คุณแหน : 18 สิงหาคม 2569

18 สิงหาคม 2569 เวลา 08:52 น.

กล้าพูดได้เลยว่าเรื่องเช่นนี้ไม่มีใครนอกจาก Super Power จึงสามารถทำได้ มหาอำนาจต่างๆทั่วโลกว่าขณะนี้ SP. มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก – – USA นั่นเอง เล่ามาถึงตรงนี้เพื่อเข้าเหตุการณ์พิสดารเมื่อ ประธานาธิบดีทรัมป์ เดินทางไปประชุมกับกลุ่มนาโต้ที่กรุงอังการา ตอนไปโอเค แต่ตอนขากลับสหรัฐฯที่สนามบิน จู่ๆ ทรัมป์ ก็สั่งเปลี่ยนแผนกระทันหันลอบออกจากเครื่องบินไปขึ้นเครื่องบินทหารพิเศษ C-32Aโดยสตาฟชั้นผู้ใหญ่และคณะสื่อมวลชนใน AIR FORCE ONE (ลำเก่า) ไม่รู้เบาะแสเลยว่า เบื้องหลังเหตุการณ์คือ CIA ได้รับรายงานว่าฝ่ายตรงข้ามส่งสัญญาณให้ลอบสังหาร ทรัมป์ โดยจะใช้ขีปนาวุธมุ่งร้าย เครื่องบินทรัมป์ (AFO ลำเก่า) ส่วนทรัมป์บินไปด้วยเครื่องบินทหารพิเศษ C-32A มุ่งฐานทัพในอังกฤษ เพื่อขึ้นเครื่อง AFO (ลำใหม่ )มุ่งตรงสู่สหรัฐฯ เมื่อคณะทั้งหมดไปถึงวอชิงตันดี.ซี.แล้ว ความจริงจึงปรากฏออกมา ถึงเราไม่บอกผู้อ่านคงตระหนักดีถึงความรู้สึกของสตาฟชั้นผู้ใหญ่และคณะสื่อมวลชนว่า เสียวสันหลังวาบเลย !…ดีว่าเหตุการณ์ผ่านไปด้วยดี มิฉะนั้นผู้โดยสาร AFO (ลำเก่า) ทั้งหมดคงเป็นเป้านิ่งของฝ่ายตรงข้ามไปแล้ว เรื่องไม่จบแค่นี้ เพราะสมาคมสื่อมวลชนสหรัฐฯเตรียมยกเรื่องดังกล่าวขึ้นร้องเรียนกับ ทรัมป์ ต่อไป…

ถ้าเปรียบเป็นร้านอาหารอร่อยเขาว่ามีแค่ 2 เจ้าเท่านั้น คือเวทีมวยราชดำเนิน กับ ลุมพินี วันนี้ขอรีวิว เวทีราชดำเนิน ก่อน เพราะเป็นเวทีมวยมาตรฐานแห่งแรกของไทยในสมัย ฯพณฯจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ 2484 ปัจจุบันผู้คนทุกรูปนามให้ความสนใจทุกอย่างเกี่ยวกับ “มวยไทย” เพราะถูกยกย่องให้เป็น SOFT POWER ระดับแนวหน้าของประเทศทีเดียว หลายทศวรรษที่ผ่านมาผู้บุกเบิกสร้างชื่อเสียงให้สนามแห่งนี้และวงการมวยคืออดีตนายสนามฯ เฉลิมพงษ์ เชี่ยวสกุล เขาทำทุกอย่างในยุค “เปิดตลาด” มวยไทยสู่สายตาชาวโลก ตั้งแต่ใส่สูทเดินทางไปสร้างไมตรีกับโปรโมเตอร์ฝรั่ง, เจรจาเรื่องกฎกติกาข้อบังคับกับฝ่ายหน่วยงานรัฐ และแม้แต่ต้องถกแขนเสื้อเจรจางานกับกลุ่มโปรโมเตอร์ไทย ถึงวันนี้มวยไทยแข็งแรงดีแล้ว ดีกว่าทุกคนคาดหมายไว้ เพราะมวยไทยถูกยกย่องจากชาวโลกให้เป็น “THE NUMBER ONE WORLD’S FIGHTING SPORT” ทราบหรือไม่ว่า วันนี้ฝรั่งจำนวนหลายหมื่นคนยอมทิ้งบ้านเกิดเดินทางมาแออัดหัดมวยไทยในหลายจังหวัด อาทิ ภูเก็ต, สมุย, โคราช, กทม., เชียงใหม่ และต่างชาติบางคนบรรลุความฝันก้าวขึ้นเวทีมวยในฐานะแชมป์มวยไทยได้ค่าตัวครั้งละหลายสิบล้านบาท…

วันที่ 18 ส.ค.วันคล้ายวันสถาปนากรมลดโลก “3 ปีกรมลดโลกร้อน พลิกวิกฤตภูมิอากาศ สร้างโอกาสสู่ Net Zero 2050” งานจัด ณ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีฯเป็นประธานในพิธีทำบุญตอนเช้า เสร็จแล้วเชิญแขกเหรื่อรับประทานอาหารร่วมกัน…

