LOVE THAILAND’ ส่งพลังใจถึงทหาร

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ 'WE LOVE THAILAND'  ส่งพลังใจถึงทหาร

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ ‘WE LOVE THAILAND’ ส่งพลังใจถึงทหาร

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.53 น.

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญพิเศษ WE LOVE THAILAND รวมน้ำใจเคียงข้างคนไทย ส่งพลังใจถึงทหารหาญผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ พี่น้องไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยงานนี้มีการร่วมไว้อาลัยแด่วีรชนทหาร ผู้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของคนไทยทุกคน

โดยการเปิดแคมเปญนี้ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเดอะมอลล์ เป็นผู้นำผู้บริหารระดับสูง พนักงาน ยืนไว้อาลัยแด่ทหารหาญ พลเรือน และร่วมร้องเพลงชาติไทย บริเวณควอเทียร์พาร์ค เอ็มควอเทียร์ 
ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจ 

-(016)

เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำลด

เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำลด

เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำลด

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) แสดงความห่วงใยต่อประชาชนในจังหวัดน่านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ส่งมอบ “ถุงกำลังใจ” ชุดอุปโภคบริโภค จำนวน 1,000 ชุด พร้อมผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยมี นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ นางสาวณปภัช จันทรแสง ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจกรรมเพื่อสังคม ธุรกิจข้าว ธุรกิจพืชครบวงจร และธุรกิจขนส่งและบริการ เป็นตัวแทน ส่งมอบให้แก่ นางวิไลวรรณ บุดาสา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ณ สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568

ตลอดช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เครือซีพีได้จัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอุทกภัย จังหวัดน่าน” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานการให้ความช่วยเหลือ โดยมี “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่งมอบของจำเป็นถึงชุมชนและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และองค์กรภาคีในพื้นที่ ได้แก่ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากจังหวัดน่าน, เทศบาลเมืองน่าน, โรงครัวพระราชทาน, มูลนิธิเพชรเกษม, มูลนิธิฮักเมืองน่าน, โรงพยาบาลน่าน, ฝูงบิน 466 กองทัพอากาศน่าน และเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงจุด และครอบคลุมที่สุด

การสนับสนุนในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มบริษัทในเครือฯ ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CPG), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพีแรม จำกัด และบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ที่ได้ร่วมกันส่งมอบวัตถุดิบสด อาหารแห้ง น้ำดื่มสะอาด พร้อมสนับสนุนระบบสื่อสาร สัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และการติดต่อสื่อสารของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่หลายชุมชนยังคงต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เครือซีพีจึงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรม Big Cleaning Day จ.น่าน โดยระดมทีม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ร่วมกับเยาวชนจิตอาสาจากโรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา เข้าช่วยเก็บขยะ ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ พร้อมจัดรถน้ำสะอาด รถขนขยะ และแจกไม้กวาดทางมะพร้าวจำนวน 1,000 ด้าม ให้ครัวเรือนที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทำความสะอาด เพื่อช่วยให้ชุมชนกลับมาสะอาดและน่าอยู่อีกครั้ง

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน เครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ได้บูรณาการการช่วยเหลือในทุกมิติ ทั้งด้านการจัดส่งถุงกำลังใจ การส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม ระบบสื่อสาร การสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตลอดจนกิจกรรมฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรจิตอาสาอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ชาวน่านสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568  มีรายงานข่าวและคลิปวิดีโอเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวกัมพูชาบางกลุ่ม  บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ยังมีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น การร้องเพลงชาติกัมพูชา การชี้หน้า ตะโกนด่า  ขับไล่  แสดงความไม่เป็นมิตรต่อเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนไทยถึงสาเหตุและแนวทางการรับมือที่เหมาะสม

สาเหตุของการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชา ณ บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายมีรากฐานมาจากหลายปัจจัย ดังนี้:

1. ปัญหาเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน: พื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ไทยและกัมพูชายังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน เนื่องจากยึดถือแผนที่คนละฉบับ 

2.ความรู้สึกชาตินิยม: ชาวกัมพูชาจำนวนมากมีความรู้สึกชาตินิยมอย่างเข้มข้น และมองว่าปราสาทเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จึงเป็นการยืนยันสิทธิและอธิปไตยในมุมมองของพวกเขา  

