หนุ่ม กรรชัย ฟ้อง ปู มัณฑนา หลังโพสต์อ้างส่งลูกน้องป่วนห้องพิจารณาคดี

หนุ่ม กรรชัย ฟ้อง ปู มัณฑนา หลังโพสต์อ้างส่งลูกน้องป่วนห้องพิจารณาคดี

หนุ่ม กรรชัย ฟ้อง ปู มัณฑนา หลังโพสต์อ้างส่งลูกน้องป่วนห้องพิจารณาคดี

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.01 น.

หลังจากกรณีก่อนหน้านี้ที่ ลูกหมี รัศมี ทองสิริไพรศรี นางแบบชื่อดังยื่นฟ้อง ปู มัณฑนา ในความผิดฐานข้อหาฉ้อโกง และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คไปก่อนหน้านั้น จนกลายเป็นกระแสร้อนแรงราวกับไฟลามทุ่งแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง และผลการตัดสินของศาลออกมาเมื่อช่วงสายของวันที่ 22 เมษายน 2569 ว่า “ศาลแขวงพระนครใต้ คดีลูกหมี ศาลได้มีคำพิพากษา คดีฉ้อโกงจำคุก ปู มัณฑนา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ให้นับโทษต่อจากคดีเดิมนั้น” จนในช่วงเวลาประมาณใกล้เที่ยงของวันเดียวกัน ทางด้าน ปู มัณฑนา ไม่ปล่อยให้สงสัยนาน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงจุดยืนของตัวเองทันที โดยระบุข้อความสั้น ๆ ว่า “ปูเคารพคำพิพากษาของศาล และขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์ต่อไปค่ะ”

แต่ประเด็นที่กลายเป็นชนวนเหตุใหม่ คือโพสต์ก่อนหน้านั้นของ ปู มัณฑนา ที่ระบุว่า “เซอร์ไพรส์ แก๊งค์ลูกหมาขนเมียทนายตุ๋ย และลูกน้อง หนุ่ม กรรชัย มาป่วนคุณปู มัณฑนาเต็มห้องบังลังก์ 403 #ศาลแขวงพระนครใต้” ทำเอาโลกโซเชียลถึงกับฮือฮาในคลิปวิดีโอข้อความของเธอ

หนุ่ม กรรชัย

ล่าสุดในรายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางด้านพิธีกรชื่อดัง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง โดยระบุว่าตลอดเวลาที่มีประเด็นกันมาตนไม่เคยเอ่ยถึงคู่กรณีเลย แต่ครั้งนี้รู้สึกว่าไม่ถูกต้องและเป็นการใส่ร้าย “ผมไม่เคยเอ่ย แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกว่า มันไม่ถูกต้อง ผมนั่งอ่านข่าวอยู่ที่นี่นี่นะครับ ผมไม่ได้มีลูกน้อง ลูกน้องผมคือทีมงานโหนกระแสอยู่ที่นี่หมด แต่การที่คุณปูไปบอกว่า ลูกน้องของหนุ่มกรรชัยไปป่วนปู มัณฑนาเต็มห้องบังลังก์ สำหรับผม ผมถือว่า เป็นการใส่ร้ายผมนะ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตสงวนสิทธิ์ในการฟ้องอันนี้อีก 1 คดี ผมจะให้ช่อง 3 ออกแถลงการณ์เรื่องนี้ด้วย และผมขอให้ช่อง 3 เป็นคนดูแลคดีนี้ให้ด้วย ประกาศให้รู้โดยทั่วกันนะครับ”

เหตุการณ์นี้ทำเอาชาวเน็ตจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์ครั้งนี้จะจบลงอย่างไร เพราะนอกจากคดีหลักกับ ลูกหมี รัศมี แล้ว ปู มัณฑนา อาจต้องเตรียมรับมือกับคดีใหม่จากพิธีกรฝีปากกล้าและต้นสังกัดอย่างช่อง 3 อีกด้วย

หนุ่ม กรรชัย
หนุ่ม กรรชัย
หนุ่ม กรรชัย

>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกเลย <<<

‘ปู มัณฑนา’ เคลื่อนไหวแล้ว หลังศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา 2 ปี

ไม่รอลงอาญา ลูกหมี ชนะคดี ปู มัณฑนา พร้อมนับโทษต่อคดีเดิม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก รายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์, เฟซบุ๊ก Pou Mantana,

ส่องแฟชั่น’ลิซ่า’กับไอเทมชุมชนสุดจี๊ดดร้อยเรียงเสน่ห์วิถีไทย

ส่องแฟชั่น'ลิซ่า'กับไอเทมชุมชนสุดจี๊ดดร้อยเรียงเสน่ห์วิถีไทย

ส่องแฟชั่น’ลิซ่า’กับไอเทมชุมชนสุดจี๊ดดร้อยเรียงเสน่ห์วิถีไทย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปล่อยภาพเบื้องหลังชิ้นงานโฆษณาชุดล่าสุด “feel all the feelings” ที่มี “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ในบทบาท Amazing Thailand Ambassador ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และอารมณ์ของการท่องเที่ยวไทยอย่างรอบด้าน ไม่เพียงสะท้อนความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังโดดเด่นด้วย “แฟชั่นและไอเทมชุมชน” ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เติมเต็มเรื่องราวพร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต รวมถึงความงดงามของไทยได้อย่างลึกซึ้ง

ผลงานโฆษณา “feel all the feelings” ไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่ปรากฏบนจอ แต่ยังเป็นเวทีที่แฟชั่นได้ร้อยเรียงอารมณ์ ความรู้สึก และความงดงามของวัฒนธรรมไทยเข้าด้วยกัน ผ่านการผสมผสานระหว่างดีไซน์ร่วมสมัยและภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมอย่างลงตัวกับชุดและเครื่องประดับที่ “ลิซ่า”สวมใส่ ซึ่งรังสรรค์โดยดีไซเนอร์และแบรนด์ไทย ผ่านนำเสนอเสน่ห์ของแฟชั่นไทยร่วมสมัยอย่างมีสไตล์

