ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คร่าแล้ว 8 ศพในเวียดนาม-ไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มอีก

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คร่าแล้ว 8 ศพในเวียดนาม-ไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มอีก

27 ส.ค. 2568 22:06 น.

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คร่าแล้ว 8 ศพในเวียดนาม-ไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มอีก

อิทธิพลของไต้ฝุ่นคาจิกิ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพทั้งในเวียดนามและประเทศไทย โดยพยากรณ์อากาศของเวียดนามเตือนว่า อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเพิ่มขึ้นอีก

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) รายงานเมื่อ 27 ส.ค. 2568 ว่า อิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ แบ่งเป็นในเวียดนาม 7 ศพ และในประเทศไทยอีก 1 ศพ ขณะที่ทางการเวียดนามเตือนว่าจะมีน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเพิ่มเติมอีก

ไต้ฝุ่นคาจิกิขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน แต่อิทธิพลของมันยังคงทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ของเวียดนามและไทย

CNA รายงานอ้างการเปิดเผยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของไทยว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มใน 8 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนมากกว่า 180 หลัง

ส่วนที่เวียดนาม น้ำท่วมที่เกิดจากอิทธิพลของพายุคาจิกิไหลเข้าท่วมและสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและอาคารต่างๆ มากกว่า 10,000 หลัง นาข้าวกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ถูกน้ำท่วมมากกว่า 86 เฮกตาร์ (ราว 537.5 ไร่) นอกจากนั้น เสาไฟฟ้าหลายต้นยังหักโค่น ทำให้เกิดไฟดับกระทบประชาชน 1.6 ล้านคนในจังหวัดห่าติ๋ญและเงียอาน

ท้องถนนในกรุงฮานอยก็ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก เนื่องจากยังคงมีฝนตกหนัก ในขณะที่เมืองหลวงของเวียดนามแห่งนี้กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดงานสวนสนามวันชาติที่ใหญ่ที่สุดในสัปดาห์หน้า เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 80 ปี การประกาศอิสรภาพ

สำนักงานพยากรณ์อากาศของเวียดนามคาดการณ์ว่า จังหวัดทางเหนือของประเทศจะเผชิญกับฝนตกหนักเพิ่มอีก โดยบางพื้นที่จะได้รับน้ำฝนสูงสุด 70 มม.ภายในเวลา 3-6 ชั่วโมง มีโอกาสเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เคียงข้างทุกวิกฤติ! กรมชลฯเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน ป้องกันน้ำท่วมหลายพื้นที่

เคียงข้างทุกวิกฤติ! กรมชลฯเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน ป้องกันน้ำท่วมหลายพื้นที่

เคียงข้างทุกวิกฤติ! กรมชลฯเดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยประชาชน ป้องกันน้ำท่วมหลายพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

กรมชลประทานเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำ เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและเร่งระบายน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดในหลายพื้นที่ อาทิ

– โครงการชลประทานน่าน บริเวณ ท่าสูบใต้สะพานภาคเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

– โครงการชลประทานแพร่ บริเวณ ประตูน้ำข้างวัดสวรรคนิเวศ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ , บริเวณ อ่างเก็บน้ำแม่ถาง ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

– สำนักงานชลประทานที่ 3 บริเวณ ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก , บริเวณ หมู่ที่ 7 บ้านท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร และบริเวณคลองระบายน้ำ DR.2-138L หมู่ที่ 7 บ้านท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

– สำนักงานชลประทานที่ 6 บริเวณ จุดติดตั้ง คลองระบายน้ำบึงทุ่งสร้าง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น บริเวณ หจก ตงจิตพืชผล จำกัด และบริเวณ หน้าที่ทำการไปรษณีย์ หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านชวน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ

– สำนักงานชลประทานที่ 9 บริเวณ อ่างเก็บน้ำด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

– สำนักงานชลประทานที่ 10 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล บริเวณ หมู่ 8 ตำบลน้ำเต้า อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หากพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460

– 006

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันนี้ (27 สิงหาคม 2568) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายนรเศรษฐ สองทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 นายไพโรจน์ เตชะเจริญสุขจีระ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 นายสุรชัย หลักทองคำ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี นายสุนัย กุณฑลจินดา ผู้อำนวยการส่วนกิจกรรมพิเศษ กองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และคณะ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการศึกษาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมทั้งพระราชทานสิ่งของแก่ครูใหญ่และผู้แทนนักเรียนชาย – หญิง นอกจากนี้ ยังพระราชทานพันธุ์ไม้ผล ได้แก่ ต้นขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ และเมล็ดพันธุ์ผักแก่ผู้แทนชาวบ้าน

สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากใช้น้ำจากห้วยสะตือและใช้เครื่องสูบน้ำที่มีค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงสูง ระบบท่อซีเมนต์ใยหินที่ใช้งานมานานเกิดชำรุดทำให้น้ำไหลได้น้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของครูและนักเรียน กรมชลประทานจึงได้ปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำใหม่เป็นท่อพีวีซี ระยะทางรวม 6.68 กิโลเมตร ก่อสร้างถังเก็บน้ำขนาด 780 และ 480 ลูกบาศก์เมตร ซ่อมแซมตอม่อระบบท่อส่งน้ำ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำที่ฝายหุบเสือโฮกด้วยการยกความสูงสันฝายเป็น 3 เมตร ความยาว 18 เมตร ทำให้โรงเรียนมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ ลดภาระค่าใช้จ่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียน ครู และชุมชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาจ้าว ตำบลเขาจ้าว อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพระราชทานสิ่งของแก่ครูใหญ่และผู้แทนนักเรียนชาย – หญิง รวมทั้งพระราชทานพันธุ์ไม้ผล ได้แก่ ต้นมะพร้าวพันธุ์น้ำหอม และเมล็ดพันธุ์ผักแก่ผู้แทนชาวบ้าน

ทั้งนี้ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาจ้าว ประสบปัญหาสระเก็บน้ำภายในโรงเรียนทรุดโทรมและรั่วซึม ส่งผลต่อการกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน กรมชลประทานจึงได้จัดทำแผนการปรับปรุงสระเก็บน้ำ เพื่อให้โรงเรียนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอต่อไป

– 006

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.37 น.

กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเวทีโชว์พลังผลงานวิจัยพัฒนาดินไทยด้วยนวัตกรรมสู่เกษตรไทยยั่งยืน

27 สิงหาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “ดินนำ น้ำตาม นวัตกรรมก้าวล้ำ นำสู่เกษตรไทยยั่งยืน” โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวรายงาน นายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ผู้แทนหน่วยงานภาคี นักวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน  ซึ่งจัดงานระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ พิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการบริหารจัดการที่ดิน ที่ผ่านมามีการนำผลงานวิชาการและองค์ความรู้จากผลงานวิจัยกรมพัฒนาที่ดินที่สำคัญไปใช้ประโยชน์ในเชิงประจักษ์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงฯ และช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยหลักการ “ดินนำ น้ำตาม” ด้วยการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดิน พัฒนาที่ดินด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ให้เกษตรกรสามารถจัดการดินได้เหมาะสมกับพืช รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา โดยมีเครือข่ายหมอดินอาสาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงาน เสริมสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและจัดการที่ดิน รองรับเกษตรสมัยใหม่ และสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพเกษตร

และหลักการ “นวัตกรรมก้าวล้ำ” ที่สร้างนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ในพื้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการดิน ลดผลกระทบจากภัยพิบัติภาคการเกษตร เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ปัญหาหมอกควัน หรือฝุ่น PM 2.5 ต่อยอดนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตั้งรับ ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ โดยนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรดิน รวมถึงหลักการ “นำสู่เกษตรไทยอย่างยั่งยืน” ที่ส่งเสริมและขยายผลงานวิจัย โดยเฉพาะงานวิจัยเชิงบูรณาการร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่พื้นที่ก่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาของภาคการเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการขับเคลื่อนภารกิจ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 9 นโยบายที่สำคัญ พร้อมทั้งส่งเสริมมาตรการเพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน และเสริมความแข็งแกร่งให้เกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้มีการนำเสนอผลงานวิชาการดีเด่นในสาขาต่าง ๆ และเป็นเวทีพบปะของนักวิชาการกรมฯ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านงานวิจัย ให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาเครือข่ายงานวิจัยร่วมกัน ภายในงานมีกิจกรรม อาทิ การบรรยายพิเศษและการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อที่เป็นประเด็นสำคัญทางด้านการพัฒนาที่ดินและทางด้านการเกษตร รวมทั้งการนำเสนอผลงานวิชาการดีเด่น ภาคบรรยาย และภาคนิทรรศการ โดยแบ่งตามสาขาวิชาการ 7 สาขา ได้แก่ สาขาอนุรักษ์ดินและน้ำ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน สาขาการจัดการดินปัญหา สาขาปรับปรุงบำรุงดิน สาขาจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรดิน/ที่ดินและการประยุกต์ใช้ สาขาวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม สาขานโยบายเศรษฐสังคมและการบริหารจัดการภาครัฐซึ่งผลงานวิจัยสาขาต่าง ๆ จะนำไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่ของเกษตรกร ถ่ายทอดเป็นความรู้แก่เกษตรกรโดยนักวิชาการของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด และหมอดินอาสา นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดให้มีการสร้างสัมพันธภาพและเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรดินและที่ดินเป็นส่วนสำคัญในการลดต้นทุนและพัฒนาเกษตรกรให้สามารถแบ่งปันได้ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ตามนโยบายของกระทรวงฯ ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจนวัตกรรมและเทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดินที่น่าสนใจ สามารถไปเยี่ยมชมได้ที่งานวันดินโลก ปี 2568 “Healthy soils for healthy cities ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” ระหว่างวันที่ 5-9 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.55 น.

