ยอดผู้เสียชีวิตจากมวลน้ำไหลทะลักใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตพุ่ง 389 ศพ สูญหาย 667 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากมวลน้ำไหลทะลักใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตพุ่ง 389 ศพ สูญหาย 667 คน

28 ส.ค. 2569 01:38 น.

ยอดผู้เสียชีวิตจากมวลน้ำไหลทะลักใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตพุ่ง 389 ศพ สูญหาย 667 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลเพิ่มเป็น 389 ศพ ขณะที่ยังมีผู้สูญหาย 667 คน เป็นชาวต่างชาติ 540 คน จาก 31 ประเทศ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 โฆษกสำนักงานตำรวจเนปาลเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุ มวลน้ำไหลทะลักครั้งใหญ่ใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบต เพิ่มเป็น 389 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่

ทางด้านคณะกรรมการการท่องเที่ยวเนปาลเปิดเผยว่า มีผู้สูญหายและยังไม่สามารถติดต่อได้ 667 คน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 540 คน จาก 31 ประเทศ และชาวเนปาล 127 คน โดยชาวอินเดียสูญหายมากที่สุด 178 คน ตามด้วยชาวสหรัฐฯ 65 คน ชาวยูเครน 53 คน ชาวมาเลเซีย 51 คน ชาวออสเตรเลีย 35 คน และชาวอังกฤษ 33 คน

ขณะเดียวกัน นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ทราบว่า พื้นที่แห่งนี้รับผลกระทบอย่างมาก สาธารณูปโภคพื้นฐานตามแนวแม่น้ำโภตาโกสี ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังมีชาวเนปาลและชาวต่างชาติสูญหายมากกว่า 600 คน โดยขณะนี้ ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์มวลน้ำทะลักเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้บ้านเรือนถูกทำลาย ถนนหลายสายจมอยู่ใต้น้ำ และสะพานหลายแห่งถูกกระแสน้ำพัดหาย ขณะที่ทีมกู้ภัยทั้งในเนปาลและทิเบตยังคงค้นหาผู้สูญหายและผู้ที่อาจติดอยู่ในพื้นที่ประสบภัย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้สูญหายยังมีความแตกต่างกัน โดยก่อนหน้านี้สำนักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาลรายงานว่า มีผู้สูญหายและยังไม่สามารถติดต่อได้ถึง 910 คน ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ยังคงตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลในพื้นที่ ทำให้ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก.

ที่มา BBC

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ฉายา “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” เสียชีวิตในวัย 84 ปี

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ฉายา “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” เสียชีวิตในวัย 84 ปี

27 ส.ค. 2569 22:09 น.

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ฉายา “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” เสียชีวิตในวัย 84 ปี

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ผู้บัญชาการเหตุสังหารหมู่ 8,000 ศพ ที่สเรเบรนิตซาและการปิดล้อมซาราเยโว เสียชีวิตในเรือนจำกรุงเฮก ขณะรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ผู้มีบทบาทสำคัญในการสังหารหมู่ 8,000 ศพ ที่สเรเบรนิตซาและการปิดล้อมกรุงซาราเยโว ในช่วงสงครามบอลข่าน เสียชีวิตในเรือนจำที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะมีอายุ 84 ปี ทนายความของเขาเปิดเผยว่า มลาดิชเสียชีวิตระหว่างรับโทษจำคุกตลอดชีวิตภายใต้การควบคุมของหน่วยกักกันของสหประชาชาติ

โดยมลาดิชได้รับฉายาว่า “คนขายเนื้อแห่งบอสเนีย” หรือ “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย ที่จัดตั้งโดยสหประชาชาติ ได้ตัดสินเมื่อปี 2560 ว่ามีความผิดจากการวางแผนและบัญชาการปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวเซิร์บในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ศาลพิพากษาว่า มลาดิชมีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การข่มเหง การกำจัด การฆาตกรรม การก่อการร้าย การโจมตีพลเรือนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการจับตัวประกัน

ทั้งนี้ มลาดิชหลบหนีการจับกุมเป็นเวลาหลายปี ก่อนถูกจับกุมในเซอร์เบียเมื่อปี 2554 และถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่กรุงเฮก จากนั้นใช้เวลารับโทษในเรือนจำมากกว่า 15 ปี โดยหลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต มลาดิชยื่นอุทธรณ์และขอปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านสุขภาพหลายครั้ง ซึ่งคำร้องล่าสุดถูกยื่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทนายความขอให้ปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม หลังแพทย์ประจำหน่วยกักกันระบุว่าสุขภาพโดยรวมของเขาทรุดลงอย่างรวดเร็ว และอาจเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ แต่คำร้องถูกปฏิเสธก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

สำนักพระราชวังนอร์เวย์แถลง พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 พระอาการประชวรทรุดหนัก อยู่ในขั้น “วิกฤตรุนแรง”

สำนักพระราชวังนอร์เวย์แถลง พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 พระอาการประชวรทรุดหนัก อยู่ในขั้น "วิกฤตรุนแรง"

27 ส.ค. 2569 16:35 น.

สำนักพระราชวังนอร์เวย์แถลง พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 พระอาการประชวรทรุดหนัก อยู่ในขั้น “วิกฤตรุนแรง”

พระอาการประชวรของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ พระชนมพรรษา 89 พรรษา ทรงทรุดลงอย่างมาก ขณะประทับรักษาพระองค์ในโรงพยาบาล โดยสำนักพระราชวังนอร์เวย์ระบุว่า ทรงอยู่ในภาวะ “วิกฤตอย่างยิ่ง” ส่งผลให้สมเด็จพระราชินีซอนยา และมกุฎราชกุมารฮากอน ทรงยกเลิกพระราชกรณียกิจทั้งหมด

สำนักพระราชวังนอร์เวย์ออกแถลงการณ์ด่วนวันนี้ (27 ส.ค.) ระบุว่า สมเด็จพระราชินีนาถทรงแจ้งว่า พระอาการประชวรของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ พระชนมพรรษา 89 พรรษา ซึ่งกำลังเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโล ได้ทรุดหนักลงและอยู่ในภาวะ “วิกฤตรุนแรงอย่างยิ่ง”

ภายหลังการประกาศของสำนักพระราชวัง สมเด็จพระราชินีซอนยา  พระชนมพรรษา 89 พรรษา พร้อมด้วยเจ้าชายฮากอน มกุฎราชกุมาร วัย 53 พรรษา ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ได้สั่งยกเลิกภารกิจและพระราชกรณียกิจทั้งหมดทันที โดยสื่อท้องถิ่นของนอร์เวย์เผยภาพพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมถึงเจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายาในมกุฎราชกุมาร รีบเสด็จฯ ถึงโรงพยาบาลเพื่อทรงเฝ้าติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิดบริเวณข้างพระแท่นบรรทม

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานและมีพระชนมพรรษามากที่สุดในยุโรป เสด็จประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลมาตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยในตอนแรกพระองค์เข้ารับการรักษาเนื่องจากภาวะบวมน้ำ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาสเตียรอยด์ (คอร์ติโซน) ก่อนจะตรวจพบโรคมะเร็งโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายทำลายเม็ดเลือดแดงรวดเร็วผิดปกติ ส่งผลให้ทรงเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียและหายใจติดขัด นอกจากนี้ยังพบการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสพระโลหิตร่วมด้วย

โยนัส การ์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ออกแถลงการณ์โดยระบุว่า “ชาวนอร์เวย์ทั้งประเทศต่างส่งกำลังใจและแนวคิดอันอบอุ่นไปยังองค์พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ผมเชื่อมั่นว่าพระองค์ได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์อย่างดีและเปี่ยมด้วยความเมตตา”

เหตุวิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบวงกว้าง โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรนอร์เวย์ได้ยกเลิกการเยือนประเทศไอซ์แลนด์อย่างกะทันหันเพื่อเดินทางกลับประเทศ ขณะที่คณะบิชอปแห่งคริสตจักรลูเทอแรนแห่งนอร์เวย์ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา ณ กรุงโรม ก็ได้ตัดจบภารกิจและเตรียมเดินทางกลับนอร์เวย์โดยเร็วที่สุดเช่นกัน

