ม็อบประท้วงในกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ต้านแผนทรัมป์ยึดดินแดน

ม็อบประท้วงในกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ต้านแผนทรัมป์ยึดดินแดน

18 ม.ค. 2569 02:40 น.

ม็อบประท้วงในกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ต้านแผนทรัมป์ยึดดินแดน

ประชาชนในเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ออกมาร่วมตัวประท้วงในหลายเมือง เพื่อต่อต้านแผนการของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. 2569 ประชาชนหลายพันคนในกรีนแลนด์และเดนมาร์กออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านแผนการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก

การชุมนุมประท้วงมีขึ้นในหลายเมืองของเดนมาร์ก รวมถึงกรุงโคเปนเฮเกนซึ่งเป็นเมืองหลวง ตลอดจนในเมืองนุก (Nuuk) เมืองเอกของกรีนแลนด์ ผู้ประท้วงต่างชูป้ายที่มีข้อความว่า “อย่าแตะต้องกรีนแลนด์” และ “กรีนแลนด์เพื่อชาวกรีนแลนด์”

“เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องรวมตัวกันและแสดงให้เห็นว่ากรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย และเราไม่ต้องการเป็นชาวอเมริกัน หรือถูกผนวกเข้ากับสหรัฐฯ” เอริก เจนเซน นักการเมืองชาวกรีนแลนด์บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์

การประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่คณะตัวแทนจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดย คริส คูนส์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตเดินทางมาเยือนกรุงโคเปนเฮเกน และพูดถึงวาทกรรมของนายทรัมป์ว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่สร้างสรรค์”

ชาวกรีนแลนด์เดินขบวนประท้วงในเมืองนุก เมื่อ 17 ม.ค. 2569
ชาวกรีนแลนด์เดินขบวนประท้วงในเมืองนุก เมื่อ 17 ม.ค. 2569

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความต้องการให้กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ตั้งแต่เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกแล้ว และจุดประเด็นนี้กลับมาอีกครั้งหลังจากรับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อปีก่อน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง

ล่าสุดนายทรัมป์ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศในยุโรปที่คัดค้านแผนการของเขา โดยระบุว่า สินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ ในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหาประเทศเหล่านี้ว่ากำลังเล่น “เกมที่อันตรายอย่างยิ่ง” พร้อมระบุว่าอัตราภาษีจะถูกปรับเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. และจะเก็บจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อการซื้อกรีนแลนด์อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ

อนึ่ง กรีนแลนด์เป็นดินแดนที่มีประชากรอาศัยอยู่เบาบางแต่กลับอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือและอาร์กติก ยังทำให้กรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่มีการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และใช้สำหรับการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเรือต่าง ๆ ในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวไว้ว่า วอชิงตันจะครอบครองดินแดนนี้ด้วย “วิธีที่ง่าย” หรือ “วิธีที่ยาก” ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหมายถึงการซื้อเกาะแห่งนี้หรือการเข้ายึดครองด้วยกำลัง

ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจความคิดเห็นระบุว่า ชาวกรีนแลนด์กว่า 85% คัดค้านการที่ดินแดนจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปต่างรวมตัวกันสนับสนุนเดนมาร์ก โดยโต้แย้งว่าความมั่นคงของภูมิภาคอาร์กติกควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของนาโต โดยฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ส่งกองกำลังขนาดเล็กไปยังกรีนแลนด์แล้ว เพื่อร่วมภารกิจลาดตระเวน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 8 ชาติยุโรป 10-25% ขวางทางซื้อกรีนแลนด์

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 8 ชาติยุโรป 10-25% ขวางทางซื้อกรีนแลนด์

18 ม.ค. 2569 00:14 น.

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 8 ชาติยุโรป 10-25% ขวางทางซื้อกรีนแลนด์

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 8 ชาติยุโรป รวมถึงเดนมาร์ก 10% เริ่ม 1 ก.พ.นี้ และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน โดยจะมีผลจนกว่าจะซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่านข้อความที่โพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะมีมาตรการเก็บภาษีศุลกากรสินค้าที่นำเข้าจาก เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ในอัตรา 10% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “เราได้ให้เงินอุดหนุนแก่เดนมาร์กและประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศอื่น ๆ มาเป็นเวลาหลายปี โดยการไม่เรียกเก็บภาษีศุลกากรหรือค่าตอบแทนในรูปแบบอื่นใดเลย บัดนี้ หลังจากผ่านพ้นมาหลายศตวรรษ ถึงเวลาแล้วที่เดนมาร์กจะต้องตอบแทน”

“สันติภาพของโลกกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง! จีนและรัสเซียต้องการกรีนแลนด์ และไม่มีสิ่งใดที่เดนมาร์กจะทำได้เลย ปัจจุบันพวกเขามีเพียง ‘รถลากเลื่อนสุนัข’ 2 คัน ไว้ป้องกันตัว ซึ่งเพิ่งจะเพิ่มมาถึงคันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีเพียงสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เท่านั้นที่สามารถลงเล่นในเกมนี้ได้ และจะทำได้อย่างประสบความสำเร็จอย่างยิ่งด้วย! จะไม่มีใครกล้าแตะต้องดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ และโลกโดยรวมกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง”

“ที่เหนือยิ่งไปกว่านั้น เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ต่างเดินทางไปยังกรีนแลนด์เพื่อจุดประสงค์ที่ไม่มีใครทราบ นี่คือสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย ความมั่นคง และการอยู่รอดของโลกเรา ประเทศเหล่านี้ ซึ่งกำลังเล่นเกมที่อันตรายอย่างยิ่ง ได้สร้างระดับความเสี่ยงที่ไม่สามารถรับได้ หรือไม่สามารถปล่อยให้ดำเนินต่อไปได้”

“ดังนั้น เพื่อปกป้องสันติภาพและความมั่นคงของโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินมาตรการที่เข้มงวดเพื่อให้สถานการณ์ที่อาจเป็นอันตรายนี้สิ้นสุดลงโดยเร็วและไม่มีข้อกังขา”

“ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ประเทศทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น (เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์) จะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากร 10% สำหรับสินค้าทุกชนิดและทุกประเภทที่ส่งมายังสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 25%”

“ภาษีนี้จะต้องชำระจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อการซื้อกรีนแลนด์อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ สหรัฐฯ พยายามที่จะทำธุรกรรมนี้มานานกว่า 150 ปีแล้ว ประธานาธิบดีหลายท่านได้พยายาม และทำด้วยเหตุผลที่ดี แต่เดนมาร์กปฏิเสธมาโดยตลอด”

“บัดนี้ เนื่องจากโครงการ ‘โกลเดน โดม’ (Golden Dome) และระบบอาวุธสมัยใหม่ ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ความจำเป็นในการ “เข้าครอบครอง” จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ปัจจุบันมีการใช้จ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ไปกับโครงการความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับ “เดอะ โดม” ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการคุ้มครองแคนาดาด้วย และระบบที่ชาญฉลาดแต่มีความซับซ้อนสูงนี้ จะสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพและประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมีดินแดนแห่งนี้รวมอยู่ด้วยเท่านั้น เนื่องด้วยเหตุผลด้านมุมพิกัด ระยะ และขอบเขตพื้นที่”

“สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะเปิดการเจรจากับเดนมาร์ก และ/หรือ ประเทศเหล่านี้ที่สร้างความเสี่ยงอย่างมาก แม้ว่าที่ผ่านมาเราได้ทำเพื่อพวกเขามามากมายแล้ว รวมทั้งการมอบความคุ้มครองสูงสุดมาตลอดหลายทศวรรษ ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้! โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

FAA เตือนสายการบิน อาจมีกิจกรรมทางทหาร ในอเมริกากลาง-ใต้

FAA เตือนสายการบิน อาจมีกิจกรรมทางทหาร ในอเมริกากลาง-ใต้

17 ม.ค. 2569 23:37 น.

FAA เตือนสายการบิน อาจมีกิจกรรมทางทหาร ในอเมริกากลาง-ใต้

สำนักงานบริหารการบินสหรัฐฯ เตือนสายการบินอเมริกาให้ระวังเวลาเดินทางผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก, อเมริกากลางและใต้ เนื่องจากอาจมีกิจกรรมทางทหารเกิดขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ (FAA) ได้ออกประกาศเตือนนักบินของสายการบินสหรัฐฯ เกี่ยวกับการบินเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ใกล้กับประเทศเม็กซิโก อเมริกากลาง และบางส่วนของอเมริกาใต้ โดยระบุถึงความเป็นไปได้ที่จะมี “กิจกรรมทางทหาร” และการรบกวนสัญญาณนำทางผ่านดาวเทียม