ขอแสดงความยินดีกับ คณะขับร้องประสานเสียง Wattana Girls’ Chorus คว้า 2 รางวัล Silver Medals จาก การแข่งขัน World Choir Games 2026 ระหว่าง 4-12 ส.ค. 69 ณ เมืองเฮลซิงบอร์ก ประเทศสวีเดน ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จและความไพเราะของการแสดงในครั้งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมวงของ ผู้อำนวยเพลง (Conductor) อ.สถิต สุกจงชัยพฤกษ์ และ อ.ณัฐธิตา วงศ์พรหม พร้อมด้วยนักเปียโน (Pianist) โดย อ.สิริ จัง และ อ.พรวรินทร์ กาลศิริศิลป์…งานนี้ ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนเดินทางไปด้วย…ขอส่งกำลังใจให้ Wattana Girls’ Chorus สร้างเสียงเพลงและความประทับใจบนเวทีโลกต่อไป !!…

บารอนเนส

Wattana Girls’ Chorus, กรมลดโลกร้อน, คุณแหน, ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช, ทรัมป์, มวยราชดำเนิน, มวยลุมพินี, มวยไทย, ลานทิพย์ ทวาทศิน, อ.ณัฐธิตา วงศ์พรหม, อ.พรวรินทร์ กาลศิริศิลป์, อ.สิริ จัง, เฉลิมพงษ์ เชี่ยวสกุล

ถึงเวลาต้องชัดเจน! อรรถวิชช์ ผลักดันห้ามใช้เหล็ก IF สร้างเสา-คาน หลังพบตกมาตรฐาน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:29 น.

18 สิงหาคม 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถึงเวลาต้องชัดเจน “ห้ามผลิตเหล็กข้ออ้อย ชนิด IF ในเสาและคาน“

วันนี้ผมมาร่วมเวทีประชาพิจารณ์มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ประเด็นสำคัญคือการเดินหน้าตามมติคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ที่ให้ยกเลิกการใช้เหล็ก IF ในการผลิตเหล็กข้ออ้อยสำหรับทำเสาและคาน

เดิมประเทศไทยล็อกมาตรฐานผลิตเหล็ก ด้วย ”กรรมวิธี” แต่เมื่อปี 2559 มีการแก้ มอก.24 เปิดทางให้ใช้เตาหลอมประเภท IF สามารถผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ใช้สร้างตึกได้…เราจึงเปลี่ยนแนวทางกำหนดมาตรฐานมาชี้ขาดที่ “ประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์” 2559 – 2569 เกือบ 10 ปี ในการบังคับใช้ มอก.24 ที่เลวลง

เพราะ กองตรวจการมาตรฐาน 1 ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีเจ้าหน้าที่ตรวจมาตรฐานเหล็กเพียง 5 คน ประกอบกับ พ.ร.บ.โรงงาน มีการแก้กฎปี 2562 ให้โรงงานไม่ต้องต่อใบอนุญาต ทำให้ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจโรงงานได้ตามปกติ แล้วกำลังเจ้าหน้าที่น้อยแบบนี้ใครจะไปตามตรวจหน้างานไหว กลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่! และเหล็กกรรมวิธี IF นั้นไม่มีกระบวนการขจัดสิ่งเจือปนได้ดีเหมือน กรรมวิธี EF ที่ไทยเราเคยทำก่อนปี 2559 ดังนั้น คุณภาพเหล็ก IF ต้องวัดดวงที่เศษเหล็กที่นำมาหลอม

ในกรณีตึก สตง. ถล่มมีทั้งเหล็กจากกรรมวิธีเตา EF และ IF ทั้ง 2 ประเภทถูกเก็บมาตรวจ ผลคือเหล็กที่ตกมาตรฐานคือ IF

เหล็กตกมาตรฐาน จะทำให้ตึกถล่มหรือไม่? ก็ต้องดูประกอบกับแบบและการก่อสร้างด้วย แต่ผลตรวจจากแล็บสถาบันเหล็กฯ 2 ครั้ง มันชัดเจนแล้ว IF สอบตก ที่กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีเอกสารยืนยันในข้อเท็จจริงนี้

ผมย้ำว่าผลการตรวจสอบของ สตง. ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา แต่มีบางฝ่ายพยายามบ่ายเบี่ยงว่า “เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่สาระสำคัญหลักที่ทำให้ตึกถล่ม” เพียงเพราะกลัวว่าถ้าพูดความจริงแล้วสังคมจะตื่นตระหนก

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการที่ประชาชนตื่นตระหนก คือ การที่หน่วยงานรัฐไม่ยอมพูดความจริง

“มาตรฐาน” ไม่ใช่เรื่องการเกรงใจ หรือ เพื่อความยุติธรรมทางการค้า มันคือความปลอดภัยของประชาชน เหล็กประเภท IF อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2569 10 ปีนี้พอแล้ว

ถึงเวลายกระดับมาตรฐานเหล็กไทยด้วยการ “ล็อกมาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิต” อย่างเข้มงวดได้แล้วครับ

อรรถวิชช์สุวรรณภักดี,เหล็กข้ออ้อย,เหล็กIF,สตง,

เปิดภาพบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปรับปรุงแข็งแรงแล้ว หลังโดนดราม่าคุณภาพไม่สมราคา

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:08 น.

เปิดภาพบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดของ กปช.จต.ได้รับการปรับปรุงแข็งแรงแล้ว หลังโดนดราม่าคุณภาพ ไม่สมราคา ด้าน นย.แจงสร้างช่วงสู้รบรอบแรก “ทำไป สู้ไป” จากงบกลาง ยันไร้เงินทอน ขณะ “กมธ.ทหาร” ลงพื้นที่จริงพิสูจน์ พร้อมรับฟังเสียงทหารแนวหน้า พบข้อจำกัด เร่งประสานงานผลักดันสร้างความแข็งแกร่ง “รั้ว-ถนน-เทคโนโลยี”

ที่ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร (กมธ.การทหาร) นำคณะกรรมาธิการฯ ตรวจเยี่ยม และศึกษาดูงานด้านกิจการทหารเพื่อความมั่นคง ที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด หรือ กปช.จต. กองทัพเรือ โดยมีพลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) และผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ผบ.กปช.จต.) ให้การต้อนรับ

ภายหลังที่ก่อนหน้านี้นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่ 3 ได้เปิดภาพ และตั้งคำถามถึงโครงการก่อสร้างบังเกอร์คุ้มภัยทหาร ที่พบว่าบังเกอร์อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรมด้านความปลอดภัย และส่อทุจริต หลังมีการอนุมัติงบประมาณในการสร้างบังเกอร์หลังละ 50,000 บาท แต่มีการสั่งทำจริงในราคาประมาณ 35,000 บาท จำนวนรวมกว่า 90 หลัง ส่งผลให้เกิดส่วนต่างงบประมาณสูงถึง 1,350,000 บาท ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของ กปช.จต.

โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้ใช้เวลาหารือกับ กปช.จต.ประมาณ 15 นาที ก่อนที่นายเอกราช จะให้สัมภาษณ์ว่า หน่วยฯ ได้อธิบายถึงการจัดทำบังเกอร์ต่าง ๆ ของนาวิกโยธิกว่า จะมีความแตกต่างจากการทำงานของหน่วยอื่นอย่างไร รวมไปถึงมีการติดขัดเรื่องการเบิกจ่ายงบกลาง ที่ไม่ได้มีการใช้เงินอย่างคล่องตัวมากนัก เพราะถูกจำกัดเป็นงวดเงิน อีกทั้งกองกำลังฯ มีหลายฝ่าย และต้องมีการย้ายกำลังพลอยู่เรื่อย ๆ

เมื่อถามว่า บังเกอร์ที่เป็นประเด็นก่อนหน้านี้ จากการฟังคำชี้แจงจาก กปช.จต. ยังมีสิ่งใดที่คณะกรรมาธิการฯ ติดใจอยู่หรือไม่ นายฉัตร กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลจาก กปช.จต.ว่า หน่วยนาวิกโยธินรับผิดชอบชายแดน ซึ่งกินพื้นที่กว่า 250 กิโลเมตร ซึ่งย่อมมีถิ่นทุรกันดารบางจุดจริง ๆ แต่ว่า ในแต่ละจุดทาง ผบ.นย. ได้ยืนยันว่า ด้วยความตั้งใจต่าง ๆ ไม่ว่า จะใช้กำลังพลอย่างไร จะพยายามเข้าไปให้ถึงพื้นที่ ซึ่งอาจมีบางจุดที่แร้นแค้น หรือกันดาร ซึ่ง ผบ.นย.ก็พยายามวางแผนว่า จุดไหนมีความผันแปร หรือมีการเปลี่ยนจุดจู่โจม ซึ่งทาง กปช.จต. ได้บอกกับคณะกรรมาธิการฯ ว่า จะไปตรวจสอบ เพราะมีความเป็นห่วงกำลังพล ในขณะที่ต้องสู้ไป ทำไป และต้องโยกย้ายกำลังพลไป แต่ขอยืนยันว่า จะทำทุกอย่างเพื่อเรากำลังพลปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพบังเกอร์ เพราะว่า หลายจุดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และกันดารมาก บางครั้งกว่าจะไปเติม หรือไปดำเนินการก็ค่อนข้างมีอุปสรรค และหากมีเหตุปะทะก็จะทำให้เกิดความล่าช้า

นายฉัตร กล่าวอีกว่า บังเกอร์ที่เป็นประเด็นดังกล่าว ได้รับการชี้แจงว่า เป็นการสร้างขึ้นในช่วงการสู้รบรอบแรก มีการนำงบของกองทัพเรือมาใช้ เพื่อดำเนินการสร้างความมั่นคงแข็งแรงในพื้นที่ก่อน จากนั้นจึงได้รับงบกลาง เข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งการก่อสร้างก็ได้ดำเนินการ ระหว่างการสู้รบไปด้วย โดยตัวเลขที่ออกมาหลังละ 50,000 บาทนั้น เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นในเรื่องของการซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง ไม่ได้กำหนดสเปกโดยเฉพาะ เนื่องจากอยู่ในช่วงการสู้รบ ซึ่งกองทัพมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างที่มั่น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงาน จากนั้นกองทัพได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และได้ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องเงินทอน และจะให้ความสำคัญเรื่องการดูแลความปลอดภัยกำลังพล ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลทหาร ตนก็เข้าใจถึงความจำเป็นดังกล่าว

จากนั้นคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ไปยังฐานปฏิบัติการชายแดน จ.ตราด เพื่อไปรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ และตรวจการก่อสร้างบังเกอร์ที่เป็นประเด็นในพื้นที่จริง ซึ่งปัจจุบันพบว่า การก่อสร้างบังเกอร์แล้วเสร็จ มีความแข็งแรงทนทาน และมีคุณภาพ ซึ่งนายเอกราช กล่าวว่า ภายหลังได้ลงพื้นที่ และได้ดูเรื่องเส้นทางการส่งกำลังบำรุง เห็นว่า ควรจะผลักดันเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น น้ำประปา หรือไฟฟ้า รวมถึงเส้นทาง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของกำลังพลตามแนวชายแดนดีขึ้น