ชุดสีขาวจากแบรนด์ Muscovy Studio ที่สะท้อนความเรียบง่ายและความกลมกลืนกับทิวทัศน์ได้
อย่างลงตัว

ลุคนี้โดดเด่นด้วยเส้นสายที่สง่างามและความพลิ้วไหว สื่อถึงความรู้สึกที่ผสานลงตัวเข้ากับทิวทัศน์ที่งดงาม พร้อมที่จะทะยานไปกับการเดินทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ ๆ โดยดีไซน์จาก Muscovy Studio ได้นำแรงบันดาลใจจาก “งานจักสานไทย” มาตีความใหม่ในรายละเอียดบริเวณช่วงแขนเสื้อและหัวไหล่ ถ่ายทอดรูปทรงและโครงสร้างของลายสานให้ดูทรงพลัง ทันสมัย และเปี่ยมเสน่ห์ ขณะเดียวกัน ยังเติมลูกเล่นด้วยเทคนิคการมัดย้อมในรายละเอียดช่วงปลายกระโปรง เพื่อเพิ่มมิติและความเคลื่อนไหวให้กับชุด อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่จากเดรสสั้นที่คล่องตัว ไปสู่เดรสยาวทรงหางปลาที่พลิ้วไหวสง่างาม ผ่านการต่อเลเยอร์ผ้าที่ช่วยสร้างไดนามิกและมิติให้ลุคดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมเทคนิคการผสมโทนสีขาวเข้ากับโทนอุ่นที่ช่วยขับเน้นความงามของแฟชั่นไทยร่วมสมัยในมุมมองใหม่

ชุดเดรสยาวสีทองจากแบรนด์ UNKUNIYA ที่เจิดจรัสดุจต้องมนตร์

เสน่ห์แห่งสีทองที่ถักทอด้วยความประณีต ตัวชุดเน้นเส้นสายโค้งมนที่ดูอ่อนช้อยและวิจิตรบรรจงช่วงบนรังสรรค์เป็นทรงคอปาดพร้อมงานปักเลื่อมระยิบระยับที่เรียงร้อยอย่างมีชั้นเชิง รับกับช่วงล่างที่ทิ้งตัวพลิ้วไหวอย่างสง่างาม ยามเคลื่อนไหวจึงดูหรูหราและเปี่ยมด้วยมนตร์ขลัง เป็นลุคที่พร้อมเจิดจรัสและมีมิติอย่างน่าอัศจรรย์แม้เพียงต้องแสงเทียน

ชุดเกาะอกผ้าไหมสีทองจากแบรนด์ ASAVA ที่พาผู้ชมสัมผัสมิติใหม่ของชุดไทย

ชุดนี้นำเสนอมิติใหม่ของชุดไทย รังสรรค์โดยแบรนด์ ASAVA ถ่ายทอดเสน่ห์ของผ้าไทยในมุมมองร่วมสมัยผ่านการผสมผสานโครงสร้างแฟชั่นสากลเข้ากับวัสดุสิ่งทอไทยอย่างมีชั้นเชิง ดีไซน์ช่วงบนเป็นเกาะอกที่ใช้เทคนิคการตัดเย็บแบบคอร์เซต สะท้อนความประณีตของงานแฟชั่นตะวันตก ขณะที่ช่วงล่างโดดเด่นด้วยกระโปรงทรงบอลลูนซึ่งช่วยสร้างวอลลุ่มและมิติให้ลุคดูสง่างาม พร้อมเลเยอร์ผ้าคลุมสีทองที่เสริมความหรูหราและความพลิ้วไหวได้อย่างลงตัว

ชุดสีครีมจากแบรนด์ VASSANA ที่ถ่ายทอดงานจักสานไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยและเปี่ยมไปด้วยพลัง
แห่งความสร้างสรรค์ 

สะท้อนภูมิปัญญาและงานฝีมือไทยอย่างประณีต ผ่านดีเทลสามมิติบนเสื้อและกระโปรง นำเสนอ “ลายจักสาน” งานหัตถกรรมพื้นบ้านอันทรงคุณค่ามาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยมากขึ้น โดยใช้วัสดุจากไม้ไผ่มารังสรรค์เป็นดีไซน์แฟชั่นอย่างสร้างสรรค์ ช่วงบนของชุดออกแบบเป็นเกาะอกที่ใช้ตอกไม้ไผ่ซึ่งมักใช้สานหมวกชาวนา มาตัดเย็บและจัดวางอย่างประณีต ขณะที่กระโปรงนำเส้นไผ่มาสานเป็นลวดลายเรียบง่ายแต่โดดเด่น ช่วยสร้างมิติและเอกลักษณ์ให้ลุคดูทันสมัย ถ่ายทอดทั้งคุณค่าทางศิลปะและเรื่องราวของวัฒนธรรมไทยไว้ในชุดเดียวอย่างกลมกลืน ผสานเข้ากับโทนสีธรรมชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากไม้ไผ่ยิ่งช่วยขับเน้นเสน่ห์ของงานจักสานไทยให้โดดเด่น พร้อมคอมพลีตลุคด้วยกระเป๋าจักสานทรงขนมจีบ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก “อุบะพวงมาลัย”มอบกลิ่นอายแบบประยุกต์อย่างสง่างามและมีสไตล์

ลุคแฟชั่นของ “ลิซ่า” ถูกยกระดับความสมบูรณ์แบบด้วยเครื่องประดับสีทองจรัสจากแบรนด์ SARRAN ถ่ายทอดความสดใสและพลังแห่งธรรมชาติผ่านแรงบันดาลใจจากความงดงามของดอกไม้ไทย โดยเฉพาะ “ดอกรัก” ดอกไม้แห่งความศรัทธา สะท้อนเรื่องราวแห่งการเดินทางที่นำพาความงดงาม วัฒนธรรม และตัวตนของไทยสู่สายตาชาวโลก คอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางของคณะเอกอัครราชทูตไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ยุคที่ผู้แทนแห่งสยามข้ามมหาสมุทรเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างนานาประเทศ ถ่ายทอดจิตวิญญาณความเป็นไทยในรูปแบบงานศิลปะที่สวมใส่ได้ พร้อมตีความพวงมาลัยและอุบะแบบดั้งเดิมขึ้นใหม่ สู่การเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่บริบทร่วมสมัยบนเวทีสากลนอกจากแฟชั่นในโฆษณาแล้ว เบื้องหลังกองถ่ายยังเต็มไปด้วยไอเทมจากชุมชนไทย ที่เรียบง่ายแต่มีเรื่องราวทุกชิ้นถูกคัดสรรมาเพื่อสร้างบรรยากาศ และสะท้อนวิถีชีวิตพร้อมเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างมีชีวิตชีวาไม่ว่าจะเป็น

