ทรัมป์เลือกทูตอิสราเอลคนใหม่ ตั้ง “ไมค์ วอลทซ์” ที่ปรึกษาความมั่นคง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2825262

ทรัมป์เลือกทูตอิสราเอลคนใหม่ ตั้ง “ไมค์ วอลทซ์” ที่ปรึกษาความมั่นคง

13 พ.ย. 2567 05:08 น.

ทรัมป์เลือกทูตอิสราเอลคนใหม่ ตั้ง “ไมค์ วอลทซ์” ที่ปรึกษาความมั่นคง

โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกอดีตผู้ว่ารัฐอาร์คันซอ เป็นเอกอัครราชทูตอิสราเอลคนใหม่ และเลือกทหารผ่านศึกเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงประกาศรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมบริหารชุดใหม่ของเขาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด เขาเลือกนาย ไมค์ ฮัคเคบี เป็นว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอลคนต่อไป และแต่งตั้งนาย ไมค์ วอลทซ์ เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ทั้งนี้ นายฮัคเคบี วัย 69 ปี เป็นบาทหลวงนิกายอีแวนเจลิคัล อดีตผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอ และอดีตผู้ประกาศข่าวของสำนักข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์ สื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เชียร์โดนัลด์ ทรัมป์ มาตลอด และเคยลงชิงตำแหน่งแคนดิเดทพรรครีพับลิกัน ไปลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2551 และ 2559 ด้วย

ลูกสาวของนายฮัคเคบีคือ น.ส. ซาราห์ ฮัคเคบี แซนเดอร์ส เคยทำหน้าที่เป็นเลขาธิการฝ่ายสื่อประจำทำเนียบขาวในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก และปัจจุบันเป็นผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอ

ไมค์ ฮัคเคบี ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล

ด้านนายวอลทซ์ วัย 50 ปี เป็นทหารผ่านศึกและผู้สนับสนุนนายทรัมป์มาอย่างยาวนาน และเพิ่งชนะเลือกตั้งได้ครองตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎรอีกสมัย โดยที่ผ่านมาเขาเป็นคณะอนุกรรมการด้านการเตรียมความพร้อมของกองทัพ ดูแลด้านการเตรียมความพร้อมทางทหาร การฝึกฝน การขนส่ง การซ่อมบำรุง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทหาร

นายวอลทซ์มีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อประเทศจีน และเชื่อว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องทำมากกว่านี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนั้น เขายังเป็นหนึ่งในคนที่ต้องการให้สหรัฐฯ สนับสนุนยูเครนต่อไปด้วย

อีกด้านหนึ่ง ศาลรัฐนิวยอร์กเลื่อนการตัดสินเรื่องอนาคตของคดีเงินปิดปากดาราหนังผู้ใหญ่ ของนายทรัมป์ ว่าจะเดินหน้าคดีนี้ต่อหรือยกฟ้อง ไปอย่างน้อยจนถึงวันที่ 19 พ.ย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าภาพประชุม COP29 ลั่น ก๊าซธรรมชาติ-น้ำมัน คือของขวัญจากพระเจ้า

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2825261

เจ้าภาพประชุม COP29 ลั่น ก๊าซธรรมชาติ-น้ำมัน คือของขวัญจากพระเจ้า

13 พ.ย. 2567 03:48 น.

เจ้าภาพประชุม COP29 ลั่น ก๊าซธรรมชาติ-น้ำมัน คือของขวัญจากพระเจ้า

ประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน เจ้าภาพประชุม COP29 กล่าวกลางที่ประชุมว่า ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน คือของขวัญจากพระเจ้า และประเทศต่างๆ ไม่ควรถูกกล่าวโทษที่มีมัน

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2567 ที่การประชุม COP29 หรือการประชุม รัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 29 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศอาเซอร์ไบจาน นายอิลฮัม อาลิเยฟ ประธานาธิบดีของประเทศเจ้าภาพ กล่าวว่า ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน คือของขวัญจากพระเจ้า และประเทศต่างๆ ไม่ควรถูกกล่าวโทษที่มีมัน

