5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

21 ส.ค. 2569 04:52 น.

5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

5 ชาติตะวันตกออกแถลงการณ์ร่วม ประณามอิสราเอลที่เปิดประมูลโครงการสร้างที่พักอาศัยกว่า 1,200 หน่วยในพื้นที่สำคัญของเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งจะกระทบต่อการตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างใหญ่หลวง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และแคนาดา ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามอิสราเอลอย่างรุนแรง หลังรัฐบาลอิสราเอลเปิดประมูลโครงการสร้างที่พักอาศัยกว่า 1,200 หน่วย ในเขต “ตะวันออก 1” (E1) ของเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกแผนดังกล่าวทันที

โครงการก่อสร้างในพื้นที่ E1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 12 ตารางกิโลเมตรระหว่างเยรูซาเล็มตะวันออกและนิคม มาเล อาดูมิม (Maale Adumim) จะส่งผลให้เวสต์แบงก์ถูกตัดขาดออกเป็นสองส่วน (เหนือและใต้) และแยกเยรูซาเล็มตะวันออกจากพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งหลายฝ่ายเตือนว่าจะทำลายโอกาสในการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่เชื่อมติดกันอย่างสิ้นเชิง

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า การตัดสินใจของอิสราเอลเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขตเวสต์แบงก์กำลังเผชิญกับความไม่สงบอย่างหนัก ความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่กระทำต่อพลเรือนปาเลสไตน์พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน และเศรษฐกิจของปาเลสไตน์กำลังถูกจำกัดอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ กระทรวงการเคหะของอิสราเอลเปิดประมูลที่พักอาศัยจำนวน 1,234 หน่วย จากทั้งหมด 3,401 หน่วยที่ได้รับการอนุมัติ โดยกำหนดวันสิ้นสุดการยื่นประมูลในวันที่ 19 ต.ค. ก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอลเพียงไม่กี่วัน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ยกเลิกโครงการได้ยากยิ่งขึ้น

ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเบลเยียม เตือนว่าแผนการนี้เป็นภัยคุกคามต่อการมีอยู่ของรัฐปาเลสไตน์

อนึ่ง นับตั้งแต่อิสราเอลเข้ายึดครองเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออกในสงครามปี 2510 อิสราเอลได้สร้างนิคมไปแล้วราว 160 แห่ง รองรับชาวยิวประมาณ 700,000 คน ซึ่งตั้งอยู่ปะปนกับชาวปาเลสไตน์ราว 3.3 ล้านคน

การขยายตัวของนิคมเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กลับมาดำรงตำแหน่งพร้อมรัฐบาลผสมฝ่ายขวาจัดเมื่อปลายปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

21 ส.ค. 2569 03:48 น.

ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน พร้อมยื่นคำขาดถึงพันธมิตรว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรร่วมมือกับวอชิงตันในการ “บดขยี้” เศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองโดยส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดถึงนานาประเทศว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

คำพูดของนายเบสเซนต์เป็นการขานรับคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่าประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลอิหร่านจะต้องเจอกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ทรัมป์อ้างว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมเปิดตัวมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะลงโทษทั้งอิหร่าน และประเทศพันธมิตร รวมถึงภาคธุรกิจต่างชาติที่ยังคงค้าขาย โอนเงิน หรือซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะเปิดเผยในงานแถลงข่าววันที่ 24 ส.ค.นี้

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจแบบเข้มข้นดังกล่าว จะช่วยลดความจำเป็นในการกลับไปใช้กำลังทางทหารเพื่อเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยอ้างเหตุผลเพื่อยับยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนัก

แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายนและมิถุนายนเพื่อเจรจา แต่ข้อตกลงกลับถูกละเมิดเรื่อยมา และการเจรจาต้องหยุดชะงักลงในที่สุด ในขณะที่อิหร่านยังคงถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นผู้กุมเงื่อนไขในการเปิดเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ จึงเปลี่ยนแผนมาโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน ซึ่งเปราะบางอย่างหนักจากการโดนนานาชาติคว่ำบาตรมานานหลายทศวรรษ โดยตัวเลขทางการชี้ว่าในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สินค้าจำเป็นในอิหร่านมีราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 60% และราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า จนเกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า แม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าสั่นคลอนการปกครอง แต่ชาวเมืองในอิหร่านมองว่า ประชาชนเคยชินกับการใช้ชีวิตภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมานานแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลจะหาช่องทางในการค้าขายเพื่อพยุงตัวต่อไปได้ แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบแต่ก็อาจจะไม่ถึงขั้นล่มสลายอย่างที่สหรัฐฯ คาดการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกเล็กเมืองโคโม สั่งห้ามขี่จักรยานบางพื้นที่ หลังถูกจักรยานไฟฟ้าชน

นายกเล็กเมืองโคโม สั่งห้ามขี่จักรยานบางพื้นที่ หลังถูกจักรยานไฟฟ้าชน

21 ส.ค. 2569 02:33 น.

