Science Update : นักบินอวกาศชื่อดังของนาซาวางมือ

Science Update : นักบินอวกาศชื่อดังของนาซาวางมือ

Science Update : นักบินอวกาศชื่อดังของนาซาวางมือ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ซูนิ วิลเลียมส์ (Suni Williams) นักบินอวกาศชื่อดังขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ได้ประกาศเกษียณอายุอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 หลังจากปฏิบัติหน้าที่มานานกว่า 27 ปี โดยนาซาได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเรื่องนี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20 ม.ค.)

ภารกิจสุดท้ายของวิลเลียมส์ คือการทดสอบยาน โบอิ้ง สตาร์ไลเนอร์ ซึ่งเดิมกำหนดไว้เพียง 8 วัน แต่เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคของตัวยาน ทำให้เธอต้องติดค้างอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาตินานถึง 286 วัน หรือกว่า 9 เดือน เธอและ บุตช์ วิลมอร์ นักบินอวกาศคู่หู เดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยด้วยยาน SpaceX Crew Dragon เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2025 หลังจากที่นาซาตัดสินใจว่า ยานสตาร์ไลเนอร์ไม่ปลอดภัยพอที่จะใช้ขนส่งมนุษย์กลับโลก

ซูนิ วิลเลียมส์ เกษียณอายุในฐานะผู้ครองสถิตินักบินอวกาศหญิงที่มีเวลาปฏิบัติภารกิจนอกตัวยาน (Spacewalk) นานที่สุด 62 ชั่วโมง 6 นาที และมีเวลาสะสมในอวกาศรวมสูงถึง 608 วัน มากเป็นอันดับสองในบรรดานักบินอวกาศของนาซา โดยตลอดการปฏิบัติภารกิจ 3 ครั้ง วิลเลียมส์เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสถานีอวกาศนานาชาติถึงสองครั้ง และมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้กับโครงการ Artemis ที่จะส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน ท่ามกลางแนวโน้มแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2568 พบว่า มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศรวมแล้วทั้งสิ้น 64,855 คน โดยเร่งปิดจุดเสี่ยงสำคัญที่แรงงานอาจเผชิญ ทั้งการถูกหลอกลวง การทำงานผิดกฎหมาย การละเมิดสิทธิแรงงาน และการเข้าถึงความช่วยเหลือที่ล่าช้า ผ่านการผลักดันแอปพลิเคชัน “Thai Consular” ควบคู่การลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตาม แจ้งเตือนภัย และประสานความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที หนุนแรงงานไทยได้รับความคุ้มครองอย่างครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วโลก

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีความต้องการในการพึ่งพาแรงงานจากประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มแรงงานที่มีฝีมือ ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ โดยจากสถิติแรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ของกรมการจัดหางาน ในช่วง 11 เดือนของปี 2568 (มกราคม – พฤศจิกายน) พบว่า มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 64,855 คน โดยตลาดหลักยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง มีจำนวนแรงงานเดินทางไปทำงานรวมสูงสุดถึง 34,062 คน รองลงมาคือกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง 20,214 คน กลุ่มประเทศยุโรป 7,082 คน และกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ 2,264 คน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจำนวนแรงงานเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าปัญหาหลักๆที่แรงงานไทยในต่างประเทศมีโอกาสเผชิญความเสี่ยง ได้แก่  1.ตกเป็นเหยื่อสัญญาหลอกลวง งานไม่ตรงปก เพราะการเดินทางด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวจะทำให้อยู่ในสภาพไร้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานของประเทศปลายทาง 2.ค่าจ้างไม่เป็นไปตามที่ตกลง หรือถูกยึดเอกสารสำคัญ จากนายจ้างบางรายที่ใช้ช่องโหว่จากสถานะที่ไม่ถูกต้องกดดันแรงงาน เช่น ไม่จ่ายค่าจ้าง ยึดพาสปอร์ต หรือบังคับให้ทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนด 3.สภาพการทำงานเสี่ยงอันตราย ไม่มีประกันสุขภาพ แรงงานจำนวนมากต้องทำงานหนักเกินมาตรฐาน หรือทำงานในสภาพเสี่ยง โดยไม่มีหลักประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย 4.การถูกจับกุม – ส่งกลับ เนื่องจากวีซ่าไม่ถูกต้องหรือหมดอายุ และ 5.ไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ซึ่งแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนหรือไม่ได้ใช้ระบบที่รัฐรับรอง มักไม่มีข้อมูลในฐานข้อมูล ทำให้การช่วยเหลือจากสถานทูตหรือสถานกงสุลทำได้ยากและล่าช้าในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุจลาจล อุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน ฯลฯ

อย่างไรก็ตามกรมการกงสุลสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยในต่างประเทศ ด้วยการผลักดันให้ “Thai Consular” เป็นแอปฯ สามัญสำหรับกลุ่มแรงงานที่กำลังจะเดินทางไปทำงานในต่างแดน รวมถึงการลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศผ่านแอปฯ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าผู้เดินทางอยู่ในประเทศหรือเมืองใด สามารถแจ้งเตือนภัยเฉพาะพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ ประสานความช่วยเหลือได้ตรงจุด และติดตามได้รวดเร็วกว่าการรอข้อมูลความช่วยเหลือจากโซเชียลมีเดีย โดยข้อมูลจากการลงทะเบียนในระบบ เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ กรมการกงสุลยังเร่งสร้างเครือข่ายแรงงานไทยในประเทศต่างๆ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือในพื้นที่จริง ช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจต่อสิทธิ ความเสี่ยง และช่องทางขอความช่วยเหลือในต่างแดน รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการติดตามเพื่อนแรงงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือขาดการติดต่อ เพื่อให้การช่วยเหลือทำได้เร็วและครอบคลุมยิ่งขึ้น

