เปิดสนาม ‘DPE x Haier CUP 2026’ สานฝันแข้งดาวรุ่งไทยสู่เวทีระดับประเทศ

เปิดสนาม ‘DPE x Haier CUP 2026’ สานฝันแข้งดาวรุ่งไทยสู่เวทีระดับประเทศ

เปิดสนาม ‘DPE x Haier CUP 2026’ สานฝันแข้งดาวรุ่งไทยสู่เวทีระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ประกาศความร่วมมือกับ กรมพลศึกษา เปิดศึกแข้งเยาวชนไทย “DPE x Haier CUP 2026” การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี มุ่งสร้างเวทีแห่งโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพ พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจสู่เส้นทางกีฬาในอนาคต ตอกย้ำวิสัยทัศน์การก้าวสู่ AI Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และคอมมูนิตี้แห่งพลังบวกอย่างลงตัว 

มร.ต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บจก.ไฮเออร์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความ ‘สมาร์ท’ ในหลากหลายมิติมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงไลฟ์สไตล์ วิธีคิด และการใช้ชีวิตที่สะท้อนถึงสุขภาพ และความสมดุลของคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยกีฬาได้กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องการแข่งขัน แต่ยังเชื่อมโยงกับทั้งสุขภาพ คอมมูนิตี้ และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต  แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางของไฮเออร์ในการต่อยอดจาก Smart Home สู่ Smart Life ที่สร้างประสบการณ์ความสมาร์ทให้กับผู้บริโภคในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการจัดการแข่งขันกีฬาต่างๆ เช่น กิจกรรมงานวิ่งมินิมาราธอน Haier Run การแข่งขันแบดมินตัน Haier Cup รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันเทนนิส Australia open และ French open รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลระดับโลกอย่างลิเวอร์พูล และปารีแซ็ง แฌร์แม็ง ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงช่วยเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพและต่อยอดสู่การแข่งขันในระดับสูง แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไฮเออร์ในการร่วมสร้าง Sports Ecosystem ที่เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

จากความสำเร็จดังกล่าวจึงต่อยอด Sports Ecosystem สู่กีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมระดับโลกและได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันเทรนด์จากวงการกีฬาโลก ยังสะท้อนให้เห็นว่าฟุตบอลกำลังก้าวจากกีฬาแข่งขันสู่ Lifestyle Platform ที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพ ความบันเทิง และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน การจัดการแข่งขัน ‘DPE x Haier CUP 2026’ การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนและประชาชน ประจำปี 2569 รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพ พร้อมส่งเสริม Active Lifestyle และ Sports Community ให้เติบโตมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย

ด้าน นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า กรมพลศึกษา ให้ความสำคัญกับการพัฒนากีฬาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างโอกาสทางกีฬาให้เข้าถึงเยาวชนทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมกีฬาให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพ คุณภาพชีวิต และทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ ทั้งด้านวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลซึ่งถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงและมีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังบวก รวมถึงการเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับสังคมและคอมมูนิตี้กีฬา ความร่วมมือกับไฮเออร์ ประเทศไทย ในการจัดการแข่งขันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมพัฒนา ecosystem ด้านกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมยกระดับมาตรฐานการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนไทยสู่ระดับสากล และร่วมสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้วงการกีฬาไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับโครงการ “DPE x Haier CUP 2026 การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี” จะจัดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 การแข่งขันจะดำเนินการแข่งขันรอบคัดเลือก ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ กรมพลศึกษา คลองหก จังหวัดปทุมธานี จนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ส่วนการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ จะจัดขึ้น ณ สนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาศัย)กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น พร้อมตั้งเป้าสร้างการมีส่วนร่วมจากนักกีฬา ผู้ปกครอง และประชาชนรวมกว่า 10,000 คนทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญของโครงการยังรวมถึงโอกาสพิเศษสำหรับนักกีฬา Man of the Match จำนวน 7 คน จากการแข่งรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่จะได้เดินทางเข้าทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์และสนามกีฬาของ Liverpool F.C. ณ เมือง Liverpool ประเทศอังกฤษ พร้อมสัมผัสประสบการณ์เข้าชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกแบบใกล้ชิดอีกด้วย 

มมส ชูยุทธศาสตร์ ‘เติบโตอย่างมีคุณภาพ’ ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต ยกระดับวิชาการ

มมส ชูยุทธศาสตร์ ‘เติบโตอย่างมีคุณภาพ’ ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต ยกระดับวิชาการ

มมส ชูยุทธศาสตร์ ‘เติบโตอย่างมีคุณภาพ’ ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต ยกระดับวิชาการ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จากตัวเลขนิสิตจำนวนกว่า 49,851 คน ที่หลั่งไหลเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปีการศึกษา 2568 ไม่เพียงแต่ส่งผลให้สถาบันแห่งนี้ ก้าวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนนิสิตมากที่สุดในประเทศไทย หากแต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญถึง “ความไว้วางใจระดับชาติ” ที่ผู้ปกครองและเยาวชนมอบให้ บทพิสูจน์นี้ได้กลายเป็นโจทย์และการสื่อสารภารกิจครั้งยิ่งใหญ่ ในการขับเคลื่อนศักยภาพการบริหารจัดการ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เติบโตอย่างมีคุณภาพ” เพื่อตอบคำถามสำคัญของสังคมว่า มหาวิทยาลัยจะโอบอุ้มและพัฒนาเยาวชนเกือบครึ่งแสนคนนี้ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูงสุดได้อย่างไร 

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า การเติบโตของจำนวนนิสิตไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่สะท้อนถึงภารกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่เข้ามา แต่วัดจากคุณภาพของผู้คนที่เติบโตออกไป มมส มีความพร้อมในทุกมิติที่จะส่งเสริมศักยภาพของนิสิตทุกคนอย่างทั่วถึงและเต็มศักยภาพ ภายใต้แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานด้านวิชาการ การวิจัย นวัตกรรม และคุณภาพชีวิตของผู้เรียน เพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง  