3.การปลุกระดมทางการเมือง: บางครั้งการแสดงออกเหล่านี้อาจถูกปลุกระดมโดยกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในกัมพูชา  เพื่อสร้างกระแสชาตินิยมและใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือสร้างแรงกดดัน

แนวทางการรับมือของไทย

การรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ ความรอบคอบและยึดหลักสันติวิธีเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ       หากการห้ามปรามด้วยวาจาหรือการตักเตือนไม่เป็นผล ทหารไทยควรดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้:

1.ยึดมั่นในกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ  : ทหารไทยชายแดนทุกคนควรเรียนรู้เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ  เอ็มโอยู 43  (MOU 43)  ข้อ5 จนเข้าใจดี  เพื่อไม่ให้เป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี  คือ “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่พิพาท”   เช่นการแสดงสัญลักษณ์ ความเป็นเจ้าของ ในพื้นที่พิพาท เช่น ร้องเพลงชาติ  ผูกผ้าสีธงชาติ  หรือตะโกนไล่ทหารให้ออกไปจากบริเวณ พื้นที่พิพาท 

2.บันทึกหลักฐานอย่างละเอียด: ควรมีการบันทึกภาพและเสียงของเหตุการณ์  เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการตามกฎหมายหรือการเจรจาระดับสูงต่อไป

3.หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงและใช้ความรุนแรง: สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือการตอบโต้ด้วยอาวุธ  ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์บานปลายเลวร้ายลงและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่กว่า

4.ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผู้บังคับบัญชา: รีบรายงานสถานการณ์ผิดปกติให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยทันที  เพื่อจะได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หาแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายและการทูต

5.เสริมการเฝ้าระวังและลาดตระเวน: เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน เพื่อป้องกันการบุกรุกหรือการกระทำใดๆ ที่อาจละเมิดอธิปไตย   โดยใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ช่วยเช่นกล้องวงจรปิด โซล่ารเซลล์

6.ส่งเสริมการสื่อสารและความเข้าใจ: แม้จะเป็นเรื่องยากในสถานการณ์ที่ตึงเครียด แต่การเปิดช่องทางการสื่อสารและการส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างประชาชนและทหารทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นสิ่งจำเป็น  

แนวปฏิบัติที่ทหารไทยควรทำ

1. รักษาวินัยและความสงบ:

2. ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐาน:

2.1 เตือนด้วยวาจา  ผ่านลำโพงหรือล่าม ให้ยุติการกระทำ

2.2 บันทึกภาพ/เสียง  เพื่อเป็นหลักฐาน

2.3 รายงานผู้บังคับบัญชา

3. หากผู้กระทำไม่เชื่อฟัง:

3.1 ตั้งแนวป้องกันเพิ่มระยะ ไม่ให้เกิดการปะทะทางกาย

3.2 ประสานฝ่ายทหารของกัมพูชา    ให้เข้ามาควบคุมประชาชนของตน

4. สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง:

4.1 ห้ามตอบโต้ด้วยความรุนแรงหรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกลับ

4.2 ห้ามด่าทอหรือตอบโต้ทางอารมณ์  เพราะจะทำให้สถานการณ์บานปลาย

4.3 ห้ามล้ำเส้นแดนเพื่อตามจับกุมเพราะอาจถูกตีความว่า “ล่วงล้ำอธิปไตย”

4.4 ห้ามใช้ปืน ยิงเตือนหรือใช้กำลังโดยไม่มีภัยคุกคามต่อชีวิตชัดเจน

โดย สุริยพงศ์

TTA ปันน้ำใจสู่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

TTA ปันน้ำใจสู่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

TTA ปันน้ำใจสู่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA นำโดย เฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมส่งมอบเครื่องอุปโภค และบริโภค รวมมูลค่าทั้งสิ้น 500,000 บาท แก่มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยกระจายความช่วยเหลือไปยัง 4 พื้นที่หลัก ได้แก่ 1. สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ราชการจังหวัดบุรีรัมย์ 2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ 3. โรงเรียนบ้านจานทองกวาววิทยา จังหวัดศรีสะเกษ 4. สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

นอกจากนี้ TTA ยังได้ร่วมกับสภากาชาดไทย จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต โดยนำพนักงานจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนโลหิตสำรอง พร้อมทั้งร่วมมอบอาหารจากบริษัทในเครือ ได้แก่ พิซซ่า ฮัท และ ทาโก้ เบลล์ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนที่มาร่วมบริจาคโลหิตในวันดังกล่าวด้วย