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี 1991 ทรงประสบปัญหาพระสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง รวมถึงการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ แม้พระองค์จะเคยประกาศลดพระราชกรณียกิจลงตามพระชนมพรรษา แต่ทรงยืนยันมาโดยตลอดว่าจะ “ไม่สละราชสมบัติ” โดยทรงชี้ว่าเป็นพระราชสัตยาธิษฐานที่ทรงให้ไว้ต่อรัฐสภานอร์เวย์ตลอดพระชนม์ชีพ

การประชวรของพระองค์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ราชวงศ์นอร์เวย์กำลังเผชิญกับมรสุมหลายด้าน ทั้งกรณีข่าวฉาวของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ที่มีเอกสารหลุดเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการติดต่อทางจดหมายกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมทางเพศชาวอเมริกัน รวมถึง มาริอุส บอร์ก ฮอยบี โอรสของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ที่เพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 4 ปีในคดีล่วงละเมิดทางเพศและทำร้ายร่างกายอดีตคนรัก อย่างไรก็ตาม กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 ยังคงทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและได้รับการเทิดทูนจากประชาชนชาวนอร์เวย์อย่างแน่นแฟ้นเสมอมา.

ที่มา Reuters / AFP

อย.สหรัฐฯ อนุมัติยารักษา “มะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย” ตัวใหม่ ยืดอายุผู้ป่วยได้เกือบเท่าตัว

อย.สหรัฐฯ อนุมัติยารักษา "มะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย" ตัวใหม่ ยืดอายุผู้ป่วยได้เกือบเท่าตัว

27 ส.ค. 2569 15:57 น.

อย.สหรัฐฯ อนุมัติยารักษา “มะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย” ตัวใหม่ ยืดอายุผู้ป่วยได้เกือบเท่าตัว

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) อนุมัติยารักษาโรคมะเร็งตับอ่อนตัวใหม่ “Rasonque” (ชื่อตัวยา daraxonrasib) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย หลังผลการทดลองทางคลินิกพบว่าสามารถยืดระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ยของผู้ป่วยได้นานขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดแบบมาตรฐาน

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (เอฟดีเอ) ประกาศอนุมัติยา Rasonque (ชื่อตัวยา daraxonrasib) ซึ่งเป็นยาลดการทำงานของโปรตีนและยีนกลายพันธุ์ชนิด RAS สำหรับรักษาผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีอาการมะเร็งตับอ่อนชนิด Pancreatic Adenocarcinoma ระยะแพร่กระจาย ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และเคยผ่านการรักษาด้วยเคมีบำบัดมาก่อน หรือไม่สามารถรับยาเคมีบำบัดหลายตัวร่วมกันได้ โดยการอนุมัติครั้งนี้เกิดขึ้นล่วงหน้าก่อนกำหนดการเดิมถึง 6 เดือนครึ่ง เนื่องจากผลการทดลองทางคลินิกมีประสิทธิภาพสูงเป็นประวัติการณ์

ยา Rasonque ยาเม็ดสำหรับรับประทานวันละ 1 ครั้ง ผลิตและพัฒนาโดยบริษัท Revolution Medicines มีกลไกการทำงานโดยมุ่งเป้ายับยั้งการทำงานของโปรตีนและยีนมิวเทชัน RAS/KRAS ที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นตัวการหลักในการเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับอ่อนที่พบได้สูงถึง 90% ถึง 95% ของผู้ป่วยทั้งหมด

ผลการทดลองทางคลินิกเฟสสุดท้ายในกลุ่มผู้ป่วยผู้ใหญ่จำนวน 500 คน ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยที่ได้รับยา Rasonque มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 13.2 เดือน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาเคมีบำบัดมาตรฐานซึ่งมีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ยเพียง 6.7 เดือน (หรือเกือบ 6.6 เดือน)

ผู้ป่วยที่ได้รับยา Rasonque มีอาการข้างเคียงรุนแรงเพียง 44% เมื่อเทียบกับกลุ่มเคมีบำบัดที่พบสูงถึง 57.5% โดยผลข้างเคียงทั่วไปที่พบได้ ได้แก่ ผื่นคัน, ท้องเสีย, ช่องปากอักเสบ, คลื่นไส้, อ่อนเพลีย, อาเจียน, ปวดท้อง, อาการบวมน้ำ, ความอยากอาหารลดลง และภาวะเลือดออก