โดยเฉพาะเรื่องบังเกอร์ที่ประชาชนมีความเป็นห่วง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เห็นถึงการเตรียมพร้อม และการบริหารจัดการ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ข้อมูลจึงต้องเป็นชั้นความลับ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องบังเกอร์เป็นไปตามยุทธวิธี และแผนของกองทัพ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งในส่วนของงบกลาง และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งในช่วงการพิจารณางบประมาณ อยากให้มีการผลักดันในเรื่องนี้ และหาแนวทางกระบวนการลดขั้นตอนกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้เป็นไปอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ มีความคล่องตัวทั่วถึง ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ในแต่ละพื้นที่

นายเอกราช ยังย้ำว่า ได้เห็นอุปสรรคในหลาย ๆ อย่าง เช่น เส้นทางส่งกำลังบำรุงที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เจออุปสรรคทางข้อกฎหมาย จึงต้องดูกรอบการดำเนินการในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างความมั่นคง กับพื้นที่ป่าจะจัดการอย่างไร และเมื่อดูจากยุทธศาสตร์ของฝั่งกัมพูชาก็พบว่า ได้ใช้ ชาวบ้าน และเกษตรกรมาอยู่ในพื้นที่ เพื่อเป็นพื้นที่กันชน ซึ่งพี่น้องทหารตามแนวชายแดนได้ส่งสัญญาณมาว่า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า ในอนาคตจะส่งเสริมให้ภาคประชาชนของไทย เข้ามาอยู่เพื่อรักษาแนว เป็นชุมชน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร และประชาชน

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา และอุปสรรค ในการทำเส้นทางส่งกำลังบำรุง รวมไปถึงเรื่องของการใช้งบกลาง เพื่อให้การดำเนินการในทุกเรื่องเป็นไปอย่างคล่องตัว รวมถึงแนวทางในการทำ SMART POWER ในจุดที่สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มา สนับสนุนได้ ซึ่งได้มีการพูดคุยถึงเรื่องโดรน และเทคโนโลยีสมัยใหม่กับทหารที่ปฏิบัติงานหน้าแนว ซึ่งเราจะไปช่วยผลักดันในทางนโยบายต่อไป ในเรื่องของความต้องการของพี่น้องทหาร พร้อมยืนยันว่า เราจะติดตาม และผลักดันให้แนวรั้วชายแดน มีความมั่นคงสูง, มีความร่วมสมัย และสามารถรักษาแนวไว้ได้ตลอด.

จันทบุรี, ชายแดนไทย-กัมพูชา, บังเกอร์

นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:55 น.

นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Crown Towers นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เข้มแข็ง การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ในระดับภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียที่มีผลบังคับใช้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถเดินหน้าจากขั้นตอนการอนุมัติไปสู่การดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ Skill Bridge มุ่งพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง ส่วน Utility Green Tariff นั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนและความยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่สั่งสมมาเกือบ 75 ปี และรากฐานจากความตกลงการค้าเสรีที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมองประเทศไทยเป็นทั้งฐานการลงทุนและจุดเชื่อมต่อสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เชิญบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียกว่า 53 แห่งเข้าร่วม ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของไทย ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัล เกษตรและอาหาร ยานยนต์ การผลิตขั้นสูง เหมืองแร่ และการศึกษา อาทิ ANCA บริษัทด้านการผลิตขั้นสูงซึ่งมีฐานการดำเนินธุรกิจและผลิตเครื่องจักรในประเทศไทย Canva บริษัทเทคโนโลยีด้านการออกแบบที่ให้ความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และ Hastings ซึ่งดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ส่วนเอกชน ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.กริม เพาเวอร์ จำกลุ่มมิตรผล เป็นต้น

ภาคธุรกิจออสเตรเลียและไทยที่เข้าร่วมงานยังสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน การได้พบกับนายกรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายสำคัญของไทย ทำให้ภาคธุรกิจออสเตรเลียได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสการลงทุนของประเทศไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถมองเห็นสาขาที่จุดแข็งของออสเตรเลียสามารถเชื่อมโยงกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคต

นายกฯ, แนวหน้าออนไลน์

รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้าน เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์-หอกระจายข่าว

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้าน ให้ มท. เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท

“หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนออนุมัติในครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท

นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาชายแดนในรูปแบบอื่น เช่น การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รัฐบาล,ชายแดนไทยกัมพูชา,บังเกอร์,หอกระจายข่าว,เตือนภัย,

‘ดร.ณัฏฐ์’ ชี้ ปมคดีฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวรัฐบาล ‘อนุทิน’ จ่อดำเนินคดี ‘สมชัย’ เรี่ยไรเงิน ฉ้อโกงประชาชน และพรบ.คอมฯ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:38 น.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ กลไก รธน.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ปม คดี ฮั้ว สว. เกิดขึ้นก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานรัฐบาลอนุทิน เตรียมจ่อดำเนินคดี “สมชัย” อดีต กกต. เรี่ยไรเงิน ฉ้อโกงประชาชน และพรบ.คอมฯ

วันที่ 18 ส.ค.2569 สืบเนื่องจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน เล็งจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นากยกรัฐมนตรีในปม ฮั้ว สว.นั้น

ดร.ณัฏฐ์

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ระบบรัฐสภาไทย สร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ 3 ฝ่าย ประกอบ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันผู้ใช้อำนาจปกครองเหลิงอำนาจ เป็นไปหลักทฤษฎี “การแบ่งแยกอำนาจ”

โดยประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาแนวทางเดียวกับสหราชอาณาจักร โดยถืออังกฤษเป็นโมเดล กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของไทย กำหนดในกลไกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดๆนับแต่ปี 2475 ถึงปีจจุบัน

แต่ปัญหาว่า การตรวจสอบของ ระหว่าง ส.ส. กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดกลไกตรวจปีละครั้ง โดยุถือปีสมัยประชุมเป็นหลัก ในการเปิดสมัยประชุม ครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ฝ่ายค้านย่อมตรวจสอบถ่วงดุลรัฐมนตรีทั้งคณะหรือบางรายก็ได้ จะลงมติหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่ญัตติที่ฝ่ายค้าน นำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ สว.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน ในอังกฤษถือว่าเป็นสภาขุนนางหรือสภาสูง ของไทยไม่ต่างกัน มีหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมาย แต่ของไทยพิศษตรงให้อำนาจ สว.เห็นชอบองอค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนุญ โดยโยกอำนาจถอดถอนนักการเมืองให้เป็นอำนาจฝ่ายตุลาการ

เป็นการยกระดับและพัฒนา Constitution ที่ควบคู่กับ ระบบ Parliament ส่วนกลไกรัฐธรรมนูญ สส.ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ที่ออกแบบเช่นนี้ เพราพ สส. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยกำหนดให้ สส.เลือก หัวหน้ารัฐบาล โดยยึดหลักเสียงข้างมาก ตาม รธน.ม.159

การตรวจสอบถ่วงดุล โดยยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ครม.หรือ รมต.รายบุคคล แล้วแต่เหตผล ส่วนใหญ่เป็นข้อกล่าวหาร้ายแรง เพื่อให้หล่นจากเก้าอี้ แต่ต้องเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดิน หากลงมติถือเสียงข้างมาก หากรัฐบาลคุมเกมในสภาได้ หมายความว่า คุมเสียง สส.ข้างมากในสภา โอกาสหล่นจากเก้าอี้มีน้อย เพราะกลไกรัฐสภา ฝ่ายรัฐบาลครองเสียงข้างมาก ส่วนฝ่ายค้านครองเสียงข้างน้อยในสภา

กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน เล็งจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นากยกรัฐมนตรีในปม ฮั้ว สว.นั้น ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า เฉพาะล่ารายชื่อ 1 ใน 5 หรือจำนวน 100 คนในการยื่นญัตติ พรรคประชาชนมีเสียงเพียงพอ แต่ในการลงมติ ต้องใช้เสียง 251 เสียง ถามวา ฝ่ายค้านจะไปรวบรวมเสียงมาจากไหน ทั้งปมคดีฮั้ว สว. แม้ถูกกล่าวหาว่าพัวพัน แต่ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นในปี 2567 ในยุครัฐบาลแพทองธาร ทั้ง พรรคประชาชน ทำ MOA ผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้นที่มีเสียงข้างน้อยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบทั้งในยุครัฐบาลแพทองธาร ขณะนั้นเป็นพรรคก้าวไกล ก่อนถูกยุบพรรคและปรับโครงสร้างสังกัดพรรคประชาชน ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้ว อำนาจตรวจสอบเป็นของ กกต.มิใช่อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ถามว่า ปั่นกระแสการเมืองหรือไม่ และต้องถามหัวหน้าเท้ง ว่า มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจ สส.ตรวจสอบ กรรมการในองค์กรอิสระได้ เว้นแต่ พรบ.ปปช.

ทำไมไม่ไปถาม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับ กกต.และขณะนี้ อดีต กกต.รายนี้ ถูกดำเนินคดีอาญาหนักหลายข้อหาและข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติจริยธรรมร้ายแรง ที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าพ่อเก่งทุกเรื่องเรี่ยไรหาเงินมาต่อสู้คดี เอาตัวเองยังไม่รอดเลย ได้สายลับแจ้งข่าวว่า เรี่ยไรโดยไม่ขออนุญาต น่าจะโดนคดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนและ พรบ.คอมฯ ตามเป็นพรวน ตนจะไปกล่าวโทษด้วยตนเอง

ส่วนเวทีสัมมนาปมฮั้ว สว.เท่าที่ติดตาม เอาเหล้าเก่ามาเขย่าขวดใหม่ พยานบุคคลที่นำมาแสดง ต่างร้องคัดค้านต่อ กกต. เฉพาะปมคุณสมบัติ สว.ด้วยกัน ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ และไม่ใช่พยานในสำนวนคดี ที่ กกต.ไต่สวน ต้องไปถามบุคคลที่นำไปเปิดว่า จริงหรือไม่

ส่วนที่นักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งทางภาคอีสาน เคยโพสต์ว่า “เพราะสิ่งนี้ที่เราทำนี้ เราไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่เราทำเพื่อข้างบน มันเป็นภารกิจเพื่อข้างบนเข้าในนะฮะ” ต้องไปถามเจ้าตัวว่า ข้อความที่โพสต์ หมายถึงอะไร เพราะตีความได้หลายกรณี

แต่ไม่เกี่ยวข้องกับ กกต. คุณอย่าไปเผาทำลายบ้านคนอื่นเขา พูดไปเรื่อย เป็นนักการเมืองท้องถิ่นประสาอะไร ไม่ศึกษากฎหมาย โพสต์ไปเรื่อย หากตีความว่า ข้างบน หมายถึง พระมหากษัตริย์ ตนจะไปดำเนินคดีอาญากับนาย ว.เป็นคนแรก เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ตนคงยอมไม่ได้ หากมีพฤติกรรมไปแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ คุณจะดึงฟ้าต่ำเพื่อเกมการเมืองเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่ พรป.สว.ได้ออกแบบกลไกเลือกไขว้ป้องกันทุจริตไว้แล้ว

ส่วนที่แอบอ้าง กกต. โดย กกต.เป็นองค์กรอิสระและได้รับความเสียหาย ต้องดำเนินคดีอาญา ต้องไปถาม ปธ.กกต.จะดำเนินคดีอาญาหรือไม่ ตนไม่เกี่ยวข้อง

การเมือง, ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, นักกฎหมาย, สว., ฮั้ว สว.