“การดูแลแรงงานไทยให้ปลอดภัย ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือเชิงนโยบายและการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ กรมการกงสุล จึงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน และบริษัทจัดหางาน ผ่านการขับเคลื่อนข้อมูลเชิงรุกเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันบนฐานข้อมูลเดียว และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและเท่าทันความเสี่ยง ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดส่งแรงงาน การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง ไปจนถึงการคุ้มครองในภาวะวิกฤตหรือการช่วยเหลือให้กลับประเทศอย่างปลอดภัย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดนให้เทียบเท่าสากล และทำให้แรงงานไทยทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากประเทศไทยจนถึงวันที่กลับบ้าน”

ทั้งนี้ กรมการกงสุลขอเชิญชวนแรงงานไทยที่มีแผนจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศร่วม “ลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศ” ผ่าน “แอปพลิเคชัน Thai Consular” ที่ดาวน์โหลดติดเครื่องตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง คือความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของคนไทยในต่างประเทศ เพราะข้อมูลที่กรอกไว้จะเป็นเข็มทิศสำคัญในยามเกิดเหตุไม่คาดคิดจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถให้การช่วยเหลือแรงงานไทยได้ทันที เพราะ “แอปพลิเคชัน Thai Consular” พร้อมให้บริการกับคนไทยแล้วทั่วทุกมุมโลก ดาวน์โหลดได้ฟรีตั้งแต่วันนี้ ทั้งระบบ IOS และ Android

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีช่างซ่อมรถชื่อดังนามว่า “เจ๋ง”  ที่ได้รับฉายาว่า “ช่างเทวดา” ด้วยฝีมือซ่อมรถที่เฉียบขาดราวกับมีเวทมนตร์ ไม่ว่ารถยี่ห้อไหน รุ่นไหน เสียอาการหนักแค่ไหน เจ๋งก็สามารถซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม

              แต่วันหนึ่ง เจ๋งก็ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อลูกค้าเอารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดมาให้เขาซ่อม เพราะถุงลมนิรภัย เกิดทำงานพองลมขึ้นมาเองโดยไม่มีอุบัติเหตุ เจ๋งงัดเอาความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่เรียนและสั่งสมมาใช้ แต่ก็ไม่เป็นผล ซ้ำร้ายยังทำให้ระบบอื่นๆ ของรถเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก

               เจ๋งรู้สึกหวั่นไหว เขาเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง และตระหนักว่าเทคโนโลยีได้ก้าวล้ำไปไกลเกินกว่าที่เขาจะตามทัน ความคิดที่จะวางมือเลิกซ่อมรถยนต์ผุดขึ้นมาในหัว แต่แล้วเจ๋งก็ตัดสินใจลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เขาไปเข้าเรียนระยะสั้นที่วิทยาลัยสารพัดช่าง เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของรถยนต์ และเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์ของช่างซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับเพื่อนร่วมอาชีพ     

             จากการพูดคุยกับช่างคนอื่นๆ เจ๋งจึงได้รู้ว่าปัญหาถุงลมทำงานเองนั้นเกิดขึ้นกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่บางรุ่นเท่านั้น เขาจึงติดต่อไปยังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งมอบให้วิศวกรของบริษัทค้นหาปัญหาอย่างลึก แล้วพบความผิดพลาดในการออกแบบ และการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางชิ้นหลังจากใช้งานไปได้สักปี ทำให้บริษัทต้องเรียกคืนรถยนต์รุ่นดังกล่าวทั่วโลกกว่าแสนคันไปเปลี่ยนถุงลมรุ่นใหม่ เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไป บริษัทรถยนต์ดังกล่าว เกือบจะต้องปิดกิจการเพราะความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ขายรถไม่ออก

            นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง การยึดติดกับความรู้เดิมๆ อาจทำให้เราก้าวไม่ทัน ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

อาทร  จันทวิมล

เที่ยวไทยมุมใหม่! ททท. ชวนเปิดแผนที่ Hidden Destinations

เที่ยวไทยมุมใหม่! ททท. ชวนเปิดแผนที่ Hidden Destinations

เที่ยวไทยมุมใหม่! ททท. ชวนเปิดแผนที่ Hidden Destinations

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลาดในประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย เปิดตัวแคมเปญ “LIVE HERE” Stay a little longer, Live a little deeper อยู่ต่ออีกนิด.. ใช้ชีวิตให้ลึกซึ้งกว่าเดิม มุ่งเฟ้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่ซ่อนอยู่ (Hidden Destinations) และเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเล่า (New Story) จากทั่วประเทศไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่ามากกว่าปริมาณ หรือ Value Over Volume เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ประสบการณ์ที่มีความหมายและทรงคุณค่าอย่างยั่งยืน

จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ พบว่าในปี 2569 นักเดินทางเริ่มมองหา “ประสบการณ์ที่ลึกกว่า” มากกว่า การเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยม โดยให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอยู่กับพื้นที่จริง และการค้นหาจุดหมายที่ยังไม่พลุกพล่าน เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวหันมาให้คุณค่ากับพื้นที่ที่เงียบสงบ ยังไม่ถูกค้นพบ และสามารถถ่ายทอดตัวตนผ่านการเดินทางได้อย่างแท้จริง จึงทำให้ Lesser-Known Destination ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดหมายทางเลือก แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็น “Unseen Destination ที่สร้าง Unforgettable Experience” ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง การใช้เวลาในพื้นที่ยาวนานขึ้น และการสร้างความผูกพันกับจุดหมายปลายทางอย่างมีความหมาย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของโครงการ LIVE HERE ที่ชวนให้ทุกคน “อยู่ต่ออีกนิด และใช้ชีวิตให้ลึกซึ้งกว่าเดิม”