นายกเล็กเมืองโคโม สั่งห้ามขี่จักรยานบางพื้นที่ หลังถูกจักรยานไฟฟ้าชน

นายกเทศมนตรีเมืองโคโม ของอิตาลี ประกาศห้ามขี่จักรยาน-จักรยานไฟฟ้าในบางพื้นที่ของเมืองแห่งนี้ หลังจากตัวเขาถูกจักรยานไฟฟ้าชน โดยระบุว่า รู้ดีว่าการถูกหนึ่งในอสูรร้ายพวกนี้ชนมันเป็นอย่างไร

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 นายอเลสซานโดร ราปิเนเซ นายกเทศมนตรีเมืองโคโม ในเมืองเก่าอันทรงประวัติศาสตร์ของประเทศอิตาลี ประกาศห้ามประชาชนขี่จักรยานในพื้นที่บางส่วนของเมือง ซึ่งครอบคลุมถนนกว่า 30 สาย นับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป โดยอ้างว่ามาตรการนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของสาธารณชน

นายราปิเนเซบอกกับสำนักข่าว อันซา (ANSA) ของอิตาลีว่า “คนเรามักทำตามประสบการณ์ของตัวเอง และผมรู้ดีว่าการถูกหนึ่งในอสูรร้าย (beasts) พวกนี้ชนมันเป็นอย่างไร”

นอกจากที่เมืองโคโมแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายแห่งทั่วยุโรป รวมถึงในสหราชอาณาจักร ได้ออกข้อจำกัดเกี่ยวกับสถานที่และรูปแบบการใช้งานจักรยานไฟฟ้าและยานพาหนะส่วนบุคคลประเภทอื่นเช่นกัน

มาตรการที่นายราปิเนเซเสนอ เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจราจรใหม่ ซึ่งกำหนดให้มีเขตจำกัดการจราจร (ZTL) เพื่อจัดการกับการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยว และกำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับรถยนต์และรถตู้ในใจกลางเมือง

ถนนหลายสายที่อยู่ภายใต้คำสั่งห้ามนี้เป็นถนนที่กว้างที่สุดในเขตเมืองเก่า และเป็นเส้นทางยอดนิยมของพนักงานส่งสินค้า โดยมาตรการนี้จะครอบคลุมทั้งจักรยานไฟฟ้าและจักรยานปั่นทั่วไป เนื่องจากประมวลกฎหมายทางหลวงของอิตาลีไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างพาหนะทั้งสองประเภท

นายราปิเนเซเล่าย้อนเหตุการณ์ที่เขาถูกจักรยานไฟฟ้าชนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมันเกิดขึ้นขณะที่เขากำลังออกจากศาลาว่าการเมือง และชนกับจักรยานไฟฟ้าอย่างจัง เพียงไม่นานหลังจากที่คณะผู้บริหารของเขาได้หารือเกี่ยวกับข้อจำกัดการจราจรในใจกลางเมือง

“ในกรณีนี้ ผมไม่ได้ถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล” นายราปิเนเซกล่าว “ผมแค่ถูกจักรยานชน แต่ผมได้รวบรวมข้อมูล และนั่นคือที่มาของมาตรการนี้”

ทั้งนี้ กฎระเบียบการจราจรใหม่สำหรับเขต ZTL หมายความว่ายานพาหนะบางประเภทจะต้องมีใบอนุญาตรายปี และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเข้าพื้นที่วันละ 3 ยูโร

การส่งสินค้าไปยังร้านค้าและร้านอาหารจะได้รับอนุญาตเฉพาะช่วงเวลา 06:00 น. ถึง 23:00 น. เท่านั้น ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่พักในโรงแรมจะสามารถขับจักรยานเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ก็ต่อเมื่อที่พักมีที่จอดรถรองรับเท่านั้น