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ กรมปศุสัตว์ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานเนื้อสัตว์ หนุนช่องทางจัดจำหน่าย พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ 

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร – โลตัส” ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับกรมปศุสัตว์ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านการส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายที่เป็นธรรม ควบคู่การพัฒนาคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการยกระดับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ((Traceability System) และการรับรองมาตรฐานคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า “จากสถานการณ์ราคาสินค้าปศุสัตว์ที่ตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร จึงร่วมมือกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายเนื้อโคพร้อมยกระดับมาตรฐานและพัฒนาคุณภาพสินค้า รวมทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย”

นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “ซีพี แอ็กซ์ตร้า ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตอาหารที่ปลอดภัย  และการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่มั่นคง  ตามแนวทางแพลตฟอร์มแห่งโอกาส  ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพสินค้าอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  ผ่านการนำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ i-Trace มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดในคุณภาพ”

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาสินค้าปศุสัตว์ตกต่ำ และสนับสนุนเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย ผ่านการส่งเสริมช่องทางการตลาด การพัฒนากระบวนการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการรับรองมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ในงานนี้ ได้มีการแนะนำระบบ “iTrace” (ไอ-เทรซ) ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า  เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค โดยเพียงสแกน QR Code บนสินค้า ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ตั้งแต่แหล่งผลิต โรงตัดแต่ง โรงคัดบรรจุ จนถึงข้อมูลโภชนาการ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสของห่วงโซ่อาหารไทย ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ แต่ยังส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืน 

ความร่วมมือนี้ ตอกย้ำบทบาทของซีพี แอ็กซ์ตร้า ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกที่ขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานอาหาร การสนับสนุนเกษตรกรไทย และการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อความโปร่งใสและความยั่งยืนของห่วงโซ่อาหารไทย

MAEWKHOO เปิดตัว‘Earth Is Not My Home’ คอลเลคชั่นแฟชั่นผ้าไทยสายดื้อ ที่กล้าคิดต่าง ออกนอกกรอบเดิม

MAEWKHOO เปิดตัว‘Earth Is Not My Home’ คอลเลคชั่นแฟชั่นผ้าไทยสายดื้อ ที่กล้าคิดต่าง ออกนอกกรอบเดิม

MAEWKHOO เปิดตัว‘Earth Is Not My Home’ คอลเลคชั่นแฟชั่นผ้าไทยสายดื้อ ที่กล้าคิดต่าง ออกนอกกรอบเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นการเปิดตัวเสื้อผ้าผู้หญิงครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมเป้าหมายสำคัญในการฉีกกรอบภาพลักษณ์ดั้งเดิมของ “ผ้าไหมไทย”  ผ่านแนวคิดและข้อสงสัย สภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร “เมื่อมนุษย์ต้องย้ายถิ่นฐานไปยังดาวดวงอื่น”  พร้อมการตั้งคำถามสำคัญ เราจะนำอะไรติดตัวไปพร้อมกับการเดินทางสู่จักรวาลใหม่ในครั้งนี้? สำหรับ MAEWKHOO คำตอบคือ ความเป็นตัวเอง ศิลปะ และวัฒนธรรม

คอลเลกชัน Earth Is Not My Home ได้นำเสนอทั้งสามคำตอบ ผ่านการเลือกใช้ผ้าไหมไทยที่ผสมผสานเข้ากับโครงชุดแนว Futuristic สะท้อนให้เห็นถึงความเซ็กซี่ตามฉบับของแบรนด์
ไม่ว่าจะเป็นลุคจัดจ้านที่หยิบเอาบอดี้สูทมาจับคู่กับ Sheer Dress ผ้าไหมไทย ไปจนถึงไอเท็มซิกเนเจอร์ Thaiwaiian shirt ลายใหม่ ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงศิลปะและวัฒนธรรม ในแนวคิดของ MAEWKHOO

คอนเซ็ปต์และงานออกแบบทั้งหมดในคอลเลกชันนี้รังสรรค์โดยทีม MAEWKHOO นำโดย เดนนิส คาร์ลสัน ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และ CEO ของแบรนด์ ผู้ผลักดันแฟชั่นไทยสายดื้อให้ออกนอกกรอบเดิม และแสดงให้เห็นว่าผ้าไทยสามารถ “สุด” และ “ไปได้ไกล” หากอยู่ในมือของคนที่กล้าคิดต่าง