พัดใบตาล มรดกหัตถกรรมพื้นบ้าน จังหวัดบุรีรัมย์ – ความเรียบง่ายที่พัดพาความรู้สึก

พัดถือเป็นไอเทมคู่บ้านที่หลายครัวยังใช้ในชีวิตประจำวัน สื่อถึงความเนิบช้า อ่อนโยน และจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ สำหรับ “พัดใบตาล” นับเป็นมรดกภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยโบราณของบ้านโนนมะงา ตำบลสะแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน และเป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่นที่ทำจาก “ใบตาล” ด้วยจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของการใช้ทั้งใบตาลอ่อนและใบตาลแก่ เพื่อสร้างสีสันให้พัดที่แตกต่างกัน สะท้อนฝีมือหัตถศิลป์ไทยที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรและคัดแยกวัสดุ การพัฒนารูปทรงผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเพิ่มเติมสีสันที่หลากหลาย เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาและศิลปะท้องถิ่น จึงทำให้ไอเทมชิ้นนี้มีดีเทลที่ประณีต สวยงาม ในราคาที่จับต้องได้ เข้าถึงได้ในวงกว้าง และยังคงเป็นไอเทมที่หลายคนยังเก็บไว้ติดบ้านมาจนถึงทุกวันนี้

เก้าอี้หวาย เครื่องจักสานช้างม่อย จังหวัดเชียงใหม่ – เสน่ห์งานหัตถศิลป์ไทย

ขณะเดียวกัน เก้าอี้หวายนั้นสะท้อนถึงความสบายและความอบอุ่นของบ้านไทย และนับเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์งานฝีมืออันดับต้น ๆ ที่ถูกหยิบมาใช้เป็นไอเทมหลักในการตกแต่งทั้งบ้านและคาเฟ่ ช่วยมอบกลิ่นอายที่ผ่อนคลาย อบอุ่น ให้กับพื้นที่ภายใน สำหรับ “เก้าอี้หวายช้างม่อย” ถือเป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รังสรรค์จากวัสดุธรรมชาติอย่าง “หวายน้ำผึ้ง” ผสานเข้ากับเทคนิคเฉพาะตัวของช่างฝีมือในการสร้างสรรค์รูปทรงใหม่ ๆ อย่างพิถีพิถัน มีให้เลือกหลากหลายดีไซน์ ตั้งแต่ศิลปะแบบดั้งเดิม ไปจนถึงสไตล์โมเดิร์นที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ เผยเสน่ห์ของความเรียบง่าย คลาสสิก และเป็นธรรมชาติ  พร้อมความทนทานและการใช้งานได้จริง อีกทั้งยังสะท้อนคุณค่าของวัสดุธรรมชาติและงานศิลปะชุมชนไทย
ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน

ย่ามปกาเกอะญอ ภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน – อัตลักษณ์ชาติพันธุ์แห่งงานหัตถศิลป์บนผืนผ้า

ย่ามทอมือของชุมชนปกาเกอะญอ โดดเด่นด้วยเทคนิค “การทอผ้าแบบดั้งเดิม” ที่เป็นตัวแทนของมรดก ภูมิปัญญาของชนเผ่าและวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผืนผ้าแต่ละชิ้นหลอมเอาจิตวิญญาณของชุมชน  รวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ผ่านการสร้างสรรค์ลวดลายและสีสันไม่เพียงเพิ่มมิติให้กับภาพในฉาก แต่ยังเล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนกับผืนแผ่นดินอย่างกลมกลืน ตั้งแต่การย้อมสีธรรมชาติ การทอผ้า ไปจนถึงการสร้างลวดลายด้วยเทคนิคเฉพาะตัวที่ทำด้วยสองมือของชาวบ้านอย่างละเอียดละออ การสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าของชาวปกาเกอะญอยังถูกต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ย่ามปกาเกอะญอนี้ไม่เพียงเป็นไอเทมงานฝีมือให้เลือกช้อป แต่ยังเป็นประสบการณ์การเดินทางที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน และดื่มด่ำกับความงดงามของผืนผ้าที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชนเผ่าอย่างแท้จริง

ชามตราไก่ ของดีขึ้นชื่อ จังหวัดลำปาง – หวนคืนสู่ความทรงจำบนโต๊ะอาหารไทย

เพียงแค่เอ่ยถึง ก็ชวนให้นึกถึงข้าวสวยร้อน ๆ ลอยขึ้นมา “ชามตราไก่” ถือเป็นสัญลักษณ์ครัวเรือนไทยมายาวนานกว่า 100 ปี พร้อมทั้งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเครื่องลายครามจีน และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย (Geographical Indication: GI) เนื่องจากดินขาวที่จังหวัดลำปางมีคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการผลิตเซรามิก ชามเซรามิกชิ้นนี้มีคุณภาพและลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ กล่าวคือ มักวาดด้วยมือปรากฏเป็นรูปไก่ควบคู่กับดอกโบตั๋น และต้นกล้วย ซึ่งในวัฒนธรรมจีน “ไก่” เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่ง ความขยันขันแข็งและความอุดมสมบูรณ์ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป โรงงานผลิตชามตราไก่หลายแห่งต้องปิดตัวลง ผนวกกับผู้คนรุ่นใหม่เริ่มหันไปใช้ถ้วยชามรูปแบบอื่นมากขึ้น แต่ก็ยังมีกลุ่มคน
ที่หลงใหลและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ชามตราไก่ จัดตั้งสมาคมเครื่องปั้นดินเผาจังหวัดลำปาง เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ สำหรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ “ชามตราไก่” ไม่ได้เป็นเพียงไอเทมสะสมหายาก แต่ยังเป็นประสบการณ์การเดินทางเชิงวัฒนธรรม ที่สามารถสัมผัสเรื่องราวความงดงามของเครื่องลายคราม ร่วมเรียนรู้ฝีมือหัตถกรรม และดื่มด่ำกับมรดกวัฒนธรรมไทย-จีนที่ผสานเข้ากับวิถีชีวิตท้องถิ่น ได้อย่างลงตัว

