ไปต่อไม่ไหว ริชาร์ด แบรนสัน ปิดกิจการ เวอร์จิน ออร์บิต หลังภารกิจด้านอวกาศล้มเหลว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2696501

ไปต่อไม่ไหว ริชาร์ด แบรนสัน ปิดกิจการ เวอร์จิน ออร์บิต หลังภารกิจด้านอวกาศล้มเหลว

24 พ.ค. 2566 14:47 น.

ไปต่อไม่ไหว ริชาร์ด แบรนสัน ปิดกิจการ เวอร์จิน ออร์บิต หลังภารกิจด้านอวกาศล้มเหลว

เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ตัดสินใจปิดบริษัท เวอร์จิน ออร์บิตแล้ว หลังภารกิจส่งดาวเทียมประสบความล้มเหลวและขาดสภาพคล่อง โดยมีการขายกิจการหลายอย่างไปแล้ว

บริษัทเวอร์จิน ออร์บิต ในกลุ่มบริษัทเวอร์จิน ของนายริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ ได้ปิดกิจการลงแล้ว โดยมีการขายต่อทั้งจรวด และฐานปล่อยจรวด ให้แก่บริษัทที่สนใจ หลังจากเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทางบริษัทได้ปลดพนักงานจำนวนมาก เนื่องจากล้มเหลวในการระดมทุนครั้งใหม่ ในขณะที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาบริษัทเวอร์จิน ออร์บิต ได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลายในสหรัฐอเมริกา และเมื่อช่วงต้นปีนี้ จรวดเวอร์จิน ออร์บิต ประสบความล้มเหลวในภารกิจส่งดาวเทียมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติอังกฤษ

สำหรับสำนักงานใหญ่ของโรงงานผลิตจรวดเวอร์จิน ออร์บิต รวมทั้งอุปกรณ์ในการผลิตจรวดต่างๆ ถูกซื้อไปโดยบริษัทสตาร์อัพ ร็อกเก็ตแล็บ ด้วยมูลค่าราว 16.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเครื่องบินเจ็ตโบอิ้ง 747 ที่ถูกดัดแปลง ชื่อว่า คอสมิค เกิร์ล ถูกซื้อไปโดยบริษัทการบินและอวกาศ สตราโตลอนช์ ด้วยมูลค่า 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า บริษัทขนส่งอวกาศ ลอนเชอร์ อิงค์ ได้เข้ามาซื้อฐานปล่อยจรวดของ เวอร์จิน ออร์บิต ในทะเลทรายโมฮาวีด้วยมูลค่า 2.7 ล้านดอลลาร์

เวอร์จิน ออร์บิต ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 แต่ไม่เคยสร้างผลกำไรให้แก่ทางบริษัทเลย โดยเริ่มแรกทางบริษัทผลิตจรวดขนาดเล็กที่สามารถส่งดาวเทียมน้ำหนักเบาขึ้นสู่วงโคจรได้อย่างรวดเร็วและราคาถูก แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการส่งจรวดขึ้นสู่วงโคจรได้.

ที่มา : บีบีซี

ยอดประมูลนาฬิกา “จักรพรรดิองค์สุดท้าย” ของจีน ทะลุ 200 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2696491

ยอดประมูลนาฬิกา "จักรพรรดิองค์สุดท้าย" ของจีน ทะลุ 200 ล้านบาท

24 พ.ค. 2566 14:26 น.

ยอดประมูลนาฬิกา “จักรพรรดิองค์สุดท้าย” ของจีน ทะลุ 200 ล้านบาท

นาฬิกาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของ “อ้ายซิน เจวี๋ยโหล ผู่อี๋” จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงของจีน ซึ่งชีวิตของพระองค์เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์เรื่อง “เดอะ ลาสต์ เอมเพอเรอร์” ได้รับการประมูลไปในราคา 49 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 218.54 ล้านบาท ในการประมูลที่ฮ่องกงเมื่อวันอังคาร

นักสะสมชาวเอเชียที่อาศัยอยู่ในฮ่องกง ประมูลซื้อนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ผ่านทางโทรศัพท์ ในการประมูลที่จัดโดยสำนักประมูล ฟิลลิปส์ เอเชีย ขณะที่ราคาเคาะซื้อซึ่งไม่รวมค่าธรรมเนียมนายหน้าอยู่ที่ 40 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง 