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า “แผนการตลาดในประเทศปี 2569  มุ่งผลักดันการท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” ที่เน้นดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยมีแผนขับเคลื่อนการท่องเที่ยวจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปใน 5 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.การฟื้นฟูจิตใจและให้รางวัลชีวิต 2.การหนีความวุ่นวายสู่ความสงบ 3.การทำคอนเทนต์ เช็กอิน ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น 4.การแสวงหาประสบการณ์ทางกาย ใจและอารมณ์ และ 5.การท่องเที่ยวหรูหราเชิงอนุรักษ์ เป้าหมายหลักของเราคือทำให้คนไทย สร้างความสุขได้ทันทีที่ออกเดินทาง โดยโครงการ LIVE HERE จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านการสร้างสรรค์เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่เน้นคุณภาพและคุณค่า ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวซ้ำ แต่ยังเป็นการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง”

ไฮไลต์สำคัญของโครงการคือ แคมเปญประกวดเฟ้นหา 10 เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวใหม่ “THAILAND UNTOLD” เพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แต่ยังไม่เคยปรากฏในรีวิวมาก่อน โดย ททท. จะนำเส้นทางเหล่านี้มาต่อยอดให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ทรงพลัง ช่วยสร้างความโดดเด่นและเพิ่มความหลากหลายให้กับแผนที่ท่องเที่ยวไทย ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวน Local Creators และ Local Photographers หรือผู้ที่สนใจทั่วประเทศไทยที่มีความหลงใหลในพื้นที่ท้องถิ่น มาร่วมถ่ายทอดมุมมองใหม่ผ่านภาพถ่ายและเรื่องราวในแคมเปญ THAILAND UNTOLD โดยเปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. – 25 ก.พ. 2569  ผู้ชนะ 10 เส้นทาง จะได้รับเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 350,000 บาท พร้อมโอกาสในการเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสมัครได้ที่ Facebook Page: LIVE HERE   หรือ Line OA: @LiveHere

ททท. มุ่งหวังว่า โครงการ LIVE HERE จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมการใช้เวลาเดินทางอย่างมีคุณค่า สร้างความผูกพันระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน และร่วมกันต่อยอด “Hidden Destinations” ของไทยให้กลายเป็นจุดหมายที่สร้างความหมายและความภาคภูมิใจให้กับประเทศในระยะยาว

Photo of the week : สเปนเศร้าอุบัติเหตุรถไฟครั้งใหญ่

Photo of the week : สเปนเศร้าอุบัติเหตุรถไฟครั้งใหญ่

Photo of the week : สเปนเศร้าอุบัติเหตุรถไฟครั้งใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้คนทั่วสเปนยังคงอยู่ในความเศร้าโศกในสัปดาห์นี้ หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศ เมื่อรถไฟความเร็วสูง จากเมืองมาลากาไปยังกรุงมาดริด พุ่งหลุดออกจากรางและไปพาดขวางรางรถไฟที่อยู่คู่กัน ทำให้รถไฟอีกขบวนซึ่งแล่นสวนมา บนเส้นทางจากกรุงมาดริดไปยังเมืองอูเอลบาพุ่งชนเต็มแรง จนขบวนรถไฟดังกล่าวตกรางไปด้วย ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยูอย่างน้อย 42 ราย บาดเจ็บอีก 122 คน ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งร้ายแรงที่สุดของสเปนในรอบ 13 ปี และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อระบบรางที่สเปนภาคภูมิใจอย่างมาก

(ภาพ 1-8)

Health News : เล่นเกมมากกระทบนอนหลับ-เสี่ยงโรคอ้วน

Health News : เล่นเกมมากกระทบนอนหลับ-เสี่ยงโรคอ้วน

Health News : เล่นเกมมากกระทบนอนหลับ-เสี่ยงโรคอ้วน

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การศึกษาใหม่ที่นำโดยมหาวิทยาลัยเคอร์ตินของออสเตรเลีย และเผยแพร่ในวารสารนิวทรีชัน (Nutrition) ได้ทำการสำรวจนักศึกษา 317 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 20 ปี จากมหาวิทยาลัย 5 แห่งทั่วออสเตรเลีย โดยผู้เข้าร่วมถูกแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเล่นเกมน้อย (0-5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) กลุ่มเล่นเกมปานกลาง (5-10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) และกลุ่มเล่นเกมมาก (เกินกว่า 10 ชั่วโมงขึ้นไป) นักวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ที่เล่นเกมน้อยและปานกลางมีรายงานผลลัพธ์สุขภาพคล้ายคลึงกัน แต่กลุ่มผู้ที่เล่นเกมเกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กลับมีผลลัพธ์สุขภาพย่ำแย่กว่า

ศาสตราจารย์ มาริโอ เซียร์โว จากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักอยู่ที่พฤติกรรมการเล่นเกมมากเกินไป มากกว่าตัวเกมเอง โดยกลุ่มนักศึกษาที่เล่นเกมไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีรูปแบบการบริโภคอาหาร การนอนหลับ และน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างคล้ายกันทั้งหมด ทว่าความแตกต่างนั้นจะเริ่มปรากฎให้เห็นได้ชัดเมื่อเล่นเกมเกิน 10 ชั่วโมง ผู้เข้าร่วมทุกกลุ่มมีรายงานคุณภาพการนอนหลับโดยรวมค่อนข้างแย่ แต่ชั่วโมงการเล่นเกมที่เพิ่มขึ้นยังเชื่อมโยงกับการรบกวนการนอนหลับอีกด้วย