ร่มบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ – สีสันแห่งงานหัตถศิลป์ล้านนา

“ร่มบ่อสร้าง” งานหัตถกรรมร่มกระดาษสาที่กลายเป็นไอคอนระดับโลกจากอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่แหล่งกำเนิดและศูนย์กลางการผลิตร่มกระดาษสาที่มีชื่อเสียงระดับโลกมายาวนานกว่าร้อยปี รวมถึงเป็น ภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ด้วยเอกลักษณ์ของลวดลายสีสันแบบศิลปะล้านนา ที่สดใส งดงาม ผสานกับความประณีตในทุกรายละเอียด ทำให้ “ร่มบ่อสร้าง” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องใช้กันแดดกันฝน  แต่เป็นงานศิลปะที่มีชีวิตซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณของชาวเหนือได้อย่างชัดเจน หัวใจสำคัญของ “ร่มบ่อสร้าง” อยู่ที่กระบวนการผลิตอันละเอียดอ่อน ตั้งแต่การคัดสรรวัสดุธรรมชาติอย่างกระดาษสาคุณภาพดี นำมาประกอบเข้ากับโครงไม้ไผ่ที่ผ่านการเหลาและขึ้นรูปอย่างแม่นยำ โดยมีให้เลือกสรรถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ ร่มกระดาษสา  ร่มผ้าแพร และร่มผ้าฝ้าย ซึ่งในปัจจุบัน ความงามสุดคลาสสิกนี้ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่ ในการนำไปประยุกต์สู่ผลงานร่วมสมัยที่เข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่ได้อย่างลงตัว นอกจากคุณค่าด้านความงามทางศิลปะและประโยชน์ใช้สอยแล้ว “ร่มบ่อสร้าง” ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนที่สำคัญ สร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน และยังได้รับการเฉลิมฉลองผ่าน “เทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง” ที่จัดขึ้นในเดือนมกราคมเป็นประจำทุกปี ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยี่ยมชมกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม เลือกซื้อร่มเป็นของฝาก และสัมผัสเสน่ห์ของหมู่บ้านหัตถกรรมที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

ภาพยนตร์โฆษณาชุด “feel all the feelings” จึงไม่ใช่แค่การชวนออกเดินทางเที่ยวไทย เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์และความรู้สึกที่หลากหลายรอให้นักเดินทางมาค้นพบด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาสให้คนไทยได้ชื่นชมและภาคภูมิใจกับคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวและภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านไอเทมชุมชนที่สะท้อนรากฐานความเป็นไทยผ่านสายตา “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador

รับชมเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา “feel all the feelings – เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ได้ที่ช่องทางของ Amazing Thailand: https://youtu.be/2hbFUwU5z98

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือความร่วมมือหนุนกิจการศาสนา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

แม่ทัพภาค 4 เข้าพบจุฬาราชมนตรี หารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนกิจการศาสนา ความมั่นคงรัฐ ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นภาครัฐ–ผู้นำศาสนา

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่ห้องรับรองสำนักจุฬาราชมนตรี นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ให้การต้อนรับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4  และทำหน้าที่ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4)  ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานด้านกิจการศาสนาอิสลาม

โดยพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย , นายชัช  หะซาเล็ม ผู้ทรงคุณวุฒิ จุฬาราชมนตรี, นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี  ดร.ปัณฑิพาณ์ ธาราภิบาล , ดร.ศรีสุดา  เลิศยิ่งเจริญชัย ร่วมให้การต้อนรับ

ด้าน จุฬาราชมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกิจการศาสนาอิสลามด้วยดีมาโดยตลอด เพื่อเสริมสร้างประโยชน์แก่พี่น้องมุสลิมและสังคมไทยโดยรวม พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด

การเข้าพบในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการประสานความร่วมมืออย่างมีเอกภาพระหว่างภาครัฐและองค์กรศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการศาสนาอิสลามของประเทศ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนต่างศาสนาในสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! 'VIPA Pitching Project 2026' เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

โค้งสุดท้าย! ‘VIPA Pitching Project 2026’ เวิร์กชอปเข้ม ปั้นไอเดียสู่การผลิตจริง สมัครก่อน 3 พ.ค.นี้

โค้งสุดท้าย! อย่าพลาด “VIPA Pitching Project 2026” เวทีพัฒนาไอเดียสารคดีสู่การผลิตจริงอัดแน่น 2 เวิร์กชอป เทคนิคเล่าเรื่อง-ลงมือผลิต ใกล้ชิดตัวจริงของวงกสน ทั้งผู้กำกับและนักสร้างสรรค์สารคดีระดับแนวหน้าของไทย พร้อมเปิดประสบการณ์เรียนรู้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไอเดียสู่การ Pitch ผลงานอย่างมืออาชีพรีบสมัครได้ถึง 3 พ.ค.นี้

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดย Thai PBS Academy และ VIPA เปิดรับสมัครเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “VIPA Pitching Project 2026” ภายใต้แนวคิด “The Power of Human : Behind the Scene” หรือ “เบื้องหลัง…พลังคนธรรมดา” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ผ่านมุมมองสารคดีเชิงสร้างสรรค์ โดยเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 3 พ.ค. 2569

นางสาวกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ในฐานะคณะทำงานโครงการฯ  กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ผู้เข้าร่วมได้ “คิดและลงมือทำจริง” ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการไฮไลต์สำคัญของโครงการปีนี้ คือ เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติการแบบเข้มข้น ที่ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ครบทุกมิติของการผลิตสารคดี ตั้งแต่การพัฒนาไอเดีย ไปจนถึงการลงมือผลิตและนำเสนอผลงานจริง โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่