แน่นอนว่า คำสั่งห้ามของนายราปิเนเซเผชิญกระแสต่อต้านจากชาวเมือง เนื่องจากจักรยานและจักรยานไฟฟ้าเป็นหนึ่งในพาหนะหลักในการเดินทางของคนท้องถิ่น โดยมีการเปิดแคมเปญล่ารายชื่อบนโลกออนไลน์ เพื่อยับยั้งมติของเทศบาลเมือง

Civitas Como กลุ่มภาคประชาชนในท้องถิ่น ได้ออกมาท้าทายความชอบธรรมของคำสั่งห้ามนี้ โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ “น่าตั้งข้อสงสัยและผิดพลาด” ขณะที่สมาคม Nova Como เตรียมจัดกิจกรรมปั่นจักรยานประท้วงในวันที่ 12 ก.ย.นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับแล้ว 15 ศพ ยูเครนขาดแคลนมิสไซล์สกัดกั้น

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับแล้ว 15 ศพ ยูเครนขาดแคลนมิสไซล์สกัดกั้น

21 ส.ค. 2569 00:18 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับแล้ว 15 ศพ ยูเครนขาดแคลนมิสไซล์สกัดกั้น

รัสเซียโจมตีกรุงเคียฟของยูเครนและพื้นที่โดยรอบอย่างหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ ขณะที่ทางการยูเครนเรียกร้องให้ชาติตะวันตกช่วยส่งมิสไซล์สกัดกั้นที่กำลังร่อยหรอ มาให้เพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัสเซียโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบอีกครั้งในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพฤหัสบดี (20 ส.ค. 2569) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ สร้างความเสียหายแก่แฟลตที่พักอาศัย คลังสินค้า โรงพยาบาลเด็ก และโรงเรียน รวมถึงทำให้ไฟฟ้าดับกระทบประชาชนหลายพันครัวเรือน

รองหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองยูเครนระบุว่า รัสเซียตั้งใจโจมตีคลังสินค้าและอาคารกำเนิดพลังงานความร้อนเพื่อทำลายระบบทำความร้อน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่รัสเซียใช้มาหลายปี

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัสเซียอ้างว่าพวกเขาเล็งเป้าเฉพาะสิ่งปลูกสร้างทางการทหารและคลังสินค้า พร้อมระบุว่าสกัดโดรนของยูเครนได้ 726 ลำในหลายภูมิภาค

ด้านนายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาร้องขอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก ให้ส่งขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) มาให้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากการขาดแคลนกระสุน ทำให้ยูเครนไม่สามารถสกัดกั้นมิสไซล์ที่รัสเซียยิงมาได้เลย

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนด้านอาวุธจากชาติตะวันตกให้ยูเครนประสบความล่าช้าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งสต็อกขีปนาวุธสกัดกั้นร่อยหรอเนื่องจากถูกนำไปใช้ในสงครามกับอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการคุ้มกันน่านฟ้าของยูเครน

ทั้งนี้ ยูเครนเร่งยกระดับการโจมตีโต้กลับลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย รวมถึงการใช้โดรนกว่า 600 ลำโจมตีกรุงมอสโกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในฝั่งรัสเซียอย่างน้อย 16 รายในสัปดาห์นี้

ทางการกรุงเคียฟประกาศให้วันศุกร์ที่ 21 ส.ค. เป็นวันไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่การเจรจาทางการทูตเพื่อหยุดยิงยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซลล์แมนขายรถ กลายเป็นเจ้าชายเบลเยียม หลังยืนยันสายเลือดราชวงศ์

เซลล์แมนขายรถ กลายเป็นเจ้าชายเบลเยียม หลังยืนยันสายเลือดราชวงศ์

20 ส.ค. 2569 23:36 น.

เซลล์แมนขายรถ กลายเป็นเจ้าชายเบลเยียม หลังยืนยันสายเลือดราชวงศ์

(เจ้าชายลอรองต์กับ เกลม็อง ฟานเดอแกร์กโฮเวอ พระโอรส (ภาพจาก Clément Vandenkerckhove/Instagram)

อดีตพนักงานขายรถยนต์วัย 26 ปี กลายเป็นเจ้าชายองค์ใหม่แห่งราชวงศ์เบลเยียมแล้ว หลังเจ้าชายลอรองต์ทรงรับรองให้เขาเป็นพระโอรสและทายาทตามกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย เกลม็อง ฟานเดอแกร์กโฮเวอ (Clément Vandenkerckhove) อดีตพนักงานขายรถยนต์วัย 26 ปี กลายเป็นเจ้าชายแห่งราชวงศ์เบลเยียมแล้ว หลังจากเจ้าชายลอรองต์ พระโอรสองค์รองในสมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 แห่งเบลเยียม ทรงรับรองให้เขาเป็นพระโอรสและทายาทตามกฎหมาย

นายฟานเดอแกร์กโฮเวอ เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายลอรองต์ กับ เวนดี ฟาน วอนเตน นักร้องชาวเบลเยียม โดยเขาได้รับการต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวของเจ้าชายลอรองต์อย่างเงียบๆ ในพิธีการที่จัดขึ้นเมื่อ 6 เดือนก่อน แต่เพิ่งมีการเปิดเผยรายละเอียดในตอนนี้

ทั้งนี้ แม้ฟานเดอแกร์กโฮเวอจะได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าชายอย่างเป็นทางการ แต่เขาจะไม่ได้รับเงินนิตยภัต (เงินประจำตำแหน่ง) จากราชวงศ์

เจ้าชายองค์ใหม่ใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาในการปรับตัวกับความจริงที่ว่า เขามีบิดาเป็นเจ้าชายในราชวงศ์เบลเยียม และเมื่อเร็วๆ นี้เขาได้กล่าวว่าเขายังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มใช้นามสกุล แซกส์-โคบวร์ก ของพระบิดาหรือไม่

“ผมอาจจะอยากทำแบบนั้น แต่ผมก็ภูมิใจในนามสกุล ฟานเดอแกร์กโฮเวอ” เขาบอกกับ Het Nieuwsblad หนังสือพิมพ์ของเบลเยียม “หากผมต้องสละนามสกุลของครอบครัวนั้นไป มันคงเป็นการทรยศต่อทุกสิ่งที่แม่ทำเพื่อผม”

นายฟานเดอแกร์กโฮเวอจะไม่มีสิทธิ์ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ของเบลเยียม ต่างจากเจ้าหญิงหลุยส์ เจ้าชายแอมเมอริก และเจ้าชายนิโคลัส ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดา และเขาจะไม่ได้มีส่วนร่วมในพระกรณียกิจสาธารณะของราชวงศ์ด้วย

อนึ่ง นายฟานเดอแกร์กโฮเวอเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในหมู่ชาวเบลเยียม เนื่องจากเขาเคยปรากฏตัวในสารคดีโทรทัศน์ภาษาแฟลมิชเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ซึ่งเขาเล่าเรื่องราวว่าเขารู้จักกับพระบิดาได้อย่างไร

เจ้าชายลอรองต์เคยคบหากับ เวนดี ฟาน วอนเตน หรือชื่อจริงคือ ไอริส ฟานเดอแกร์กโฮเวอ ก่อนที่จะอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแคลร์ในปี 2546

ในสารคดี นายฟานเดอแกร์กโฮเวอเล่าว่า เขาพบกับเจ้าชายลอรองต์โดยไม่คาดคิดที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง เมื่อปี 2556 โดยที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จนกระทั่งอายุได้ 16 ปี มารดาของเขาจึงได้เปิดเผยตัวตนของพระบิดาให้ทราบ

4 ปีต่อมา เขาก็รวบรวมความกล้าโทรศัพท์หาพระบิดา และหลังจากโทรคุยกันอีกหลายครั้ง ทั้งสองก็ได้พบหน้ากัน ซึ่งเจ้าชายลอรองต์เสนอให้ตรวจ DNA

“เราไปโรงพยาบาลด้วยกัน และผมจำได้ว่าท่านพูดว่า ‘พ่อจะตรวจก่อน ลูกจะได้รู้สึกผ่อนคลาย’” นายฟานเดอแกร์กโฮเวอกล่าวกับ VTM จากนั้นเขาก็ได้รับอีเมลจากห้องปฏิบัติการแจ้งผลตรวจว่า DNA ตรงกันถึง 99.5%

เจ้าชายลอรองต์ออกมายอมรับเมื่อเดือนกันยายน 2568 ว่า พระองค์มีพระโอรสลับอยู่ ซึ่งก็คือ เกลม็อง ฟานเดอแกร์กโฮเวอ และเรื่องนี้ก็นำไปสู่การรับรองเป็นพระโอรสและทายาทตามกฎหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทช.สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