งานเปิดตัวคอลเลกชัน จัดขึ้นที่ร้าน Tahona ชั้น 33 โรงแรม Intercontinental ซึ่งโดดเด่นด้วยงาน interior สุดล้ำ ราวกับอยู่นอกโลก เสริมภาพลักษณ์ของคอลเลกชันให้ทรงพลังยิ่งขึ้น

ตามไปอัพเดทคอบเลคชั่น Earth Is Not My Home  ได้ที่ Instagram: @maewkhooWebsite: www.maewkhoo.com และ Line: @maewkhoo

กรมวิทย์ฯ จัดงาน ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2’ ตั้งเป้าคนไทยห่างไกล NCDs ‘กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี’

กรมวิทย์ฯ จัดงาน ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2’   ตั้งเป้าคนไทยห่างไกล NCDs ‘กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี’

กรมวิทย์ฯ จัดงาน ‘มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2’ ตั้งเป้าคนไทยห่างไกล NCDs ‘กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2” ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยสู่สากล คนไทยห่างไกล NCDs กินเป็นไม่ป่วย สวยหล่ออายุยืน 100 ปี แสดงนิทรรศการและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนด้านอาหาร เครื่องสำอางผสมสมุนไพร ที่ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมมอบประกาศนียบัตรผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาและผ่านเกณฑ์ผลิตภัณฑ์คุณภาพของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 98 ผลิตภัณฑ์ โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน  นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์พงศธร พอกเพิ่มดี นายแพทย์มณเทียร คณาสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ ประชาชนร่วมงาน ณ MCC Hall ชั้น 4 เดอะมอลล์งามวงศ์วาน

สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายที่จะเพิ่มศักยภาพ อสม. ในการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกในชุมชน รวมถึงการยกระดับภูมิปัญญาไทยสมุนไพรไทย  เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับ กิจกรรมหลักในการพัฒนางานวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนทั้ง 2 ด้าน  คือ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค  ผ่าน อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน กว่า 35,000 คน และด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง และสมุนไพร เชื่อว่างานครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน หรือ SMEs  ให้สามารถพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และขอขอบคุณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีความปลอดภัย และดูแลสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญที่อยากเห็นคนไทย “กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี”

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีภารกิจศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาความรู้และเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่นำไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันการเกิดโรคและเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพ รวมถึงพัฒนาคุณภาพและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP/SMEs โดยใช้ข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ได้มาตรฐาน และสร้างโอกาสการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (DMSc Product) รวมทั้งสิ้น 829 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1. ประเภท Safety Product รวม 441 ผลิตภัณฑ์ 2. ประเภท Smart Product รวม 309 ผลิตภัณฑ์ 3. ประเภท Sustainable Smart Product รวม 37 ผลิตภัณฑ์ และ 4. ประเภท DMSc Initiative Product รวม 42 ผลิตภัณฑ์

สำหรับการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน ครั้งที่ 2 มีการแสดงนิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้รับ  การพัฒนากับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากห้องปฏิบัติการ จากทุกภาครวมกว่า 100 ร้านค้า ทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสมุนไพร ภายใต้แนวคิด “กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน 100 ปี”รวมทั้งมีการเสวนาให้ความรู้เส้นทางสร้างแบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพ ถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิคการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ มีการเสวนา เรื่อง “กินเป็น เลือกได้ ห่างไกล NCDs” ซึ่งจะสอนนับคาร์บ หรือการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันให้กับผู้ร่วมงานเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพแก่ประชาชน ควบคู่กับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

บำรุงราษฎร์เปิดตัวนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทางเลือกใหม่! รักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ

บำรุงราษฎร์เปิดตัวนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทางเลือกใหม่! รักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ

บำรุงราษฎร์เปิดตัวนวัตกรรมกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทางเลือกใหม่! รักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการนอน แต่คือภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของผู้คนทั่วโลก จากข้อมูลวารสาร The Lancet Respiratory Medicine ปี ค.ศ. 2019 พบผู้ป่วยทั่วโลกสูงถึง 936 ล้านคน ในประเทศไทย ได้มีการประเมินว่าชายวัยกลางคนกว่า 20-30% และหญิง 10-15% อาจมีภาวะนี้โดยไม่รู้ตัว โรคนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ความอ่อนเพลียระหว่างวัน ไปจนถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และเบาหวาน