ทั้งนี้ ผลการศึกษาชี้ว่าการปรับพฤติกรรมสู่กิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การจำกัดการเล่นเกมจนถึงช่วงดึก และการเลือกรับประทานอาหารว่างที่มีประโยชน์ อาจช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav III and The Museum of Antiquities

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav III and The Museum of Antiquities

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav III and The Museum of Antiquities

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของเก่าที่เดินทางมาสต็อกโฮมในหน้าร้อนจะมีโอกาสพิเศษกว่าฤดูอื่น ไม่เพียงวันจะยาวแล้ว ยังมีมิวเซียมบางแห่งที่เปิดเฉพาะช่วงนี้ด้วย นั่นคือ Gustav III and The Museum of Antiquities มิวเซียมซึ่งอยู่ในส่วนของ Royal Palace Stockholm นี้เปิดระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงกันยายนเท่านั้น  นักท่องเที่ยวที่มีเวลามากอาจแวะเยือนได้ เพราะใช้เวลาไม่มากค่าใช้จ่ายจะรวมอยู่ในค่าเข้า Royal Palace อยู่แล้ว มิวเซียมแห่งนี้ถือกำเนิดมาจากการที่ พระเจ้า Gustav III มีความสนใจในเรื่องของโบราณตั้งแต่สมัยที่มีภูเขาไฟระเบิด ร่วมกับการที่พระองค์ได้พบกับพระสันตะปาปาและได้มีดำริร่วมกันที่จะเปิดมิวเซียมทางด้านศิลปะแห่งแรกของยุโรป ย้อนไป 79 ปีก่อนคริสต์กาล เมื่อภูเขาไฟ Vesuvius ทางตอนใต้ของอิตาลีประทุขึ้น หลายเมืองได้ถูกถมลงภายใต้ลาวา และเถ้าถ่าน เมืองใหญ่อย่าง Pompeii ได้ขุดค้นพบขึ้นในปี 1748 ของที่ค้นพบครั้งนั้นได้เปิดหูเปิดตาชาวโลกขึ้นมากมาย  

ในช่วงเวลานั้นศิลปะแบบ Rococo กำลังรุ่งเรือง แต่ก็มีศิลปินหลายกลุ่มที่เริ่มเบื่อหน่ายสไตล์การตกแต่งจากเปลือกหอยอันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปะแบบ Rococo จนนำไปสู่ศิลปะแบบ Neoclassicism ในช่วงนั้นพระเจ้ากุสตาฟที่สามแห่งสวีเดนซึ่งสนใจในศิลปะได้เดินทางลงใต้สู่กรุงโรมเพื่อตามล่าหางานศิลปะโดยเฉพาะงานประติมากรรมต่าง ๆ เมื่อพระองค์เสด็จถึงวาติกันในวันปีใหม่ปี 1784 พระองค์ได้เชยชมงานประติมากรรมใน Museo Pio Clementino โดยมีสันตะปาปา Pius VI เป็นไกด์ส่วนตัวยังผลให้พระองค์ซื้อสมบัติเก่า ๆ มากมายมาไว้สะสม ในการเยือนครั้งนั้นพระองค์ได้ให้ Benigne Gagneraux ศิลปินประจำราชสำนักรังสรรค์งานจิตรกรรมการเยือนและพบปะสันตะปาปาไว้เป็นที่ระลึกด้วยอีกต่างหาก

ข่าวความต้องการสะสมวัตถุโบราณของพระองค์กระฉ่อนไปทั่วอิตาลียังผลให้นักขุดของเก่าทั้งหลายพยายามขวนขวายหาสิ่งที่พระองค์อยากได้ นั่นคือ รูปปั้น Apollo และรูปปั้นผู้หญิงแบบต่าง ๆ มานำเสนอ แม้รูปปั้นหลายชิ้นไม่สมประกอบ แต่ก็ถูกซ่อมแซมแก้ไขเพื่อให้พระองค์พึงพอใจและนำไปตั้งโชว์ที่พระราชวังใน Haga ได้ เมื่อตัวแทนขายสะสมของได้จำนวนหนึ่งซึ่งไม่เพียงมีงานประติมากรรม ยังมีแจกันจำนวนมากด้วย พวกเขาก็ส่งของไปทางเรือเพื่อให้พระองค์นำไปตั้งแสดงที่ Royal Palace Stockholm

สามสัปดาห์หลังจากที่พระเจ้ากุสตาฟที่สามเสด็จสวรรคตในวันที่ 29 มีนาคม 1792 หลังการถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้าในงานรื่นเริงสวมหน้ากาก รัฐบาลตัดสินใจจัดตั้งมิวเซียมขึ้นเพื่ออุทิศให้กับวัตถุโบราณที่พระองค์สะสมไว้เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ผู้ซึ่งพยายามรักษาสมบัติเก่าเหล่านี้มาตลอดชีวิต รัฐบาลได้แต่งตั้งให้ Carl Fredrik Fredenheim ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือพระองค์ในการได้มาจากแหล่งขุดค้นที่โรมและสะสมวัตถุโบราณเหล่านี้เป็นภัณฑารักษ์มิวเซียมคนแรก ส่วนของอาคารที่เลือกก็เป็นตำแหน่งปีกตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวังซึ่งเป็นที่จัดแสดงวัตถุโบราณเหล่านี้ในปัจจุบัน