ประธานาธิบดีอาลิเยฟกล่าวในวันที่ 2 ของการประชุมว่า อาเซอร์ไบจานตกเป็นเป้าหมายของการใส่ความและแบล็กเมล ก่อนที่การประชุม COP29 จะเริ่มขึ้น จนดูเหมือนกับว่า สื่อข่าวปลอม, องค์กรการกุศล และนักการเมืองของชาติตะวันตก พยายามแข่งกันแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับอาเซอร์ไบจาน

นายอาลิเยฟยืนยันว่า ส่วนแบ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอาเซอร์ไบจานอยู่ที่ 0.1% เท่านั้น และ “น้ำมัน, ก๊าซ, ลม, ดวงอาทิตย์, ทองคำ,เงิน หรือ ทองแดง ทั้งหมดล้วนเป็นทรัพยากรธรรมชาติ และประเทศใดๆ ไม่ควรถูกกล่าวโทษที่มีมัน และไม่ควรถูกกล่าวโทษที่นำมันเข้าสู่ตลาด เพราะตลาดต้องการทรัพยากรเหล่านี้”

ทั้งนี้ การประชุม COP เป็นเวทีการเจรจาที่จะนำกลุ่มประเทศที่เป็นผู้ก่อมลพิษหลัก มาเจรจาและทำข้อตกลงร่วมกับกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นความตกลงร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์หลายคนแสดงความกังวลว่า อาเซอร์ไบจาน ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม กำลังใช้ที่ประชุม COP29 เพื่อส่งเสริมการลงทุนในบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาที่นายอาลิเยฟ ระบุว่าเป็นการใส่ความ

หลังจากนายอาลิเยฟมีถ้อยแถลงไม่นาน นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ ก็บอกกับที่ประชุมว่า การยืนยันไม่ยอมรับเรื่องปัญหาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล และว่า การปฏิวัติของพลังงานสะอาดมาถึงแล้ว และไม่มีรัฐบาลได้ที่จะสามารถหยุดยั้งมันได้

นายกูเตร์เรสบอกด้วยว่า จำเป็นต้องมีการตั้งเป้าหมายทางการเงินใหม่ โดยที่ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด จะต้องจ่ายเงินชดเชยมากที่สุด “พวกเขาเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุด ซึ่งมาพร้อมกับขีดความสามารถ กับความรับผิดชอบที่มากที่สุด” “ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องไปกลับไปจากบากู (เมืองหลวงอาเซอร์ไบจาน) ด้วยมือเปล่า”

อนึ่ง สหรัฐฯ ก็เป็นหนึ่งประเทศที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในที่ประชุม COP29 หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องภาวะโลกร้อน ชนะการเลือกตั้งได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปของแดนลุงแซม

โดยเมื่อวันจันทร์ นายจอห์น โปเดสตา ทูตของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ยืนยันว่า ทีมของสหรัฐฯ จะสานต่อข้อตกลงที่ผ่านในการประชุม COP28 เมื่อปี 2566 เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่า ภายในปี 2573

อย่างไรก็ดี คาดกันว่าคำพูดของประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเจรจาที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหลังฉาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องการจ่ายเงินชดเชยให้ประเทศยากจนมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือพวกเขาในการบังคับใช้มาตรการด้านสภาพอากาศของพวกเขา

แต่ผู้นำของประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดในโลกหลายประเทศไม่มาร่วมการประชุม เช่นนาย โจ ไบเดน, นายเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส และนายนเรนทรา โมดี ของอินเดีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ลาออก เซ่นคดี “จอห์น สมิธ” ล่วงละเมิดเด็ก

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2825260

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ลาออก เซ่นคดี “จอห์น สมิธ” ล่วงละเมิดเด็ก

13 พ.ย. 2567 02:12 น.