ในแต่ละปี มีผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนในสหรัฐฯ ราว 67,000 ราย แม้จะคิดเป็นเพียง 3.2% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด แต่กลับมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก เนื่องจากมักตรวจพบในระยะลุกลามและตอบสนองต่อการรักษาได้น้อย โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3 เดือนหลังได้รับการวินิจฉัย

ดร. แองเจโล เดอ คลาโร ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็งวิทยาของ FDA กล่าวว่า “ยาตัวนี้แสดงผลการรักษาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในกลุ่มโรคที่ยังขาดแคลนทางเลือกในการรักษาอย่างหนัก การอนุมัติที่รวดเร็วนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ FDA ในการเร่งนำยารักษาโรคที่มีอันตรายถึงชีวิตมาสู่มือผู้ป่วยให้เร็วที่สุด”

นอกจากนี้ ยา Rasonque ยังได้รับสิทธิพิเศษในการพิจารณาจาก FDA ทั้งสถานะยาต้นแบบนวัตกรรม, ยารักษาโรคหายาก, การพิจารณาแบบเร่งด่วน รวมถึงโครงการนำร่อง National Priority Voucher เพื่อขับเคลื่อนยารักษาโรคที่เป็นวาระสาธารณสุขระดับชาติ ทั้งนี้ อดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เบน แซสส์ ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะที่ 4 ได้เข้าร่วมการทดลองใช้ยาตัวนี้ และเปิดเผยว่าตัวยาช่วยให้ก้อนเนื้อร้ายของเขามีขนาดลดลงอย่างเห็นได้ชัด.

ที่มา FDA / BBC

วกส. รุ่น 7 ปั้น 82 ผู้นำเกษตรแห่งอนาคตเชื่อมความรู้–นวัตกรรม สู่พลังขับเคลื่อนเกษตรไทย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:36 น.

วกส. รุ่นที่ 7 ปั้น 82 ผู้นำเกษตรแห่งอนาคตเชื่อมความรู้–นวัตกรรม สู่พลังขับเคลื่อนเกษตรไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 จำนวน 82 คน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษ อุตตะมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตร วกส. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA ตลอดจนผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติ

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี กล่าวว่า ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจและกติกาการค้าโลก การรับมือจากความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการยึดมั่นในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ หลักสูตร วกส. จึงมีบทบาทในการพัฒนาผู้นำที่เข้าใจบริบทโลก สามารถเชื่อมโยงความรู้และประสานพลังเครือข่าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคเกษตร การสำเร็จหลักสูตรไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียนรู้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการนำความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายไปสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้ง 82 คน ถือเป็นผู้นำเกษตรยุคใหม่และเป็นพลังสำคัญของประเทศ และจากวันนี้ ความสำเร็จจะไม่ได้วัดเพียงจากการพัฒนาองค์กรของตนเอง แต่จะวัดจากความสามารถในการผนึกกำลัง เปลี่ยนความรู้ให้เป็นการปฏิบัติ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ภาคการเกษตรไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้ง 82 คน พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นตลอดระยะเวลาการอบรม โดยระบุว่า วกส. เป็นหลักสูตรชั้นนำด้านการเกษตรของประเทศที่ออกแบบเพื่อพัฒนาผู้นำให้มีวิสัยทัศน์ เข้าใจเทคโนโลยี บริบทโลก และความต้องการของเกษตรกร ครอบคลุมทั้งเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล การตลาด การบริหารจัดการ และนวัตกรรม คุณค่าของหลักสูตรจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ “ผู้เรียนได้อะไร” แต่อยู่ที่ “ภาคเกษตรไทยจะได้อะไร จากผู้นำเหล่านี้” การรวมผู้นำจากทุกภาคส่วนไว้ในเครือข่ายเดียวกัน ช่วยเชื่อมโจทย์จากพื้นที่กับนโยบาย งานวิจัย เทคโนโลยีและตลาด เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าและรายได้ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า วกส. รุ่นที่ 7 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 มีนาคม–21 สิงหาคม 2569 โดยผสาน “ความรู้ในห้องเรียน” กับ “ประสบการณ์จากพื้นที่จริง” ผ่านการแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ และการศึกษาดูงานด้านนโยบาย ระบบวิจัย ธุรกิจเกษตร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผู้เข้าอบรมมองเห็นการพัฒนาภาคเกษตรครบทั้งห่วงโซ่และสามารถนำบทเรียนไปประยุกต์ใช้กับองค์กรและพื้นที่ได้จริง ตลอด 6 รุ่นที่ผ่านมา วกส. ได้สร้างเครือข่ายผู้นำกว่า 600 คน เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ควบคู่กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยกว่า 40 โครงการ มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาทเพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพัฒนา “ผู้นำ” ซึ่งรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีและงานวิจัยไปแก้ปัญหาอย่างไร หลักสูตรวกส. จึงไม่ได้สร้างเพียงผู้บริหารที่มีความรู้ แต่กำลังสร้างเครือข่ายผู้นำที่พร้อมเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นทางออก เปลี่ยนเครือข่ายให้เป็นพลัง และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสที่ยกระดับภาคการเกษตรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เกษตรแนวหน้าออนไลน์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กระชับความสัมพันธ์-ความร่วมมือด้านปศุสัตว์ไทย-จีน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 17:03 น.

27 สิงหาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ นางสาวจาง เซียวเซียว (Ms. Zhang Xiaoxiao) ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และหารือความร่วมมือด้านปศุสัตว์ระหว่างไทย – จีน ณ ห้องซุ้มเรือนแก้ว ชั้น 1 ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและจีนให้เป็นไปอย่างราบรื่น เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม โดยครอบคลุมถึงการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนและทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมประสานงานระหว่างกรมปศุสัตว์ของไทยและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เพื่อส่งเสริมให้การประสานงานและการแก้ไขประเด็นด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นในมาตรการกำกับดูแลมาตรฐานและคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ไทยสำหรับการส่งออกไปยังประเทศจีนอีกด้วย

กรมปศุสัตว์,อธิบดีกรมปศุสัตว์,ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์,ปศุสัตว์,ไทยจีน,

กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามกด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

ธิวัลรัตน์-อังกินันทน์

เอาจริง! กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามก ด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก จี้หน่วยงานรัฐสกัดเผยแพร่-แก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่รัฐสภา นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณากรณีคลิปวิดีโอขบวนแห่เทียนพรรษาของวัดบิง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีการนำเสนอการนวดไทยในลักษณะล้อเลียนเชิงลามกอนาจารและสื่อไปในทางค้าประเวณี ภายใต้ชื่อ “Traditional Thai Massage Vat Bing” ก่อนถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนและกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพนวดไทยอย่างมาก เนื่องจาก “นวดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวจึงอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ชาวต่างชาติว่า นวดไทยมีความเกี่ยวข้องหรือแอบแฝงกับการค้าบริการทางเพศ

คณะกรรมาธิการฯ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา เทศบาลตำบลโชคชัย และสมาคมหมอนวดไทย เข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีก แม้ผู้เกี่ยวข้องจะออกมาขอโทษต่อสังคมแล้วก็ตาม

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า ผู้แทนเทศบาลตำบลโชคชัยชี้แจงว่า ขบวนแห่ดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มชุมชนในพื้นที่ มีเจตนาเพื่อสร้างความตลกขบขัน แต่เกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผู้จัดขบวนและเทศบาลตำบลโชคชัยได้ออกแถลงการณ์ขออภัยอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมขบวนแห่ในอนาคต ห้ามมีเนื้อหาลามกอนาจารหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี

ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมาชี้แจงว่า วัดบิงเป็นเพียงสถานที่ที่ชุมชนใช้เป็นจุดรวมพลในการจัดประเพณีแห่เทียนพรรษาเท่านั้น พระภิกษุสงฆ์และเจ้าอาวาสไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคิดรูปแบบ หรือเห็นชอบกับการแสดงออกเชิงลามกในขบวนแห่แต่อย่างใด

ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความกังวลอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจสร้างความเสียหายต่อเกียรติภูมิและสถานะของ “นวดไทย” ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก จึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานรัฐเร่งวางมาตรการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเสนอให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 พร้อมประสานการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อระงับการเผยแพร่ข้อความ ภาพ หรือคลิปวิดีโอออนไลน์ที่มีลักษณะด้อยค่า หรือสร้างความเสียหายต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติอย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมเห็นว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 ในปัจจุบัน แม้ให้อำนาจสั่งระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ยังไม่มีบทลงโทษทางอาญาที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดหรือด้อยค่ามรดกภูมิปัญญาที่ขึ้นบัญชีไว้ จึงเสนอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ประสานกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแก้ไขกฎหมายลำดับรองภายใต้ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 เพื่อปิดช่องไม่ให้มีการนำคำว่า “นวดไทย” ไปใช้แอบแฝงในสถานบริการประเภทอาบอบนวด ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของศาสตร์การนวดไทยที่มุ่งด้านการดูแลสุขภาพและการบำบัดรักษา

ด้านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชี้แจงว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพภายใต้ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ทั้งเรื่องมาตรฐานและจริยธรรม เพื่อป้องกันการแอบแฝงค้าบริการทางเพศ พร้อมอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มข้อกำหนดด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ให้บริการนวดให้ชัดเจนขึ้น หากพบการกระทำฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี จะดำเนินการตามกฎหมายถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต

“นวดไทยไม่ใช่เรื่องล้อเลียนทางเพศ หรือเครื่องมือสร้างความตลกขบขันเชิงลามกอนาจาร แต่เป็นศาสตร์แห่งการเยียวยา การดูแลสุขภาพ และเป็นเกียรติภูมิทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าระดับโลกของมนุษยชาติ คนไทยทุกคนต้องร่วมกันหวงแหน ปกป้อง และสืบทอดต่อไปอย่างภาคภูมิใจ” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

กมธ.ศาสนานวดไทย

NIDA คว้าชัยโต้วาทีนานาชาติ! กวาดรางวัลชนะเลิศ-รองอันดับ 1 ชนะมหาลัยชั้นนำจากจีน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:24 น.

NIDA คว้าชัยโต้วาทีนานาชาติ ครั้งที่ 3! กวาดรางวัลชนะเลิศ-รองอันดับ 1 ชนะมหาลัยชั้นนำจากจีน พร้อมดันเวทีวิชาการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดการแข่งขันโต้วาทีนานาชาติระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 3 (The 3rd International Sustainable Development Debate) เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อภิปรายประเด็นสำคัญระดับโลก และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการรับฟังอย่างสร้างสรรค์ โดยมีมหาวิทยาลัยจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วม 3 แห่ง ได้แก่ Huazhong University of Science and Technology (HUST), Shanghai University of Finance and Economics (SUFE) และ Shanghai International Studies University (SISU) ในปีนี้ นิด้าส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 2 ทีม รวม 6 คน จากคณะบริหารธุรกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะภาษาและการสื่อสาร คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม และวิทยาลัยนานาชาติ ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจาก United Nations (UN), United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization (UNESCO) และ ASEAN University Network (AUN) ร่วมกล่าวสุนทรพจน์พิเศษ สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ และการส่งเสริมเยาวชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 ท่าน จากหน่วยงานด้านนานาชาติและสถาบันอุดมศึกษาทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ Fulbright Thailand, British Council Thailand, SEAMEO STEM-ED, United Nations Development Programme (UNDP), Shanghai International Studies University (SISU), Yili Normal University (YLU) และคณะภาษาและการสื่อสาร นิด้า

สำหรับการแข่งขันในรอบแรก นักศึกษาได้อภิปรายในประเด็นร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และความเหลื่อมล้ำ (Inequality) โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบบ่าย ได้แก่ HUST, SUFE และทีมจากนิด้าทั้ง 2 ทีม (Team 1 และ Team 2)

ต่อมาในช่วงบ่าย นักศึกษาที่ผ่านเข้ารอบได้แข่งขันต่ออีก 2 รอบ ในญัตติที่เกี่ยวข้องกับ AI และการศึกษา (Education) โดยทีมจากนิด้าสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ขณะที่ HUST คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับสองไปครอง

สรุปผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ : ทีมจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Team 1) รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง : ทีมจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Team 2) และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง : ทีมจาก Huazhong University of Science and Technology (HUST) ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักศึกษาและผู้เข้าร่วมจากทั้งนิด้าและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงความสนใจต่อประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและบทบาทของคนรุ่นใหม่ในการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายของโลก

ทั้งนี้ นิด้ามุ่งหวังให้เวที International Sustainable Development Debate เป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถ คิดอย่างมีวิจารณญาณ สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความท้าทายที่ซับซ้อน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับบริบทของการปฏิบัติจริง อันนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

InternationalDebate2569NIDANIDATeamSustainableDevelopmentข่าวการศึกษานิด้าโต้วาทีนานาชาติ

กองทัพเรือ จัดการซ้อมย่อยครั้งที่ 3 ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

27 สิงหาคม 2569 เวลา 20:00 น.