เมื่อรัฐบาลเลือกปีกหนึ่งของพระราชวังเป็นมิวเซียมที่พร้อมใช้งาน เพียงแค่ 2 ปีหลังการสวรรคต มิวเซียมแห่งแรกของยุโรปที่มีชื่อว่า The Royal Museum ก็สามารถเปิดทำการได้  ต้นทศวรรษที่ 1800 มิวเซียมได้ทำการปรับปรุงอัตลักษณ์ใหม่ด้วยการเพิ่มงานประติมากรรมที่มีความทันสมัยมากขึ้นเข้าไปด้วย อีกทั้งยังซื้อของสะสมเพิ่มขึ้นมาก หลังทศวรรษที่ 1840 มิวเซียมได้ทำการจัดแสดงผลงานจิตรกรรมเพิ่มขึ้น และได้ทาสีใหม่ทดแทน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมแห่งนี้จะได้มีโอกาสชื่นชมงานประติมากรรมแนวกรีกที่มีความหลากหลายและได้สัมผัสบรรยากาศกรีกโบราณไปอย่างเต็ม ๆ เสมือนหนึ่งกำลังอยู่ในกรีซเลยทีเดียว

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า ‘บรู๊คลิน’ แฉเบื้องหลัง Brand Beckham

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า 'บรู๊คลิน' แฉเบื้องหลัง Brand Beckham

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า ‘บรู๊คลิน’ แฉเบื้องหลัง Brand Beckham

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สร้างความฮือฮาไม่น้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา กับข่าวที่ บรู๊คลิน เพลท์ซ เบ็คแฮม (Brooklyn Peltz Beckham) ลูกชายคนโตของ เดวิด และ วิคตอเรีย เบ็คแฮม ประกาศตัดสัมพันธ์กับครอบครัวอย่างเป็นทางการ ผ่านแถลงการณ์ความยาว 6 หน้าบน Instagram Story บรู๊คลิน ยืนยันชัดเจนต่อผู้ติดตามกว่า 16 ล้านรายว่า ว่าเขาไม่ต้องการคืนดีกับครอบครัว จากปัญหาความขัดแย้งที่สั่งสมมานานหลายปี

บรู๊คลินกล่าวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาถูกพ่อแม่ควบคุมภาพลักษณ์และสร้างเรื่องราวลวงในสื่อ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของ Brand Beckham จนทำให้เขาต้องเผชิญกับภาวะวิตกกังวลมาโดยตลอด และตอนนี้เขารู้สึกมีอิสระเป็นครั้งแรกหลังจากเดินออกมา ลูกชายคนโตผู้นี้วิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวของตนว่าให้ความสำคัญกับ “การโปรโมตตัวเองต่อหน้าสาธารณะและสัญญาโฆษณาเหนือสิ่งอื่นใด” “แบรนด์เบ็คแฮมต้องมาก่อน” เขาเขียน พร้อมเสริมว่า “ความรักของครอบครัวถูกตัดสินจากว่าคุณโพสต์ลงโซเชียลมีเดียมากแค่ไหน”

อีกเรื่องที่ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก คือการที่ วิคตอเรีย ผู้เป็นแม่ ยกเลิกการตัดชุดแต่งงานให้ นิโคล่า เพลท์ซ เจ้าสาวของเขาในนาทีสุดท้าย และยังแย่งซีนช่วงการเต้นรำครั้งแรกของบ่าวสาว โดยเข้าไปเต้นกับเขาแทนในลักษณะที่เขารู้สึกว่าไม่เหมาะสมและน่าอับอาย

สำหรับนิโคล่า เป็นนักแสดงหญิงชาวอเมริกัน บุตรสาวของเนลสัน เพลท์ซ นักธุรกิจมหาเศรษฐี ซึ่งต่อมา เธอให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ (The Times) ว่า แม่สามีของเธอทราบว่า ทีมงานในห้องเสื้อไม่สามารถตัดชุดให้เสร็จได้ทันเวลา พร้อมปฏิเสธกระแสคาดเดาว่ามีความบาดหมางระหว่างกัน

บรู๊คลินระบุว่า ครอบครัวของเขาไม่เคยให้เกียรตินิโคล่า ภรรยาของเขาเลย และมีการจงใจเชิญแฟนเก่าของเขาไปร่วมงานครอบครัวเพื่อสร้างความอึดอัดใจ เขาอ้างด้วยว่า ก่อนแต่งงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ พ่อแม่พยายามกดดันและติดสินบนให้เขาเซ็นสัญญาละทิ้งสิทธิ์ในชื่อสกุลของตัวเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และอนาคตของลูกๆ ของเขา

บรู๊คลินยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เป็นเชื้อไฟให้กับข่าวลือเรื่องความร้าวฉานของครอบครัว ซึ่งก็คืองานวันเกิดครบรอบ 50 ปี ของ เดวิด เบ็คแฮม เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว บรู๊คลินบอกว่า ตัวเองและภรรยาได้เดินทางไปยังกรุงลอนดอนเพื่อร่วมงานวันเกิดของเดวิด แต่ถูกปฏิเสธเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ตอนที่พวกเขากำลังรออยู่ที่ห้องในโรงแรม พยายามที่จะวางแผนให้ได้ใช้เวลาที่มีค่ากับเขา พ่อปฏิเสธความพยายามทั้งหมดของเขา เว้นแต่ถ้านั่นจะเป็นงานปาร์ตี้วันเกิดของเขาที่มีแขกนับร้อยและกล้องทุกที่