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ลาออก เซ่นคดี “จอห์น สมิธ” ล่วงละเมิดเด็ก

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกดดันอย่างหนัก กรณีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กของนายจอห์น สมิธ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาธุคุณ จัสติน เวลบี อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ผู้นำอาวุโสที่สุดของคริสตจักรแห่งอังกฤษ ลาออกจากตำแหน่งแล้ว ในวันอังคารที่ 12 พ.ย. 2567 โดยยอมรับว่าตนเองจัดการกับกรณีนักบวชในคริสตจักรล่วงละเมิดทางเพศเด็กได้ไม่ดีพอ และตนต้องรับผิดชอบ

สาธุคุณเวลบี เผยแพร่แถลงการณ์ลาออกจากตำแหน่งผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี โดยระบุว่า “ขอพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระราชาธิบดี ข้าพเจ้าตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี”

สาธุคุณเวลบีเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากรายงานอิสระ เพื่อทบทวนกรณีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กของนาย จอห์น สมิธ ทนายความชาวบริติชผู้ล่วงลับ ซึ่งถูกยกให้เป็นการล่วงละเมิดต่อเนื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับโบสถ์แห่งอังกฤษครั้งเลวร้ายที่สุด

รายงานดังกล่าวซึ่งจัดทำโดยนาย คีธ มาคิน ตามการมอบหมายของโบสถ์แห่งอังกฤษ และเผยแพร่เมื่อ 7 พ.ย. ได้ข้อสรุปว่า มีการปกปิดอาชญากรรมร้ายแรงของนายสมิธ

ในแถลงการณ์ลาออกของสาธุคุณเวลบี เขาระบุว่า การทบทวนดังกล่าวได้เปิดโปง การสมคบกันปิดปากเงียบที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน เกี่ยวกับการล่วงละเมิดอันชั่วร้ายของ จอห์น สมิธ

“ตอนที่ข้าพเจ้าได้รับแจ้งในปี 2556 และได้ยินว่า ตำรวจได้รับแจ้งแล้ว ข้าพเจ้าจึงเชื่ออย่างไม่ถูกต้องว่า จะเกิดการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมตามมา” สาธุคุณเวลบีระบุ “มันชัดเจนว่าข้าพเจ้าต้องรับผิดชอบทั้งในฐานบุคคลและสถาบัน สำหรับช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดอันยาวนาน ระหว่างปี 2556-2567”

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า สาธุคุณเวลบีจะออกจากตำแหน่งเมื่อใด โดยในแถลงการณ์ของเขา ระบุว่า จะบอกเวลาที่ชัดเจนได้ก็ต่อเมื่อ มีการทบทวนเรื่องหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จก่อน ทั้งในอังกฤษ และในนิกายแองกลิคัน

ทั้งนี้ ตามรายงานของนายมาคิน นายสมิธถูกกล่าวหาว่า ทำร้ายเด็กชายและชายหนุ่มกว่า 130 คน ทั้งทางกายภาพ, เพศ, จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยก่อเหตุตั้งแต่ช่วงปี 2517 จนถึงปี 2561 ที่เขาเสียชีวิต

เขาถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดสมาชิกครอบครัวตัวเอง รวมถึง เด็กที่เข้าค่ายฤดูร้อนของศาสนาคริสต์นิกายอีแวนเจลิคัล ที่เขาช่วยจัดโดยมีเป้าหมายไปที่นักเรียนจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังระหว่างปี 2517 ถึง 2524

รายงานระบุอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2527 จนถึง 2544 ซึ่งนายสมิธต้องย้ายไปอยู่ซิมบับเว และต่อด้วยแอฟริกาใต้ เจ้าหน้าที่ของคริสตจักรรู้เรื่องการล่วงละเมิด แต่ล้มเหลวในการใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เห็นการล่วงละเมิดซ้ำอีก โดยสาธุคุณเวลบีก็เคยทำงานที่ค่ายฤดูร้อนที่นายสมิธช่วยจัดด้วย

สาธุคุณเวลบีบอกกับสถานีโทรทัศน์ แชนเนล 4 ซึ่งเคยรายงานเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศของนายสมิธ เมื่อ 7 ปีก่อน ว่า เขาไม่แน่ใจว่า มีการติดตามสืบสวนเรื่องนี้อย่างกระตือรือร้น และไร้ความปรานีอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ในตอนที่เขารับตำแหน่งอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ในปี 2556