คำเตือนดังกล่าวถูกประกาศเมื่อวันศุกร์ผ่านชุดประกาศแจ้งเตือนนักบิน (NOTAMs) จะมีผลเป็นเวลา 60 วัน โดย FAA ระบุว่า “มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่ออากาศยานในทุกระดับความสูง รวมถึงในระหว่างการบินผ่าน และในช่วงการบินขึ้นและลงจอด”

“FAA ได้ออกประกาศแจ้งเตือนการบิน (NOTAMs) สำหรับพื้นที่เฉพาะในเขตควบคุมการจราจรทางอากาศเหนือน่านน้ำของเม็กซิโก, อเมริกากลาง, ปานามา, โบโกตา, กวายากิล และมาซาตลัน รวมถึงในน่านฟ้าบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก” FAA บอกกับสำนักข่าว USA Today

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการออกประกาศแจ้งเตือน ซึ่งระบุให้ผู้ประกอบการอากาศยาน “ใช้ความระมัดระวัง” แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการโจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกหลายครั้ง โดยจมเรือไปมากกว่า 30 ลำ มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา FAA ก็เคยได้เตือนให้นักบินทุกคนใช้ความระมัดระวังเมื่อบินผ่านน่านฟ้าเหนือประเทศเวเนซุเอลา “เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลงและกิจกรรมทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น”

และเมื่อเดือนธันวาคม เที่ยวบินของสายการบินเจ็ทบลู (JetBlue) ซึ่งเดินทางมาจากคูราเซา (Curaçao) ประเทศในแถบแคริบเบียน ต้องระงับการไต่ระดับความสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกับเครื่องบินเติมน้ำมันของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม รัฐบาลทรัมป์มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา และบุกจับตัวนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเผด็จการ กับภริยาของเขาถึงบ้านพักในกรุงการากัส

และนายทรัมป์เพิ่งบอกกับสำนักข่าว Fox News เมื่อไม่นานมานี้ว่า สหรัฐฯ จะขยายปฏิบัติการเพื่อกวาดล้างกลุ่มค้ายาเสพติดมากขึ้นอีก

“เราได้กำจัดยาเสพติดที่เข้ามาทางน้ำไปได้ถึง 97% แล้ว และตอนนี้เรากำลังจะเริ่มจัดการบนบก” ทรัมป์บอกนาย ฌอน แฮนนิตี พิธีกรของ Fox News เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม “กลุ่มค้ายาเสพติดกำลังบงการเม็กซิโกอยู่ เป็นเรื่องน่าสลดใจมากที่ต้องเฝ้าดูและเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศนั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : foxnews

อิหร่านโทษสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการประท้วง ทำคนตายหลายพันศพ

อิหร่านโทษสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการประท้วง ทำคนตายหลายพันศพ

17 ม.ค. 2569 21:58 น.

อิหร่านโทษสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการประท้วง ทำคนตายหลายพันศพ

ผู้นำสูงสุดอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการประท้วงใหญ่ ขณะที่กลุ่มสิทธิระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 3,000 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ม.ค. 2569 ว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “ความสูญเสีย, ความเสียหาย และการใส่ร้ายป้ายสี” ที่เกิดขึ้นในประเทศของเขาระหว่างการประท้วงใหญ่ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) คาเมเนอียอมรับว่า มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนระหว่างเหตุการณ์การประท้วงดังกล่าว และว่าผู้เสียชีวิตบางส่วนถูกสังหารในลักษณะที่ไร้มนุษยธรรมและป่าเถื่อน แต่เขากล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ”

ทางด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กระตุ้นให้ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” และขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารหากกองกำลังความมั่นคงสังหารกลุ่มผู้ประท้วงเหล่านั้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักข่าวนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า การประท้วงในอิหร่านได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 3,090 ราย โดยเหตุการณ์ความไม่สงบนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธ.ค. โดยมีชนวนเหตุจากความไม่พอใจในปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาล

แต่รัฐบาลเรียกการประท้วงที่เกิดขึ้นว่า การก่อจลาจลที่ได้รับการสนับสนุนจากศัตรูของอิหร่าน และดำเนินการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและบริการสื่อสารเกือบทั้งหมดในประเทศ โดยในวันเสาร์ (17 ม.ค.) ระดับการเชื่อมต่อยังอยู่ที่เพียง 2% ของระดับปกติเท่านั้น

ข่าวเหตุความไม่สงบในอิหร่านเริ่มลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์มองว่า เนื่องจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังคงถูกจำกัด ทำให้สถานการณ์จริงในพื้นที่ยังคงไม่ชัดเจน

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันเสาร์ คาเมเนอียังบอกอีกว่าอิหร่านถือว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็น “อาชญากร” และสหรัฐฯ จะต้อง “รับผิดชอบ” ต่อความไม่สงบที่เกิดขึ้น คาเมเนอีกล่าวหาด้วยว่า เป้าหมายของอเมริกาคือการกลืนกินอิหร่าน

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า พวกเขาได้รับรายงานว่าอิหร่านกำลังเตรียมทางเลือกต่างๆ ในการโจมตีฐานทัพอเมริกัน ซึ่งอิหร่านจะต้องเผชิญกับ “กองกำลังที่ทรงพลังอย่างยิ่ง” หากมีการโจมตีเกิดขึ้นจริง พร้อมเตือนรัฐบาลเตหะรานว่าอย่าได้ “เล่นเกมกับประธานาธิบดีทรัมป์”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธ (14 ม.ค.) ว่าเขาได้รับรายงานว่า “การเข่นฆ่าในอิหร่านได้ยุติลงแล้ว” แต่เสริมว่าเขายังไม่ได้ตัดทางเลือกในการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

ยานแคปซูล เอนเดฟเวอร์ (Endeavour) ของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) นำลูกเรือทั้ง 4 นายจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS ประกอบด้วย ซีนา คาร์ดแมน นักบินอวกาศจากนาซา วัย 38 ปี ในฐานะผู้บัญชาการยานเอนเดฟเวอร์, ไมค์ ฟินคี นักบินอวกาศชาวอเมริกันวัย 58 ปี, คิมิยะ ยูอิ นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นวัย 55 ปี และ โอเลก ปลาโตนอฟ นักบินอวกาศชาวรัสเซียวัย 39 ปี เดินทางกลับถึงโลกอย่างปลอดภัยช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยกางร่มชูชีพลงสู่ผิวน้ำที่สงบนิ่งนอกชายฝั่งเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สิ้นสุดการเดินทางที่ใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง นับตั้งแต่ถอนตัวออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS และพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลกด้วยความร้อนสูง

เหตุการณ์นี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซา ที่สั่งยุติภารกิจของลูกเรือบน ISS กลางคัน เนื่องจากเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพของนักบินอวกาศนายหนึ่ง ทำให้ต้องระงับภารกิจบนสถานีอวกาศก่อนกำหนดหลายสัปดาห์ โดยลูกเรือในภารกิจ Crew-11 นี้ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา รวมระยะเวลาปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น 167 วัน แต่นาซาปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตนของนักบินอวกาศที่มีอาการป่วย รวมถึงไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาการดังกล่าว อ้างเรื่องของความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

นอกจาก Edvard Munch แล้ว Thiel Gallery ยังมีผลงานของศิลปินนานาชาติที่มีชื่อเสียงมากอีกผู้หนึ่งนั่นคือ Edouard Vuillard เขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 1868 ที่ Cuiseaux ฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นทหารเรือก่อนปลดประจำการมาเป็นผู้เก็บภาษี แม่ของเขาเป็นช่างเย็บผ้าที่อายุอ่อนกว่าบิดาของเขาถึง 27 ปี หลังจากบิดาเขาเกษียณก็ย้ายครอบครัวมาอยู่ปารีสเพื่อให้แม่เขามีร้านตัดเสื้อผ้า เขาเข้าเรียนหนังสือและได้รับทุนการศึกษาจาก Prestigious Lycee Fontaine ซึ่งต่อมาคือ Lycee Condorcet เขาเข้าเรียนสาขาวาทศิลป์และศิลปะโดยหัดวาดภาพเลียนแบบผลงานของ Michelangelo และงานประติมากรรมยุคคลาสสิค เขาได้พบกับศิลปินแนว Nabis หลายคนที่นี่รวมทั้ง Ker Xavier Roussel ซึ่งต่อมาเขาได้กลายเป็นน้องเขย Maurice Denis, Pierre Veber และ Aurelien Lugne-Poe

เดือนพฤศจิกายน 1885 เขาลาออกจาก Lycee และเข้าร่วมกับ Roussel เพื่อทำงานกับ Diogene Maillart ที่ห้องภาพเก่าของ Eugene Delacroix สถานที่ซึ่งทั้งสองได้เรียนรู้วิธีการเขียนภาพ นอกจากนี้เขายังเข้าเรียนที่ Academie Julian และไปเยือนห้องภาพของ William-Adolphe Bouguereau และ Robert Fleury บ่อย ๆ แต่เขาก็ไม่สามารถสอบเข้าเรียน Ecole des Beaux-Arts ได้ในการสอบ 3 ครั้งแรก อย่างไรก็ดี ความพยายามของเขาก็เป็นผลในครั้งที่สี่ เขาสามารถสอบเข้าได้ในเดือนกรกฎาคม 1887  และเข้าเรียนกับ Robert Fleury และปีต่อมาเขาก็เรียนกับ Jean-Leon Gerome เขาเริ่มประสบความสำเร็จจนสามารถนำภาพเหมือนของเขาและ Waroquoy และภาพเหมือนของย่าของเขามาจัดแสดงที่ Salon ได้ในปี 1889 ปลายปี 1889 เขาร่วมกับ Maurice Danis และเพื่อนอีกหลายคนร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม Les Nabis ขึ้นโดยผลงานชิ้นแรกของศิลปะแนวนี้คือ The Talisman เขามีชื่อเล่นในกลุ่มว่า Nabi Zouave เพราะเขาเคยเป็นทหารมาก่อน หลังจากนั้นเขาแบ่งสตูดิโอร่วมกับ Bonnard และเริ่มออกแบบตกแต่งโรงละคร ปี 1891 เขาและกลุ่มศิลปิน Les Nabis ได้จัดนิทรรศการครั้งแรกขึ้นที่ Chateau of Saint Germain en Laye

เขาได้ซื้องานศิลปะแท่นพิมพ์ไม้ญี่ปุ่นมากถึง 180 ชิ้นซึ่งส่งอิทธิพลต่องานของเขาอย่างมากในเรื่องความเรียบง่ายและสีที่แตกต่าง นอกจากนี้เขายังทำงานตกแต่งทั้งกระจกสี จานเซรามิค แผ่นพับละครเวทีด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับโรงละคร Theatre d’Art by the young poet Paul Fort ก่อนย้ายไปทำงานตกแต่งภายใน และรังสรรค์งานจิตรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภายในบ้านของคหบดีต่าง ๆ ที่ตกแต่งอย่างสวยงามโดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการตกแต่งภายในโรงละครทำให้เขาสามารถสร้างผลงานได้รวดเร็วขึ้น  เทคนิคนี้เฉกเช่นเดียวกันกับการวาดภาพปูนเปียกที่ใช้กาวหนังกระต่ายเป็นตัวยึดกับชอล์ก และใช้ตัวฉาบเรียบลงบนผืนผ้าใบอันจะทำให้ศิลปินสามารถที่จะรังสรรค์ภาพได้ละเอียดขึ้นและกันน้ำด้วยอีกต่างหาก

นับจากปี 1892 เขาได้รับการว่าจ้างให้ทำงานตกแต่งหลายแห่งอาทิ ประตูทางเข้า Salon ของครอบครัว Paul Desmarais ห้องภาพของ Siegfried Bing ออกแบบกระจกสีที่หน้าต่างของบริษัท Louis Tiffany ซึ่งผลงานชิ้นนี้สุดท้ายไปจัดแสดงที่ National Society of Fine Arts ยิ่งกว่านั้นเขายังมีชื่อเสียงในวาดรูปสวนสาธารณะ อาทิ The Public Gardens ซึ่งเป็นภาพเด็ก ๆ ในสวนสาธารณะในกรุงปารีส แม้เขาจะมีผลงานจัดแสดงใน Thiel Gallery จำนวนไม่มาก แต่ทุกชิ้นล้วนสวยงาม และมีอัตลักษณ์ของงานแนว Nabis อย่างแท้จริง

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

ในวันที่ตลาดแรงงานเผชิญความท้าทายทั้งด้านการรักษาคนเก่งและการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน “งานที่มีความหมาย” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ค่าตอบแทนหรือความก้าวหน้าในสายอาชีพ รายงาน Deloitte Global 2025 ระบุว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญกับงานที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมาย (purpose-driven work) และใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักในการเลือกนายจ้าง สะท้อนว่าการออกแบบงานให้เชื่อมโยงกับคุณค่าทางสังคม กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรขนาดใหญ่

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการ UOB Heartbeat Volunteerism ซึ่งธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาคนควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานออกไปทำงานอาสาในฐานะ “เพื่อนร่วมทาง” กับชุมชน ตลอดปี 2568 มีพนักงานอาสามากกว่า 3,800 คน หรือกว่า 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด เข้าร่วมกิจกรรม รวมกว่า 18,000 ชั่วโมง ครอบคลุมด้านการศึกษา เยาวชน สิ่งแวดล้อม และศิลปะ สร้างผลกระทบเชิงบวกให้ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการนำแนวคิด skills-based volunteering มาใช้จริง โดยพนักงานนำความรู้และทักษะจากการทำงานไปต่อยอดกับความต้องการของชุมชน ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนามุมมอง ความเข้าใจสังคม และความหมายของบทบาทการทำงานของตนเอง

นายริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมหรือหลักสูตรฝึกอบรม แต่เกิดขึ้นเมื่อได้ลงมือทำงานร่วมกับผู้คนจริง “การออกไปทำงานกับชุมชนช่วยให้พนักงานเห็นคุณค่าของบทบาทตัวเองชัดเจนขึ้น และเชื่อมโยงสิ่งที่ทำในแต่ละวันกับผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อสังคม”

เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ธนาคารเปิดให้พนักงานใช้สิทธิ Volunteer Leave ได้ปีละ 3วัน เพื่อให้สามารถจัดสรรเวลาและพลังงานไปทำงานอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เป็นภาระต่อภารกิจหลักในงานประจำ

ชัยณรงค์ กิจประเสริฐ พนักงานจากหน่วยงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ มองว่างานอาสาช่วยเชื่อมโยงโอกาสที่ตนได้รับในชีวิตกับการส่งต่อให้ผู้อื่น “การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ จากกิจกรรมเล็กๆ ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรามีอยู่สามารถสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้ และนั่นทำให้การทำงานของเรามีความหมายมากขึ้น”

เพื่อสะท้อนคุณค่าของการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ยูโอบี ประเทศไทย จัดงาน 2025 UOB Heartbeat Employee Volunteer Appreciation เพื่อยกย่องพนักงานและทีมงานที่ขับเคลื่อนกิจกรรมอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบรางวัลแก่ทีมที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงสุด และทีมที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนได้อย่างชัดเจน

การมีส่วนร่วมของผู้นำในแต่ละสายงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาส จัดสรรเวลา ไปจนถึงการสนับสนุนเชิงนโยบาย คือกลไกสำคัญที่ทำให้งานอาสาไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

ในวันที่องค์กรต้องแข่งขันกันไม่เพียงเพื่อผลประกอบการ แต่เพื่อคนทำงานที่มีคุณภาพ งานอาสาที่เชื่อมโยงทักษะจริงกับความต้องการของสังคม กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบของการเติบโตอย่างยั่งยืน – ทั้งต่อธุรกิจและต่อผู้คนภายในองค์กรงานอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่ Best regards

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

Golden Globes 2026 หรือ งานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 83 งานประกาศรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของฮอลลีวูด เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 12 มกราคม (ตามเวลาประเทศไทย) นอกจากผลรางวัลที่ทุกคนต่างรอคอยแล้ว แฟชั่นของเหล่าคนดังก็เป็นที่จับตามองไม่แพ้กัน สัปดาห์นี้เลยชวนมาดูแฟชั่นพรมแดงของเหล่าคนดัง ทั้งสวยทั้งหล่อและชวนประทับใจ

(ภาพ 1-8)

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านเผชิญการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งในช่วงปีแรกๆ เป็นการชุมนุมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในสังคมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายและการดำเนินชีวิต โดยบททดสอบใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1999 หลังการปิดหนังสือพิมพ์หัวปฏิรูปจุดชนวนให้นักศึกษารวมตัวประท้วงในกรุงเตหะราน ก่อนจะกระจายไปตามมหาวิทยาลัยในหลายเมืองและจบลงด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในปี 2009 ชาวอิหร่านหลายล้านคนลงถนนเพื่อแสดงพลังคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผู้นำสายแข็งได้รับชัยชนะ ซึ่งค้านสายตาของประชาชนและจบด้วยด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เช่นกัน ส่วนปี 2022 การเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ขณะถูกควบคุมตัวจากการแต่งกายผิดระเบียบ ทำให้อิหรานเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ

ล่าสุด ปลายปี 2025 ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหม่ เริ่มปะทุจากความไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงเป็นสถิติใหม่ ตามด้วยปัญหาเงินเฟ้อและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันขาดแคลนและราคาพุ่ง จนกลายเป็นการแสดงออกเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประท้วงรัฐบาลในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นหลายพันคน บางสื่อบอกว่ายอดพุ่งไปถึงหลักหมื่นคน แล้วแต่ว่าติดตามจากสื่อฝั่งไหน และมีผู้ถูกจับกุมอีกจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ปราบปรามเท่านั้น รัฐบาลอิหร่านยังตัดอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารทั่วประเทศ หวังป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ประท้วงออกไปสู่โลกภายนอก

ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กลายเป็นความท้าทายภายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดต่อผู้นำศาสนาอิหร่านในรอบอย่างน้อย 3 ปี และเกิดขึ้นในช่วงที่แรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มขึ้น หลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีเมื่อปีที่แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป เข้ายึดครองหน่วยงานต่างๆ และย้ำว่าความช่วยเหลือกำลังไปถึง โดยที่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าความช่วยเหลือนั้นคืออะไร เขากล่าวด้วยว่า ได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผลจะยุติลง แสดงถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคณะผู้นำอิหร่าน รวมถึงการข่มขู่ว่าอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ประท้วง ทรัมป์ยังได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 25 กับสินค้าจากทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ด้วย

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงหรือยัง ?

เมื่อประเมินจากสถานการณ์ในอิหร่านปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ขณะนี้ ยังชี้ขาดไม่ได้ว่าการประท้วงครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในอิหร่านได้บ้างหรือไม่ ซึ่งต้องมองปัจจัยสำคัญอีกหลายข้อ แม้ชาวอิหร่านมีความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพล และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคน้ำมันและก๊าซ การก่อสร้าง ไปจนถึงโทรคมนาคม

แต่การขาดแกนนำที่ชัดเจนในการประท้วงและขับเคลื่อนฝ่ายต่อต้านในประเทศ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้พลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมีจำกัด การประท้วงในอิหร่านมักเกิดขึ้นแบบไร้หัวขบวน แม้จะควบคุมยาก แต่ก็ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างเป็นระบบ เพราะไม่มีใครสามารถก้าวขึ้นมาเจรจาหรือแทนที่โครงสร้างเดิมได้ทันที ขณะที่การก้าวออกมาของ เรซา ปาห์ลาวี โอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้าย ในทุกๆ ครั้ง รวมถึงในครั้งนี้ ก็ดูจะไม่มีน้ำหนักมากพอ

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม  และกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหาร (Basij) ยังคงซื่อสัตย์ต่อระบอบ เพราะผลประโยชน์และสถานะของพวกเขาผูกติดอยู่กับความอยู่รอดของรัฐบาล ที่ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ‘เดินเกม’ เป็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมการประท้วง เช่น การตัดอินเทอร์เน็ต และการใช้ AI ตรวจสอบใบหน้า และการใช้การทูตในภูมิภาคเพื่อลดแรงกดดัน

นั่นทำให้ยังมีโอกาสน้อยที่จะได้เห็นรอยร้าวในหมู่ชนชั้นนำ เพราะทั้งรัฐสภาอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ยังคงจับมือกันเหนียวแน่นและแสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกัน

ล่มแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’

อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ของ เจเรมี โบเว่น บรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศของ BBC ที่เผยแพร่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดยใช้ประโยคคลาสสิกที่ว่า “ระบอบเผด็จการมักจะล่มสลายแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วจึงพังทลายลงอย่างฉับพลัน” ซึ่งท่อนนี้หยิบยืมมาจากบทประพันธ์ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่พูดถึงวิกฤต ‘ถังแตก’ หมดเนื้อหมดตัว ว่า gradually then suddenly.

โบเว่นบอกว่า แม้สถานการณ์ในอิหร่าน ณ ปัจจุบัน จะ ‘ยังไปไม่ถึงจุดนั้น’ แม้จะดูเหมือนมีความสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการประท้วงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอิหร่าน แสดงให้เห็นวิกฤตความชอบธรรมของคณะผู้นำ และสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ตัดขาดจากอุดมการณ์ของรัฐอิสลามอย่างสิ้นเชิง ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศเผชิญมาต่อเนื่องอันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ นำมาซึ่งปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง และอัตราว่างงานพุ่ง ส่งผลต่ออำนาจและความสามารถของรัฐบาลในการดูแลสวัสดิการประชาชนลดลง

ที่ต้องจับตาคือเรื่องของ ‘วิกฤตผู้นำ’

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 2 นับตั้งแต่อิหร่านปฏิวัติอิสลามและโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าชาห์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี เมื่อปี 1979 โดยเข้ารับตำแหน่งหลังการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี ผู้นำสูงสุดคนแรกในปี 1989 ปัจจุบัน ยังคงมีอำนาจสูงสุดในการสั่งการนโยบายสำคัญของประเทศทั้งหมด

ขณะนี้ คาเมเนอีอายุ 86 ปี แม้สุขภาพจะยังคงแข็งแรง แต่เริ่มมีการพูดถึงผู้นำคนต่อไปที่จะมารับไม้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิสราเอลลอบสังหารแกนนำคนสำคัญของอิหร่านและยกระดับการโจมตีนับตั้งแต่เปิดฉากทำสงครามในกาซาเมื่อปี 2023 ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้นำสูงสุด ย่อมทำให้อิหร่านเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย และในตอนนี้ ก็มีสัญญาณของความไม่ลงรอย เริ่มมีการเห็นต่างกันในกลุ่มผู้ปกครองว่าจะใช้วิธีปราบปราม หรือผ่อนปรน เพื่อรักษาอำนาจเอาไว้

หากเกิดความขัดแย้งภายในแย่งชิงอำนาจกันเอง นั่นอาจเป็นชนวนเหตุ ยิ่งหากทหารระดับล่างเริ่มปฏิเสธที่จะยิงประชาชน นั่นคือสัญญาณสุดท้ายของการล่มสลาย เหมือนที่โบเว่นเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตอย่าง การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน หรือ อาหรับสปริง ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะมั่นคงดีจนกระทั่ง ‘วินาทีที่มันไม่ใช่’

“ระบอบเผด็จการจะดูเหมือนแข็งแกร่งไร้เทียมทาน จนกระทั่งถึงวันที่มันดูเหมือนไม่เคยมีความมั่นคงเลย” คือมุมมองของโบเว่น ที่เห็นว่า อิหร่านในตอนนี้เหมือน ‘เขื่อนที่มีรอยร้าวซึมอยู่ทั่ว’ แม้แรงดันน้ำจะมหาศาลและรอยร้าวจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวโครงสร้างหลักยังคงยันเอาไว้ได้อยู่ และเรายังไม่เห็นสัญญาณของ ‘การพังทลายของเขื่อน’ ในเร็ววันนี้

แต่อนาคตข้างหน้า…ไม่แน่

โดย ดาโน โทนาลี

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่าการรักษาที่อาจช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก ซึ่งพัฒนามาจากพิษของแมงมุมที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ได้เข้าสู่การทดลองในมนุษย์แล้ว เป็นการศึกษาทางคลินิคระยะที่ 1 ในปัจจุบันจะประเมินความปลอดภัย ความทนต่อยา และขนาดยาที่เหมาะสมของไอบี409 (IB409) ซึ่งเป็นยานวัตกรรมที่พัฒนาจากโมเลกุลในพิษของแมงมุมใยกรวยออสเตรเลีย ที่อาศัยอยู่บนเกาะเฟรเซอร์ รัฐควีนส์แลนด์

ทีมวิจัยเชื่อว่า เอชไอ1เอ (Hi1a) โปรตีนที่สกัดจากพิษของแมงมุมใยกรวย สามารถช่วยลดความเสียหายต่อหัวใจและสมองระหว่างเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยการป้องกันการตายของเซลล์ที่เกิดจากภาวะขาดออกซิเจน

ซีอีโอของ อินเฟนซา ไบโอไซเอนซ์ (Infensa Bioscience) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่า หากการทดลองทางคลินิคระยะที่ 1 และระยะต่อๆ ไปของไอบี409 แสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อาจช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจหลายล้านคนทั่วโลกได้ ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มียาใดที่สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดจากภาวะดังกล่าวและโรคหลอดเลือดสมองได้