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:34 น.

18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งประจำวันอังคารที่ 18 ส.ค.69 ดังนี้

เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณ อันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้

สาระสำคัญของเรื่อง

1. นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ลงวันที่ 11 เมษายน 2569

2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 90/2569 ดังกล่าว โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้

(1) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ฯลฯ และในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทน ข้างต้นจะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

3. นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการพร้อมคณะร่วมเดินทาง ระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569

4. เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในห้วงระหว่างที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปราชการต่างประเทศในวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 โดยเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะช่วงเวลาดังกล่าว เห็นควรพิจารณามอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) เป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และสั่งการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามความนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1. นางรพีพรรณ โพธิ์ทอง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

2. นางธามน วิภูมิรพี ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์หลังออกสู่ตลาด (นักวิชาการอาหารและยาเชี่ยวชาญ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการอาหารและยาทรงคุณวุฒิ (ด้านอาหารและยา) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอรับโอนนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. (นักบริหารสูง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางอรวรรณ คงธนขันติธร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้

1. นายสราวุฒิ บุญสุข ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

2. นายณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

3. นายวีรวุฒิ อิ่มสำราญ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูงกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

4. นายธิติ แสวงธรรม ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

5. นายอดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง)ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

6. นางสาวอุไรวรรณ จำนรรจ์สิริ ตำแหน่งสาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ)ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 2 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการจำนวน 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน จำนวน 1 คน ดังนี้

1. ภาคราชการ

1.1 นายเฉลิมวิทย์ เดือนกลาง

2. ภาคเอกชน

2.1 นายสมคิด เชื้อคง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ข้าราชการ,คณะรัฐมนตรี,ครม,แต่งตั้ง,มติคณะรัฐมนตรี,

ปกรณ์ เผย มหาดไทย เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:44 น.

ปกรณ์ เผย มหาดไทย เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำร้านขายปืนมีส่วนช่วยในการควบคุม-เพิ่มการดูแลสุขภาพจิต พร้อมขอประชาชนอย่าใช้อารมณ์

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการควบคุมอาวุธปืนว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบการครอบครองอาวุธปืนว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค.กระทรวงมหาดไทย ได้มาขอหารือนอกรอบในเบื้องต้น และกลับไปประสานงานกับทางเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลต้องทำงานร่วมกัน

เมื่อถามว่า รายละเอียดที่สังคมเป็นห่วงเกี่ยวกับการครอบครองปืน และการพกพา จะต้องดูทั้งหมดใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า อย่างที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์คือต้องดูแลตั้งแต่ต้นทาง การสั่งเข้า การจำหน่าย การมีไว้ในครอบครอง เรื่องใบอนุญาต รวมถึงการนำไปใช้ต่างๆ สุดท้ายไม่ใช่เรื่องของปืนอย่างเดียว ยังรวมถึงเรื่องกระสุนปืน จะต้องสัมพันธ์กับประกาศที่จะมีการใช้ด้วย นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่มีการใช้ปืนต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่ให้กระสุนรั่วไหลไปที่อื่น เราต้องมีการตรวจสอบอยู่ตลอด และระบบการอนุญาตต้องมีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาทำด้วยมือ ออกคนละใบสองใบก็ไม่รู้อยู่ตรงไหนแน่ ก็ต้องทำให้พบยอดได้ทั้งหมด

ซึ่งถ้านำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะทำให้การอนุมัติอนุญาตเร็วขึ้น สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น และดูได้ว่ามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง

เมื่อถามว่า ปืนที่ขณะนี้มี 10 ล้านกระบอกในประเทศ จากนี้จะไม่ได้เพิ่มไปมากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้จะไม่มีอนุมัติเพิ่ม

เมื่อถามว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จะต้องนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ขอแบ่งเป็น 3 ส่วน คือร้านปืน ที่ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลการขายปืน ต้องมีการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ ที่ควบคุมตั้งแต่ร้านขายปืน ไม่ใช่อยู่ที่เจ้าหน้าที่อย่างเดียว ถ้าร้านได้รับการอนุญาตให้ขาย คนขายก็ต้องช่วยรัฐดูแลด้วย ว่าจะขายให้ใคร และเรื่องของสุขภาพจิตต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่มีการดูแลกันตรงนี้ ซึ่งในต่างประเทศเขาดูหมด

และในเรื่องของตัวเจ้าหน้าที่ก็ต้องดูแลกำกับให้เข้มข้นขึ้น แต่มันยาก เพราะระบบที่ผ่านมาปืนรั่วไหลไปในท้องตลาด อยู่ในมือของผู้คนเยอะไปหมด ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือบอกให้ประชาชนอย่าใช้อารมณ์กันมาก