กรมทรัพยากรทางทะเลฯ สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน (ศวทบ.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ลงพื้นที่เอกซเรย์ติดตามการแพร่กระจายของ ปลาหมอคางดำ ในระบบนิเวศปากแม่น้ำ 4 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และสมุทรสาคร จังหวัดละ 3 สถานีสำรวจ

การสำรวจใช้วิธีวางอวนลอยติดตาและสุ่มหว่านแห เพื่อเก็บข้อมูลชนิดและการแพร่กระจายของสัตว์น้ำในพื้นที่

ผลการสำรวจพบว่า

บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ และปากคลองขุนราชพินิจใจ กรุงเทพมหานคร พบปลาหมอคางดำรวม 5 ตัว

บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 30 ชนิด สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศปากแม่น้ำและพื้นที่ชายฝั่ง

การสำรวจและติดตามอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญต่อการเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเลอย่างเหมาะสม

รู้เร็ว ติดตามต่อเนื่อง จัดการบนฐานข้อมูล คือหัวใจสำคัญในการดูแลสมดุลของระบบนิเวศ และรักษาความหลากหลายของสัตว์น้ำไทยให้คงอยู่ต่อไป

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งปลาหมอคางดำ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รุกเดินหน้าขับเคลื่อนระบบ Co-op Financial มุ่งยกระดับมาตรฐานสหกรณ์ไทย

21 สิงหาคม 2569 เวลา 09:29 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความเชื่อมั่นด้านการเงินและบัญชีของสหกรณ์ไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการเปิดตัวระบบ Co-op Financial ไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศเพื่อขยายผลการใช้งานไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก พร้อมชูระบบประเมินความเสี่ยงและเตรียมดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอบบัญชีในอนาคต

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ มีผู้เข้าใช้งานระบบแล้วกว่า 10,000 ครั้ง ซึ่งบุคลากรและผู้สอบบัญชีของกรมฯ มีความพึงพอใจอย่างมากเนื่องจากสามารถเห็นข้อมูลได้หลายมิติ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการใช้งานจากกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรกว่า 10,000 แห่ง และสมาชิกรวม 11 ล้านคน ยังมีน้อยกว่าร้อยละ 10 กรมฯ จึงเตรียมแผนจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปยังที่ประชุมใหญ่ของชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภททั่วประเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้สหกรณ์ต่างๆ สามารถนำระบบนี้ไปใช้บริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร

หนึ่งในฟังก์ชันสำคัญที่กรมฯ ภาคภูมิใจคือระบบประเมินความเสี่ยง หรือ CF Score ซึ่งจะจัดระดับความเสี่ยงของสหกรณ์ออกเป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 20 ปี และจะมีการอัปเดตข้อมูลทุกปีหลังจากการสอบบัญชีเสร็จสิ้น ระบบนี้ช่วยให้ประธานชุมนุมสหกรณ์แต่ละประเภทสามารถมองเห็นภาพรวมของสหกรณ์ในเครือข่ายตนเองได้ทั้งหมด จากเดิมที่เคยเห็นเฉพาะข้อมูลของตนเอง

สำหรับการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่ไม่สามารถปิดบัญชีได้ กรมฯ ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะตามความรุนแรงของปัญหา โดยในกลุ่มระยะสั้นที่ปิดบัญชีไม่ได้ 2-4 ปี กรมฯ ประเมินว่าแก้ไขได้ไม่ยากและจะส่งทีมงานเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง ส่วนกลุ่มระยะกลางที่สะสมปัญหามา 5-15 ปี อาจจำเป็นต้องอาศัยข้อกฎหมายและการใช้อำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์เข้ามาร่วมจัดการ และสำหรับกลุ่มระยะยาวที่มีปัญหาเรื้อรัง 15-30 ปี ซึ่งมีความซับซ้อนและบางกรณีไม่สามารถหาหลักฐานทางบัญชีได้ กรมฯ จะพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาข้อยุติทางกฎหมายที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของสมาชิก

ในด้านการพัฒนาบุคลากร ปัจจุบันกรมฯ มีผู้สอบบัญชีประมาณ 400 กว่าคน ซึ่งแต่ละคนต้องรับผิดชอบดูแลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวมเกือบ 10,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาภาระงาน กรมฯ จึงมีเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยสอบบัญชีในปี 2570 โดยจะนำร่องกับสหกรณ์การเกษตรที่ไม่มีความซับซ้อนก่อน นอกจากนี้ กรมฯ ยังเร่งผลักดันสวัสดิการให้แก่บุคลากร ทั้งการเสนอขอเงินค่าตอบแทนพิเศษประจำตำแหน่ง และการจัดทำหลักสูตรอบรมที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อสนับสนุนให้ผู้สอบบัญชีภาครัฐสามารถนำชั่วโมงการทำงานไปนับรวมในการขอรับใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ซึ่งจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างยั่งยืน

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สหกรณ์ไทย,

กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:12 น.

กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงง่าย

กรมที่ดิน เข้ารับมอบโล่และตรารับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center: GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการให้บริการประชาชนของหน่วยงานของรัฐที่มีการให้บริการด้วยความ “สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย” โดยกรมที่ดิน ได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 79 แห่ง นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมที่ดินในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นระดับก้าวหน้า จำนวน 5 แห่ง และระดับพื้นฐาน จำนวน 74 แห่ง การรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) มีเกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมทั้งด้านสถานที่ ด้านคุณภาพการให้บริการ และด้านผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ โดยมุ่งส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการอย่างแท้จริง

นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า การที่สำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC ประจำปี 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของกรมที่ดิน และเป็นผลจากความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรของสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการพัฒนางานบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ
โดยในปี 2569 มีสำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC จำนวน 79 แห่ง แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและยกระดับงานบริการที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการได้รับรางวัลระดับก้าวหน้าหรือโล่สีเงิน จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาพยัคฆภูมิพิสัย อีกทั้งยังได้รับการรับรองในระดับพื้นฐานหรือโล่สีฟ้า จำนวน 74 แห่ง สำนักงานที่ดินที่ผ่านการรับรองได้ดำเนินการพัฒนางานบริการในทุกมิติ ทั้งการปรับปรุงสถานที่และภูมิทัศน์ให้เหมาะสมกับการให้บริการ การจัดพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำที่สะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรให้มีจิตบริการ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน พร้อมนำระบบเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการ อาทิ ระบบติดตามสถานะงาน ระบบคิวอัตโนมัติ SmartLands Application ระบบนัดหมายจดทะเบียนล่วงหน้า และช่องทางให้บริการข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า รางวัลดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของบุคลากรกรมที่ดินในการพัฒนาการบริการและสถานที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน สำนักงานที่ดินที่ได้รับการรับรองจะต้องรักษามาตรฐานและพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกรมที่ดินจะนำผลสำเร็จในครั้งนี้มาเป็นพลังขับเคลื่อนให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศยกระดับการบริการด้วยหัวใจ มุ่งเน้นความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมผลักดันให้สำนักงานที่ดินทั้ง 462 แห่งทั่วประเทศก้าวสู่การเป็นศูนย์ราชการสะดวกอย่างครอบคลุมต่อไปในอนาคต

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก เร่งผลิตรับตลาดสดใส

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! สหกรณ์กาฬสินธุ์เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก ราคาประกันดีดกลับ กก.ละ 65-75 บาท เร่งผลิตรับตลาดสดใส

         วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศการเลี้ยงปลานิลในกระชังของเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง เกษตรกรเร่งเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลานิลและปลาทับทิมเพื่อเตรียมจับขาย หลังสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นจากวิกฤตพลังงานและภาวะปลาล้นตลาดในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

         นายคารม อิ่มแมน หัวหน้าฝ่ายผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชัง สหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 และยกระดับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่เมื่อปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 48 ราย รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและปัจจัยการผลิตกับกลุ่มนายทุน

         นายคารม ระบุว่า ในช่วงวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศวิปริตช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำแดงทำให้ผลผลิตในกระชังเสียหายไปถึง 30% และมีปลาล้นตลาดสะสม 2–3 ตัน จนราคาร่วงหนักจาก 65 บาท เหลือเพียง 32 บาทต่อกิโลกรัม

         ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สภาพน้ำและสัตว์น้ำปรับตัวได้ดี โดยมีราคาประกันผลผลิตและต้นทุนปัจจัยการผลิตดังนี้ ราคาประกันผลผลิต (ราคาขายส่ง) : ปลานิล (ปลาดำ): กิโลกรัมละ 65 บาท และ ปลาทับทิม (ปลาแดง) : กิโลกรัมละ 75 บาท ส่วนต้นทุนปัจจัยการผลิต ลูกปลานิลอนุบาล ตัวละ 4 บาท , ลูกปลาทับทิมอนุบาล: ตัวละ 6 บาท และอาหารปลา (ขนาด 20 กก.) ถุงละ 730 บาท

         เกษตรกรในพื้นที่ต่างมีความหวังที่สดใสว่า ตลาดปลานิลและปลาทับทิมจะเติบโตได้ดี ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

กาฬสินธุ์ปลาทับทิมปลานิลปลานิลกระชังเกษตรกรกาฬสินธุ์เขื่อนลำปาว

ครั้งแรกรอบ100ปี! ‘ป่อเต็กตึ๊ง’จัดประเพณี‘ทิ้งกระจาด’ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค 6 เขต กทม.

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:40 น.

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี! ‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดงานประเพณี‘ทิ้งกระจาด’ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ‘สุสานวัดดอน’ พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี ปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภค 3,000 ชุด ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพฯ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภครวม 3,000 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อบริจาค จากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร เพื่อลงพื้นที่แจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตสาทร ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองจอก มีนบุรี และเขตราษฎร์บูรณะ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ อาทิ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการมูลนิธิฯ นางสุธนี ชยางพัทธ์ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นายนริศ วิทยาวรากรณ์ อาสาสมัครเฉพาะกิจ นางดวงตา ตุงคะมณี (ตุ๊ก) อาสาสมัครศิลปิน และนายเฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ็ค แฟนฉัน) อาสาสมัครศิลปิน ร่วมในพิธี

โดยวานนี้ (วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569) ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายสุหัทย์ ไพรสานฑ์กุล กรรมการ และ นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานประเพณีทิ้งกระจาด (พิธีสงฆ์) โดย คณะสงฆ์จีนนิกาย จากวัดโพธิ์แมนคุณาราม สวดถวายพุทธบูชา พิธีสักการะทีกง (เทพยดาฟ้าดิน) พิธีสักการะไต้สื่อเอี๊ย พิธีไหว้สุสาน (หลุมบรรพชน) พิธีโปรยทานทิ้งกระจาด โยคะตันตระเปรตพลีอุทิศ (หม่งซัวซีเจี๊ยะ) และพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล โดยมีสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมในพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่ง

สำหรับงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้ นับว่าเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะ “หลวงปู่ไต้ฮงหินหยกขาว” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พร้อมได้ร่วมงานประเพณีทิ้งกระจาด “ทำบุญ” ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณไร้ญาติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งบนผืนแผ่นแห่งศรัทธา อันเป็นสุสานสาธารณะฝังศพไร้ญาติเก่าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่มีอายุกว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน) ด้วยตนเอง อีกทั้งยังได้ “ทำทาน” แก่ผู้ยากไร้ การจัดประเพณีทิ้งกระจาด ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ในปีนี้ นับเป็นงานมหาบุญ มหากุศลครั้งใหญ่ครั้งแรกในกว่าร้อยปี

งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีมติเพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ รวมถึงขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และยังมีกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ยากไร้อีก 2 แห่ง ได้แก่ในวันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 256 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท

สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 นี้ ยังคงสามารถ ร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ ได้ตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ “ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญ มหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

#เกี่ยวกับศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

“ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” “มรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร” ถูกสร้างขึ้นบนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทย บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ติดกับ “สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” อันเป็นผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทยในนาม “สุสานวัดดอน” ที่ชาวจีน 710 ท่าน ได้รวบรวมเงินจัดซื้อที่ดินในปี พ.ศ. 2442 สร้างสุสานสาธารณะเพื่อผู้วายชนม์โดยไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ และศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงพร้อมศาลเจ้าไต้ฮงกง พลับพลาไชย ในปี พ.ศ. 2452-2453 ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ในนาม มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) หมายถึง “มูลนิธิฯ แห่งการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยการทำคุณงามความดี ด้วยการ ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร กิจกรรม จองคิวรอบเข้าชมพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ รวมถึง พิกัดการเดินทางของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

ทิ้งกระจาดป่อเต็กตึ๊งศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวสุสานวัดดอน