Authorities prepare new exhibition to honour King

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30299406

Paintings of His Majesty King Bhumibol Adulyadej, drawn by Fine Arts students from Pohchang Academy of Arts, are installed on the college’s perimeter wall yesterday.
pic
November 08, 2016 01:00
By Jakrawan Salaytoo,
Tanatpong Kongsai
The Nation

Red dissidents in Laos silenced after warning

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/politics/30300514

Prawit

Prawit
November 22, 2016 01:00
By THE NATION

‘นาตาลี เกลโบวา’ ควงสามีและลูก ร่วมแชร์ประสบการณ์เลี้ยงลูกน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/239023

วันเสาร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นมแพะผงดีจี ได้ออกบูธภายในงาน รักลูกเฟสติวัล ไบเทค บางนา เพื่อสื่อสารไปยังคุณแม่และผู้บริโภคให้ได้รับทราบมากยิ่งขึ้น โดยเชิญอดีตนางงามจักรวาลปี 2548 “นาตาลี เกลโบวา” พร้อมด้วยสามี “ดีน เคลลี่ จูเนียร์” และ “น้องมายา” มาร่วมพูดคุยในบรรยากาศครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น โดยนาตาลีได้กล่าวถึงการเลี้ยงดูน้องมายาด้วยนมแม่ และมีความตั้งใจจะให้กินนมแม่ให้นานที่สุด เวลาไปทำงานก็พาน้องมายาไปด้วยทุกครั้ง น้องมายาเดินทางไปกับครอบครัวใน 4 ประเทศแล้วที่ผ่านมา ทั้งนี้ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสามีในการช่วยดูแลน้องมายา ตามสไตล์คุณพ่อยุคใหม่ พาอุ้มพาดบ่าหลังให้นม ฮัมเพลงให้ลูกฟังก่อนนอน เมื่อลูกกินนมอิ่มหลับสบายเป็นเวลา เราก็มีเวลาดูแลกันและกันมากขึ้น โดยส่วนตัวคุณพ่อดีนก็ชอบหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับลูกอยู่แล้วตอนนี้คิดว่าครอบครัวเราสมบูรณ์มากแล้วค่ะ

สวยเก๋! ล้วงอินสไปร์สองดีไซเนอร์ ‘ไอโซลด้า’ ฮอตสุดในฤดูกาล !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มิ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/624586

 

ส่งท้ายฤดูร้อนกับแบรนด์สุดฮอตอย่าง ‘ไอโซลด้า (ISOLDA)’ ที่ล่าสุดได้คลอดคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 ในชื่อ ‘ไอโซลด้า ป๊อป’ มาเอาใจแฟนๆ ทั่วโลกกันแล้ว และแน่นอนว่า ไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดตามกระแส นัดคิวสองสาวดีไซเนอร์คนเก่ง ‘จูจู อัฟฟอนโช่ เฟอร์เรียร่า (Juju Affonso Ferreira)’ และ ‘มายา โป๊ป (Maya Pope)’ มาจับเข่าเม้าท์มอยถึงอินสไปร์คอลเลกชั่นนี้ รวมถึงความซี้ปึ๊กของพวกเธอให้แฟนๆ คนไทยได้ฟังกันก่อนใคร…


สองสาวดีไซเนอร์คนเก่ง ‘มายา โป๊ป (Maya Pope)’ และ ‘จูจู อัฟฟอนโช่ เฟอร์เรียร่า (Juju Affonso Ferreira)’

Q : แรงบันดาลใจคอลเลกชั่นล่าสุดได้มาจากไหน
เราได้มาจากงานอินทีเรียร์ ของออสการ์ นีเมเยอร์ (Oscar Niemeyer) และอองรี-มาทิสต์ (Henri-Matisse) ศิลปินชาวฝรั่งเศส ส่วนชื่อคอลเลกชั่นเสื้อผ้าที่เราตั้งให้นี้ ว่า ‘ไอโซลด้า ป๊อป’ ก็เพื่อให้เกียรติแก่ ซอนย่า เดอลอเนย์ (Sonia Delaunay) ซึ่งงานกราฟิก และจีโอเมตริกของเธอนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา เพื่อสร้างสรรค์คอลเลกชั่นที่สะท้อนและระลึกถึงผลงานของศิลปินชาวยูเครนที่เคยมีโชว์เคส ณ เทต โมเดิร์น มิวเซียมในปี 2015 ที่ผ่านมา

Q : แบรนด์ ‘ไอโซลด้า’ เกิดขึ้นมาได้ยังไง
Maya Pope : มันเกิดขึ้นจากการผสมผสานทางวัฒนธรรม จนกลายมาเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวความรักที่สวยงาม ชื่อของแบรนด์ได้ตั้งขึ้นจากความเคารพต่อ ‘มาเรีย เทเรซ่า เดอฟาเรีย (Maria Tereza de Faria)‘ ซึ่งเป็นทวดของ จูจู อัฟฟอนโช่ เฟอร์เรียร่า

เราสองคนโตมาด้วยกันใน ฮอร์โต้ ฟลอเรสตัล (Horto Florestal) ที่ซึ่งแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ทำให้ตอนเด็กๆ เราสองคนได้ใช้เวลาไปกับนกบ้าง ลิงบ้าง และก็สัตว์ชนิดต่างๆ ท่ามกลางต้นมะม่วงหิมพานต์ ต้นมะม่วง และต้นฝรั่งในสวนฮอร์โต้ ฟลอเรสตัล และแล้วในปี 2011 ภาพอันสวยงามของป่าเขตร้อนที่ยังคงตรึงใจเหล่านี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราสองคนเริ่มต้นทำแบรนด์ขึ้นอย่างจริงจัง โดยคอลเลกชั่นแรกสุดได้ใช้อินสไปร์จากธรรมชาติ พืชพันธุ์เขตร้อน และนำเสนอลวดลายของสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสือจากัวร์ นกเงือก หรือนกแก้วมาคอว์ ที่เราเห็นตอนเด็กๆ นี่ล่ะ

เราสองคนเดินทางไปทั่วโลก โดย จูจู ถือสัญชาติบลาวิลเลี่ยนกับอังกฤษ ส่วนเราถือสัญชาติบราซิลเลี่ยนกับญี่ปุ่น ด้วยการผสมผสานทางเชื้อชาติ และรากเหง้าทางวัฒธรรม ประกอบกับการเดินทางไปทั่วโลกนี้ ทำให้สิ่งต่างๆ ที่เราได้เจอกลายมาเป็นอิทธิพล และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต และเป็นดีเอ็นเอ-เอกลักษณ์ของแบรนด์ไอโซลด้าในที่สุด !


ใส่ชิลๆ ทิ้งทวนซัมเมอร์คงจะเก๋ไม่เบา !

ดีไซน์สวยเก๋

Q : ใครเป็นคนจุดประกายอยากทำแบรนด์ขึ้นมาก่อน
Juju Affonso Ferreira : เอาจริงๆ เราสองคนชอบแฟชั่นอยู่แล้ว อย่างช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เราจะสวมเสื้อผ้าที่เราทำขึ้นเอง ออกไปถ่ายวิดีโอตามที่ต่างๆ เป็นวิดีโอแฟชั่น ถ่ายตอนสวมใส่แล้ว หรือแม้กระทั่งการออกแบบ ขั้นตอนการตัดเย็บ จริงๆ แล้วแบรนด์นี้มีพี่สาวของเราด้วยนะที่ช่วยกันเริ่มต้นขึ้นมา

Maya Pope : เราสามคนทำหน้าที่ได้อย่างลงตัวทีเดียว พี่สาวของ Juju ดูแลในเรื่องของงานอาร์ต และเสื้อผ้า ส่วนเราดูแลในเรื่องของงานกราฟิกต่างๆ การคิดลายพิมพ์ หรือทุกอย่างที่เป็นกราฟิกเกี่ยวข้องกันกับแบรนด์ และ Juju ก็ดูแลในเรื่องของมีเดีย และโซเชียลมีเดีย เพราะ Juju เคยทำงานเป็นนักข่าวแฟชั่นให้กับโว้ค บราซิลมาก่อน


ลุคนี้แอบเท่นิดๆ นะ

Q : แบรนด์ไอโซลด้าจัดเป็นเสื้อผ้าสัญชาติอะไร (ได้อินสไปร์จากบราซิล ทว่าเปิดตัวในลอนดอน)
Juju Affonso Ferreira : เราสองคนเกิด และเติบโตในบราซิล ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ฉะนั้นเรามีความเป็นบราซิลเลี่ยนติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ทว่าพอโตขึ้นเราสองคนไปใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอน เรียนหนังสือที่นั่น ทำงานที่นั่น และก็เริ่มแบรนด์เสื้อผ้าของเราที่นั่น จะว่าไปสำหรับเราเองคงต้องบอกว่า เสื้อผ้าไอโซลด้ามีสองสัญชาติก็ได้ เสื้อผ้าของเราเกิดขึ้นมาได้เพราะเราสองคนคิดถึงบ้าน คิดถึงอากาศร้อน สีสันของที่โน่น และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในบราซิล ในขณะที่ผู้คนในลอนดอนล้วนสวมใส่เสื้อผ้าสีเดียวหม่นๆ อย่างสีดำ สีเทา และบรรยากาศก็ค่อนข้างหนาวเย็น เราเลยได้คิดที่จะนำสีสันแบบบราซิลเลี่ยนไปทำเสื้อผ้า และแตะแต้มสีสันให้กับลอนดอนเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ซึ่งตรงนี้เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับลอนดอนเอง ไม่ว่าจะเป็นลายพิมพ์สัตว์ ผัก หรือผลไม้ที่หาได้แต่ในบราซิลเท่านั้น ความพิเศษที่น่าสนใจตรงนี้ทำให้ไอโซลด้ากลายเป็นที่ชื่นชอบ และมีคนสนใจอย่างมากตั้งแต่คอลเลกชั่นแรกเลย สินค้าของพวกเราขายดีมากๆ ที่ร้านบราวน์

Maya Pope : ลอนดอนเป็นอะไรที่มีแฟชั่นล้ำหน้ามากนะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแฟชั่นแบบ Avant-Garde ซึ่งพวกเราได้เข้ามานำเสนอสีสัน และรูปแบบใหม่สไตล์บราซิลเลี่ยนให้กับเมืองลอนดอน ความเก๋ไก๋แบบล้ำยุคทำให้ผู้คนสนใจในงานของเรามาก ส่วนตัวเราคิดว่าแม้แบรนด์ของเราจะเริ่มต้นในอังกฤษ แต่ทว่ารากเหง้าของพวกเรา และตัวแบรนด์เองก็คือความเป็นบราซิลเลี่ยนอยู่ดี ฉะนั้นถ้าให้เราตอบว่าอยู่สัญชาติไหน เราคงตอบแบบไม่คิดเลยว่าเสื้อผ้าของเรา Made-in-Brazil แน่นอน !



Q : การเติบโตของแบรนด์ไอโซลด้าในประเทศไทยเป็นอย่างไร

Juju Affonso Ferreira : ไอโซลด้ากับเบจ (Beige) มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก เราเคารพซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ที่เบจนำเสื้อผ้าของไอโซลด้ามาจำหน่ายในปี 2013 ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ นั่นเป็นคอลเลกชั่นแรกที่เบจจำหน่ายให้กับเรา ส่วนตัวเราไม่คิดว่าจะมีที่ไหนในเมืองไทยเหมาะไปกว่าแบรนด์นี้อีกแล้ว และพวกเราคิดว่าจะเติบโตไปด้วยกัน ในอนาคตน่าจะได้ทำอะไรมากขึ้น อย่างเช่น ทรั้งค์โชว์, แฟชั่นโชว์ หรืออีเวนต์ต่างๆ เพื่อนำเสนอคอลเลกชั่นของพวกเราให้กับเหล่าลูกค้า นี่แหละคือสิ่งที่คิดว่าเราจะได้โตไปด้วยกัน

Maya Pope : เราคิดว่าเสื้อผ้าของพวกเราเหมาะมากกับประเทศไทย เพราะที่นี่เป็นเมืองร้อนชื้น ซึ่งไม่ต่างกันกับประเทศบราซิลที่พวกเราเติบโต และใช้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก เสื้อผ้าของไอโซลด้าใช้ผ้าธรรมชาติ อย่างไหมกับฝ้าย ซึ่งความรู้สึกบางเบา มีสีสัน ใส่ง่าย และเป็นอะไรที่คนบราซิลเลี่ยนสวมใส่อยู่แล้ว ซึ่งวัสดุเหล่านี้ก็มีเช่นเดียวกับในไทย ดังนั้นมันจึงเป็นความลงตัวอย่างมาก และคิดว่าคงจะอยู่ในใจสาวไทยได้ไม่ยาก

Q : ในหนึ่งคอลเลกชั่นมีกี่ลายพิมพ์
Maya Pope : ปกติแล้วเราจะมี 4 ตระกูลลายพิมพ์นะ คือมี นกและสัตว์, ดอกไม้, ผักและผลไม้ ตรงนี้เราจะเรียกว่าลายออร์แกนิก และสุดท้ายคือลายกราฟิกที่เราคิดขึ้นมาเอง แต่จะมีการนำลายออร์แกนิกมาผสมกันกับลายกราฟิก เพื่อให้เกิดเป็นสไตล์ของเราอีกทีหนึ่ง แม้แต่บนชุด เราจะนำลายบางอย่างมาใช้ตกแต่งในบางส่วนของชุดต่างหาก ทำให้มันเกิดความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนลายพิมพ์อื่นๆ ที่มักจะพิมพ์เหมือนๆ กันทั้งชุด


พิมพ์ลายออร์แกนิกดูสะดุดตาใช่เล่น !

ลายพิมพ์กราฟิกเก๋อะ

Q : ไอโซลด้าแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่โดดเด่นด้วยลายพิมพ์ยังไงบ้าง
Maya Pope : ตรงนี้เรามองว่าแบรนด์เสื้อผ้าอื่นๆ ต่างก็เกิดจากการทำด้วยดิจิตอลด้วยกันทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นลวดลายกราฟิกที่มีความเป็นดิจิตอล และได้รับการปรับแต่งด้วยเอฟเฟกต์ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์อย่างมากมาย ทว่าไอโซลด้าจะเริ่มด้วยการวาดภาพจากแรงบันดาลใจรอบๆ ใกล้ตัวก่อน (มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นกระแสแฟชั่นในปัจจุบัน) จากนั้นเราจึงจะนำมาสู่ขั้นตอนของดิจิตอลในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนสแกน และนำมาปรับแต่งด้วยกราฟิกสไตล์ของไอโซลด้า ฉะนั้นนี่คือสิ่งที่แตกต่างระหว่างแบรนด์ของพวกเรากับแบรนด์อื่นๆ ที่เราอยากจะนำเสนอจริงๆ งานพิมพ์ของเราจะเรียกว่างานศิลปะเลยก็ว่าได้ เพราะเราเริ่มจากงานวาดภาพ หรือเพ้นท์ด้วยมือ ทั้งด้วยสีน้ำ หรือสีน้ำมันก็ดี มันเป็นการผสมผสานระหว่างงานฝีมือ และดิจิตอลเข้าด้วยกัน ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ เป็นการใช้ทั้งภาพ และเอฟเฟกต์จากดิจิตอลของคอมพิวเตอร์ทั้งหมด



แฟชั่นนิสต้าตัวจริงห้ามพลาด !

ผสมผสานระหว่างลายพิมพ์ออร์แกนิกกับงานกราฟิก

Q : มาเยี่ยมเยือนเมืองไทยแล้ว ได้อินสไปร์อะไรใหม่ๆ กลับไปบ้างไหม
Juju Affonso Ferreira : ได้เยอะเลยล่ะ อย่างมาครั้งนี้พวกเราได้แวะไปพระบรมมหาราชวัง ได้ดูพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และนั่นก็มอบแรงบันดาลใจให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก ทำให้พวกเราได้เห็นว่าพระมหาราชินีทรงสวมใส่อะไรในอดีต ซึ่งมันก็มีเสื้อแบบเปิดไหล่ด้วยเหมือนกัน การที่จะเอามาอแดปดีไซน์ให้เข้ากับยุคปัจจุบันก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย นอกจากนี้ ทุกๆ ที่ในกรุงเทพฯ ที่เราไปก็ล้วนเป็นแรงบันดาลใจชั้นดี ทั้งผู้คน สถานที่ต่างๆ ที่สำคัญสุดเรามีทีมซัพพอร์ตที่ดีในบราซิลด้วยเช่นกันที่จะช่วยทำให้เสื้อผ้าของไอโซลด้าเป็นที่หลงรักได้ไม่ยาก



Q : ในฐานะดีไซเนอร์มีเทรนด์อะไรบ้างที่กำลังอยู่ในกระแสของโลกแฟชั่นตอนนี้
Maya Pope : อันแรกต้องเสื้อเปิดไหล่เลย ไม่เพียงแต่มันจะเป็นสไตล์ที่เราชอบมาก และทำกันมานานมากแล้ว ทว่ายังเป็นกระแสที่สาวๆ ทั่วโลกหันมาสวมใส่กันในขณะนี้ด้วย

Juju Affonso Ferreira : สอง…บอมเบอร์ (Bomber Jacket) และอาร์มี่ แจ็กเก็ต (Army Jacket) กำลังมาแรงมากๆ เดี๋ยวนี้สาวๆ ใส่ชุดเดรสยาวพลิ้วๆ กับแจ็กเก็ตแบบนี้กัน มันทำให้ไม่ดูหวานจนเกินไป แต่ทำให้ดูเท่ และมีสไตล์อย่างน่าประหลาด

Maya Pope : นี่เลย เสื้อโซลิดคัลเลอร์ (Solid Color) อย่างเชิ้ตขาวเรียบๆ เสื้อยืดสีเรียบๆ เป็นอะไรที่นำมาจับคู่กับชิ้นที่มีลายพิมพ์สวยๆ แล้วจะทำให้สไตล์ดูโดดเด่นขึ้น เรียกว่าเป็น Must have ที่สาวๆ ควรจะมีติดไว้ในตู้เสื้อผ้าเลยล่ะ

Juju Affonso Ferreira : เสื้อจัมป์สูท (Jump Suit) อันนี้ใส่ง่าย สบายตัว เป็นอะไรที่มาแรงมาก…ก และเทรนด์สุดท้าย รัฟเฟิลส์ (Ruffles) ที่เป็นระบายๆ พวกนี้ทำให้สาวๆ ดูสวย ให้ลุคอ่อนหวานขึ้น


สีสันสดใสเหมาะกับซัมเมอร์สุดๆ

Q : ด้วยเรื่องราวความซี้ปึ้ก อะไรที่ทำให้คุณสองคนมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น และคงมิตรภาพยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

Maya Pope : ย้อนกลับไปตอนนั้นเราโตมาด้วยกันในคอนโดมิเนียมที่เมืองบาเฮีย Juju เพิ่งจะอายุ 5 หรือ 6 ขวบเองตอนที่เราได้รู้จักกัน จริงๆ แล้วเราเป็นเพื่อนสนิทกับพี่สาวของ Juju มาก่อน ดังนั้น เมื่อเราโตมาด้วยกัน ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันก็เลยทำให้มีความชอบอะไรคล้ายๆ กัน ใช้ของคล้ายๆ กัน แต่หลังจากนั้นพอเราโตขึ้น ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป Juju ย้ายไปอยู่ลอนดอน ส่วนเราเองไปอยู่เซาเปาโล นั่นก็ทำให้เราห่างกันไปพักใหญ่ๆ แต่ละคนก็ไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง แต่เราทั้งสองคนยังคงติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเสมอๆ นะ จนสุดท้ายเราก็กลับมาเจอกันอีกครั้งในปี 2010 ที่ลอนดอน

Juju Affonso Ferreira : ตอนมาเจอกันอีกที Maya ก็แต่งงานกับหนุ่มชาวอังกฤษแล้ว ตอนนั้น Maya ทำงานให้กับบริษัทแบรนด์ดิ้งดีไซน์เอเจนซี่ ซึ่งทีนี้พอเราได้มาเจอกันอีกที เราก็เริ่มมาทำงานด้วยกัน ช่วยกันคิดถึงธุรกิจ เสื้อผ้า สไตล์ แบรนด์ไอเดนติตี้ต่างๆ จนเริ่มทำแบรนด์เสื้อผ้าจริงๆ ขึ้นมา ส่วนใหญ่แล้วเราสองคนจะใช้เวลาในช่วงสุดสัปดาห์ Brainstorming กัน ลองสวมใส่เอง ถ่ายวิดีโอเอง และนำเสนอลงผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ จนมีบล็อกเกอร์ถามถึง และสวมใส่เสื้อผ้าของพวกเรานั่นล่ะ มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้เราสองคนภูมิใจ และได้อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ อาจเพราะเราทั้งสองคนต้องทำงานด้วยกันค่ะ (หัวเราะร่า)


‘มายา โป๊ป (Maya Pope)’ และ ‘จูจู อัฟฟอนโช่ เฟอร์เรียร่า (Juju Affonso Ferreira)’ …เพื่อนสุดซี้ รักเกินใคร !

Q : มีเซเลบฯ-คนดังคนไหนบ้างที่เคยสวมใส่ไอโซลด้ามาแล้ว
Juju Affonso Ferreira : โห… เยอะมากๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิง บล็อกเกอร์ นักแสดง นางแบบ และนักข่าว อาทิ แคโรไลน์ อิซซ่า (Caroline Issa), เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ (Elizabeth Hurley), เจ้าหญิงเม็ตเต้-มาริต แห่งนอร์เวย์ (Princess Mette-Marit of Norway), เฮเลน่า บอร์ดอน (Helena Bordon) และมิโรสลาว่า ดูม่า (Miroslava Duma) ก็ล้วนแต่เป็นสุภาพสตรีที่เคยสวมใส่ ‘ไอโซลด้า’ มาแล้วทั้งนั้น


ว้าวว ! หลงรักคนนี้ เอ้ย ตัวนี้เลยอะ ! =)

Q : ปิดท้ายด้วยแหล่งช็อปไอโซลด้า มีขายที่ไหนบ้าง
Maya Pope : ถ้าที่บราซิลหาได้หลายช็อปเลย เยอะมากๆ มีทั้ง Allegra, Amiratti, Bazaar fashion, Capela, Claudete&Deca, Dona Santa, Fato, Gallerist, Guarda Corpo, La Bassetti, Madre Sandra, Mammoth, Mares, Mel Rosa, O Que Vestir, Quadra, Rock’n Closet, Twinset, Vanilla, Via Flores, Via Konceito และ L’allume

ส่วนถ้าเป็นประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็จะมีช็อปของอเมริกา Moda Operandi และ Shopbop, ช็อปที่อังกฤษ Matches และ Browns, ช็อปที่ไทย Beige, ช็อปที่กรีซ Freeshop, ช็อปที่อิตาลี Luisa Via Roma, ช็อปที่ซาอุดีอาระเบีย Aget Concept, ช็อปที่อิสราเอล Helga Design, และช็อปที่ไต้หวัน Artifacts สุดท้ายแล้วยังไงก็ฝากติดตามผลงานของพวกเราในคอลเลกชั่นต่อๆ ไปด้วยนะคะ


ไม่ต้องเน้นแอคเซสเซอรี่อะไร แค่ดีไซน์ และลายพิมพ์ก็เอาอยู่ !

ชอบๆ
 

ปิดปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ ได้น้ำเข้าเขื่อนกว่า6พันล้านลบ.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245747

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.18 น.

21 พ.ย.59 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้ปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงปี 59 ทุกหน่วยทั่วประเทศที่ปฏิบัติฝนหลวง ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. – 15 พ.ย.ซึ่งมีหน่วยฝนหลวงเชียงใหม่ ตาก บุรีรัมย์ ขอนแก่น โคราช หัวหิน สุราษฎร์ธานี และสงขลา เนื่องจากสภาพอากาศไม่เหมาะสม และเพื่อดำเนินการซ่อมบำรุงเครื่องบินฝนหลวง จากการปฏิบัติการในปีนี้มีปริมาณน้ำเข้าเขื่อน 34 ทั่วประเทศ สะสมรวม 6,056.70 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะเติมน้ำเขื่อนภูมิพล ได้ปริมาณน้ำระดับกักเก็บเพิ่ม 51% ถือว่าน้ำอยู่เกณฑ์ดี เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ซึ่งได้เติมน้ำเขื่อนจนบรรลุเป้าหมายเป็นที่น่าพอใจ ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในฤดูแล้ง โดยเฉพาะอุปโภคบริโภค แต่ในบางพื้นที่มีน้ำในเขื่อนน้อย จึงลดน้ำด้านการเกษตร อาจจะปรับเปลี่ยนใช้น้ำน้อย เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง

ทั้งนี้ ได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนเร็วไว้ 2 หน่วย ที่ จ.นครสวรรค์ โดยสามารถปฏิบัติทำฝนหลวงได้ทั่วประเทศ ในสภาพพื้นที่และอากาศเหมาะสม อย่างกรณีเขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี จะไปปฏิบัติการเติมน้ำสองแห่งนี้ เพราะยังมีน้ำน้อย และอยู่ในช่วงสภาพอากาศเอื้อในการขึ้นปฏิบัติการเติมน้ำระหว่างวันที่ 23 – 27 พ.ย.นี้

ความจริงที่ไม่ถูกพูดถึงของข้อตกลงปารีสใน COP21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 14 พ.ย. 2559 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782991

 

COP22 กำลังจะเริ่มขึ้น โลกกำลังก้าวเข้าสู่พรมแดนใหม่ ที่ไร้คาร์บอนไดออกไซด์ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจต่อข้อตกลง COP21 ที่เพิ่งเริ่มมีผลเมื่อ 4 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา นับว่ามีความสำคัญต่อการก้าวต่อไปขอคนไทย โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจกของไทยหรือไม่?

“Paris Agreement” หรือ “ข้อตกลงปารีส” ที่เกิดขึ้นในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2558 นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศทั่วโลกบรรลุข้อตกลงทางสภาวะอากาศ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นข้อตกลงประวัติศาสตร์

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า Paris Agreement มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 4 พ.ย. 2559 ภายหลังจากที่ประเทศสมาชิกของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มากกว่า 55 ประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยะ 55 ได้ให้สัตยาบันรับรองข้อตกลงดังกล่าว และประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ลงสัตยาบันในข้อตกลงปารีส เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา


สำหรับหัวใจหลักที่เป็นที่รับรู้ร่วมกันในวงกว้างของข้อตกลงปารีส คือ นานาประเทศจะต้องร่วมมือกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามควบคุมให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ หรือปี 2643 (2100) เมื่อเทียบกับปี 2423 (1880) โดยในปัจจุบันอุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นมาแล้วราว 0.7-0.8 องศาเซลเซียส


อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของข้อตกลงปารีสนั้นประกอบไปด้วยมาตราต่างๆ ถึง 29 มาตรา ซึ่งอาจไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นสำคัญ และเป็นที่ถกเถียงในประเทศไทย อันเกิดมาจากข้อตกลงปารีส เพื่อสร้างความชัดเจน และคลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่ 1 ระดับการปล่อยในการดำเนินงานปกติ (BAU) ไม่ได้สูงเกินจริง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า ประเทศไทยเองได้แสดงเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจก หรือ INDCs (Intended Nationally Determined Contributions) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศให้กับทาง UNFCCC ตั้งแต่ในการประชุม COP21 ซึ่งในเอกสารที่ส่งไประบุชัดเจนว่า ประเทศไทยจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 ในปี 2573 (2030) เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในการดำเนินงานตามปกติ (BAU)

สำหรับระดับการปล่อยในการดำเนินงานปกติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า BAU หากจะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายก็คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีที่ไม่มีมาตรการใดๆ เลยในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง BAU ของประเทศไทยนั้นใช้ ‘แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2007 (PDP 2007)’ เป็นตัวตั้งในการคำนวณ เนื่องจากใน PDP 2007 ไม่มีการคำนึงถึงเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกในแผน ซึ่งแน่นอนว่า BAU ไม่ได้เกิดจากการตั้งตัวเลขขึ้นมาให้สูงเกินจริง

จากการคำนวณ BAU ในปี 2030 ประเทศไทยในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งตาม INDC ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 หมายความว่า ไทยจะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 445 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งแต่ละประเทศมีการแสดงเจตนารมณ์ลดก๊าซเรือนกระจกแตกต่างกันไปตาม

1. มาตราที่ 2 ข้อ 2 ในข้อตกลงปารีสระบุว่า ความตกลงนี้จะดำเนินการ โดยสะท้อนถึงความเป็นธรรม และหลักความรับผิดชอบในระดับที่แตกต่าง โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละภาคี ตามสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน


2. มาตราที่ 4 ข้อ 15 ที่ระบุว่า ในการปฏิบัติตามความตกลงนี้ ภาคีต้องคำนึงถึงข้อกังวลของภาคีที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบสูงสุดจากผลกระทบของมาตรการการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศกำลังพัฒนา


3. มาตราที่ 7 ข้อ 10 ที่ระบุว่า ภาคีจะต้องจัดทำกระบวนการจัดทำแผนการปรับตัวและการนำไปสู่การปฏิวัติ รวมทั้งการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแผน นโยบายและการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้อง (ตามความเหมาะสม) และควรจัดส่งข้อมูลดังกล่าวตามความเหมาะสม โดยจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระต่อประเทศกำลังพัฒนา


หรือกล่าวโดยสรุป คือ มาตรการในการดำเนินงานการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางสังคม สภาพความเป็นจริง และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งแตกต่างกัน
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับข้อตกลงปารีส ได้ที่
 http://unfccc.int/files/essential_background/convention/application/pdf/english_paris_agreement.pdf

ประเด็นที่ 2 โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้า ลดก๊าซเรือนกระจกของไทย

ในการแสดงเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจก ในการประชุม COP21 เมื่อปีที่แล้ว ในเอกสารได้แสดงชัดเจนว่า ‘แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2015 (PDP 2015)’ เป็นหนึ่งในแผนที่อยู่ในการแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหมายความว่า มาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยนั้นต้องเดินตาม PDP2015 ที่เราได้สัญญาไปแล้ว


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ INDC ของไทย ได้ที่
 http://www4.unfccc.int/ndcregistry/PublishedDocuments/Thailand%20First/Thailand_INDC.pdf