ส่วนเรื่องที่จะให้เอาปืนมาคืน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ คล้ายๆ ว่าถ้ามีปืน แต่ไม่มีใบอนุญาต ป.4 ให้นำปืนมามอบคืนกับทางราชการก็จะไม่มีความผิด กระทรวงมหาดไทยเสนอมาอยู่เหมือนกัน ซึ่งอยู่ในสิ่งที่กำลังทำ

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ในต่างประเทศที่ออสเตรเลีย มีเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนได รัฐบาลกลางของออสเตรเลียก็ออกกฎหมายมา คือการซื้อปืนคืนจากผู้ได้รับอนุญาต แต่ก็ยังเป็นกฎหมายที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีบางรัฐไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ เช่น นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ส่วนบางรัฐก็โอเค ไม่มีปัญหา ทำได้ แต่ราคาที่ซื้อก็อีกราคาหนึ่ง เช่นซื้อมาแพงแต่รัฐรับซื้อในราคาถูกกว่าประมาณ 1000 เหรียญ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ ที่จะพยายามควบคุม ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยประเทศเดียว มันอยู่ที่คนใช้ปืนถ้ามีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช้อารมณ์วู่วาม ก็จะไม่เกิดปัญหา

เมื่อถามว่า หากมีการเซ็ตระบบเรียบร้อย ผู้ที่มีปืนไม่สามารถนำปืนไปจำนำได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยหลักปืนจำนำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะปืนออกให้เฉพาะตัวผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น ตรงนี้ชาวบ้านไม่รู้ เอาปืนมาวางแล้วเอาตังค์ไปจำนำไว้ผิด ซึ่งคนรับจำนำไว้ผิดกฎหมาย และขณะนี้ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่ ถึงได้บอกว่าถ้าเอาปืนไปจำนำแล้วผิดกฎหมายเอามาคืนหลวงดีกว่าไหม หรือเอาไปให้เจ้าหน้าที่ได้เลย ไปแสดงความบริสุทธิ์ใจได้เลย ไม่ต้องรอกฎหมายออก ว่าเราครอบครองปืนโดยมิชอบ

เมื่อถามย้ำว่า รวมถึงปืนเถื่อนด้วยหรือไม่ ที่ต้องเอามาไว้กับรัฐ นายปกรณ์กล่าวว่า ทั้งหมด ปืนอะไรก็ตามถ้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยิ่งปืนเถื่อนยิ่งหนัก สมัยตอนตนเด็กๆ มีสงครามเวียดนาม สงครามในกัมพูชาที่เขารบกันเอง ปืนทะลักเข้ามาในบ้านเราเต็มไปหมด หาง่ายจะตาย ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามให้เขานำสิ่งเหล่านี้มาคืน และออกกฎหมายมา ถ้าใครเอาปืนมาให้ทางราชการ สิ่งที่ไม่ชอบก็ไม่เป็นความผิด ซึ่งทำมาแล้ว 8 หน แต่ก็รับได้บางส่วนเท่านั้นเอง มันไม่ได้เยอะ เพราะระบบการอนุมัติอนุญาตล้าสมัยอยู่แค่นั้นเอง

เมื่อถามว่า จะมีการนำการปรับปรุงกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า นโยบายปืนไม่เหมือนกันในทุกประเทศ แต่ละประเทศมีกฎหมายไม่เหมือนกัน อย่างที่อเมริกาก็จะเสรีปืนตามรัฐธรรมนูญ มีการซื้อขายปืนโดยเสรี มีกระทั่งปืนอาวุธสงครามเพียงแต่ร้านขายปืนได้รับการอนุมัติอนุญาตในการขายปืน ดังนั้นตัวร้านจะมีส่วนช่วยกับรัฐในการดูแลอย่างมาก ทั้งในเรื่องตัวปืน เครื่องกระสุนปืน พฤติกรรมของผู้ซื้อ เพราะมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ขายปืนให้ใครก็ได้ ถึงแม้คุณจะมีใบอนุญาตเขาก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ ซึ่งตรงนี้เป็นประเทศที่เสรี ส่วนในประเทศที่มีการควบคุมมากๆ อย่างที่ออสเตรเลียเขาควบคุมปืนอยู่แล้ว ปืนทุกกระบอกต้องมีใบอนุญาต แต่บางคนก็มีเหมือนบ้านเราคือมี 30-40 กระบอก เพราะบางคนชอบ ห้ามไม่ได้ แต่คนพวกนี้มักไม่เอาไปทำอะไรใคร แต่คนมักจะไปทำอะไรใครคือคนที่มักมีปืนเถื่อน

ปืนเถื่อน, มหาดไทย, แนวหน้าออนไลน์

‘พลพีร์’ กำชับจังหวัด ลงพื้นที่ช่วย ปชช. ยื่นอุทธรณ์บัตรคนจน ให้ทันสิ้นเดือน ส.ค.นี้

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:38 น.