โธมัส เปราซซี หัวหน้าฝ่ายประมูลนาฬิกาของ ฟิลลิปส์ เอเชีย กล่าวว่า นี่คือ “ราคาสูงสุด” สำหรับนาฬิกาข้อมือที่เคยเป็นขององค์จักรพรรดิ

ฟิลลิปส์ เอเชีย เปิดเผยว่า นาฬิกาเรือนนี้ถือเป็นนาฬิการุ่น “ปาเต็ก ฟิลิปป์ เรเฟอเรนซ์ 96 ควอนไทม์ ลูน” (Patek Philippe Reference 96 Quantieme Lune) 1 ใน 8 เรือน ซึ่งจักรพรรดิผู่อี๋มอบให้ล่ามภาษารัสเซียเป็นของขวัญเมื่อเขาถูกคุมขังโดยสหภาพโซเวียต โดยยอดประมูลนับว่าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ก่อนหน้านี้เคยมีนาฬิกาอีกหลายเรือนที่เป็นของจักรพรรดิซึ่งถูกนำมาประมูล ได้แก่ นาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ ซึ่งเป็นของ “ไฮเล เซลาสซี” จักรพรรดิเอธิโอเปียองค์สุดท้าย ซึ่งขายในราคา 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2560 ส่วนนาฬิกาโรเล็กซ์ ซึ่งเป็นของจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม ประมูลได้ 5 ล้านดอลลาร์ ในปี 2560

จักรพรรดิอ้ายซิน เจวี๋ยโหล ผู่อี๋ ประสูติในปี 2449 เป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงของจีน ซึ่งเริ่มขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 2 พรรษา

หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488 ผู่อี๋ถูกจับที่สนามบินเสิ่นหยางของจีน โดยกองทัพแดงของโซเวียต เขาถูกควบคุมตัวในฐานะเชลยศึก และถูกคุมขังในค่ายกักกันในเมืองคาบารอฟสค์ ประเทศรัสเซีย เป็นเวลาห้าปี

ฟิลลิปส์ เอเชีย กล่าวว่า ใช้เวลา 3 ปีในการศึกษาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกา นักประวัติศาสตร์ นักข่าว และนักวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นคว้าประวัติของนาฬิกาและตรวจสอบที่มาของนาฬิกา และระบุว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ ที่ดีที่สุดที่ผลิตขึ้นในขณะนั้น

รัสเซลล์ เวิร์คกิ้ง ผู้สื่อข่าวซึ่งสัมภาษณ์ นายจอร์จี เพิร์มยาคอฟ ล่ามของจักรพรรดิผู่อี๋ ในปี 2544 กล่าวว่า เขาได้มอบนาฬิกาให้กับเพิร์มยาคอฟ ในวันสุดท้ายของเขาในสหภาพโซเวียต ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวกลับจีนไม่นาน เวิร์คกิ้ง กล่าวว่า “สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาทำให้กับคนที่พิเศษสำหรับเขาในบางครั้ง”.

ผู้ว่าฯ ฟลอริดา เตรียมประกาศจุดยืนชิงผู้แทนรีพับลิกัน สู้ศึกชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2696431

ผู้ว่าฯ ฟลอริดา เตรียมประกาศจุดยืนชิงผู้แทนรีพับลิกัน สู้ศึกชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ

24 พ.ค. 2566 12:22 น.

ผู้ว่าฯ ฟลอริดา เตรียมประกาศจุดยืนชิงผู้แทนรีพับลิกัน สู้ศึกชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ

รอน เดอซานติส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา เตรียมประกาศในวันนี้ (24 พ.ค.) ว่าเขาเตรียมประกาศจุดยืนเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งในช่วงปลายปีหน้า ซึ่งทำให้เขาต้องชิงชัยกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทีมการเมืองของนายเดอซานติส ยืนยันว่า นายเดอซานติส จะประกาศข่าวดังกล่าวบนทวิตเตอร์ ในระหว่างการสนทนากับ นายอีลอน มัสก์ ซีอีโอของทวิตเตอร์ ในขณะเดียวกันเขาจะยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง เพื่อประกาศการลงสมัครรับเลือกตั้งของเขา