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้นำด้านการแพทย์ระดับโลก ได้นำนวัตกรรมล่าสุด คือการกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น (Hypoglossal Nerve Stimulation: HNS) หรือ “Inspire” เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ ซี่งเป็นนวัตกรรมเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) เมื่อปี พ.ศ. 2557 ซึ่งถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วโลกแล้วกว่า 100,000 ราย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศชั้นนำในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลก ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย

สำหรับประเทศไทย นวัตกรรม HNS ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศไทย (อย.) เมื่อปี พ.ศ. 2567 และมีการนำนวัตกรรมนี้มาใช้เป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รักษาผู้ป่วยสำเร็จและมีผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ด้วยการทำงานของทีมแพทย์เฉพาะทางและสหสาขาวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง ทั้งในด้านการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ครอบคลุม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืน

ภัยเงียบจากโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับที่ทำลายคุณภาพชีวิต

พญ. ดารกุล พรศรีนิยม แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยาและเวชศาสตร์การนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “โรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากการที่กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นหย่อนตัวขณะหลับ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและสมองต้องปลุกให้ตื่นขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบแค่การนอนที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ยังทำลายคุณภาพชีวิตในหลายด้าน ทั้งทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงระหว่างวัน ประสิทธิภาพการทำงานและความจำลดลง รวมถึงส่งผลต่ออารมณ์ที่แปรปรวนง่าย อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ เช่น การหลับในขณะขับขี่ และอาจรบกวนความสัมพันธ์ในชีวิตคู่จากการกรนเสียงดังได้

ในระยะยาว โรคนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง อัลไซเมอร์ในระยะยาว มะเร็งบางชนิด รวมถึงเพิ่มความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย หากสังเกตว่ามีอาการ เช่น นอนกรนเสียงดังผิดปกติ มีอาการหายใจสะดุด หรือตื่นมาไม่สดชื่น ควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วย Sleep Test เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรคและวางแผนการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงในอนาคต”

HNS นวัตกรรมล้ำหน้า ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ CPAP

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก และโสต ศอ นาสิกวิทยาการนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “การรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับมีหลายวิธี เช่น การใช้เครื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) ซึ่งเป็นเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกที่ช่วยดันลมเข้าไปเปิดหลอดลมให้กว้างออก เป็นวิธีหลักที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถทนใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากความรู้สึกอึดอัดจากการสวมหน้ากาก หรือมีข้อจำกัดอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ HNS จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้”

จุดเด่นของ HNS คือการทำงานจากภายในร่างกาย โดยไม่ต้องสวมหน้ากากหรือเป่าลม ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวและไม่รบกวนการนอนหลับ อีกทั้งยังทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ป่วยหายใจเข้า อุปกรณ์จะส่งสัญญาณกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้นเพื่อให้กล้ามเนื้อลิ้นตึงตัวและขยับไปด้านหน้า ช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ และยังควบคุมการเปิด-ปิดได้ง่ายด้วยรีโมทคอนโทรล

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ กล่าวถึงผลสำเร็จในการรักษาว่า “ผลการวิจัยทางคลินิกที่สำคัญอย่าง STAR Trial (Stimulation Therapy for Apnea Reduction) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำ The New England Journal of Medicine ยืนยันว่าการรักษาด้วย HNS ช่วยลดจำนวนครั้งของการหยุดหายใจได้จากเฉลี่ย 29.3 เหลือเพียง 9 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมทั้งช่วยให้อาการง่วงกลางวันดีขึ้นและคงที่ในระยะยาว อีกทั้งมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่ำกว่า 2% และอัตราการถอดอุปกรณ์ออกน้อยกว่า 2% ภายใน 2 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามากกว่า 90% ของคู่ชีวิตผู้ป่วยรายงานว่าเสียงกรนลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับผลการติดตามผู้ป่วยของบำรุงราษฎร์ ที่ทุกคนรายงานว่ารู้สึกสดชื่นและมีพลังในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

ในฐานะแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก และมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี นพ. วิชพันธ์ เหมรัญช์โรจน์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก การผ่าตัดเนื้องอกและมะเร็งศีรษะและคอ และการผ่าตัดไซนัส โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “ความสำเร็จของการรักษาด้วยนวัตกรรมนี้ต้องอาศัยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูง ซึ่งประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์การนอนหลับ แพทย์ประสาทวิทยา ศัลยแพทย์โสต ศอ นาสิก และแพทย์วิสัญญีวิทยา ซึ่งทำงานร่วมกับทีมงานสหสาขาวิชาชีพเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับและ Hypoglossal Nerve Stimulation ซึ่งทุกคนต้องผ่านการอบรมเฉพาะทางเพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาแบบองค์รวมได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดกรอง วินิจฉัย ไปจนถึงการผ่าตัดและติดตามผลระยะยาว”