เขาเล่าต่อว่าในที่สุด พ่อก็ตอบตกลงที่จะเจอเขา โดยมีเงื่อนไขว่าภรรยาของเขาต้องไม่อยู่ด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่บรูคลินบอกว่าเป็นการตบหน้า พร้อมเสริมว่า ต่อมาครอบครัวของเขาก็ปฏิเสธที่จะพบกับบรูคลินในทริปถัดไปที่นครลอสแอนเจลิส

แถลงการณ์นี้ของบรู๊คลิน ยังเกิดขึ้นหลังจากที่บรู๊คลินและนิโคล่าจัดงานแต่งงานใหม่ ในปี 2025 เพื่อสร้างความทรงจำใหม่ที่ไม่มีความเจ็บปวดจากงานครั้งแรก และว่าในตอนนี้ เขาและภรรยาต้องการเพียงชีวิตที่มีความสุขเป็นส่วนตัว ห่างจากการรบกวนของบรรดาสื่อ

มีรายงานว่าปัจจุบันนี้ บรู๊คลินได้ขอให้พ่อแม่ติดต่อเขาผ่านทีมกฎหมายเท่านั้น และได้บล็อกช่องทางโซเชียลมีเดียของคนในครอบครัวเกือบทั้งหมด ขณะที่ครูซ น้องชายของเขาได้ออกมาโต้ตอบว่า พ่อแม่ไม่ได้เลิกติดตามบรู๊คลิน แต่เป็นฝ่ายบรู๊คลินเองที่บล็อกทุกคน และน้องๆ ก็รู้สึกผิดหวังในตัวพี่ชาย ก่อนหน้านี้ เขาเคยบอกกับสื่อว่า พ่อแม่ของเขาไม่มีทาง “เลิกติดตามลูกของตัวเอง”

ผลกระทบ Brand Beckham

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา จุดแข็งที่สุดของแบรนด์เบ็คแฮมคือ ความกลมเกลียวและการเป็นต้นแบบครอบครัวสมัยใหม่ (Modern British Family) ที่ประสบความสำเร็จและรักกันมาก แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ คือวิกฤตแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดของครอบครัวเบ็คแฮม เนื่องจากภาพลักษณ์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ (The Perfect Family) ที่สร้างมาหลายสิบปีถูกทำลายลงด้วยคำพูดของลูกชายตัวเอง ข้อมูลจาก CARMA ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านชื่อเสียง ระบุว่า หลังจากการโพสต์ของบรู๊คลิน ความรู้สึกเชิงลบต่อแบรนด์เบ็คแฮมพุ่งสูงถึง 46.9% จากเดิมที่มีเพียง 21.4%

คำว่า “สร้างภาพ” (Performative) ที่บรู๊คลินใช้เรียกโพสต์ในโซเชียลมีเดียของพ่อแม่ ทำให้ผู้คนทั่วไปเริ่มสงสัยว่าความสัมพันธ์ที่เห็นมาตลอด 20 กว่าปีนั้นเป็นความจริงหรือแค่แผนการตลาด โดยเฉพาะการที่บรู๊คลินแฉว่า พ่อแม่พยายาม “ติดสินบน” ให้เขาเซ็นสัญญาโอนสิทธิ์ในชื่อตัวเองให้เป็นของบริษัทครอบครัว ซึ่งหากเป็นจริง จะทำให้ภาพลักษณ์ของเดวิดและวิกตอเรีย จากพ่อแม่ที่รักลูก กลายเป็นนักธุรกิจที่มองลูกเป็นทรัพย์สิน

ขณะเดียวกัน วิกตอเรีย เบ็คแฮม สร้างแบรนด์แฟชั่นโดยมีตัวเองและครอบครัวเป็นพรีเซนเตอร์หลัก แต่การที่บรู๊คลินยืนยันว่าวิกตอเรียถอนตัวจากการตัดชุดให้นิโคล่าในนาทีสุดท้าย (11th hour) ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและความเห็นอกเห็นใจในฐานะดีไซเนอร์ อีกทั้งการแตกหักกับครอบครัวมหาเศรษฐีอย่าง เพลท์ซ ครอบครัวของนิโคล่า ยังหมายถึงการสูญเสียเครือข่ายคอนเนกชันระดับมหาเศรษฐีในอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของวิกตอเรีย กลายเป็นศึกระหว่าง Team Beckham กับ Team Peltz-Beckham  ส่งผลต่อฐานแฟนคลับและการร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ในอนาคต

นักสื่อสารมวลชนมองว่า หากยังมีการตอบโต้กลับไปกลับมา จะยิ่งทำให้แบรนด์เสียหายหนักขึ้น เพราะจะเปลี่ยนจากความขัดแย้งในครอบครัว กลายเป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือ แต่บางส่วนมองว่า ถ้าเดวิดและวิกตอเรียใช้ความนิ่งและความเป็นผู้ใหญ่ในการแก้ปัญหา เหมือนที่เดวิดพยายามตอบโต้ผ่านสื่อว่า “ลูกๆ ผิดพลาดกันได้” อาจจะช่วยประคองแบรนด์ให้ดูเป็นมนุษย์ที่มีปัญหาจริงมากกว่าการสร้างภาพเป๊ะทุกระเบียดนิ้ว

ล่าสุด เดวิด เบ็คแฮม ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียตอบโต้ลูกชายคนโตเป็นครั้งแรก ซึ่งปกติแล้วตระกูลเบ็คแฮมมักจะใช้นโยบายความเงียบในการจัดการข่าวลือเสมอ