มัสก์ ยืนยันการปรากฏตัวของ เดอซานติส ทางเว็บคาสต์ ระหว่างการประชุมที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ลอลล์ สตรีท เจอร์นัล โดยกล่าวว่า เขาไม่ได้สนับสนุน นายเดอซานติส “ตอนนี้ผมยังไม่ได้วางแผนที่จะรับรองผู้สมัครคนใดเป็นพิเศษ แต่ผมสนใจที่จะให้ทวิตเตอร์เป็นพื้นที่ในการพูดคุย”

นายเดอซานติส ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฟลอริดาสมัยที่สอง เมื่อเดือนพฤศจิกายน ภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ดีขึ้นของเขาในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันและความสามารถในการระดมทุน ทำให้เขาเป็นคู่แข่งสำคัญของทรัมป์ในการเป็นผู้แทนพรรครีพับลิกัน

ทั้งเดอซานติสและทรัมป์ต่างเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด ในช่วง 4 ปีของทรัมป์ในทำเนียบขาว ทรัมป์รับรองเขาในระหว่างการหาเสียงครั้งแรกเพื่อชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ แต่หลังจากนั้น นายเดอซานติส ก็ได้สร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองของเขาเอง และในวัย 44 ปี เขาอาจเป็นตัวแทนของอนาคตของพรรคได้มากกว่าทรัมป์ในวัย 76 ปี

ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เดอซานติส แสดงการต่อต้านคำสั่งสวมหน้ากากอนามัยและการฉีดวัคซีน และเคยแสดงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อ นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมรับมือโควิด-19 ของรัฐบาล ทั้งในคณะบริหารของทรัมป์และไบเดน

เขาได้โต้แย้งว่า นโยบายของเขาทำให้รัฐฟลอริดาเกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากโรคระบาด ทำให้รัฐกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้อยู่อาศัยใหม่หลายแสนคน นอกจากนั้นฟลอริดายังมีอัตราการมีงานทำสูงสุดในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา

การประกาศของ นายเดอซานติส จะมีขึ้นในวันแรกของการระดมทุนในเมืองไมอามี ซึ่งผู้สนับสนุนของเขาจะได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับแคมเปญการหาเสียงที่กำลังจะเกิดขึ้น

การดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฟลอริดาของเขาได้นำไปสู่การขยายกฎหมายการครอบครองปืน บังคับใช้ข้อจำกัดเรื่องเพศ และการศึกษาอัตลักษณ์ทางเพศในโรงเรียนของรัฐ และนำมาซึ่งข้อจำกัดใหม่เกี่ยวกับการทำแท้ง เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเขามุ่งเป้าไปที่การวิพากษ์วิจารณ์อดีตประธานาธิบดีทรัมป์อย่างคลุมเครือ โดยกล่าวว่า การปกครองไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับ “การสร้างแบรนด์ หรือการพูดคุยทางโซเชียลมีเดีย”

นายทรัมป์ ใช้แพลตฟอร์ม “ทรูธ โซเชียล” ของตัวเองในการเปิดฉากโจมตี นายเดอซานติส อยู่บ่อยครั้ง และแทบไม่ได้ใช้ทวิตเตอร์ในการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ซึ่งอาจทำให้แคมเปญการหาเสียงของ นายเดอซานติส มีโอกาสเข้าถึงคนส่วนใหญ่มากขึ้น.

กรมชลฯคุมเข้มบริหารน้ำ พื้นที่ภาคใต้ตอนกลางให้เพียงพอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732972

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายก่อพงษ์ เจ้ยแก้ว ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 15 กรมชลประทาน กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2565/66 ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนกลาง คือ จ.นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และภูเก็ต ว่า ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสำนักงานชลประทานที่ 15 ได้นำ 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง 2565/2566 และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ปี 2566 เป็นแนวทางในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง

โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1.ด้านน้ำต้นทุน ทำการพิจารณาเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งและจัดหาแหล่งน้ำสำรองกรณีขาดแคลนน้ำ 2.ด้านความต้องการใช้น้ำ กำหนดแผนจัดสรรน้ำ เตรียมความพร้อมพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตรโดยส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชเพื่อลดการใช้น้ำ และนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในทางน้ำชลประทานสายหลัก ส่งผลให้พืชฤดูแล้งและพืชเศรษฐกิจ เช่น สวนส้มโอทับทิมสยาม เกรดพรีเมียม รอดพ้นความเสียหาย และ 3.ด้านการบริหารจัดการ เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำสร้างการรับรู้ สถานการณ์และแผนบริหารจัดการน้ำ และติดตามประเมินผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน

อย่างไรก็ดี ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังที่ได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้เกษตรกรที่ทำการปลูกข้าวนาปีหลังน้ำลดในพื้นที่ อ.ชะอวด อ.หัวไทร อ.เชียรใหญ่ และ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับผลกระทบ ข้าวที่ปลูกไว้ขาดแคลนน้ำ จึงพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ สูบน้ำจากแม่น้ำสายหลักคือ แม่น้ำปากพนัง และคลองชะอวด-แพรกเมือง เข้าสู่คลองสายย่อย เพื่อให้เกษตรกรสามารถสูบน้ำเข้าสู่แปลงนา ให้ข้าวที่กำลังขาดแคลนน้ำและการสูบน้ำเพื่อป้องกันไพไหม้ป่าพระควนเคร็งปัจจุบันดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไปแล้ว75 เครื่อง ปริมาณน้ำที่สูบสะสม 4.6 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือเกษตรกรนาข้าวได้ประมาณ 40,000 ไร่

“พื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูแล้ง แม้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในพื้นที่ 5 จังหวัด 14 แห่ง มีปริมาณน้ำเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี
แต่ยังจะบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต และสร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าเพื่อประโยชน์ในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน” นายก่อพงษ์ กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนที่ 2566 ได้วาง 4 แนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ 1.คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัย 2.กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ วัชพืชในลำคลองต่างๆ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ระบบชลประทาน และ 4.เตรียมพร้อมเครื่องมือเครื่องจักร ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำ สามารถป้องกันภัยที่จะเกิดจากน้ำล่วงหน้า และที่ผ่านมาไม่มีสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายภายในพื้นที่ พร้อมกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ฤดูแล้งปี 2565-2566 ด้วย

กรมข้าวชวนชาวนากทม.ทำBCGโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732973

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายอภิชาติ เนินพลับ ผู้เชี่ยวชาญด้านปรับปรุงพันธุ์ข้าว น.ส.กิตติมา รักโสภา รักษาราชการ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง และคณะ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน และรับฟังปัญหาอุปสรรคของพี่น้องเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ลาดกระบัง กทม.พร้อมกับพบปะหารือกับนายยงยุทธ เทียนรุ่งเรือง ประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด (กทม.) และสมาชิก5 ศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนลำกระดาน ศูนย์ข้าวชุมชนลำมดตะนอยสร้างสรรค์ ศูนย์ข้าวชุมชนลำผักชีก้าวหน้า ศูนย์ข้าวชุมชนคลองสิบและศูนย์ข้าวชุมชนแขวงขุมทอง

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า ได้พบปะหารือกับประธานศูนย์ข้าวชุมชนและพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมรับฟังปัญหาอุปสรรคของพี่น้องเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชน และเชิญชวนให้หันมาปลูกข้าวรักษ์โลกตามแบบ BCG Model ซึ่งเป็นการปลูกข้าวปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยแนะให้ใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายตอซังฟางข้าว ลดการเผาที่อาจเป็นปัญหาเรื่องหมอกควัน รวมถึงจุลินทรีย์ช่วยลดการใช้สารเคมี ที่จะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ นอกจากนี้ยังนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา ซึ่งจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดภาวะโลกร้อน เน้นย้ำการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนา

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้เยี่ยมศูนย์ข้าวชุมชนแขวงขุมทอง เขตลาดกระบัง ซึ่งมีนายประเมิน สวนสมุทร ประธานศูนย์ข้าวชุมชนฯ ให้การต้อนรับ โดยมีสมาชิกทั้งสิ้น 20 ราย พื้นที่ 200 ไร่ปลูกข้าวพันธุ์ กข41 และพิษณุโลก 2 และเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)

รองปลัดฯร่วมวงถก จับมือไทย-เยอรมัน รับการเปลี่ยนแปลง ด้านสภาพภูมิอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732975

รองปลัดฯร่วมวงถก  จับมือไทย-เยอรมัน  รับการเปลี่ยนแปลง  ด้านสภาพภูมิอากาศ

รองปลัดฯร่วมวงถก จับมือไทย-เยอรมัน รับการเปลี่ยนแปลง ด้านสภาพภูมิอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมมือ : นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมเชิงปฏิบัติการวางแผนดำเนินโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai – German Cooperation on Energy, Mobility,and Climate : TGC-EMC) พร้อมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวางแผนการดำเนินการโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai – German Cooperation on Energy, Mobility, and Climate : TGC-EMC) ภาคส่วนพลังงานชีวมวล พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC-EMC) ภาคส่วนพลังงานชีวมวล ร่วมกับหน่วยงานภาคี ในการส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางเกษตรไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกของไทยและลดปัญหาการเผาในที่โล่ง ซึ่งโครงการ TGC-EMC เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเยอรมัน ประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ พลังงานชีวมวล พลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรม การขนส่งและการเงิน สำหรับภาคส่วนพลังงานชีวมวล โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร เป็นหน่วยประสานหลัก ร่วมกับภาคส่วนอื่นของโครงการ ตลอดจนเป็นหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคีของภาคส่วนชีวมวล ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย

เกษตรฯร่วมประชุมอสป. พิจารณา6ประเด็นสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการองค์การสะพานปลา (อสป.) ครั้งที่ 3/2566 ในฐานะกรรมการ (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โดยมีนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ เป็นประธานการประชุมฯ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ทบทวนโครงการตามแผนวิสาหกิจองค์การสะพานปลา พ.ศ. 2566 – 2570 และ FMO Biz Agenda, 2.แผนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการและบันทึกข้อตกลงประเมินผลการดำเนินงานขององค์การสะพานปลา ประจำปี 2566 ไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2, 3.แผนปฏิบัติการส่งเสริมค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรด้านนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566, 4.ขอความเห็นชอบระเบียบองค์การสะพานปลา ว่าด้วยการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของส่วนงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566, 5.การขอใช้พื้นที่เพื่อเป็นท่าเทียบเรือโดยสารแบบทุ่นลอยที่ท่าเทียบเรือประมงสตูล และ 6.การคืนพื้นที่ให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ท่าเทียบเรือประมงสตูล

เปิดลงทะเบียนสมัครขายคาร์บอนเครดิต ในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732906

เปิดลงทะเบียนสมัครขายคาร์บอนเครดิต ในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

เปิดลงทะเบียนสมัครขายคาร์บอนเครดิต ในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.59 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ด้วยกรมการข้าวจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตด้านเกษตร สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2566 ที่ส่วนกลางจะจัดขึ้นในวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2566 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และในส่วนของภูมิภาค ในปีนี้จัดขึ้นทั้งหมด 2 แห่ง ประกอบด้วย การจัดงานในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จัดขึ้นที่ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก  ในวันที่ 16 – 17 มิถุนายน 2566 และการจัดงานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จัดขึ้นที่ Korat Hall ชั้น 4 เซ็นทรัล นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 22 – 23 มิถุนายน 2566

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพ ที่บางส่วนมีสาเหตุมาจากการเผาพื้นที่ทำกินในการทำการเกษตร เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก นอกจากนั้นยังส่งผลต่อชั้นบรรยากาศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผา ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และเกิดปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายจังหวัด

“ผมให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นการจัดงานทั้ง 3 แห่ง จึงได้เปิดโอกาสให้ชาวนา ผู้ที่สนใจ ได้รับความรู้ในเรื่องคาร์บอนเครดิต ซึ่งสามารถขายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง โดยกรมการข้าวจะเปิดให้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เพื่อขายคาร์บอนเครดิต ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ในบริเวณการจัดงานทั้ง 3 แห่ง คาร์บอนเครดิต เป็นสิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถวัดปริมาณและสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ  โดย เปิดบัญชี T-VER credit กับ อบก. และซื้อขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter: OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการที่ต้องการขายคาร์บอนเครดิตของตนโดยไม่ผ่านตลาด”

ที่ผ่านมา กรมการข้าวได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันมาโดยตลอด จึงมอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เข้ามาส่งเสริม ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวนาในเรื่องของคาร์บอนเครดิต เพื่อทำความเข้าใจถึงคำว่าคาร์บอนเครดิต สร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาจะได้รับหากมีการทำคาร์บอนเครดิตขึ้น ตลอดจนประโยชน์ของตลาดคาร์บอนเครดิตที่พี่น้องชาวนาจะได้รับ

อธิบดีกรมข้าว สั่งตรวจสอบ 2 โครงการใหญ่ส่อทุจริต หลังพบกลิ่นไม่โปร่งใส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732890

อธิบดีกรมข้าว สั่งตรวจสอบ 2 โครงการใหญ่ส่อทุจริต หลังพบกลิ่นไม่โปร่งใส

อธิบดีกรมข้าว สั่งตรวจสอบ 2 โครงการใหญ่ส่อทุจริต หลังพบกลิ่นไม่โปร่งใส

วันพุธ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.05 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในปี 2566 กรมการข้าวได้ดำเนินงานโครงการที่สำคัญ 2 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG MODEL และโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566  โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการร้องเรียนมายังอธิบดีกรมการข้าวถึงการดำเนินงานที่ผ่านมาของโครงการทั้ง 2 โครงการ โดยโครงการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG MODEL พบว่าได้มีการนำชื่ออธิบดีกรมการข้าวไปแอบอ้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ว่ามีการให้ซื้อเครื่องจักรตามที่อธิบดีกรมการข้าวกำหนด ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ประกอบการด้านเกษตรกรรมหลายรายได้รับผลกระทบ

โดยข้อเท็จจริงนั้นอธิบดีกรมการข้าวได้มีข้อสั่งการไปยังศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการว่า ควรเลือกซื้อเครื่องมือทางการเกษตรในการทำนาโดยให้คำนึงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือ เครื่องจักร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และตรงตามความประสงค์ที่แท้จริงของศูนย์ข้าวชุมชน นอกจากนั้นเครื่องมือที่จะจัดซื้อควรต้องมีศูนย์บริการหลังการขายในพื้นที่ เพื่อให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุง และที่สำคัญควรมีการรับประกันอย่างน้อย 1 – 2 ปี ดังนั้นจึงขอฝากไปยังประธานศูนย์ข้าวชุมชนทุกศูนย์ว่าอย่าหลงเชื่อ หากมีผู้ใดนำชื่ออธิบดีกรมการข้าวไปแอบอ้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในการหลอกลวงให้มาซื้อเครื่องจักรของตน     

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งโครงการที่ได้ถูกร้องเรียนมายังอธิบดีกรมการข้าวด้วยเช่นกัน คือ โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ที่มีการร้องเรียนว่า มีการเบิกจ่ายเมล็ดพันธุ์เกินสิทธิกว่าที่เกษตรกรจะได้รับ อีกทั้งมีเกษตรกรที่มีชื่อรับเมล็ดพันธุ์แต่กลับไม่ได้รับเมล็ดพันธุ์ อธิบดีกรมการข้าวจึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วให้รายงานผลมายังอธิบดีกรมการข้าวภายใน 15 วัน ซึ่งหากพบว่ามีการทุจริตจริง จะดำเนินการตามกฏหมายทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญาต่อไป      

“ตนเองขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า กรมการข้าวมีความต้องการให้พี่น้องเกษตรกรชาวนา ได้รับผลประโยชน์จากโครงการต่างๆให้มากที่สุด ซึ่งกรมการข้าวเคยตรวจพบและดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับกรณีทุจริตการยักยอกเงินค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียนบุตรของเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอนมาแล้ว ซึ่งตนเองจะไม่ยอมให้เกิดการทุจริตใดๆขึ้นอีก 

ดังนั้นโครงการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG MODEL และโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ตนเองจะทำให้เกิดความโปร่งใส เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ได้รับเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีมีคุณภาพ ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า สามารถลดต้นทุนการผลิตได้จริง โดยหากพบว่าในโครงการใดการมีการทุจริตเกิดขึ้น กรมการข้าวจะดำเนินการตามกฏหมายอย่างเด็ดขาด ย้ำ ฟันไม่เลี้ยง” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

โลตัส ลงนาม MOU จับมือ BEDO กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าลดขยะอาหารให้เป็นศูนย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733071

โลตัส ลงนาม MOU จับมือ BEDO กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าลดขยะอาหารให้เป็นศูนย์

โลตัส ลงนาม MOU จับมือ BEDO กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าลดขยะอาหารให้เป็นศูนย์

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.31 น.

โลตัส ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือเบโด้ (BEDO)สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือต่อยอดโครงการเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีน (Black Soldier Fly – BSF)สำหรับเป็นอาหารสัตว์ทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนอาหารเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกร โดยโลตัส จะบริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดจากสาขาเพื่อใช้เป็นอาหารในการเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีน เดินหน้าสู่เป้าหมายลดขยะอาหารให้เป็นศูนย์ (Zero Food Waste) ภายในปี ค.ศ. 2030

ดร.อภิรักษ์ เดชวรสิทธิ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานกลยุทธ์และสนับสนุนธุรกิจ โลตัสกล่าวว่า “โลตัส ได้วางแผนงานด้านความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจค้าปลีก ภายใต้กลยุทธ์ “Vision 2030. Actions every day.” มุ่งเน้นการขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกวัน ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมที่โลตัสมุ่งดำเนินการ โดยเรามีเป้าหมายลดขยะอาหารให้เป็นศูนย์ (Zero Food Wase) ภายในปี ค.ศ. 2030 ผ่านการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ในส่วนของการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินที่จำหน่ายไม่หมดในสาขา โลตัส เริ่มดำเนินโครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยบริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดแต่ยังรับประทานได้ให้กับผู้ยากไร้และองค์กรการกุศลส่วนอาหารที่รับประทานไม่ได้แล้วจะถูกบริจาคเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ในปี พ.ศ. 2565 โลตัส ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำร่องโครงการเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีนโดยบริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมด อาทิ ผัก ผลไม้ อาหารปรุงสำเร็จให้เกษตรกรในเครือข่ายมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อใช้เป็นอาหารเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีน ซึ่งถือเป็นแมลงเศรษฐกิจ ใช้ทดแทนอาหารสัตว์สำเร็จรูป สามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้กว่า 50% นอกจากนี้ มูลหนอนและซากแมลง ก็ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ด้วยเช่นกัน จากความสำเร็จของโครงการดังกล่าว โลตัส มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะขยายความร่วมมือกับภาครัฐ โดยลงนามบันทึกข้อตกลงกับ BEDOขยายผลการถ่ายทอดองค์ความรู้โครงการเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีน เพื่อถ่ายทอดความรู้ ขยายเครือข่ายเกษตรกรเพิ่ม นำร่องใน10 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานีร้อยเอ็ดมหาสารคามศรีสะเกษอยุธยาปทุมธานีกาญจนบุรีจันทบุรีสุราษฎร์ธานี และเพชรบูรณ์ ซึ่งมีสาขาของโลตัสทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิซูเปอร์มาร์เก็ตตั้งอยู่กว่า 400 สาขา ที่จะมีศักยภาพในการบริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดให้กับเครือข่ายเกษตรกร”

นางสุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.) กล่าวว่า “ความร่วมมือกับโลตัสในครั้งนี้ สอดคล้องกับพันธกิจของBEDO ที่มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างรายได้ตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ ขับเคลื่อนนวัตกรรมจากผลงานวิจัยไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วยการนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนโดยการใช้ชุดความรู้ที่พัฒนาจาก BEDO ร่วมกับภาควิชาการไปพร้อมกัน ซึ่งโครงการเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีนของโลตัส นับเป็นโครงการต้นแบบของห้างค้าปลีกในการบริหารจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มมูลค่าจากขยะให้กลายเป็นอาหารสัตว์ทางการเกษตร ลดปัญหาการเกิดขยะอาหาร  ลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ในระดับชุมชุนได้โดยBEDO จะมีส่วนร่วมขยายผลการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตแมลงโปรตีนสำหรับเป็นอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ในระดับชุมชน ขยายเครือข่ายเกษตรกร และให้คำแนะนำในการเลี้ยงแมลงโปรตีนในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมเตรียมขยายผลโครงการเพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อไป”