การผ่าตัดรักษาด้วย HNS ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง โดยจะเริ่มจากการฝังอุปกรณ์ 3 ส่วนหลักใต้ผิวหนัง ได้แก่ ตัวกระตุ้น (Pulse Generator) บริเวณหน้าอกด้านบนข้างขวา สายตรวจจับลมหายใจ (Sensing Lead) บริเวณซี่โครง และสายกระตุ้น (Stimulation Lead) บริเวณเส้นประสาทใต้ลิ้น ด้วยแผลขนาดเล็กเพียง 2-5 เซนติเมตร ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังมีระบบติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยทีมแพทย์จะร่วมกันวางแผนการดูแลเฉพาะรายอย่างเหมาะสม ซึ่งหลังจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการนัดหมายเพื่อตรวจประเมินผลและเปิดใช้งานอุปกรณ์ได้ใน 1 เดือน พร้อมทั้งปรับค่าการกระตุ้น (Stimulation Settings) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว”

ศ.นพ. ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์  กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปัจจุบัน บำรุงราษฎร์พร้อมให้การรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับด้วยนวัตกรรม HNS ซึ่งกำลังจะกลายเป็น ‘ทางเลือกหลัก’ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ภายในร่างกาย ทำงานเงียบ ไร้เสียงรบกวน และสามารถควบคุมได้ง่ายด้วยรีโมทพกพา ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติแม้ในขณะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเชื่อมั่นว่า HNS จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางถึงรุนแรงในอนาคต และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงอื่น ๆ ที่อาจตามมา”

คุณแหน : 28 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 28 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 28 สิงหาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • วชิราวุธวิทยาลัย เชิญรับฟังการเสวนา หัวข้อ “หุ่นกระบอก จักรพันธุ์ โปษยกฤต” โดย เอนก นาวิกมูล,วัลลภิศร์ สดประเสริฐ,ผศ.วัชราภรณ์ อาจหาญ,วรพล พุฒจ้อย พร้อมชมการสาธิตการแสดงหุ่นกระบอกโดย ผศ.สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์,สุธี นุตาลัย ลูกศิษย์อาจารย์จักรพันธุ์ 30 ส.ค.10.00 น. ที่ห้องเอนกประสงค์ 1-3 ชั้น 1 อาคารนวภูมินทร์ วชิราวุธวิทยาลัย สอบถาม Email: archives@vajiravudh.ac.th โทร 02-6694526..
  • อินทิรา-พัฒพงษ์-ปรียามล ธนวิสุทธิ์ เตรียมจัดงานกาลาดิเนอร์การกุศล “The Heart of Sharing – หัวใจแห่งการแบ่งปัน”  9 ก.ย. 18.30 น.ห้องบอลรูม รร.โฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ แอท เจ้าพระยาริเวอร์ แว่วว่าได้สาวน้อย แพรว-พราว ธนวิสุทธิ์  มาช่วยคุณแม่ปรียามลบริหารงานและดูแล HiSoParty ฉบับครบรอบ 22 ปี สิงหาคม 2568 กับโปรเจกกต์ 22 Yong Visionaries ด้วย ..
  • โรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมกับ มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล จัดปาฐกถา Wellness and Perseverance for Lasting Well-Being โดย นพ.ทวีศักดิ์ โชติวัฒนพงษ์ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกของเอเซีย พร้อมด้วย ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์,รอ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ,พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล,สมถวิล ปธานวนิช 29 ส.ค.09.00 น.ห้องฟอรั่ม รพ.เมดพาร์ค..
  • ด้วยความชื่นชอบการเล่นกีฬาเป็นพิเศษ ทันทีที่รับตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (AUAA)  ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.นริศ ชัยสูตร นำทีมบรรดานักเรียนเก่าฯ  เตรียมแข่งขัน “โบว์ลิ่งการกุศล”  31 ส.ค. บลูโอ ริธึมแอนด์โบวล์ เมเจอร์รัชโยธิน โดยมี คุณหญิงทรงสุดา-ดร. สุวิทย์ ยอดมณี, ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย, สมพันธ์ จารุมิลินท, ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ, ดร.ก้องศักด ยอดมณี, ทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา, วิทูร-พรวิช ศิลาอ่อน ฯลฯ ตอบรับเข้าร่วม…  ส่วนแม่งานฝ่าย ปชส. ดร.ตุ๊ก อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ  อยากให้สมาชิกรีบจองบัตรด่วนๆ เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมการกุศลของสมาคมนักเรียนเก่าฯ ..
  • ธีเดช-ศิริลักษณ์ ไม้ไทย ชวนเพื่อนๆ ไปร่วมแบ่งปันทำบุญทำทาน โดยรวบรวมสมบัติผลัดกันชม  “มาปล่อยของกันเถอะ” ชิม ช้อป แชร์ ช่วย ในงาน Let It Go 31 ส.ค.09.00 น.ที่บ้านสุดซอย เรซิเด้นท์ บรมราชชนนี คลองบางกอกน้อย สอบถามเพิ่มเติม จิตโพธิสัตว์ ปูน 092-7896291..
  • เปิดแล้วหลายสาขา หนุ่มน้อยไฟแรงขยันขันแข็ง ปวริศร์ จงบารมี หลานชายคนเก่งของคุณยาย ลลิสา จงบารมี เปิดร้านยอดชา Yodcha เชียงใหม่-ออริจอนอล เป็นสาขาที่ 8 ในวันที่ 9 เดือน 9 ฤกษ์ดี 14.09 น.ที่ตึกวี.วรรณ ทาวเวอร์  ถ.พระราม 9 ..

น้อง

‘ปิง โอบนิธิ’กับ ‘นัท ศุภณัฐ’จับมือกันมาเปิดใจ จากคู่ที่ไม่คุยกันเลยเกือบปี

'ปิง โอบนิธิ'กับ 'นัท ศุภณัฐ'จับมือกันมาเปิดใจ จากคู่ที่ไม่คุยกันเลยเกือบปี

‘ปิง โอบนิธิ’กับ ‘นัท ศุภณัฐ’จับมือกันมาเปิดใจ จากคู่ที่ไม่คุยกันเลยเกือบปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

เมื่อได้มาเป็นแขกรับเชิญคนพิเศษในรายการ Club Friday Show ปิง โอบนิธิ กับ นัท ศุภณัฐ พระเอก-นายเอก จากซีรีส์  ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด จากโปรเจกต์ CHANGE2561 ORIGINAL ทั้งคู่ได้มาเปิดใจกว่าจะมาถึงวันนี้ของทั้งสองคนไม่ง่ายเลย  นัท ศุภณัฐ” เล่าถึงครอบครัวที่อยากให้เล่นการเมือง แต่ชีวิตนี้ขอเลือกเส้นทางชีวิตเอง ขอเดินตามฝันสู่วงการบันเทิง แต่คุณพ่อบอกว่าไม่รอด คำนี้จะเป็นแรงผลักดันหรือทำลายกำลังใจ? ส่วน ปิง โอบนิธิ” เผยป่วยที่สุดในชีวิตรักษาตัวอยู่ที่บ้านทั้งปี แต่เห็นพี่ตูนวิ่งจึงเกิดกำลังใจ จนอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นบ้าง และการเจอกันครั้งแรก นัท รับชอบปิงมากเพราะแพ้คนตาตี่ แต่ที่สุดแล้วก็เป็นคู่ที่ไม่คุยกันเลยเกือบปี เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นอย่างไรและหลังจาก ปิง-นัท ปรับจูนกันมาเรื่อยๆจนวันนี้เป็นคู่ที่อบอุ่นดูแลกันสุดๆถึงขนาดแกะกุ้งให้กิน ส่งดอกไม้ให้กัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นเช่นไร? และมิตรภาพแบบใด ถ้านัทไปกดไลก์รูปผู้ชายอื่น พี่ปิงจะมีความไม่สบายใจเกิดขึ้น! พร้อมเล่าเหตุการณ์ ปิง-นัท เลิฟซีนบนหลังม้ายังไงถึงทำเอาเสียวทั้งกอง “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด”

คุณพ่ออยากให้นัทเป็นอะไร?

นัท ศุภณัฐ : คุณพ่อยากให้ไปเล่นการเมืองเพราะที่บ้านเล่นการเมือง

 ซึ่งดูห่างจากความฝันของนัทมาก

นัท ศุภณัฐ : มากๆห่างจากตัวตนมากๆคิดว่าคงทำไม่ได้ สมัยก่อนคุณพ่อคุณแม่ไปหาเสียงก็ต้องไปเดินหาเสียงไปตามงานตามอะไรด้วยแล้วรู้สึกไม่ชอบ พอเริ่มโตมาได้ทำงานในวงการรู้สึกว่า นี่แหละ!!สิ่งที่ฉันรัก เราก็บอกว่าเราไม่ทำ เลือกชัดเจนแล้วว่าเราอยากทำงานในวงการ

แล้วคุณพ่อว่ายังไงบ้าง

นัท ศุภณัฐ : บอกว่าเราทำไม่ได้หรอก เพราะเขาดูแล้วไม่รอด

 ปิงป่วยจนทำงานต่อไม่ได้

ปิง โอบนิธิ ป่วยเป็นลำไส้อักเสบเรียกว่าโรคโคดิซีฟช่วงนั้นคือน้ำหนักลดไป 10 กิโล อาการคือปวดท้องถ่ายตลอดทั้งวัน วันหนึ่งคือถ่ายเป็นสิบรอบเลย รักษาตัวอยู่ที่บ้านรวมๆแล้วตลอดหนึ่งปีเลยครับ ช่วงที่รักษาอยู่ก็รู้สึกแบบอะไร ตัวผมเองเป็นนักกีฬาทำไมถึงป่วยแบบนี้ อยู่ในจุดที่ต่ำสุดในชีวิตนอนอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาลแล้วเปิดทีวีไปเห็นพี่ตูนกำลังวิ่งผมเห็นแล้วผมได้กำลังใจมาก คือถ้าผมหายป่วยผมอยากจะเป็นแบบเขา อยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนบ้าง

ครั้งแรกที่ปิง-นัทเห็นหน้ากัน

นัท ศุภณัฐ : กระซิบเพื่อนเลยชอบมากแพ้คนตาตี่

ปิง โอบนิธิ เราไม่ค่อยคุยกับใครก่อนแล้วเขาก็เข้ามาคุยกับเราก่อนเราเลยรู้สึกสบายใจที่จะเป็นเพื่อนกับเขา

แต่ที่สุดแล้วกลายเป็นคู่ที่ไม่คุยกันเลยเกือบปี

พี่ฉอด : นัทเขาทำเพลงแล้วปิงเขามาเล่น Mv ให้

นัท ศุภณัฐ : พอเสร็จปุ๊บ!!ลงไป Ig ก็จะแชร์โพสต์กันเหมือนลงกัน 2 คนเขาลบ ทำไมมีปัญหาอะไรตอนนั้นก็เสียใจลบเหรอได้ฉันก็ลบเหมือนกันเราก็ลบเลย

ปิง โอบนิธิ ตอนนั้นไม่ได้นึกว่าเขาจะเสียความรู้สึกแค่ไหน

ปรับจูนกันมาเรื่อยๆกลายเป็นว่าวันนี้เป็นคนที่อบอุ่นและดูแลกันสุดๆแกะกุ้งให้ยังไงเอ่ยปิง

ปิง โอบนิธิ ก็ปกติครับ

พี่ฉอด : ไม่ๆฉันไม่ได้กิน

ปิง โอบนิธิ :คราวหน้าจะแกะให้แม่กิน

 แล้วก็ให้ดอกไม้

ปิง โอบนิธิ มีช่วงที่นัทป่วยเราก็รู้สึกว่าตัวเราเองก็เป็นเพื่อนร่วมงานเขา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเยอะ ถ้าเราให้กำลังใจเขาก็น่าจะเป็นเรื่องดี

ไม่อยากให้นัทไปกดไลฟ์ผู้ชายคนอื่นทำไมปิงไม่บอกเองให้พี่เอสมาบอกทำไม? เวลาที่นัทไปกดไลฟ์คนอื่นมีความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นกับปิง

ปิง โอบนิธิ ผมก็รู้สึกว่าสายตาคนอื่นจะมองว่านัทชอบหลายคนหรือเปล่า?

พี่ฉอด : ล่าสุดที่สนามบินไปแฟนมีตต่างประเทศไฟล์นั้นก็จะเต็มไปด้วยพระเอกซีรีส์วายเรื่องอื่น นั่งๆกันอยู่พี่ปิงก็ลุกขึ้นแล้วไปนั่งอยู่คนเดียวตรงโน้น ทุกคนก็อ้าว!!พี่ปิงเป็นอะไรเมื่อกี้ก็นั่งดีๆกันอยู่ก็เลยถามว่าทำไมถึงไปนั่งตรงโน้น เหตุผลคือ

ปิง โอบนิธิ เพราะนัทเขาก็แบบมองคนโน้นคนนี้ตลอดเวลาแล้วผมรู้สึกว่าผมไปอยู่ที่อื่นให้เขาสะดวกๆดีกว่า

ฉากเลิฟซีนในซีรีส์ “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด เป็นอย่างไรบ้าง

ปิง โอบนิธิ อยู่บนม้าแล้วลมมันแรงครับ แล้วแผ่นสกรีนจะตกลงมาทับ

นัท ศุภณัฐ กำลังจูบ หนูนั่งอยู่ข้างหน้าเขานั่งอยู่ข้างหลัง แล้วม้าตกใจก็วิ่งพี่ปิงก็ต้องประคอง

ปิง โอบนิธิ คุณครูเขาบอกว่าถ้าม้าเตลิดก็ค่อยๆดึงไว้ให้มันหยุดให้ได้เพราะไม่งั้นมันจะอันตรายไปด้วย