และเพื่อให้เห็นภาพการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้วางเสาหลักแห่งความพร้อมในการพัฒนานิสิตกว่า 49,851 คน ผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้ มิติที่ 1 ความพร้อมด้านวิชาการ การศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคต มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมศักยภาพของนิสิตอย่างรอบด้าน ผ่านระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรล้ำสมัย และตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในโลกแห่งความจริง ผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายสถานประกอบการและภาคธุรกิจ ทำให้นิสิตมีโอกาสฝึกฝนทักษะวิชาชีพในสภาพแวดล้อมจริงก่อนสำเร็จการศึกษา อีกทั้งยังยกระดับสู่มาตรฐานสากลด้วยการจัดสภาพแวดล้อมชั้นเรียนนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนิสิตไทยและต่างชาติ หล่อหลอมทักษะการทำงานในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยอย่างห้องเรียนอัจฉริยะและการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการเพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเรียนรู้และเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นคว้าวิจัยรายบุคคล 

มิติที่ 2 ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิต โดยการสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิต” ที่อบอุ่น ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเริ่มจากการวางระบบคมนาคมขนส่งมวลชนภายใน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และระบบสารสนเทศที่เชื่อมต่อทุกกิจกรรมของนิสิต พร้อมทั้งบริหารจัดการหอพัก ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย สะอาด และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยร่วมกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยยังสร้างความมั่นใจด้านสุขภาวะที่เข้มแข็งด้วยบริการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลสุทธาเวช ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์ดูแลและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลใจอย่างใกล้ชิด เสริมด้วยการกระจายพื้นที่การเรียนรู้ยุคใหม่และศูนย์กีฬาครบวงจร เพื่อให้นิสิตได้ใช้เวลานอกห้องเรียนในการทำงานกลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ และออกกำลังกายเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีพลัง 

และ มิติที่ 3 อัตลักษณ์และระบบนิเวศแห่งความหลากหลาย ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเชื่อมั่นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ โดยการชูจุดเด่นการผสมผสานรากเหง้าท้องถิ่นสู่การเป็นเวทีระดับสากล ผ่านการนำเสนอเอกลักษณ์และจิตวิญญาณศิลปวัฒนธรรมอีสานร่วมสมัย รวมถึงการสืบสานศาสตร์แห่งหมอลำและศิลปะการแสดงท้องถิ่น ทำให้นิสิตตระหนักในคุณค่าของตนเองและชุมชน และยังได้สร้างระบบนิเวศภายในที่เปิดกว้าง เคารพในความหลากหลายทางเพศ ความคิด และความเชื่อ ต้อนรับและสนับสนุนความแตกต่างอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งดำเนินงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิดเพื่อถอดบทเรียนภูมิปัญญาพื้นบ้านมาวิจัยและพัฒนาเชื่อมโยงสู่มุมมองระดับสากล  

การก้าวเดินของ มมส ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเป็นสถาบันการศึกษาที่มีจำนวนนิสิตหนาแน่น แต่คือภาพสะท้อนของ “มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ คุณภาพสูง” ที่มีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการโอบรับความฝันของเยาวชนกว่า 49,851 คน ทุกย่างก้าวในรั้วเหลือง-เทาแห่งนี้ คือพื้นที่แห่งโอกาสและการเติบโตอย่างมีศักยภาพ เพื่อร่วมสร้างสรรค์และขับเคลื่อนอนาคตของสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป 

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดพื้นที่ให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ 10 ทีมสุดท้ายจากโครงการประกวดออกแบบกราฟิก “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” หลังได้รับความสนใจจากผู้สมัครมากกว่า 300 ทีมทั่วประเทศ โดยผู้เข้ารอบจะต้องต่อยอดแนวคิดการออกแบบรถ Coffee Truck ภายใต้โจทย์การสร้าง Brand Experience ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์กาแฟพันธุ์ไทย เพื่อชิงทุนการศึกษารวมมูลค่า 690,000 บาท พร้อมโอกาสในการพัฒนาผลงานสู่ Coffee Truck คันจริง ที่เตรียมออกเดินทางสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ 

ฑิตยา ตันเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บจก.กาแฟพันธุ์ไทย กล่าวว่า กิจกรรมเวิร์กชอปครั้งนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารแบรนด์ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการสื่อสารแบรนด์และการสร้าง Brand Experience ร่วมกับกูรูระดับแนวหน้าของวงการนักสร้างสรรค์ ประกอบด้วย     “อาจารย์ต้น – นุวีร์ เลิศบรรณพงศ์ Chief Creative Officer จาก Craft Co., Ltd. และอดีต Head of Invention แห่ง WPP ถ่ายทอดแนวคิดเรื่อง “การสื่อสารแบรนด์ด้วยการสร้าง Brand Experience” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของงานดีไซน์ในการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภค และ “บอสหยาม – สยาม อัตตะริยะ Design Director และผู้ร่วมก่อตั้ง Pink Blue Black & Orange เจ้าของรางวัล Designer of the Year 2019 ร่วมแชร์แนวคิดด้านการออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่โดดเด่นและสามารถนำไปใช้งานได้จริง   

สำหรับ 10 ทีมเยาวชนที่ผ่านเข้ารอบและจะเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่  1.ทีมผ่านเป็นพอค่ะ จาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม , 2.ทีมเหมียวๆ จาก มหาวิทยาลัยบูรพา , 3.ทีม What ever ตี้นี้อะไรก็ได้ จาก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ , 4.ทีมกุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร , 5.ทีม Zoo Zoo Za Za จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 6.ทีมนางสาวปุณยนุช พึ่งภักดี จาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม , 7.ทีม NSP49 จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , 8.ทีม DEVORIGI จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น , 9.ทีม เฮงเฮง จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ 10.ทีม Puppy จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด 

ทีมเฮงเฮง จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เผยถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมว่า พันธุ์ไทยเป็นแบรนด์ที่สะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะการสนับสนุนวัตถุดิบจากเกษตรกรและสินค้า OTOP เราจึงดึงความหลากหลายของวัตถุดิบเหล่านี้มาเป็นคอนเซปต์หลักในการออกแบบ Coffee Truck พอได้มาร่วมเวิร์กชอปทำให้มุมมองการทำงานของเรากว้างขึ้นมาก ได้เรียนรู้ว่างานออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ต้องมองให้ครบ 360 องศา ทั้งฟังก์ชันการใช้งานและการสะท้อนตัวตนของแบรนด์”