ช่วงแรก “The Power of Story” ระหว่างวันที่ 25 – 28 มิ.ย. 2569 (4 วัน) การอบรมเพื่อพัฒนาแนวคิดและโครงสร้างการเล่าเรื่องสารคดี ตั้งแต่การค้นหาเรื่อง มุมมองผู้กำกับ จนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอผลงาน ต่อเนื่องด้วย “The Power of Production” ระหว่างวันที่ 22 – 26 ก.ค. 2569 (5 วัน) การอบรมเชิงปฏิบัติการที่ต่อยอดสู่การผลิตจริง ครอบคลุมการวางแผนการถ่ายทำ การจัดการกอง เทคนิคภาพและเสียง การตัดต่อ และการ Pitch อย่างมืออาชีพ

“อยากให้เวิร์กชอปครั้งนี้ เป็นมากกว่าการอบรม แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมได้ทดลองสร้างงานของตัวเองจริง ได้เรียนรู้ตั้งแต่การตั้งคำถามกับเรื่องเล่า ไปจนถึงการผลิตและนำเสนอผลงานอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถต่อยอดสู่การทำงานในอุตสาหกรรมสื่อได้” นางสาวกนกพร กล่าว

ด้าน นายประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้ง บ.บุญมีฤทธิ์ มีเดีย และ สื่อออนไลน์ มนุษย์ต่างวัย และคณะทำงานโครงการฯ กล่าวถึงความเข้มข้นของเวิร์กชอปว่า ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของคนทำงานสารคดีตัวจริงในทุกขั้นตอน ทั้งการเล่าเรื่องแบบปราณีต ค้นคว้าข้อมูลดี ๆ พาตัวเองไปสู่โลกกว้าง เจอผู้คนหลากหลาย ล้วนเป็นเสน่ห์ของงานสารคดี ดังนั้น เวิร์กชอปครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ได้ความรู้ แต่คือประสบการณ์ตรงที่สามารถเข้าถึงหัวใจของงานสารคดี

เวิร์กชอปครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญในวงการภาพยนตร์และสื่อสารคดี มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จริงอย่างใกล้ชิด อาทิ อาทิ พัฒนะ จิรวงศ์ เจ้าของผลงาน “ติดถ้ำ”, เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ จาก “Breaking The Cycle” และ นนทวัฒน์ นำเบญจพล ผู้กำกับผลงานระดับนานาชาติอย่าง Boundary และ By the River และ ปฏิภาณ บุณฑริก ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง (Solids by the Seashore) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเสียง การตัดต่อ กฎหมาย และการผลิตสื่อดิจิทัล ที่จะมาร่วมเติมเต็มทุกมิติของการสร้างสรรค์ผลงาน

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 20 ทีมที่ผ่านการคัดเลือก จะได้พัฒนาผลงานสารคดีสั้นความยาว 10–15 นาที พร้อมโอกาสเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม VIPA และชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท รวมถึงโอกาสต่อยอดผลงานร่วมกับไทยพีบีเอสในอนาคต

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 3 พฤษภาคม 2569 และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.VIPA.me/PitchingProject2026

นาซาเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” สร้างแผนที่จักรวาล ไขปริศนาสสารมืด

นาซาเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ "แนนซี เกรซ โรมัน" สร้างแผนที่จักรวาล ไขปริศนาสสารมืด

22 เม.ย. 2569 16:09 น.

นาซาเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” สร้างแผนที่จักรวาล ไขปริศนาสสารมืด

องค์การนาซาเผยโฉมกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ที่ทรงพลังกว่ากล้องฮับเบิล 100 เท่า เตรียมส่งขึ้นสู่อวกาศเพื่อค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะนับหมื่นดวง พร้อมสำรวจความลึกลับของสสารมืดที่ครองพื้นที่ 95% ของจักรวาล

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ได้เปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ณ ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด รัฐแมริแลนด์ โดยกล้องรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสแกนท้องฟ้าในมุมกว้างและลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สมุดแผนที่ของจักรวาล”

นายจาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซาระบุว่า กล้องลำนี้จะช่วยตอบคำถามพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในทางดาราศาสตร์ เช่น จักรวาลมีวิวัฒนาการอย่างไร จุดจบของจักรวาลจะเป็นแบบไหน และมนุษย์เราอยู่ลำพังในจักรวาลหรือไม่

กล้องโทรทรรศน์โรมันตั้งชื่อตาม แนนซี เกรซ โรมัน นักดาราศาสตร์หญิงเจ้าของฉายา “มารดาแห่งกล้องฮับเบิล” แม้ว่ากล้องรุ่นใหม่นี้จะมีกระจกหลักขนาด 2.4 เมตร เท่ากับกล้องฮับเบิล แต่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่ามาก โดยมีขอบเขตการมองเห็น (Field of View) กว้างกว่ากล้องฮับเบิลอย่างน้อย 100 เท่า

นอกจากนั้นยังสามารถส่งข้อมูลกลับมายังโลกได้ถึง 11 เทราไบต์ต่อวัน ซึ่งข้อมูลเพียงปีเดียวจะมากกว่าที่กล้องฮับเบิลเคยเก็บมาตลอดทั้งชีวิต 30 กว่าปี รวมถึงสามารถสำรวจท้องฟ้าได้เร็วกว่าฮับเบิลถึง 1,000 เท่า โดยยังคงความละเอียดและไวต่อแสงอินฟราเรดในระดับเดียวกัน

นิกกี้ ฟ็อกซ์ ผู้ช่วยผู้บริหารภารกิจวิทยาศาสตร์ของนาซาเผยว่า “กล้องโรมันจะค้นพบดาวเคราะห์ใหม่นอกระบบสุริยะนับหมื่นดวง เผยให้เห็นดาราจักรนับพันล้านแห่ง ดาวระเบิดหรือซูเปอร์โนวานับพัน และดวงดาวอีกนับหมื่นล้านดวง”