‘พลพีร์’ กำชับ จังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์ประชาชนยื่นอุทธรณ์บัตรคนจนให้ทันสิ้นเดือน ส.ค.นี้ พร้อมสั่งกรมการปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ช่วยรวบรวมข้อมูลข้อติดขัดช่วยประชาชนยื่นอุทธรณ์

เมื่อเวลา 11.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ตกหล่น ที่เข้าเกณฑ์การรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า สำหรับประชาชนที่ขอยื่นอุทธรณ์ สามารถมาใช้ที่ศูนย์บริการ one stop service ในแต่ละจังหวัดได้ ซึ่งขณะนี้พบว่า มีประชาชนบางส่วนที่เข้ามายื่นขออุทธรณ์ เนื่องจากตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเองแล้วพบว่าไม่ได้รับสิทธิ์ จึงไม่ขอเข้ามายื่นอุทธรณ์ เพราะรู้ตัวว่าในบางหัวข้อไม่เข้าข่าย หรือไม่รู้ว่าจะต้องไปยื่นอุทธรณ์ที่ไหน จึงได้สั่งการกรมการปกครอง และผู้นำท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ลงพื้นที่ไปหาประชาชนถึงบ้าน หากติดปัญหาอุปสรรคในเงื่อนไขของยานพาหนะก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสภาพใช้ได้หรือไม่ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นพยานให้กับประชาชนในการยื่นอุทธรณ์ ส่วนใครที่มีบัญชีม้า บ้านม้า หรือมีรายได้เพิ่มเติม ก็จะประสานให้กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์เช็คเพิ่มเติม โดยได้เน้นย้ำให้กรมการปกครองลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถามว่า ยอดการยื่นอุทธรณ์ไม่เคลื่อนไหว รวมถึงมีเสียงเรียกร้องว่าการเดินทางไปยังอำเภอยุ่งยาก กรณีนี้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากแค่ไหน นายพลพีร์ กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะควรจะมีการบูรณาการในจังหวัด การที่ให้ประชาชนมาที่อำเภอที่เดียว บางที่ประชาชนต้องเดินทางไปกลับ 60 กิโลเมตร ซึ่งมีความลำบาก ดังนั้น นายอำเภอก็สามารถใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ไปสำรวจได้เลย ซึ่งได้เน้นย้ำไปแล้ว และคิดว่า จะมีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์เพิ่มขึ้น ก่อนที่จะหมดเขตในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

เมื่อถามย้ำว่า จะต้องเร่งรัดเรื่องนี้อย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ตอนนี้ตนเองไปตรงไหน ก็เหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ ซึ่งสั่งการอธิบดีว่า ให้จังหวัดช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพราะจะหมดเขตสิ้นเดือน ส.ค. นี้แล้ว และจะต้องยื่นเอกสารให้ทัน 20 ก.ย. นี้ ทุกพื้นที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในมืออยู่แล้ว ก็ให้ลงไปหาประชาชนเลย เพราะรัฐบาลไม่ได้มีกรอบกำหนดจำนวนผู้จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ขอให้เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจริง.

บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ลพีร์ สุวรรณฉวี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง นิพนธ์ บุญญามณี คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:16 น.

18 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า การที่นายนิพนธ์สั่งให้มีการตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม เป็นการดำเนินการในฐานะนายก อบจ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อการจัดซื้อรถทั้ง 2 คันมีวงเงินสูงกว่า 50 ล้านบาท แต่ มีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว จึงมีเหตุอันควรที่จะต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงและความถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป

ศาลเห็นว่า การสั่งให้ตรวจสอบดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจไปยกเลิกผลการตรวจรับโดยพลการ แต่เป็นการสั่งการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารถที่จัดซื้อมาสามารถใช้งานได้ตรงตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของทางราชการ จึงมีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบระบบของรถทั้ง 2 คันได้

นอกจากนี้ ก่อนมีการสั่งทดสอบรถ นายนิพนธ์ยังได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อประกอบที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ดำเนินการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา แต่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจในฐานะผู้บริหาร

ศาลยังพิจารณาลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดสอบรถ โดยปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ แต่บริษัทมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมามีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ดังนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการนำรถเข้าทดสอบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเกิดจากการประวิงเวลาของจำเลย

อีกทั้ง บริษัทคู่สัญญามิได้โต้แย้งว่าการสั่งให้ทดสอบรถเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบในขณะนั้น ศาลจึงเห็นว่าการสั่งตรวจสอบและทดสอบรถของจำเลยยังอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเป็นการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

นายลิขิต ซึ่งเป็นพยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ได้ให้การต่อศาลในสาระสำคัญว่า จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ อีกทั้งเมื่อมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากหากมีการเบิกจ่ายทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อ ก็อาจทำให้ผู้อนุมัติเบิกจ่ายถูกพิจารณาได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำความผิด

ศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินว่า ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอ “ฎีกาเบิกจ่าย” ต่อจำเลยตามขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายพัสดุมีเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบและทดสอบรถ แต่ไม่ได้มีฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลาอนุมัติเบิกจ่ายเงินแก่บริษัท

ตามระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเบิกจ่ายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีเอกสารฎีกาที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อยังไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงิน จำเลยจึงยังไม่อาจสั่งเบิกจ่ายเงินได้ และหากใช้บันทึกข้อความหรือเอกสารอื่นแทนฎีกาเพื่ออนุมัติจ่ายเงิน ก็อาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้อนุมัติเอง

ในส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ศาลพิจารณาว่า ภายหลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และข้อสงสัยเรื่องการสมยอมหรือฮั้วประมูล จนฝ่ายนิติการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือให้ อบจ.สงขลา ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญา

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม การสั่งทดสอบรถ การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยจงใจใช้อำนาจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา

การกระทำของนายนิพนธ์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี

ศาลอุทธรณ์,ยกฟ้อง,นิพนธ์บุญญามณี,อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา,อบจสงขลา,