27 สิงหาคม 2569 กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการซ้อมย่อย ครั้งที่ 3 ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อเตรียมความพร้อมของเรือพระราชพิธี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

สำหรับรูปแบบการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้กำลังพลประจําเรือพระราชพิธี โดยได้คัดเลือกกําลังพลจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ จํานวน 2,200 นาย เรือพระราชพิธี จํานวน 52 ลํา แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ความยาว 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร ดังนี้

– ริ้วสายกลางซึ่งเป็นเรือสายสำคัญประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือประทับพระราชอาสน์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือตั้งบุษบกเชิญผ้าพระกฐิน นอกจากนี้มีเรืออีเหลือง เป็นเรือกลองนอก เรือแตงโมเป็นเรือกลองใน (เป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ) พร้อมด้วยเรือตำรวจ และเรือแซง 7

– ริ้วสายในขนาบข้างสายเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้า เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ ได้แก่ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง และปิดท้ายริ้วสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทองเป็นเรือคู่ชัก

– ริ้วสายนอกประกอบด้วยเรือดั้ง สายละ 11 ลำ และเรือแซง สายละ 3 ลำ

สำหรับการฝึกจัดรูปกระบวน ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ประกอบด้วย การซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ ก่อนที่จะมีพิธีจริงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยมีขั้นตอนที่สำคัญคือ การซ้อมย่อย 10 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม (วันที่ 17, 20,27 สิงหาคม วันที่ 3, 8, 17, 23 กันยายน วันที่ 2, 8, 15, 21, 28 ตุลาคม) โดยในวันนี้เป็นการซ้อมย่อยครั้งแรก

และการซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง ในวันที่ 21 และ 28 ตุลาคม 2569 ก่อนวันพระราชพิธี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยรับชมการฝึกซ้อมและร่วมรับเสด็จฯ ได้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานกรุงธนบุรีถึงวัดอรุณราชวราราม โดยกำลังพลกองทัพเรือทุกนายมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งนี้ และมุ่งมั่นในการทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถรับชมการฝึกซ้อมได้ตลอดเส้นทางที่ขบวนเรือแล่นผ่านโดยพื้นที่สาธารณะที่สามารถรับชมได้อย่างใกล้ชิด มีดังนี้

ฝั่งธนฯ บริเวณใต้สะพานพระราม 8 ด้านพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ข้างโรงพยาบาลศิริราช ท่าน้ำวัดระฆังโฆษิตาราม และวัดอรุณราชวราราม ฝั่งพระนคร ที่สวนสันติชัยปราการ ข้างป้อมพระสุเมรุ ท่ามหาราช และท่าช้าง ตั้งแต่เวลา 15.30 น.ที่เรือพระราชพิธีเริ่มเคลื่อนขบวนบริเวณสะพานพระราม 8 จนเสร็จพิธีที่วัดอรุณราชวราราม

กองทัพเรือขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเรือพระราชพิธี

ททท. ชวนคนทำงานเปิด “Leave Mode” กับโครงการ “Take Leave Consciously — ลาพัก…ไปรักษ์โลก”

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

20260820_aw

เปลี่ยนวันลาพักร้อนให้มีความหมายมากกว่าการพักผ่อน ผ่านการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ที่ได้ทั้งรีชาร์จตัวเอง และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ธรรมชาติ ชุมชน และสังคม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ จัดทำโครงการ “Take Leave Consciously — ลาพัก…ไปรักษ์โลก” เพื่อชวนคนวัยทำงานปรับมุมมองการใช้วันลาพักร้อนให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “Regenerative Tourism: Leave a Positive Impact” หรือการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ที่ไม่เพียงลดผลกระทบจากการเดินทาง แต่ยังสร้างผลเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติ ชุมชน วัฒนธรรมท้องถิ่น และสังคม

โครงการนี้ชวนพนักงานออฟฟิศ คนทำงานในองค์กร กลุ่ม Gen Y–Z รวมถึงองค์กรภาคเอกชน และบริษัทขนาดใหญ่ มอง “วันลา” เป็นโอกาสในการพักใจ เติมพลัง และออกเดินทางอย่างมีจุดหมาย ผ่านประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ช่วยฟื้นฟูทั้งตัวผู้เดินทางและพื้นที่ปลายทาง สอดคล้องกับพฤติกรรมคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Work–Life Balance, Purposeful Living, Employee Well-being และกิจกรรมที่สร้างคุณค่าต่อสังคม

ภายใต้แนวคิด “Leave with Purpose” โครงการออกแบบการเดินทางที่เปลี่ยน “การลา” ให้เป็น “พลังในการฟื้นฟู” ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Rest for Self การพักและชาร์จพลังกายใจ, Restore for Planet การมีส่วนร่วมฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศชุมชน และ Return Value การมอบสิ่งดี ๆ คืนสู่สังคม ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น

เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ททท. ได้ร่วมกับบริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง (DMC) และนักออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู 5 Special Routes ที่ผสาน Employee Well-being, CSR / ESG Engagement และ Regenerative Tourism เข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์กรสามารถใช้เป็นเครื่องมือดูแลพนักงาน สร้างความผูกพันในทีม และต่อยอดแนวทางด้าน ESG ได้อย่างเป็นรูปธรรม

เปลี่ยนวันลาพักร้อนให้เป็นมากกว่าการพัก

5 Special Routes ประกอบด้วย

Ocean Healing — ทะเลเยียวยาใจ จ.กระบี่ เส้นทางที่ชวนผู้เดินทางฟื้นพลังจากทะเล พร้อมเรียนรู้และมีส่วนร่วมดูแลระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

Forest Retreat — เปิดโหมดพัก ฟังเสียงตัวเองในธรรมชาติ จ.นครราชสีมา เส้นทางที่ชวนคนทำงานพักจากหน้าจอ ลดความเร่งรีบ และกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมอาบป่า Silent Walking ปลูกป่า และเวิร์กช็อปงานศิลปะในชุมชน

Culture Revive — คราฟต์ปลุกใจ เติมไฟสร้างสรรค์ จ.เชียงรายเส้นทางที่ชวนออกจาก Routine เดิม ไปสัมผัสงานคราฟต์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และมรดกทางวัฒนธรรม ผ่านประสบการณ์ที่ไม่ได้แค่ “ชม” แต่ได้ “ลงมือทำ”

Community Giving — อาสาปันสุข ปลุกพลังผู้ให้ จ.ราชบุรี เส้นทางที่ชวนคนทำงานเปลี่ยนวันลาเป็นพลังแห่งการให้ ผ่านกิจกรรมอาสา การแบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งต่อโอกาสให้กับกลุ่มที่ต้องการการสนับสนุน

Mindful Living — อยู่กับตัวเองให้มากขึ้น ใช้โลกให้น้อยลง จ.ระยอง
เส้นทางที่ชวนพักใจ ปรับสมดุลชีวิต ใช้ชีวิตให้ช้าลง และเดินทางอย่างใส่ใจ ผ่านกิจกรรม Low-impact เช่น Zero-waste Cooking, Farm-to-Table และกิจกรรมดูแลสุขภาวะอย่างเรียบง่าย

นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาคเอกชน อาทิ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท แมคไทย จำกัด, บริษัท เอสเทค ฟาร์มา จำกัด และบริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ในการส่งตัวแทนพนักงานเข้าร่วมเดินทางใน 5 Special Routes ซึ่งเป็นเส้นทางนำร่อง (Pilot Trip) เพื่อร่วมทดลองประสบการณ์และให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาโปรแกรมให้ตอบโจทย์กลุ่มวัยทำงานและองค์กรได้ดียิ่งขึ้น

ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรจัดทำข้อเสนอพิเศษและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้คนทำงานเข้าถึงประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมายได้ง่ายขึ้น พร้อมกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ติดตามรายละเอียดโครงการ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ข้อเสนอพิเศษ และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Facebook Page: Take Leave Consciously ลาพัก ไปรักษ์โลก

เพราะวันลาของคุณ…เปลี่ยนโลกได้มากกว่าที่คิด

Leave Modeททท.