สอดคล้องกับมุมมองของ ทีม Puppy จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ที่เสริมว่า ก่อนหน้านี้เรารู้จักแบรนด์แค่ผิวเผินว่าเครื่องดื่มอร่อย แต่พอได้ทำโปรเจกต์นี้ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของพันธุ์ไทยที่ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง เราจึงอยากสะท้อนเจตนารมณ์นี้ออกมาในผลงานเพื่อให้คนไทยรู้จักผลิตภัณฑ์ของบ้านเรามากขึ้น กิจกรรมเวิร์กชอปวันนี้เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ ทำให้เราเข้าใจว่าการออกแบบต้องผสานมุมมองด้านการตลาด เข้าไปด้วยเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค ต้องขอบคุณกาแฟพันธุ์ไทยที่เปิดโอกาสและจัดโครงการดีๆ แบบนี้ขึ้นมา  

กิจกรรมเวิร์กชอปในครั้งนี้ ถือเป็นการติดอาวุธทางความคิดครั้งสำคัญ โดยเหล่ากูรูในวงการได้ร่วมถ่ายทอดอินไซต์แก่นักออกแบบรุ่นใหม่ ว่าหัวใจของการสร้าง Brand Experience คือการใช้ Storytelling และงานดีไซน์ต้องมีรสนิยม ผสานกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้จริง ซึ่งองค์ความรู้และประสบการณ์แบบ 360 องศานี้ จะช่วยให้ทั้ง 10 ทีมนำไปพัฒนาผลงานต่อในรอบชิงชนะเลิศ เพื่อค้นหาสุดยอดดีไซน์ที่จะถูกนำไปสร้างเป็น Coffee Truck พันธุ์ไทยคันจริง ออกเดินทางมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ  

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมส่งกำลังใจให้ทั้ง 10 ทีม ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 พร้อมดูรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ: http://www.facebook.com/PunthaiDesignContest (พันธุ์ไทยดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้) 

แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน “กวาดล้างชาติพันธุ์” ไล่รื้อชุมชนชาวเบดูอินในเวสต์แบงก์

แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน "กวาดล้างชาติพันธุ์" ไล่รื้อชุมชนชาวเบดูอินในเวสต์แบงก์

10 มิ.ย. 2569 16:42 น.

แอมเนสตี้แฉอิสราเอลใช้แผน “กวาดล้างชาติพันธุ์” ไล่รื้อชุมชนชาวเบดูอินในเวสต์แบงก์

องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ออกรายงานฉบับใหม่กล่าวหาอิสราเอลอย่างรุนแรงว่า กำลังดำเนินยุทธการ “กวาดล้างชาติพันธุ์” ต่อชาวเบดูอินและชุมชนเกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน หรือ เวสต์แบงก์ ที่ถูกยึดครอง เผยเป็นแผนการที่บงการและสนับสนุนโดยรัฐบาลเพื่อเร่งการผนวกดินแดนปาเลสไตน์อย่างผิดกฎหมาย

องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เผยแพร่รายงานในชื่อ “ลบทุกสิ่งที่เป็นปาเลสไตน์: การกวาดล้างชาติพันธุ์ของอิสราเอลต่อชาวเบดูอินและชุมชนเลี้ยงสัตว์ในเวสต์แบงก์” (Erasing anything Palestinian: Israel’s ethnic cleansing of West Bank Bedouin and herding communities)

รายงานระบุว่า ชุมชนชนบทของชาวปาเลสไตน์กำลังต้องแบกรับความรุนแรงและการถูกบังคับให้ออกจากที่ทำกินอย่างหนักหน่วง โดยผลการวิจัยชี้ว่า ระหว่างปี 2023 ถึงปี 2025 มีชุมชนชาวเบดูอินและกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์จำนวน 27 ชุมชน ซึ่งประกอบด้วยชาวปาเลสไตน์หลาย مหมื่นคน ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานหรือกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกขับไล่ในพื้นที่ “เขตซี” (Area C) ของเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ครอบคลุมถึงร้อยละ 60 ของดินแดนทั้งหมด และอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลตามข้อตกลงออสโลในช่วงทศวรรษ 1990

แอมเนสตี้ได้กล่าวหาคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐบาลฝ่ายขวาจัดที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ว่ากำลังตอบสนองต่อวาระชาตินิยมทางศาสนาของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว ด้วยการเร่งขยายชุมชนชาวยิวและยึดครองที่ดิน เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินและโลจิสติกส์ รวมถึงการแจกจ่ายอาวุธให้แก่กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เกิดกลุ่มความรุนแรงที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐอย่างเป็นทางการ

แอมเนสตี้พยายามหักล้างข้ออ้างของเจ้าหน้าที่อิสราเอลที่มักระบุว่า ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์เกิดจาก “บุคคลหัวรุนแรงเพียงไม่กี่คน” ในกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน โดยชี้ให้เห็นว่ามีการเรียกร้องอย่างเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลในการขยายถิ่นฐานและลดจำนวนประชากรชาวปาเลสไตน์ในเขตซี

รายงานระบุว่า “ยุทธการกวาดล้างชาติพันธุ์นี้ถูกนำโดยรัฐและได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ ไม่ใช่การกระทำของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่หลุดแถว หรือบรรดารัฐมนตรีหัวรุนแรงตามที่กล่าวอ้าง” 

หนึ่งในบุคคลสำคัญคือนายเบซาเลล สมอตริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายขวาจัด ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตตั้งถิ่นฐานชาวยิวเองและเป็นผู้สนับสนุนการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์อย่างแข็งขัน โดยเขาเพิ่งถูกทางการฝรั่งเศสสั่งห้ามเข้าประเทศจากการไปโปรโมตแนวคิดดังกล่าว ทั้งนี้ สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ที่ได้ออกมาประณามร่องรอยของการกวาดล้างชาติพันธุ์ทั้งในฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์เช่นกัน

แอมเนสตี้เน้นย้ำว่า ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อิสราเอลในฐานะอำนาจผู้ยึดครองมีหน้าที่ต้องคุ้มครองประชาชนท้องถิ่น แต่การกระทำในปัจจุบันถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ว่าด้วยการเนรเทศและการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้าข่าย “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