เป้าหมายหลักอีกประการของกล้องโรมันคือการศึกษา “สสารมืด” (Dark Matter) และ “พลังงานมืด” (Dark Energy) ซึ่งเชื่อว่าเป็นองค์ประกอบถึง 95% ของจักรวาลที่เรามองไม่เห็น โดยสสารมืดทำหน้าที่เป็นเสมือนกาวที่ยึดโยงดาราจักรไว้ด้วยกัน ส่วนพลังงานมืดเป็นแรงผลักที่ทำให้จักรวาลขยายตัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยกล้องอินฟราเรดความละเอียด 300 ล้านพิกเซล กล้องโรมันจะสามารถตรวจจับแสงที่เดินทางมาจากดาราจักรไกลโพ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ทำให้เราสามารถมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่อศึกษาว่าโครงสร้างของจักรวาลก่อตัวขึ้นได้อย่างไร

ตัวกล้องที่มีความยาว 12 เมตรและแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ จะถูกขนส่งไปยังรัฐฟลอริดาเพื่อเตรียมยิงขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดของสเปซเอ็กซ์ ในเดือนกันยายนปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด โดยจะไปประจำการที่จุด “L2” (Lagrange Point 2) ซึ่งห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตรในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ เพื่อรักษาความเย็นของอุปกรณ์และป้องกันแสงรบกวนจากดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ข้อมูลจากกล้องโรมันจะทำงานร่วมกับกล้องเจมส์ เว็บบ์ เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการค้นพบทางดาราศาสตร์ และอาจนำไปสู่การค้นพบที่คู่ควรกับรางวัลโนเบลในอนาคต.

ที่มา NASA / AFP

ปธน.ไต้หวัน” ยกเลิกเยือนเอสวาตินี หลัง 3 ชาติแอฟริกาปิดน่านฟ้า คาดถูกจีนกดดัน

ปธน.ไต้หวัน" ยกเลิกเยือนเอสวาตินี หลัง 3 ชาติแอฟริกาปิดน่านฟ้า คาดถูกจีนกดดัน

22 เม.ย. 2569 15:38 น.

ปธน.ไต้หวัน” ยกเลิกเยือนเอสวาตินี หลัง 3 ชาติแอฟริกาปิดน่านฟ้า คาดถูกจีนกดดัน

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ต้องยกเลิกการเดินทางเยือนประเทศเอสวาตินีอย่างกะทันหัน หลังเซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ พร้อมใจถอนสิทธิ์การบินผ่านน่านฟ้า ด้านรัฐบาลจีนออกโรงชื่นชมทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวที่ยึดมั่นในหลักการ “จีนเดียว” ขณะที่ไต้หวันประณามเป็นการบีบบังคับที่ไร้เกียรติ

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ต้องยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนราชอาณาจักรเอสวาตินีอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 40 ปีการครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาตีที่ 3 หลังจาก 3 ประเทศในแอฟริกา ได้แก่ เซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ ประกาศยกเลิกใบอนุญาตการบินผ่านน่านฟ้าในนาทีสุดท้าย

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำไต้หวันต้องยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศเนื่องจากปัญหาการถูกปฏิเสธการบินผ่านน่านฟ้า โดยทางการไต้หวันระบุว่านี่คือผลลัพธ์จากการ “กดดันอย่างหนัก” และการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจบีบบังคับจากรัฐบาลจีน

ด้านสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนออกมาแสดงความชื่นชมต่อท่าทีของทั้ง 3 ประเทศที่ยึดถือหลักการจีนเดียว โดยระบุว่า “ความยุติธรรมย่อมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์รุนแรงขึ้นโดยระบุว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ประธานาธิบดีสาธารณรัฐจีน’ อีกต่อไป ใครก็ตามที่แอบอ้างตำแหน่งจอมปลอมนี้กำลังทำตัวฝืนกระแสประวัติศาสตร์และจะนำความอัปยศมาสู่ตนเอง”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาดากัสการ์และเซเชลส์ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะประเทศของตนไม่ได้ให้การรับรองสถานะของไต้หวัน

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ประณามการกระทำของจีนว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ระบอบเผด็จการมีต่อระเบียบโลก พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีการข่มขู่หรือการบีบบังคับใดๆ จะมาสั่นคลอนความมุ่งมั่นของไต้หวันในการมีส่วนร่วมกับประชาคมโลกได้”

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันวิจารณ์คำแถลงของประเทศที่ปิดน่านฟ้าว่าเป็นการ “ยอมตนเป็นข้ารับใช้ของจีน” ส่วนสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลายรายได้ออกมาแสดงความกังวล โดยชี้ว่านี่ไม่ใช่การทูต แต่เป็นการบีบบังคับทางเศรษฐกิจเพื่อโดดเดี่ยวพันธมิตรที่เป็นประชาธิปไตย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเอสวาตินี ระบุว่ารู้สึกเสียใจที่การเยือนครั้งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเอสวาตินีในฐานะรัฐอธิปไตยจะยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป

ปัจจุบัน เอสวาตินีถือเป็นประเทศเดียวในแอฟริกา และเป็น 1 ใน 12 ประเทศทั่วโลกที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ท่ามกลางความพยายามอย่างหนักของจีนในการโดดเดี่ยวไต้หวันบนเวทีโลก

ที่มา BBC / Reuters

ยูเครนชี้ รัสเซียส่งขีปนาวุธ-โดรน บินเฉียด “เชอร์โนบิล” หวั่นหายนะนิวเคลียร์ซ้ำรอย

ยูเครนชี้ รัสเซียส่งขีปนาวุธ-โดรน บินเฉียด "เชอร์โนบิล" หวั่นหายนะนิวเคลียร์ซ้ำรอย

22 เม.ย. 2569 14:05 น.