ขณะที่รายงานของนายมาคินระบุว่า ผลการทบทวนทำให้พบว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดของคริสตจักรพลาดโอกาสสำคัญในปี 2555 และ 2556 ที่จะรายงานเรื่องนายสมิธต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่า จัสติน เวลบี รู้เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศของนายสมิธ ก่อนหน้าปี 2556 หรือไม่ แต่ที่เป็นไปได้ที่สุดคือ เขาน่ารู้ในระดับหนึ่งว่า นายจอห์น สมิธ มีความน่ากังวลบางอย่าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แฟนเศร้า “ซงแจริม” นักแสดงเกาหลี เสียชีวิตแล้ว อายุเพียง 39 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2825257

แฟนเศร้า “ซงแจริม” นักแสดงเกาหลี เสียชีวิตแล้ว อายุเพียง 39 ปี

12 พ.ย. 2567 23:18 น.

แฟนเศร้า “ซงแจริม” นักแสดงเกาหลี เสียชีวิตแล้ว อายุเพียง 39 ปี

(ภาพจาก Instagram / @jaelim song)

ซง แจริม นักแสดงชื่อดังชาวเกาหลีใต้ เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 39 ปี โดยศพถูกพบในบ้านพร้อมกับจดหมาย และตำรวจไม่พบหลักฐานที่ชี้ว่านี่เป็นเหตุอาชญากรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซง แจริม นักแสดงหนุ่มวัย 39 ปี ผู้ร่วมแสดงในละครโทรทัศน์มากมาย รวมถึงซีรีส์ดังอย่าง “ลิขิตรักตะวันและจันทรา” (The Moon Embracing The Sun) เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2567 โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด

ศพของนายซงถูกพบที่บ้านของเขา ในเขตซองดง ของกรุงโซล เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 พ.ย. โดย ซูมปี (Soompi) เว็บไซต์ข่าวภาษาอังกฤษของเกาหลีใต้ รายงานว่า มีการพบจดหมายจำนวน 2 หน้าภายในบ้านของเขาด้วย แต่ตำรวจยังไม่ยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม พบเขาไม่พบหลักฐานของการก่ออาชญากรรม

ร่างของ ซง แจริม ถูกนำไปที่หอจัดพิธีศพ “ยออีโด เซนต์ แมรี” ในกรุงโซล เพื่อให้ญาติมิตรและแฟนได้มีโอกาสไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะจัดพิธีศพในวันที่ 14 พ.ย.นี้

อนึ่ง นักแสดงหนุ่มเพิ่งเปลี่ยนข้อความในโปรไฟล์บนอินสตาแกรมว่า “การเดินทางอันยาวไกลเริ่มขึ้นแล้ว” ขณะที่โพสต์สุดท้ายของเขา ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 41 สัปดาห์ก่อน ส่วนความเคลื่อนไหวบน X ของเขา หยุดไปตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว

ทั้งนี้ ซง แจริม เกิดในปี 2528 มีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นที่ยอมรับในวงการจากซีรีส์ “ลิขิตรักตะวันและจันทรา” ซึ่งเป็นผลงานเปิดตัวของเขาในปี 2555 และได้ร่วมแสดงละครดราม่ามากมาย เช่น นายตัวร้ายกับยัยราเมน (Cool Guys, Hot Ramen), ยอดนักสู้ 3 แผ่นดิน (Inspiring Generation), 14 วันขอให้ฉันปกป้องหัวใจเธอ (Two Weeks) และ ราชินีอู กู้บัลลังก์ (Queen Woo)

นอกจากนั้น เขายังมีโอกาสแสดงฝีมือบนจอภาพยนตร์ผ่านเรื่อง ฝันรักหัวใจแชมเปี้ยน (Grand Prix), ล้างบัญชีแค้น ล่าตัวบงการ (The Suspect) และ Bait

ล่าสุด ซง แจริม ร่วมแสดงละครเพลงเรื่องกุหลาบแวร์ซายส์ (La Rose De Versailles) โดยการแสดงรอบสุดท้ายของเขาเกิดขึ้นเมื่อ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : straitstimes

ช็อก ชายคลั่งขับรถพุ่งใส่ฝูงชนในสนามกีฬาจีน ดับ 35 ศพ เจ็บเกือบครึ่งร้อย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2825253

ช็อก ชายคลั่งขับรถพุ่งใส่ฝูงชนในสนามกีฬาจีน ดับ 35 ศพ เจ็บเกือบครึ่งร้อย

12 พ.ย. 2567 22:06 น.