เดวิดได้โพสต์ภาพย้อนวัยขาวดำ ที่เป็นรูปเขากำลังอุ้มบรู๊คลินตอนเด็ก พร้อมข้อความที่เขียนอย่างระมัดระวังแต่กินใจความลึกซึ้งว่า “ความจริงมีความหมายสำหรับพ่อเสมอ และครอบครัวคือทุกอย่างสำหรับเรา… พ่อเสียใจที่คุณรู้สึกแบบนั้น แต่ประตูบ้านและหัวใจของพ่อกับแม่ยังเปิดรอคุณอยู่เสมอ ความกตัญญูและการให้เกียรติคือรากฐานที่เราสร้างมาด้วยกัน อย่าให้คนอื่นมาเปลี่ยนตัวตนที่คุณเป็นจริงๆ”

การตอบโต้ครั้งนี้ถูกสื่ออังกฤษเรียกว่าเป็นการ “สั่งสอนแบบผู้ใหญ่” (Fatherly rebuke) อีกทั้งมองว่าข้อความของเดวิดมีการแฝงนัยสำคัญไว้ ทั้งข้อความ “อย่าให้คนอื่นมาเปลี่ยนตัวตน”: ที่เชื่อว่า เดวิดกำลังพุ่งเป้าไปที่ ตระกูลเพลท์ซ หรือนิโคล่า ภรรยาของบรู๊คลิน ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนทัศนคติของลูกชาย และมีเนื้อหาตำหนิอย่างสุภาพเกี่ยวกับการนำเรื่องในบ้านมาแฉต่อสาธารณะ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ขาดความเคารพต่อบุพการี อีกทั้งการโพสต์รูปย้อนวัยที่ดูอบอุ่น เป็นการพยายามดึงภาพลักษณ์ “ครอบครัวที่รักกัน” กลับคืนมาเพื่อสยบข่าวเรื่องการ “จัดฉาก” ที่บรู๊คลินกล่าวอ้าง

เรื่องราวหลังจากนี้จะดำเนินต่อไปยังไงไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ บรู๊คลินยังไม่ได้ลบโพสต์แฉเดิม และยังไม่ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับในโพสต์ของพ่อ แสดงให้เห็นว่า รอยร้าวครั้งนี้อาจจะลึกกว่าที่หลายคนคิด

โดย ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : ใส ๆ น่าจะไร้มลพิษ PM 2.5

ตะลอนเที่ยว : ใส ๆ น่าจะไร้มลพิษ PM 2.5

ตะลอนเที่ยว : ใส ๆ น่าจะไร้มลพิษ PM 2.5

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เมื่อกรุงเทพฯ ไม่มีฝนตกลงมา คนที่อาศัยในกรุงเทพฯ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 อย่างหนัก บางวันเมื่อดูดัชนีแสดงค่า PM 2.5 ในเขตต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ก็พบว่าเป็นสีส้มโดยบางแห่งก็เป็นสีแดง 

ขออนุญาตเขียนในเชิงวิชาการสักเล็กน้อยเกี่ยวกับปริมาณของ PM 2.5 ในระดับต่าง ๆ คือ โดยเริ่มจากสีฟ้า เขียว เหลือง ส้ม และแดง ขอลงรายละเอียดอีกสักนิดก็แล้วกัน คือเมื่อพบว่ามีค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในระยะเวลา 24 ชั่วโมงสูงเกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในช่วงสีส้ม ก็หมายความว่าไม่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์แล้ว แต่เมื่อดูจากดัชนีวัดคุณภาพอากาศในเขตประเทศไทยในระยะนี้ บางวันในบางพื้นที่มีปริมาณ PM 2.5 สูงเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ไม่เว้นแม้กระทั่งในเมืองชายทะเลบางแห่งก็ตาม ที่หลายคนอาจจะเข้าใจว่าไร้ PM 2.5 แต่เมื่อวัดคุณภาพอากาศก็ยังพบว่ายังคงมี PM 2.5 ในระดับสีเหลือง

เราจึงตัดสินใจหนี PM 2.5 จากกรุงเทพฯ ไปเกาะช้าง จังหวัดตราด เพราะเชื่อว่า PM 2.5 ต้องน้อยกว่ากรุงเทพฯ อย่างแน่นอน ซึ่งก็ไม่จริง 100 เปอร์เซ็นต์อยู่ดี แต่อย่างน้อยก็ยังมีลมทะเลพัดอยู่เกือบตลอดเวลา แล้วก็ยังมีน้ำทะเลใส ๆ ให้แช่คลายร้อนได้บ้าง (ยกเว้นช่วงกลางวันและช่วงบ่ายที่ต่อให้แช่น้ำทะเล ก็อาจจะตัวไหม้เกรียมจนดำปี๋) 

วันนี้ เราเลือกหาดไก่แบ้ ซึ่งเป็นหาดที่อยู่ด้านทิศตะวันตกของเกาะช้างเป็นที่หลบมลพิษ PM 2.5 ก็ต้องบอกว่าช่วงที่เราไปนั้น คือประมาณต้นเดือนธันวาคม เราไม่เจอฝน แล้วที่สำคัญคือคลื่นลมสงบดีมาก แต่ก็มีปัญหาที่ถูกถามว่าปลอดภัยจากภัยการสู้รบโดยกองทัพกัมพูชาหรือไม่ ตอบว่า ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ 

หาดไก่แบ้เป็นหาดทรายที่ไม่ยาวมากนัก แต่สามารถลงเล่นน้ำทะเลได้สบายเลย ดังนั้นจึงเป็นหาดยอดนิยมแห่งหนึ่งที่จะมีผู้ไปนั่งเล่นเย็นใจริมชายหาด บางคนก็นอนอาบแดด บางก็นอนแช่น้ำ บางก็ว่ายน้ำ จากหาดนี้ เราจะมองเห็นเกาะหยวก และเกาะมันนอก รวมถึงเกาะมันในได้ชัดเจน ในช่วงเวลาน้ำลงเราสามารถเดินบนสันทรายไปยังเกาะมันในได้โดยไม่ยาก

วันนี้จึงนำภาพสวย ๆ จากบริเวณหาดไก่แบ้มาฝาก โดยเป็นภาพสองบรรยากาศ คือ before sunset ก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า และช่วงเช้ากึ่งสายเล็กน้อย โดยเป็นสองบรรยากาศที่น่าประทับใจมาก คุณเห็นด้วยไหมครับ 

หากคุณสนใจจะไปเที่ยวเกาะช้างด้วยกัน โดยไปเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกไม่เกิน 12 คน เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบร้อน ไม่เร่งรัด เน้นเที่ยวแบบค่อย ๆ ละเลียดความสุข ไม่ตะกุมตะกลาม ไม่เที่ยวแบบชะโงกทัวร์ หากสนใจเที่ยวแบบนี้ โปรดติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลขโทรศัพท์ 0917233615

by Mr. Flower

‘ความสุขไม่ใช่แค่คิดต้องลงมือทำ’ มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. ปิดโครงการ ‘รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ’

‘ความสุขไม่ใช่แค่คิดต้องลงมือทำ’ มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. ปิดโครงการ ‘รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ’

‘ความสุขไม่ใช่แค่คิดต้องลงมือทำ’ มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. ปิดโครงการ ‘รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ’

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด (FORWARD FOUNDATION) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมปิดโครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความสุขไม่ใช่แค่คิดต้องลงมือทำ”

นางสาวแสงระวี จงศิริกุล ประธานมูลนิธิฟอร์เวิร์ด เปิดเผยว่า “สถานการณ์ความเหงาในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียคู่ครอง เพื่อน บทบาททางสังคมจากการเกษียณ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น เมื่อย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา ลูกหลานไปทำงานไกล และข้อจำกัดทางกายภาพ เศรษฐกิจ เช่น การเดินทาง สุขภาพไม่ดี  ปัญหาการเงิน ซึ่งส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพทั้งกาย อาทิ โรคหัวใจ สมองเสื่อม ภูมิคุ้มกันต่ำ และทางด้านจิตใจ ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล การแยกตัวทางสังคม และความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประเทศไทยก็เผชิญปัญหานี้เช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมครอบครัวเดี่ยวและชนบท ที่คนหนุ่มสาวอพยพเข้าเมือง ทั้งนี้ ความเหงาสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะประสบกับความเหงามากกว่า ทั้งนี้ มีการศึกษาในบางชิ้นรายงานว่า 25 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีประสบกับความเหงา (Holt-Lunstad et al. 2015) ในขณะที่งานวิจัยอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเกิดความเหงาอาจสูงกว่า  70 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางสภาวะ (Molas-Tuneu et al. 2023) ซึ่งอาจ เป็นผลมาจากภาวะสุขภาพเรื้อรัง หรือเฉียบพลันหลายประการในผู้สูงอายุ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่และที่อยู่อาศัย เช่น การอยู่บ้านพักคนชรา สถานดูแลผู้สูงอายุ ชุมชน ผู้เกษียณอายุ การอาศัยอยู่ที่บ้านในฐานะสมาชิกชุมชน เป็นต้น

ทางมูลนิธิฟอร์เวิร์ด จึงได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจให้แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะมีการจัดอบรม 1 วัน ผู้ร่วมกิจกรรมจาก 4 เขต ของกรุงเทพมหานคร คือ เขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง  เขตดินแดง เขตราชเทวี โดยมีเนื้อหาในการให้ความรู้ในการดูแลสมองด้วยการออกกำลังกายง่าย ๆ การจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุได้ระลึกถึงความภาคภูมิใจในชีวิตผ่านงานศิลปะ ด้วยการวาดภาพที่เกี่ยวเนื่องกับความภาคภูมิใจ ในชีวิต และนำกระเป๋าผ้า กลับไปเป็นของที่ระลึกถึงความภาคภูมิใจ อันเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าในชีวิตของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ให้ผู้สูงอายุในแต่ละชุมชนได้ออกแบบสร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นมา และถ่ายทำคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนด้วยกันเอง และเป็นการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งผู้สูงอายุสามารถรับชมและมีความสุขเมื่อได้ระลึกถึงช่วงเวลาของการจัดกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้ มูลนิธิฟอร์เวิร์ดยังได้จัดทำคู่มือการจัดกิจกรรมรุ่นใหญ่ไฟกะพริบ เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมสร้างความสุข ลดความเหงา และความเครียดได้อีกด้วย” นางสาวแสงระวี กล่าว

งานนี้ ยังมีเวทีทอล์ก โดย รศ.ดร. ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล รองคณบดี ฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมพูดคุยกับคนดังสามท่าน อาม่าแต๋ว – อุษา เสมคำ, ป้าเนาว์ – เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ และ อังเคิลอั๊ต – อัษฎา พานิชกุล ที่มา ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “เตรียมความพร้อมก่อนวันนั้นจะมาถึง” ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตจริง มุมมองการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจตัวเอง และการยอมรับความเปลี่ยนแปลงของวัยอย่างงดงาม

            โครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ มีผู้สูงอายุเข้าร่วมจากชุมชนดินแดง ชุมชนราชเทวี ชุมชนวังทองหลาง ชุมชนบางกะปิ และผู้สมัครทางออนไลน์ ไม่น้อยกว่า 130 คน โดยได้รับผลตอบรับจากผู้สูงอายุ และผู้รับชมผ่านสื่อต่างๆ เป็นอย่างดี