ประเด็นที่ 3 การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% ไม่ได้ถูกพูดถึงใน COP21

ในการประชุม COP21 บรรดาองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างตั้งข้อเรียกร้องให้โลกเดินหน้าสู่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถเป็นไปได้ จึงไม่ได้ปรากฏประเด็นนี้ไว้ในข้อสรุป โดยจะมีการหยิบยกประเด็นเรื่องพลังงานหมุนเวียน 100% มาพูดคุยใหม่อีกครั้ง หลังปี 2050

ข้อตกลงปารีสมีการบังคับใช้ในต้นเดือน พ.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงเดียวกันกับที่มีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 22 (COP22) ที่เมืองมาราเกซ ประเทศโมร็อกโก โดยการประชุมครั้งนี้น่าจะเป็นการเจรจาที่เข้มข้นอีกครั้งหนึ่งในการเดินหน้าการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเมินว่าจะเน้นหนักไปในเรื่องเงื่อนไขของประเทศกำลังพัฒนา ในการนำเงินกองทุนจำนวน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Credit : www.egat.co.th

 

Thailand gave the world Bangkok Rules on women’s jail care. Time now for more law reform at home

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30296770

 

Kittipong Photo from http://www.tijthailand.org
October 04, 2016 01:00
By Wasamon Audjarint
The Sunday Nation

นภ พรชำนิ ร่วมคนไทยซานฟรานซิสโก น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ต.ค. 2559 09:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/755222

 


นภ พรชำนิ ร่วมกับคนไทยในซานฟรานซิสโก ร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

นักร้องดัง “นภ พรชำนิ” พร้อมคนไทยในซานฟรานซิสโก  สหรัฐอเมริกา ร่วมขับร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

วันที่ 15 ตุลาคม 2559 นักร้องหนุ่ม นภ พรชำนิ พร้อมด้วยคนไทยที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รวมตัวกัน ณ City Hall ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมจุดเทียนและเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

โดยเฟซบุ๊ก Boom Wanvisa ได้โพสต์ว่า “ไม่ว่าพวกเราชาวไทยจะอยู่ที่ใดบนโลกนี้ เราต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่รักในดวงใจของเราทุกคน แม้นเราจะไม่สามารถกลับไปกราบสักการะพระบรมศพได้ถึงที่เมืองไทย พวกเราขอน้อมอาเศียรวาทก้มกราบพ่อหลวงด้วยดวงใจอันแหลกสลายจากแดนไกล ปวงพสกนิกรชาวไทยในซานฟรานซิสโก ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์”

 

‘บิ๊กฉัตร’สั่งกรมชลระบายน้ำลงทะเล ย้ำชดเชยความเสียหายเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237403

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 18.07 น.

27 ก.ย. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่านายกรัฐมนตรี  เป็นห่วงประชาชนประสบอุทกภัย ได้ย้ำทุกหน่วยงานร่วมกันช่วยเหลือโดยเร็วซึ่งให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการร่วมกันกับ กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงทรัพย์ฯ และคสช. โดยในเขตชลประทาน กรมชลประทาน เฝ้าระวังปริมาณอย่างใกล้ชิดช่วงปลายสัปดาห์นี้ มีฝนตกมาก ดำเนินการตามแผนที่วางไว้เร่งระบายน้ำลงทะเลโดยเร็ว ทั้งนี้ไม่ต้องกังวลน้ำท่วมกทม.เพราะขณะนี้ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ระดับ 1,700ลบ.ม.ต่อวินาที โดยระดับน้ำ 3 พันลบ.ม.ต่อวินาที จึงมีปัญหาต่อกทม.
ทั้งนี้กรมชลฯก็ไม่ประมาทและไม่ให้กระทบกทม. โดยมีการบริหารจัดการเอาน้ำเก็บไว้แก้มลิง พื้นที่ภาคเหนือด้วย ส่วนเกินระบายลงทะเลเร็วที่สุด เพื่อช่วยลดระดับน้ำพื้นที่ท่วมขังด้วย แต่ส่วนพื้นที่เกษตรที่เสียหาย นายกฯ ย้ำว่าจะต้องชดเชยความเสียหายให้เกษตรกรโดยเร็ว และให้กระทรวงเกษตรฯไปดูงบช่วยเหลือเพิ่มเติม ตนได้มอบหมายให้อธิบดีกรมชลฯไปดูช่วยเติมได้แค่ไหนในพื้นที่เกษตร สำหรับการผันน้ำเข้าทุ่ง ต้องดูความจำเป็น ที่บางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงมากต้องลดภาระ ตัดยอดน้ำลงทุ่ง แต่ต้องพิจารณาระมัดระวังความเสียหายกับพื้นที่เกษตรด้วย

รายงานพิเศษ : ‘มันฝรั่ง’ปลูกได้ที่ภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236269

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มันฝรั่ง (Solanum tuberosum L.) พืชที่มีศักยภาพอีกชนิดหนึ่งติดอันดับที่ 4 ของโลกรองจากข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด แม้มันฝรั่งจะไม่ได้เป็นพืชอาหารหลักของประเทศไทย แต่มีความสำคัญในด้านเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทที่สามารถสร้างรายได้สูงให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน

นายกิติพร เจริญสุข ผู้อำนวยการกลุ่มบริการวิชาการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสกลนคร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มันฝรั่งเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ มีการปลูกมันฝรั่งเป็นอาชีพหลักกว่า 10,000 ครัวเรือน โดยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 15,000-25,000 บาทต่อไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1,270 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากพื้นที่ทางภาคเหนือมีสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยส่งผลให้มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งคิดเป็นสัดส่วน 94.91% มีเพียง 5.09% ที่มีการขยายผลมาปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดหนองคาย สกลนคร เลย และนครพนม

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีการปลูกมันฝรั่งมานานนับ 10 ปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยในปี 2559 มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งรวม 43,819 ไร่ ให้ผลผลิต 129,710 ตันและจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าในปี 2558 มีการนำเข้ามันฝรั่งเพื่อใช้ในการแปรรูปสูงถึง 52,349.672 ตันต่อปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 786.628 ล้านบาท และยังมีการนำเข้ามันฝรั่งสดเพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มขึ้นเป็นประจำทุกปี

จากปัญหาปริมาณมันฝรั่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ กรมวิชาการเกษตรจึงได้ดำเนินกิจกรรมการ
ขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ โดยการส่งเสริมให้มีการปลูก
มันฝรั่งพันธุ์โรงงานในบางจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพิ่มมากขึ้น เน้นให้ใช้หัวพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรทดแทนหัวพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากผลทดสอบพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร มีการให้ผลผลิตได้ดีกว่าพันธุ์ของต่างประเทศ ทั้งด้านการเจริญเติบโต และให้ผลผลผลิตสูงขึ้นกว่า 10% ปริมาณแป้งสูง อายุเก็บเกี่ยวนานขึ้น 10-20 วัน อีกทั้งลักษณะพื้นที่ปลูกมันฝรั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีลักษณะเป็นดินทรายถึงร่วนปนทราย เหมาะแก่การเจริญเติบโต และมีการเว้นระยะช่วงเวลาของการปลูก คือนิยมปลูกเป็นพืชหลังนา ทำให้การสะสมของโรคและแมลงศัตรูมันฝรั่งน้อยเมื่อเทียบกับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ แต่ทั้งนี้ต้องปลูก
ในช่วงที่เหมาะสม คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ที่เป็นช่วง
ฤดูหนาวจึงส่งผลให้มันฝรั่งเจริญเติบโตได้ดีขึ้นด้วย ที่สำคัญเกษตรกร
ต้องมีแหล่งน้ำสำรองสำหรับการให้น้ำตลอดอายุของการปลูก เพราะมันฝรั่งต้องการน้ำเฉลี่ยประมาณ 6-8 มม.ต่อวัน

ผลจากการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านแปลงทดสอบ 14 แปลง ที่ จังหวัดสกลนคร 12 แปลง และนครพนม 2 แปลง พบว่าการใช้พันธุ์มันฝรั่งคุณภาพของกรมวิชาการเกษตรสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรได้เฉลี่ยจาก 2.9 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 3.6 ตันต่อไร่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 6,905 บาทต่อไร่

นายกิติพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เกษตรกรให้การตอบรับในเรื่องของคุณภาพของหัวมันฝรั่งของกรมวิชาการเกษตรเป็นอย่างดี อีกทั้งทางภาคเอกชน ผู้ประกอบการ 3 บริษัทหลัก ที่เป็นผู้รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร ต่างก็ต้องการให้กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่
กระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการนำเข้ามันฝรั่งจากต่างประเทศ ฉะนั้น ตนมองว่าการขยายผลการผลิตมันฝรั่งในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่ยังต้องดำเนินการต่อเนื่องคือการปรับเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถช่วยลดต้นทุน เนื่องจากต้นทุนการผลิตมันฝรั่งของเกษตรกรในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีที่ใช้กันอยู่ที่เฉลี่ย 5 กระสอบต่อไร่ รวมถึงค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว รวมแล้วต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อไร่ ขณะที่ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3.5 ตันต่อไร่ ขายผลผลิตได้กิโลกรัมละ 12 บาท จึงเหลือกำไรสุทธิประมาณ 10,000 บาทต่อไร่ ซึ่งแผนงานในปี 2560 ก็จะมุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีการผลิตมันฝรั่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยตั้งเป้าลดต้นทุนลงอย่างน้อย 20%

“มันฝรั่งจึงถือเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในพื้นที่ภาคอีสานอีก
ชนิดหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะสามารถปลูกเป็นพืชหลังนาสร้างรายได้ดี
ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการปลูกพืชทดแทนนาข้าว และที่สำคัญยังเป็นพืชที่อยู่ในระบบสัญญาข้อตกลงการผลิต หรือ
คอนแทร็คฟาร์มมิ่งกับบริษัทเอกชน 3 บริษัทใหญ่ ที่ให้การสนับสนุนและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ที่เรียกว่ามีเท่าไรก็รับซื้อหมดเพราะยังไม่เพียงพอต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งทอดกรอบในประเทศไทย” นายกิติพร กล่าวย้ำ