ช็อก ชายคลั่งขับรถพุ่งใส่ฝูงชนในสนามกีฬาจีน ดับ 35 ศพ เจ็บเกือบครึ่งร้อย

ลุงวัย 62 ปี ขับรถพุ่งชนผู้คนที่กำลังออกกำลังกายในสนามกีฬา ที่เมืองจูไห่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 35 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบครึ่งร้อย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายวัย 62 ปี แซ่ “ฟ่าน” ก่อเหตุขับรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) พุ่งฝ่ารั้วกั้นของศูนย์กีฬา “จูไห่” (Zhuhai) ในเมืองชื่อเดียวกัน ทางใต้ของประเทศจีน เข้าใส่ฝูงชนที่กำลังออกกำลังกาย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 35 ศพ บาดเจ็บอีก 43 ราย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 11 พ.ย. 2567 แต่ในตอนนั้น ตำรวจระบุว่า มีเพียงผู้ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ก่อนจะมีการอัปเดตข้อมูลในวันอังคารที่ 12 พ.ย. โดยผู้บาดเจ็บหลายรายเป็นผู้สูงอายุ รวมถึงวัยรุ่นและเด็กๆ ส่วนผู้ก่อเหตุถูกจับกุมตัว ขณะพยายามหลบหนี และตอนนี้อยู่ในอาการโคม่า เพราะบาดแผลที่เกิดจากการทำร้ายตัวเอง

รายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกเซ็นเซอร์อย่างหนัก ในจีน โดยนักข่าวบีบีซีที่ไปรายงานข่าวหน้าสนามกีฬาที่เกิดเหตุ ถูกเจ้าหน้าที่บอกให้หยุดถ่ายภาพ

ขณะเดียวกัน คลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุที่ผู้เห็นเหตุการณ์ถ่าย และนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ถูกลบออกไปจนเกือบหมดภายในช่วงเช้าวันอังคาร โดยบางคลิปที่เหลืออยู่แสดงให้เห็นภาพคนจำนวนหลายสิบคนนอนอยู่บนพื้น โดยมีแพทย์ฉุกเฉินและผู้เห็นเหตุการณ์พยายามให้ความช่วยเหลือ

ด้านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทุ่มความพยายามทั้งหมดในการรักษาผู้บาดเจ็บ และลงโทษคนร้ายอย่างหนัก

ทั้งนี้ เหตุการณ์ล่าสุด ซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นการโจมตีที่รุนแรงและชั่วร้าย เกิดขึ้นในขณะที่เมืองจูไห่ ยกระดับการรักษาความปลอดภัยขึ้นมา เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงเครื่องบินของกองทัพนานาชาติ ในสัปดาห์นี้

การสืบสวนเบื้องต้นชี้ว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นมีชนวนเหตุมาจาก การที่นายฟ่านไม่พอใจในข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินหลังหย่า แต่เนื่องจากเขายังอยู่ในอาการโคม่า ทำให้ตำรวจยังไม่สามารถสอบปากคำได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รองปลัดฯบูรณาการแก้ปัญหาภัยพิบัติ

https://www.naewna.com/local/841049

รองปลัดฯบูรณาการแก้ปัญหาภัยพิบัติ

รองปลัดฯบูรณาการแก้ปัญหาภัยพิบัติ

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อติดตามการแก้ปัญหาด้านภัยพิบัติ แผนการฟื้นฟูเยียวยา และการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตร โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จ.เชียงราย เข้าร่วมประชุม และรายงานความก้าวหน้าการปฏิบัติงาน ที่สำนักงานปศุสัตว์ จ.เชียงราย