ชุมชนชาวเบดูอินและคนเลี้ยงสัตว์มักอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่มีกองกำลังความมั่นคงคอยปกป้อง ทำให้ตกเป็นเป้าหมายได้ง่าย สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าผู้สื่อข่าวในพื้นที่ได้เห็นการอพยพหนีตายของชุมชนชาวเบดูอินหลายแห่ง รวมถึงในหมู่บ้าน ราส ไอน์ อัล-เอาจา

ฟาร์ฮาน จาฮาลีน ชาวเบดูอินในหมู่บ้านกล่าวกับเอเอฟพีว่า “สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือการล่มสลายโดยสิ้นเชิงของชุมชน ผลจากการโจมตีอย่างต่อเนื่องและซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว” 

นับตั้งแต่รัฐบาลของเนทันยาฮูเข้าบริหารประเทศในช่วงปลายปี 2022 “พีซ นาว” (Peace Now) หน่วยงานตรวจสอบการตั้งถิ่นฐาน ระบุว่ารัฐบาลได้ไฟเขียวให้สร้างชุมชนชาวยิวในเวสต์แบงก์เพิ่มขึ้นถึง 102 แห่ง ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คน อาศัยอยู่ในเขตตั้งถิ่นฐานเวสต์แบงก์ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ราว 3 ล้านคน ไม่รวมพื้นที่เยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งพื้นที่นี้อิสราเอลยึดครองมาตั้งแต่ปี 1967 และตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถือว่าเขตตั้งถิ่นฐานของชาวยิวทั้งหมด “ผิดกฎหมาย”

หน่วยงานสิทธิมนุษยชนรายงานว่า กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวบางส่วนได้ก่อเหตุวางเพลิง ทุบทำลายทรัพย์สิน ลักขโมย ตลอดจนทำร้ายร่างกายและบางครั้งถึงขั้นฆาตกรรมชาวปาเลสไตน์ โดยสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ระบุว่า สถิติการโจมตีเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นในปี 2023 และในปี 2026 นี้ อัตราความรุนแรงในเวสต์แบงก์ได้พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึงวันละ 6 ครั้ง.

ที่มา Amnesty International / AFP

ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ท” คร่า 168 ศพ

ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้อาคารชุด "หวังฟุกคอร์ท" คร่า 168 ศพ

10 มิ.ย. 2569 15:51 น.

ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ท” คร่า 168 ศพ

ทางการฮ่องกงสั่งฟ้องดำเนินคดี 7 บุคคล และ 2 บริษัทเอกชน รวม 25 ข้อหาหนัก ซึ่งรวมถึงข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา สมรู้ร่วมคิดเพื่อฉ้อโกง และเลี่ยงภาษี จากกรณีเหตุเพลิงไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ที่เผาวอดอาคารที่พักอาศัย 7 หลังในโครงการอาคารชุด “หวังฟุกคอร์ท” เมื่อปลายปีที่แล้ว จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 168 ศพ

กองบังคับการตำรวจฮ่องกง ร่วมกับคณะกรรมการอิสระป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ออกแถลงการณ์ร่วมสั่งฟ้องผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย และบริษัทเอกชนอีก 2 แห่ง รวมทั้งสิ้น 25 ข้อหา หลังจากเสร็จสิ้นการสืบสวนหาสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปีของฮ่องกง

ผู้ถูกสั่งฟ้องในครั้งนี้ประกอบด้วย บริษัทที่ปรึกษาโครงการ และบริษัทผู้รับเหมาหลัก รวมถึงบุคคลที่มีบทบาทแตกต่างกันในโครงการปรับปรุงซ่อมแซมครั้งใหญ่ของอาคารดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงผู้อำนวยการของทั้งสองบริษัท และพนักงานตรวจสภาพอาคารที่ขึ้นทะเบียนของบริษัทที่ปรึกษา แม้ว่าในแถลงการณ์จะยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการ แต่รายงานข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมโครงสร้างของโครงการนี้คือ “วิลล์ พาวเวอร์ อาร์คิเทกส์” (Will Power Architects) และมีบริษัท “เพรสทีจ คอนสตรัคชัน แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง” (Prestige Construction and Engineering Company) เป็นผู้รับเหมาหลักที่ขึ้นทะเบียนในการปรับปรุงอาคาร

สำหรับข้อหาที่กลุ่มผู้ต้องหาต้องเผชิญ ประกอบด้วยข้อหาร้ายแรงหลายกระทง ได้แก่ ข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาแต่ไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน, ข้อหาสมรู้ร่วมคิดเพื่อฉ้อโกง, ข้อหาพยายามขัดขวางกระบวนการยุติธรรม, ข้อหาฟอกเงิน และข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี 

โศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2025 โดยเพลิงได้โหมลุกไหม้อย่างรุนแรงและลุกลามอย่างรวดเร็วคลอกอาคารที่พักอาศัยจำนวน 7 หลัง ภายในโครงการ “หวังฟุกคอร์ท” ย่านต่ายโป ซึ่งเป็นเขตชานเมืองที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นหลายพันคน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 168 ศพ และทำลายชุมชนที่เคยเงียบสงบจนพังพินาศ ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา อดีตผู้พักอาศัยและญาติของผู้เสียชีวิตต่างเฝ้ารอคอยคำตอบและความยุติธรรมจากทางรัฐบาลมาโดยตลอด

นายวิกเตอร์ ดอว์ส ทนายความผู้แทนคณะกรรมการอิสระเพื่อสืบสวนหาสาเหตุเพลิงไหม้ เปิดเผยข้อมูลชวนสลดก่อนหน้านี้ว่า ในวันเกิดเหตุ “ระบบความปลอดภัยและการป้องกันอัคคีภัยเกือบทั้งหมดของอาคารล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่าเกิดจากความบกพร่องและข้อผิดพลาดร้ายแรงของมนุษย์ ในระหว่างขั้นตอนการปรับปรุงซ่อมแซมตึก

คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นอุบัติภัยร้ายแรง แต่ยังนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายการทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ โดยเมื่อช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังเกิดเหตุ ทางการได้เข้าจับกุมผู้อำนวยการของบริษัทวิลล์ พาวเวอร์ อาร์คิเทกส์ ไปแล้ว 2 ราย

ต่อมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขยายผลจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 38 คนในข้อหาฆ่าคนตายและฉ้อโกง ซึ่งในจำนวนนี้มี 9 คนที่ถูกสั่งฟ้องไปก่อนหน้า ขณะเดียวกัน หน่วยงานปราบปรามการทุจริต ก็ได้เข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องอีก 23 คน ประกอบด้วยกลุ่มที่ปรึกษา ผู้รับเหมา และสมาชิกของนิติบุคคลอาคารชุดในข้อหารับสินบนและสมรู้ร่วมคิดเพื่อฉ้อโกง โดยผู้ต้องหาชุดล่าสุดจำนวน 7 คนและ 2 บริษัทนี้ มีกำหนดถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อรับฟังข้อกล่าวหาในช่วงบ่ายของวันนี้ทันที.

ที่มา Associated Press / BBC

จลาจลเบลฟาสต์เดือด ม็อบไล่เผาบ้าน ขับไล่คนต่างชาติ เหตุผู้อพยพแทงคน

จลาจลเบลฟาสต์เดือด ม็อบไล่เผาบ้าน ขับไล่คนต่างชาติ เหตุผู้อพยพแทงคน

10 มิ.ย. 2569 14:55 น.

จลาจลเบลฟาสต์เดือด ม็อบไล่เผาบ้าน ขับไล่คนต่างชาติ เหตุผู้อพยพแทงคน

เมืองเบลฟาสต์และหลายพื้นที่ในไอร์แลนด์เหนือตกอยู่ในความโกลาหล หลังกลุ่มชายฉกรรจ์สวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้าหลายร้อยคน ก่อจลาจลไล่ล่าและจุดไฟเผาบ้านเรือนเพื่อขับไล่ครอบครัวคนต่างชาติและคนผิวสีออกจากชุมชน รวมถึงเผารถยนต์และรถบัสวอด หลังชายชาวซูดานวัย 30 ปีถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าจากเหตุแทงชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส

เมืองเบลฟาสต์ เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ เผชิญเหตุจลาจลและความรุนแรงต่อต้านผู้อพยพตลอดคืนวันอังคารที่ผ่านมา (9 มิ.ย.) หลังชายชาวซูดานวัย 30 ปี ถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าและข้อหาอื่น ๆ จากเหตุใช้อาวุธมีดทำร้ายชายวัย 40 ปี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณลำคอ ศีรษะ ดวงตา ใบหน้า และแผ่นหลัง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากคลิปวิดีโอของการทำร้ายร่างกายที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง จนจุดกระแสความไม่พอใจและนำไปสู่การชุมนุมประท้วงต่อต้านผู้อพยพในหลายพื้นที่ของเมือง ก่อนจะลุกลามกลายเป็นเหตุรุนแรง

รายงานระบุว่า ผู้ประท้วงหลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่สวมหน้ากากปกปิดใบหน้า ได้รวมตัวกันตามจุดต่าง ๆ ของเมือง พร้อมตะโกนขับไล่ชาวต่างชาติ ก่อเหตุจุดไฟเผารถยนต์ รถโดยสารสาธารณะ ถังขยะ และทรัพย์สินอื่น ๆ รวมถึงบุกทำลายบ้านเรือนของผู้ที่ถูกมองว่าเป็นผู้อพยพ

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า กลุ่มชายสวมหน้ากากประมาณ 100 คน เดินไปตามถนนสายหนึ่งในย่านตะวันออกของเบลฟาสต์ พร้อมพังประตู ทุบกระจก และบุกเข้าไปในบ้านหลายหลัง โดยมีการตะโกนว่า “ขับไล่ชาวต่างชาติออกไป”

ในบางพื้นที่ บ้านหลายหลังถูกวางเพลิงจนเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ภาพจากสื่ออังกฤษแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยอพยพครอบครัวหนึ่งออกจากบ้านที่กำลังถูกไฟเผา ขณะที่ครอบครัวอื่น ๆ ต้องเร่งหลบหนีออกจากที่พักท่ามกลางความหวาดกลัว

บาทหลวง แจ็ก แม็กคี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายจุดในย่านครัมลิน โรด กล่าวว่า ผู้คนจำนวนหนึ่งถูกขับไล่ออกจากบ้านเพียงเพราะสีผิวของพวกเขา โดยระบุว่า “พวกเขาถูกไล่ออกจากบ้านเพียงเพราะเป็นคนผิวดำ”

นอกจากเหตุรุนแรงในเบลฟาสต์แล้ว ยังมีรายงานว่ารถตำรวจถูกเผาในเมืองพอร์ตาดาวน์ และร้านตัดผมของชาวตุรกีถูกโจมตีในเมืองบัลลีแคลร์ ขณะที่หน่วยดับเพลิงต้องเข้าระงับเหตุถึง 62 ครั้ง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยรอบเมืองเบลฟาสต์

ด้านนางมิเชล โอนีลล์ มุขมนตรีแห่งไอร์แลนด์เหนือ ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “กลุ่มชายสวมหน้ากากที่เผาบ้านและขับไล่ครอบครัวผู้บริสุทธิ์ออกจากที่พักอาศัย เป็นการกระทำที่ขี้ขลาดและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง”

ขณะที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวถึงเหตุแทงที่เป็นชนวนของความรุนแรงครั้งนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ “น่าตกตะลึงและน่ารังเกียจ”

เจ้าหน้าที่ตำรวจไอร์แลนด์เหนือระบุว่า เหตุแทงดังกล่าวยังไม่ได้ถูกจัดให้เป็นคดีก่อการร้าย โดยผู้ต้องสงสัยชาวซูดานถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า พกพาอาวุธมีดในที่สาธารณะ และข่มขู่จะฆ่าผู้อื่น พร้อมมีกำหนดขึ้นศาลในเมืองเบลฟาสต์

จากข้อมูลของตำรวจ ผู้บาดเจ็บรอดชีวิตมาได้ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วยกันเข้าขัดขวางผู้ก่อเหตุก่อนที่ตำรวจจะเดินทางมาถึง โดยมีภาพวิดีโอเผยให้เห็นประชาชนหลายคนพยายามต่อสู้และยับยั้งคนร้าย

ผู้นำพรรคการเมืองหลักของไอร์แลนด์เหนือทุกพรรคได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ประณามทั้งเหตุแทงและเหตุจลาจลที่ตามมา พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนยุติความรุนแรง เนื่องจากการโจมตีชุมชนผู้อพยพและการทำลายทรัพย์สินจะยิ่งสร้างความเสียหายแก่สังคมและชุมชนของตนเองเท่านั้น

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความตึงเครียดเกี่ยวกับปัญหาการอพยพเข้าสหราชอาณาจักรที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเป็นอีกครั้งที่ประเด็นผู้อพยพกลายเป็นชนวนของความรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือ หลังเคยเกิดเหตุจลาจลลักษณะคล้ายกันมาแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา.

ที่มา BBC / Reuters

กราดยิงแอฟริกาใต้ กลางชุมชนแออัดโจฮันเนสเบิร์ก ดับ 12 ศพ เจ็บอย่างน้อย 9 ราย

กราดยิงแอฟริกาใต้ กลางชุมชนแออัดโจฮันเนสเบิร์ก ดับ 12 ศพ เจ็บอย่างน้อย 9 ราย

10 มิ.ย. 2569 14:12 น.

กราดยิงแอฟริกาใต้ กลางชุมชนแออัดโจฮันเนสเบิร์ก ดับ 12 ศพ เจ็บอย่างน้อย 9 ราย

เกิดเหตุกราดยิงในชุมชนแออัดเมืองโจฮันเนสเบิร์กของแอฟริกาใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และบาดเจ็บอีก 9 ราย ขณะที่ตำรวจระบุว่ามือปืนมากกว่า 10 คนบุกเข้าพื้นที่และเปิดฉากยิงใส่ชาวบ้านหลายจุด ก่อนหลบหนีไป โดยยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุ

สำนักงานตำรวจแอฟริกาใต้ แถลงความคืบหน้าเหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:10 น. ของคืนวันที่ 9 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุกราดยิงภายในชุมชนแออัดจัมเปอส์ ย่านคลีฟแลนด์ จึงได้นำกำลังรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ชีพเร่งด่วน

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10 คน ได้นั่งรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า ควอนตัมสีขาว มาลงบริเวณใกล้กับสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งในย่านคลีฟแลนด์ จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้แบ่งกำลังบุกเข้าไปในชุมชนแออัดผ่านทางเข้าออกทั้งสองด้านพร้อม ๆ กัน ก่อนจะเดินหน้ากราดยิงใส่ผู้อยู่อาศัยและสมาชิกในชุมชนตามจุดต่าง ๆ หลายแห่งอย่างโหดเหี้ยม แล้วจึงวิ่งกลับมาขึ้นรถตู้คันเดิมหลบหนีไปกับความมืด

ความรุนแรงในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที 11 ศพ แบ่งเป็นชาย 8 ราย และหญิง 3 ราย นอกจากนี้ยังมีชายอีก 1 ราย ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว รวมยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 12 ศพ ขณะเดียวกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากบาดแผลถูกยิงอีกอย่างน้อย 9 ราย ซึ่งถูกนำตัวส่งกระจายรักษาตามสถานพยาบาลต่าง ๆ ในพื้นที่แล้ว

ขณะนี้ ทางการแอฟริกาใต้ได้ส่งทีมพนักงานสอบสวนระดับจังหวัดและระดับเขต พร้อมด้วยหน่วยข่าวกรองอาชญากรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ลงพื้นที่เก็บหลักฐานเพื่อแกะรอยและติดตามตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมดมาดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรายใด และตำรวจระบุว่า “ชนวนเหตุและมูลเหตุจูงใจในการโจมตีครั้งนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด และยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน” พร้อมทั้งประกาศให้ประชาชนที่รู้เบาะแสแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วนอาชญากรรม หรือแอปพลิเคชัน MySAPS โดยด่วน

เหตุการณ์กราดยิงในชุมชนแออัดลักษณะนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งมักจะมีส่วนเชื่อมโยงกับความรุนแรงของแก๊งมาเฟียท้องถิ่น หรือข้อพิพาทส่วนตัว โดยเมื่อปีที่ผ่านมาก็เพิ่งเกิดเหตุกราดยิงในร้านเหล้าที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก จนมีผู้เสียชีวิตไป 9 ศพ

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้จัดเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเกิดคดีฆาตกรรมสูงที่สุดในโลก โดยมีสถิติจำนวนผู้ถูกฆ่าตายเฉลี่ยสูงถึงวันละประมาณ 60 คน ขณะที่ข้อมูลสถิติจากสมาคมผู้ครอบครองอาวุธปืนแห่งแอฟริกาใต้ ระบุว่า ปัจจุบันมีอาวุธปืนที่จดทะเบียนถูกกฎหมายในประเทศราว 3 ล้านกระบอก แต่คาดว่ามีอาวุธปืนเถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตแพร่ระบาดอยู่ในสังคมอีกอย่างน้อยในจำนวนที่เท่า ๆ กัน หรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาชญากรรมความรุนแรงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา  BBC / IOL

นาซาเปิดตัวลูกเรือภารกิจ “อาร์เทมิส 3” เตรียมทดสอบระบบต่อเชื่อมยานสเปซเอ็กซ์-บลูออริจิน

นาซาเปิดตัวลูกเรือภารกิจ "อาร์เทมิส 3" เตรียมทดสอบระบบต่อเชื่อมยานสเปซเอ็กซ์-บลูออริจิน

10 มิ.ย. 2569 13:04 น.

นาซาเปิดตัวลูกเรือภารกิจ “อาร์เทมิส 3” เตรียมทดสอบระบบต่อเชื่อมยานสเปซเอ็กซ์-บลูออริจิน

นาซาประกาศรายชื่อนักบินอวกาศ 4 คนสำหรับภารกิจ “อาร์เทมิส 3” ซึ่งจะเป็นการทดสอบการเชื่อมต่อยานอวกาศในวงโคจรโลกระหว่างแคปซูลโอไรออน กับยานลงจอดดวงจันทร์ของ “สเปซเอ็กซ์” และ “บลูออริจิน” นับเป็นการทดสอบครั้งสำคัญก่อนส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในปี 2028

นายจาเรด ไอแซกแมน ผู้บริหารสูงสุดขององค์การนาซา ได้จัดพิธีประกาศรายชื่อลูกเรือประจำภารกิจ อาร์เทมิส 3 ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ประกอบด้วยนักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 ราย และนักบินอวกาศชาวอิตาลีจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) อีก 1 ราย ได้แก่ แรนดี เบรสนิก (Randy Bresnik) วัย 58 ปี อดีตนักบินทดสอบและผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านภารกิจอวกาศมาแล้ว 3 ครั้ง โดยเขาจะรับหน้าที่เป็น ผู้บัญชาการภารกิจ, แฟรงก์ รูบิโอ (Frank Rubio) นักบินอวกาศเจ้าของสถิติใช้ชีวิตในอวกาศยาวนานที่สุดของสหรัฐฯ, อันเดร ดักลาส (Andre Douglas) ผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจ ซึ่งจะขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก และลูกา พาร์มิตาโน (Luca Parmitano) วัย 49 ปี นักบินอวกาศชาวอิตาลี ซึ่งถือเป็นนักบินอวกาศสัญชาติยุโรปคนแรกที่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการในโครงการอาร์เทมิส

ภารกิจนี้มีกำหนดระยะเวลาเดินทางประมาณ 2 สัปดาห์ แม้ว่าลูกเรือกลุ่มนี้จะไม่ได้เดินทางไปใกล้ดวงจันทร์หรือลงจอดบนพื้นผิว แต่จะทำหน้าที่ปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อนในการควบคุมยานแคปซูลโอไรออนเชื่อมต่อกับยานลงจอดของทั้งสองบริษัทในวงโคจรต่ำของโลก

เจเรมี พาร์สันส์ ผู้จัดการโครงการอาร์เทมิสของนาซา เผยว่า ภารกิจอาร์เทมิส 3 เป็นการประสานงานข้ามระบบที่น่าตื่นเต้นและซับซ้อนมาก เพราะต้องพึ่งพาการทำงานของจรวดที่ทรงพลังที่สุดในโลกถึง 3 ลำในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โดยลำดับเหตุการณ์จะเริ่มจากยานลงจอด “บลูมูน” (Blue Moon) ของบลูออริจินจะถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรก่อน จากนั้นยานโอไรออนพร้อมนักบินอวกาศจะตามขึ้นไปเพื่อเชื่อมต่อยานและทำการทดสอบระบบรวม 2 วัน ก่อนที่บลูมูนจะแยกตัวออกเปิดทางให้ยาน “สตาร์ชิป” (Starship) ของสเปซเอกซ์เข้าเชื่อมต่อเป็นรายต่อไปอีก 1 วัน

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลังจากจรวด “นิว เกล็นน์” (New Glenn) ของบลูออริจินเกิดระเบิดอย่างรุนแรงบนฐานยิงในรัฐฟลอริดาเมื่อเดือนที่ผ่านมา ระหว่างการทดสอบจุดระเบิดเครื่องยนต์ ส่งผลให้ฐานยิงเพียงแห่งเดียวของบริษัทได้รับความเสียหายหนักและต้องระงับการบินไปหลายเดือน แต่อย่างไรก็ดี จอห์น คูลูริส หัวหน้าฝ่ายภารกิจดวงจันทร์ของบลูออริจินยืนยันว่าการสอบสวนหาสาเหตุมีความคืบหน้าอย่างมาก และคาดว่าจะนำจรวดกลับคืนสู่ฐานยิงได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยทางนาซายังคงมั่นใจว่าระบบจะพร้อมทันกำหนดการทดสอบอย่างแน่นอน

การประกาศรายชื่อในครั้งนี้มีขึ้นหลังจากการประสบความสำเร็จของภารกิจ “อาร์เทมิส 2” (Artemis II) ที่พานักบินอวกาศเดินทางอ้อมดวงจันทร์และทำลายสถิติระยะทางบินไกลที่สุดของยานอพอลโล 13 เมื่อช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ การเลือกนักบินอวกาศชาวอิตาลีอย่าง พาร์มิตาโน ยังสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของนาซา ภายหลังจากที่ นายจาเรด ไอแซกแมน ประกาศยกเลิกโครงการสถานีอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ “เกตเวย์” เพื่อเร่งความเร็วในการพัฒนาฐานบนพื้นผิวดวงจันทร์ตามข้อเสนอของสเปซเอกซ์และบลูออริจิน การตัดสินใจดังกล่าวทำให้พันธมิตรนานาชาติอย่าง องค์การอวกาศยุโรป, แคนาดา และญี่ปุ่น ที่ร่วมพัฒนาสถานีเกตเวย์มานานหลายปีต้องตกตะลึง แต่นาซาก็ได้ทดแทนด้วยการเซ็นสัญญาร่วมมือกับประเทศอิตาลีแทน เพื่อเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการสร้างฐานถาวรบนพื้นผิวดวงจันทร์

นาซาเปิดเผยว่า การสร้างฐานบนดวงจันทร์ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัทเอกชนหลายแห่งในการสร้างยานลงจอด รถโรเวอร์ และโดรนสำรวจนั้น จะเป็นรากฐานและก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับ “ภารกิจเดินทางสู่ดาวอังคาร” ในอนาคตต่อไป ท่ามกลางกระแสการแข่งขันทางอวกาศที่ดุเดือดกับประเทศจีนที่ตั้งเป้าส่งมนุษย์ลงเหยียบดวงจันทร์ภายในปี 2030 เช่นกัน.

ที่มา Reuters / Associated Press

สภาสหรัฐฯ ไฟเขียวงบเฉียด 7 หมื่นล้านดอลลาร์ หนุน ICE-หน่วยตระเวนชายแดน

สภาสหรัฐฯ ไฟเขียวงบเฉียด 7 หมื่นล้านดอลลาร์ หนุน ICE-หน่วยตระเวนชายแดน

10 มิ.ย. 2569 12:16 น.