ยูเครนชี้ รัสเซียส่งขีปนาวุธ-โดรน บินเฉียด “เชอร์โนบิล” หวั่นหายนะนิวเคลียร์ซ้ำรอย

อัยการสูงสุดยูเครนเผย รัสเซียได้ส่งโดรนและขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงบินในเส้นทางใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลที่เลิกใช้งานแล้วหลายครั้ง ระหว่างการโจมตีประเทศยูเครน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยครั้งใหญ่

นายรุสลัน คราฟเชนโก อัยการสูงสุดของยูเครน เปิดเผยข้อมูลกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบในปี 2022 ตรวจพบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “คินซาล” (Kinzhal) จำนวนถึง 35 ลูก บินผ่านในรัศมี 20 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลที่เลิกใช้งานแล้ว และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คเมลนิทสกี ทางตะวันตกของประเทศ และในจำนวนนั้น 18 ลูก บินผ่านในระยะประมาณ 20 กิโลเมตรจากทั้งโรงไฟฟ้าสองแห่งในเส้นทางเดียวกัน

คราฟเชนโก ระบุว่าขีปนาวุธเหล่านี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 6,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งการบินเหนือฐานปฏิบัติการนิวเคลียร์ไม่มีความจำเป็นทางทหารใดๆ นอกจากการ “ข่มขู่และสร้างความหวาดกลัว” นอกจากนี้ ยังพบเหตุการณ์น่ากังวลเมื่อขีปนาวุธคินซาล 3 ลูก ตกใส่พื้นดินในระยะเพียง 10 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าคเมลนิทสกี โดยไม่พบร่องรอยว่าถูกยิงสกัด ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาวุธอาจขัดข้องและตกลงใส่จุดยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อ

นอกจากขีปนาวุธแล้ว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 ยูเครนตรวจพบโดรนโจมตีของรัสเซียอย่างน้อย 92 ลำ บินในรัศมีเพียง 5 กิโลเมตรรอบ “โดมครอบเตาปฏิกรณ์” ของเชอร์โนบิล ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันกัมมันตรังสีรั่วไหลจากเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในปี 1986 ที่ส่งผลให้รังสีแผ่กระจายไปทั่วยุโรป และกระตุ้นให้ทางการอดีตสหภาพโซเวียตระดมกำลังคนและอุปกรณ์จำนวนมหาศาลเพื่อรับมือกับผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนั้น โดยเครื่องปฏิกรณ์สุดท้ายที่ยังใช้งานอยู่ของโรงไฟฟ้าถูกปิดลงในปี 2000

ทั้งนี้ “คินซาล” เป็นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงที่ยิงจากอากาศยาน สามารถบรรทุกหัวรบหนัก 500 กิโลกรัม และได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และเมื่อเดินทางด้วยความเร็ว 6,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันสามารถเคลื่อนที่ได้ 5 กิโลเมตรในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

อัยการสูงสุดยังเปิดเผยเหตุการณ์รุนแรงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว โดยระบุว่าโดรนโจมตีระยะไกลของรัสเซียได้พุ่งชนโดมครอบป้องกันรังสีจนทะลุ ซึ่งผลการสอบสวนชี้ว่าเป็นความ “จงใจ” เนื่องจากมุมที่โดรนพุ่งชนเป็นมุมดิ่งทแยงตามลักษณะการโจมตีเป้าหมาย โดยคาดว่ารัสเซียใช้พื้นที่เชอร์โนบิลเป็นเส้นทางเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน

ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป (EBRD) ประเมินว่าความเสียหายจากการโจมตีดังกล่าวต้องใช้เงินซ่อมแซมสูงถึง 500 ล้านยูโร (ประมาณ 1.88 หมื่นล้านบาท) หากไม่รีบดำเนินการ โครงสร้างอาจเกิดการผุพังจนไม่สามารถแก้ไขได้ภายใน 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะนำไปสู่การรั่วไหลของกัมมันตรังสีครั้งใหญ่

ด้านนายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อกิจกรรมทางทหารใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนสูงสุดเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่อาจส่งผลกระทบไปทั่วทั้งยุโรป.

ที่มา Reuters

อิหร่านโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เสียหายหนัก หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

อิหร่านโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เสียหายหนัก หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

22 เม.ย. 2569 14:03 น.

อิหร่านโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เสียหายหนัก หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังมีรายงานว่าเรือคอนเทนเนอร์ลำหนึ่งถูกโจมตีใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงเช้าวันพุธ แม้สหรัฐฯ จะขยายเวลาหยุดยิงแบบไม่มีกำหนด

ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UK Maritime Trade Operations) หรือ UKMTO ระบุว่า เรือดังกล่าวถูกเรือปืนของ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เข้าประชิดโดยไม่มีการแจ้งเตือนทางวิทยุล่วงหน้า ก่อนจะเปิดฉากยิงใส่เรือ

รายงานระบุว่า การโจมตีส่งผลให้สะพานเดินเรือ ของเรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย และไม่มีเหตุเพลิงไหม้หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือลำดังกล่าว เช่น สัญชาติของเรือ หรือพิกัดปัจจุบัน

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากที่อินเดียเปิดเผยว่า เรือที่ชักธงอินเดีย 2 ลำ ถูกยิงขณะแล่นผ่านบริเวณเดียวกัน

ก่อนหน้านี้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม เคยประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกมาตรการปิดล้อม ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพการขนส่งพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันและสินค้าในระดับนานาชาติ.

ที่มา : CNN

Karex ผู้ผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก เตรียมขึ้นราคาถุงยาง 20-30% ผลสงครามอิหร่าน

Karex ผู้ผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก เตรียมขึ้นราคาถุงยาง 20-30% ผลสงครามอิหร่าน

22 เม.ย. 2569 12:55 น.

Karex ผู้ผลิตถุงยางอันดับ 1 ของโลก เตรียมขึ้นราคาถุงยาง 20-30% ผลสงครามอิหร่าน

“คาเร็กซ์” (Karex) ผู้ผลิตถุงยางอนามัยอันดับ 1 ของโลกจากมาเลเซีย ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาถุงยาง 20-30% หลังสงครามอิหร่านส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานชะงัก ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นจนสต็อกเริ่มวิกฤต

บริษัท “คาเร็กซ์” (Karex) บริษัทผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลกจากมาเลเซีย เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าประมาณ 20% ถึง 30% และอาจปรับเพิ่มขึ้นอีกหากสถานการณ์ความไม่สงบจากการทำสงครามในอิหร่านยังคงลากยาว จนส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ทั่วโลก

นายโกะห์ เมียะ เกียต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคาเร็กซ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “สถานการณ์ตอนนี้เปราะบางมาก ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องผลักภาระต้นทุนส่วนนี้ไปยังลูกค้า”

นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์คาเร็กซ์ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในทุกด้าน เนื่องจากสงครามส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของพลังงานและเคมีภัณฑ์จากตะวันออกกลาง กระทบต่อการจัดซื้อวัตถุดิบหลัก เช่น ยางสังเคราะห์และไนไตรล์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต, วัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์ เช่น ฟอยล์อลูมิเนียม และสารหล่อลื่น โดยเฉพาะน้ำมันซิลิโคน

นอกจากนี้ ปัญหาการขนส่งทางเรือยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยการส่งสินค้าไปยังยุโรปและสหรัฐฯ ในปัจจุบันต้องใช้เวลานานเกือบ 2 เดือน จากเดิมที่เคยใช้เวลาเพียง 1 เดือน ทำให้สินค้าจำนวนมากยังค้างอยู่บนเรือและเข้าถึงผู้บริโภคได้ช้าลง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

แม้ราคาจะพุ่งสูงขึ้น แต่ความต้องการถุงยางอนามัยในปีนี้กลับเพิ่มขึ้นถึง 30% สวนทางกับปริมาณสต็อกทั่วโลกที่ลดลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐบาลหลายประเทศลดงบประมาณช่วยเหลือด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ คาเร็กซ์ถือเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม โดยผลิตถุงยางอนามัยมากกว่า 5 พันล้านชิ้นต่อปี และเป็นซัพพลายเออร์ให้แก่แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Durex และ Trojan รวมถึงจัดส่งให้กับระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ และโครงการช่วยเหลือระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ 

ซีอีโอของคาเร็กซ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันบริษัทยังมีวัตถุดิบสำรองเพียงพอสำหรับช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า และกำลังพยายามเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่ล้นหลาม แต่ความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด.

ที่มา Reuters

เอลซัลวาดอร์เปิดพิจารณาคดีสมาชิกแก๊ง MS-13 รวดเดียวเกือบ 500 คน

เอลซัลวาดอร์เปิดพิจารณาคดีสมาชิกแก๊ง MS-13 รวดเดียวเกือบ 500 คน

22 เม.ย. 2569 12:09 น.

เอลซัลวาดอร์เปิดพิจารณาคดีสมาชิกแก๊ง MS-13 รวดเดียวเกือบ 500 คน

อัยการเอลซัลวาดอร์เปิดการพิจารณาคดีครั้งใหญ่ นำตัวผู้ต้องสงสัยสมาชิกแก๊งมาเฟีย MS-13 จำนวน 486 คน ขึ้นศาลพร้อมกันในคดีเดียว เผชิญข้อหาหนักพัวพันอาชญากรรมกว่า 47,000 คดี ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม

ทางการเอลซัลวาดอร์ได้เปิดการพิจารณาคดีครั้งใหญ่ต่อสมาชิกแก๊ง “มารา ซัลวาตรูชา” หรือ MS-13 จำนวน 486 คน ซึ่งมีทั้งระดับผู้นำระดับชาติ หัวหน้ากลุ่มในพื้นที่ และผู้ก่อตั้งกลุ่ม โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่าร่วมกันก่ออาชญากรรมรวมกว่า 47,000 ครั้ง ในช่วงระหว่างปี 2012 ถึง 2022

ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมถึง 29,000 ราย รวมถึงเหตุสังหารหมู่ 87 ศพภายในช่วงวันหยุดสัปดาห์เดียวเมื่อปี 2022 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล ประกาศ “สงครามกับแก๊งอาชญากร” อย่างเต็มตัว

อัยการระบุว่า นอกเหนือจากคดีฆาตกรรมและการกรรโชกทรัพย์แล้ว สมาชิกแก๊ง MS-13 ยังถูกตั้งข้อหา “กบฏ” เนื่องจากมีพฤติการณ์พยายามจัดตั้งอำนาจรัฐขนานไปกับรัฐบาลเพื่อควบคุมพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีบูเคเลระบุว่าแก๊งเหล่านี้เคยคุมพื้นที่ได้ถึง 80% ของประเทศ

ในการพิจารณาคดีนี้ ผู้ต้องหาจะรับฟังการไต่สวนผ่านระบบวิดีโอลิงก์จากเรือนจำ โดยอัยการยืนยันว่ามีหลักฐานมหาศาลที่จะขอให้ศาลลงโทษขั้นสูงสุด เพื่อชำระหนี้แค้นทางประวัติศาสตร์ให้กับผู้เสียชีวิตกว่า 2 แสนรายตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ในบรรดาผู้ต้องหาเกือบ 500 ราย มีจำนวน 413 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันการก่อการร้าย (CECOT) ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นตามคำสั่งของประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล โดยจำเลยส่วนใหญ่เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีผ่านระบบวิดีโอทางไกลจากภายในเรือนจำ ส่วนอีก 73 รายที่เหลือเป็นการดำเนินคดีลับหลัง (In Absentia)

นโยบาย “กำปั้นเหล็ก” ของนายบูเคเลส่งผลให้เอลซัลวาดอร์เปลี่ยนจากประเทศที่อันตรายที่สุดในละตินอเมริกา กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน และทำให้เขามีคะแนนนิยมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม แลกมาด้วยข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยมีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 91,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายพันคนที่ภายหลังพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์

องค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ วอตช์ เตือนว่าการพิจารณาคดีแบบกลุ่มโดยใช้ “ผู้พิพากษาไร้ตัวตน” และการตัดสินโทษรวมทีเดียว ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสสู้คดีเป็นรายบุคคล นอกจากนั้น ยังมีรายงานการทรมานและผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังแล้วอย่างน้อย 500 ราย

แม้จะถูกกดดันจากนานาชาติ แต่ทางการเอลซัลวาดอร์ยังคงเดินหน้าพิจารณาคดีต่อไป โดยยืนยันว่านี่คือทางเดียวที่จะถอนรากถอนโคนแก๊งอาชญากรที่หยั่งรากลึกมาจากท้องถนนในลอสแอนเจลิสและทำลายชาติมานานกว่า 30 ปี.

ที่มา Associated Press