สำหรับ จ.เชียงราย มีแผนงาน/โครงการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายใต้วงเงินงบประมาณ 2,553,009,8000 ล้านบาท รวม 8 โครงการ โดยแบ่งเป็น 3 กิจกรรม ได้แก่ 1.การฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด 2.การปรับพื้นที่และฟื้นฟูพื้นที่เกษตร และ 3.มาตรการลดภาระหนี้สินของสมาชิกสถาบันเกษตรกร ทั้งนี้ รองปลัดฯ ได้กำชับให้แต่ละหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย เพื่อประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) ประสานงานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด เข้าสำรวจความเสียหาย ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม และประเมินความเสียหายด้านภาคเกษตรของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย และรายงานผลให้หน่วยงานต้นสังกัดทราบ

นอกจากนี้ รองปลัดฯ ได้แจ้งที่ประชุมทราบถึงการเดินทางลงพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ของ รมว.เกษตรฯ และคณะ เพื่อเยี่ยมเยียนเกษตรกร และติดตามการฟื้นฟูเยียวยาภายหลัง
ประสบภัย โดยขอให้ทาง จ.เชียงราย ร่วมกิจกรรมและสนับสนุนข้อมูลการลงพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมความพร้อมสำหรับจัดการประชุม ครม.สัญจร ในเขตกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ระหว่างวันที่ 24-26 พฤศจิกายนนี้

‘อภัย’สัมมนาเชิงปฏิบัติการ อนาคตห่วงโซ่อุปทานโคนม

https://www.naewna.com/local/841047

‘อภัย’สัมมนาเชิงปฏิบัติการ  อนาคตห่วงโซ่อุปทานโคนม

‘อภัย’สัมมนาเชิงปฏิบัติการ อนาคตห่วงโซ่อุปทานโคนม

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “จัดทำภาพอนาคตห่วงโซ่อุปทานโคนมของประเทศไทย” โดยการประชุมสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางเชิงนโยบายในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านโคนมและผลิตภัณฑ์นมฉบับทบทวนและจัดทำมาตรการ เพื่อเป็นการปรับตัวและเตรียมพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอุตสาหกรรมโคนมของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค และการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานโคนมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

การประชุมสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน รวมทั้งสิ้น 50 ท่าน ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรเกษตรกร ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จ.ปทุมธานี

เกษตรฯติดตาม 1ท้องถิ่น1สินค้าฯ จัดการปัญหาน้ำ แก้มลิงแก่งน้ำต้อน

https://www.naewna.com/local/841042

เกษตรฯติดตาม  1ท้องถิ่น1สินค้าฯ  จัดการปัญหาน้ำ  แก้มลิงแก่งน้ำต้อน

เกษตรฯติดตาม 1ท้องถิ่น1สินค้าฯ จัดการปัญหาน้ำ แก้มลิงแก่งน้ำต้อน

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อนนโยบายการเกษตรระดับหมู่บ้านสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง สินค้ามะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของวิสาหกิจชุมชนมะม่วงบ้านแฮด เพื่อการส่งออก ต.หนองแซง อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น รับฟังปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน เช่น ปัญหาภัยแล้ง แหล่งน้ำไม่เพียงพอ และปัญหาเพลี้ยไฟระบาด จากนั้นได้ลงพื้นที่ติดตามการวางแผนและการป้องกันแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ที่โครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อน พร้อมอาคารประกอบ (ระยะที่ 1) ต.ดอนช้าง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

สำหรับโครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อน พร้อมอาคารประกอบ ต.ดอนช้าง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแก้มลิงสองฝั่งลำน้ำชี ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยกรมชลประทาน ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมพร้อมวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิมให้สามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้นและช่วยป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เนื่องจากแหล่งน้ำเดิมมีสภาพตื้นเขิน ในช่วงฤดูน้ำหลากมักเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณโดยรอบหนองน้ำ และในช่วงฤดูแล้งก็มักจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากไม่มีอาคารบังคับน้ำจึงไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ ซึ่งมีแนวโน้มการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อน ดำเนินการ 2 ระยะ หากดำเนินการแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานประมาณ 35,000 ไร่