สภาสหรัฐฯ ไฟเขียวงบเฉียด 7 หมื่นล้านดอลลาร์ หนุน ICE-หน่วยตระเวนชายแดน

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณเกือบ 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.3 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดนตลอดช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน มีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 214 ต่อ 212 เสียง ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณมูลค่าเกือบ 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) เพื่อจัดสรรเงินทุนให้แก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยงานลาดตระเวนชายแดน

การลงมติครั้งนี้เป็นไปตามแนวทางของพรรค โดยมีผู้แทนราษฎร เควิน ไคลีย์ อดีตสมาชิกพรรครีพับลิกันที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะเป็นนักการเมืองอิสระ แตกแถวไปลงคะแนนร่วมกับพรรคเดโมแครตเพื่อคัดค้านร่างกฎหมายนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะลงนามบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวทันที ซึ่งงบประมาณก้อนนี้จะช่วยคุ้มครองและสนับสนุนการดำเนินงานของสองหน่วยงานในสังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ไปยาวนานถึง 3 ปี

ทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณในร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยแบ่งเป็นเงิน 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE), 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับหน่วยงานลาดตระเวนชายแดน และอีก 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสำรองจ่ายในกรณีเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิด

การอัดฉีดงบประมาณล่วงหน้าในครั้งนี้ จะช่วยให้การจัดสรรเงินของหน่วยงานมั่นคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ในขณะที่รัฐบาลของทรัมป์กำลังเดินหน้าแผนการครั้งใหญ่ในการจับกุมและเนรเทศผู้อพยพให้ได้ราว 1 ล้านคนต่อปี โดยงบก้อนนี้เป็นส่วนที่เพิ่มเติมมาจากงบประมาณเกือบ 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สภาคองเกรสเคยอนุมัติให้ไปเมื่อปีที่แล้วภายใต้กฎหมายลดภาษีและงบประมาณรายจ่ายของทรัมป์

ทั้งนี้ กว่าที่ร่างกฎหมายนี้จะผ่านสภาได้ นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักในการรวบรวมเสียงสนับสนุนจากคนในพรรคให้เป็นหนึ่งเดียว เนื่องจากก่อนหน้านี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกเตะถ่วงจากประเด็นอื้อฉาวที่ทรัมป์พยายามผลักดันงบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรักษาความปลอดภัยในทำเนียบขาว ซึ่งรวมถึงงบสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่ของทรัมป์ และงบประมาณอีก 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้แก่พันธมิตรทางการเมืองที่อ้างว่าถูกรัฐบาลตรวจสอบอย่างไม่เป็นธรรม

ข้อเสนอทั้งสองประเด็นถูกวิจารณ์ว่าเป็น “พิษร้ายทางการเมือง” ทำให้พรรครีพับลิกันตัดสินใจตัดงบสร้างห้องบอลรูมออก และปัดตกข้อแก้ไขทางกฎหมายต่าง ๆ จนท้ายที่สุดเหลือเพียงเนื้อหาที่มุ่งเน้นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองอย่างบริสุทธิ์ใจ ซึ่งรีพับลิกันหวังจะใช้เป็นประเด็นหลักในการสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอมปีนี้

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการปิดฉากความขัดแย้งอันยาวนานในสภาคองเกรส หลังจากฝั่งเดโมแครตปฏิเสธที่จะอนุมัติงบประมาณให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เพื่อประท้วงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก่อเหตุยิงชาวอเมริกัน 2 ราย คือ อเล็กซ์ เปรตติ และ เรเน กูด เสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสเมื่อเดือนมกราคม จนนำไปสู่การปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วน หรือชัตดาวน์ ยาวนานถึง 76 วัน ซึ่งถือเป็นชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงฯ ก่อนจะคลี่คลายลงชั่วคราวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ฝั่งเดโมแครตพยายามยื่นเงื่อนไขปฏิรูปการทำงานของเจ้าหน้าที่ เช่น ห้ามเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ต้องแสดงบัตรประจำตัวอย่างชัดเจนระหว่างปฏิบัติการ และต้องมีหมายค้นจากศาลก่อนเข้าสู่พื้นที่ส่วนบุคคลของประชาชน แต่การเจรจากับทำเนียบขาวล้มเหลว ทำให้พรรครีพับลิกันเลือกใช้กลไกพิเศษทางรัฐสภาในสภาสูงเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการเตะถ่วงของเดโมแครต จนผ่านกฎหมายออกมาได้โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัดใด ๆ ควบคุมเจ้าหน้าที่.

ที่มา Reuters / Associated Press

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 46 ราย กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตใต้ซากซูเปอร์มาร์เก็ต

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 46 ราย กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตใต้ซากซูเปอร์มาร์เก็ต

10 มิ.ย. 2569 11:45 น.

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ดับพุ่ง 46 ราย กู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตใต้ซากซูเปอร์มาร์เก็ต

เจ้าหน้าที่กู้ภัยในภาคใต้ของฟิลิปปินส์พบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มจากใต้ซากอาคารซูเปอร์มาร์เก็ตที่พังถล่ม หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8  นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 46 ศพ

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นที่เกาะมินดาเนาประเทศฟิลิปปินส์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 46 ศพ หลังเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตใต้ซากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองเจเนอรัล ซานโตสเพิ่มอีก 

โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้เร่งค้นหาผู้ที่อาจจะติดอยู่ใต้ซากอาคาร หลังอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณชีพสามารถจับสัญญาณ “ชีพจรอ่อน” จากใต้ซากได้ โดยเจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ท่ามกลางความเสี่ยงจากอาฟเตอร์ช็อกที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมกู้ภัยเข้าถึงจุดดังกล่าว กลับพบว่าผู้ประสบภัยไม่มีสัญญาณชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตคือ โจอี้ เดลูวิโอ อายุ 39 ปี หนึ่งในพนักงาน 2 คนของซูเปอร์มาร์เก็ต โดยร่างของเขาถูกพบติดอยู่ระหว่างคานอาคาร 2 จุด

ด้านสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิลิปปินส์รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 45 ราย และจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 4 คน เป็น 17 คน โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผู้เสียชีวิตรายล่าสุดจากซูเปอร์มาร์เก็ต

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดดาเวา ออคซิเดนตัล และส่วนมากเสียชีวิตจากเหตุดินถล่มและอาคารพังถล่ม

ขณะนี้ทีมค้นหาและกู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหาย พร้อมเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก หลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์.

ที่มา : channelnewsasia