‘อิทธิ’ดันอ.ส.ค.เพิ่มศักยภาพ การแข่งขันเลี้ยงโคนมเชิงพาณิชย์

https://www.naewna.com/local/841044

‘อิทธิ’ดันอ.ส.ค.เพิ่มศักยภาพ  การแข่งขันเลี้ยงโคนมเชิงพาณิชย์

‘อิทธิ’ดันอ.ส.ค.เพิ่มศักยภาพ การแข่งขันเลี้ยงโคนมเชิงพาณิชย์

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ที่สำนักงานกลาง อ.ส.ค.มวกเหล็ก ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยมีนายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการ อ.ส.ค.และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม พร้อมกับเยี่ยมชมอาคาร 1962 อาคารประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดกำเนิดฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค, ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง Thai-Denmark Smart Dairy Farm และเยี่ยมชมกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค โรงงานผลิตนมภาคกลาง

นายอิทธิ กล่าวว่า อ.ส.ค.เป็นองค์การเพื่อส่งเสริมกิจการโคนมและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจการอุตสาหกรรมโคนมในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สานต่ออาชีพพระราชทานการเลี้ยงโคนม อย่างไรก็ตาม ธุรกิจการเลี้ยงโคนมเชิงพาณิชย์มีการแข่งขันสูงในตลาด จึงอยากเน้นย้ำให้ อ.ส.ค.ใช้แนวทางตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ขยายช่องทางการตลาด เชื่อมั่นว่าหากร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ เพื่อให้เป็นแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคนึกถึง และครองอันดับ 1 รักษาคุณภาพมาตรฐานให้สามารถครองใจผู้บริโภค ตลอดจนต้องร่วมกันรณรงค์การบริโภคนมของคนไทยให้เพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน อ.ส.ค.รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร เพื่อเป็นวัตถุดิบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมต่างๆ จำหน่ายให้ผู้บริโภค โดยมีเกษตรกรที่อยู่ในความดูแล 4,438 ราย โคนม 107,570 ตัว และแม่โครีดนม 48,451 ตัว รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร 431.02 ตันต่อวัน มีโรงงานนม อ.ส.ค.ทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคกลาง (โรงงานนมมวกเหล็ก จ.สระบุรี) สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคใต้ (โรงงานนมปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์) สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (โรงงานนมขอนแก่น) สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคเหนือตอนล่าง (โรงงานนมสุโขทัย) สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคเหนือตอนบน (โรงงานนมเชียงใหม่)

สำหรับฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนมของประเทศ และสำหรับใช้ในการศึกษาและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการฟาร์มด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมเปิดให้เข้ามาเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการลดต้นทุนพร้อมเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กับนักท่องเที่ยวรวมทั้งเป็นฟาร์มสำหรับใช้ในการศึกษาและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการฟาร์ม ให้มีความสะดวกและเหมาะสมกับการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรยุคใหม่ที่สอดคล้องกับหลักการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) แหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีและรูปแบบการจัดการฟาร์มที่มีการแบ่งกลุ่มโคนมตามการให้ผลผลิตน้ำนม การเรียนรู้รูปแบบการให้อาหารผสมสำเร็จ (Total Mixed Ration, TMR) ที่มีมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของโคแต่ละกลุ่ม โดยฟาร์มดังกล่าว มีจำนวนแม่โครีดนมไม่น้อยกว่า 100 ตัวจะเข้ามาลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตให้กับแม่โคเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20 กิโลกรัม/ตัว/วัน จากเดิม 13-14 กิโลกรัม/ตัว/วัน และมีองค์ประกอบน้ำนมสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานการรับซื้อ

นอนไม่หลับเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า

https://www.naewna.com/lady/841019

นอนไม่หลับเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า

นอนไม่หลับเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.25 น.

หลายคนคงเคยมีอาการ นอนไม่หลับกว่าจะหลับก็เกือบเช้า ทำให้ตื่นเช้ามารู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง และรู้สึกหงุดหงิดง่าย อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของโรคนอนไม่หลับ หากไม่รีบรักษาปล่อยไว้จนกลายเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ในอนาคต

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH-Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า ภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท รวมไปถึงใช้เวลานานกว่าจะนอนหลับ โดยโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะพบได้บ่อยในวัยทำงาน, ผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีปัญหาเจ็บป่วยทางร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้นานๆ จนมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตที่อาจเพิ่มโอกาสการเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า

อาการนอนไม่หลับสามารถพบได้หลายรูปแบบ เช่น ต้องใช้เวลานานกว่าจะนอนหลับได้, หลับแล้วตื่นบ่อยๆ ตื่นแล้วไม่สามารถนอนหลับได้อีก ง่วงนอนในเวลากลางวัน แต่นอนไม่หลับในเวลากลางคืน และมีอาการดังกล่าวเป็นเวลานานกว่า 1 เดือนขึ้นไป

ภาวะนอนไม่หลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1.หลับยาก (Initial insomnia) คือภาวะที่ผู้ป่วยมีปัญหานอนหลับยากใช้เวลานอนนานกว่าจะหลับ ภาวะดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล

2.หลับแล้วตื่นและไม่สามารถหลับตามที่ร่างกายต้องการได้อีก (Maintenance insomnia) คือภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถนอนหลับได้ยาวมีการตื่นกลางดึกบ่อย ภาวะดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกาย เช่นภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

3.ตื่นเร็วและหลับต่อไม่ได้ (Terminal insomnia) คือภาวะที่ผู้ป่วยตื่นเร็วกว่าเวลาที่ควรจะตื่น อาจพบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า

อาการนอนไม่หลับสามารถเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านจิตใจ :: สภาวะความเครียดทำให้เกิดความกังวล หมดกำลังใจ อาการเหล่านี้มีผลทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ หรืออาจเกิดจากโรคที่มีผลโดยตรงกับความรู้สึก เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล เป็นต้น

ปัจจัยด้านร่างกาย :: มีอาการป่วยที่มีส่วนทำให้เกิดโรค เช่น โรคกรดไหลย้อน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การหมดประจำเดือน รวมไปถึงอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม :: อุณหภูมิภายในห้องนอนสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป แสงสว่างมากเกินไป มีเสียงรบกวนจากภายนอก และการนอนต่างที่ ส่งผลทำให้นอนหลับยาก

ปัจจัยที่เกิดจากพฤติกรรม :: การดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน การใช้ยาบางชนิดที่ทำให้นอนหลับยาก และอุปนิสัยการนอนที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การเล่นเกมหรือโทรศัพท์มือถือก่อนนอน รวมถึงการทำงานที่ต้องมีการเข้าเวร ทำให้ต้องเปลี่ยนเวลาการนอนบ่อยๆ

การนอนไม่หลับเรื้อรังยังส่งผลด้านลบต่อสุขภาพกายและปัญหาสุขภาพจิต เช่น เพิ่มโอกาสการเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า, เพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง โรคไขมันสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน, เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน และการขับรถ

การรักษาภาวะนอนไม่หลับขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยแต่ละบุคคล เช่น หากเกิดจากอุปนิสัยการนอน แพทย์จะให้คำแนะนำในการปรับอุปนิสัยการนอนที่ถูกต้องหรือหากเกิดจากโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรคประสาทตื่นตัวผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาร่วมในการรักษา

สำหรับการป้องกันและแก้ปัญหาการนอนไม่หลับเบื้องต้น สามารถทำได้ โดยการจัดห้องให้มีบรรยากาศเอื้อต่อการนอน, หลีกเลี่ยงการงีบในช่วงกลางวัน, เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกัน, นอนหลับเมื่อรู้สึกง่วง, หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือชา หลังอาหารเที่ยง, หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก หรืออาหารที่ย่อยยากก่อนนอน เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง หรือโรคกรดไหลย้อนได้, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่ควรใช้ยานอนหลับหากไม่จำเป็น แต่ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังปรับการนอนไม่ได้ ควรมาพบแพทย์หรือจิตแพทย์เพื่อประเมินปัญหาการนอนไม่หลับ และเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม