หนิง ปัทมา สาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยันไม่เคยเป็นเมียน้อย หากโกหกขอให้ล่มจม

หนิง ปัทมา สาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยันไม่เคยเป็นเมียน้อย หากโกหกขอให้ล่มจม

หนิง ปัทมา สาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยันไม่เคยเป็นเมียน้อย หากโกหกขอให้ล่มจม

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

“หนิง ปัทมา” เดินหน้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ เข้าสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยืนยันทุกคำแถลงเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เป็นความจริง พร้อมประกาศท้าอีกฝ่ายมาสาบานเดิมพันด้วยชีวิตและครอบครัว หากมั่นใจว่าข้อมูลที่กล่าวหานั้นเป็นความจริง

“หนิง ปัทมา” เดินทางเข้าสักการะและกล่าวคำสาบานต่อองค์พระแก้วมรกตและองค์เจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

       หนิง ปัทมา กล่าวต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า คำแถลงข่าวที่เธอได้แถลงไว้เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดบุรีรัมย์ และประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นความจริงทุกประการในทุกรายละเอียด

เธอยืนยันว่า ไม่เคยมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาว ไม่เคยเป็นเมียน้อย ไม่เคยเป็นแฟน หรือคบหากันในลักษณะดังกล่าวกับบุคคลที่ถูกพาดพิง และไม่เคยมีเจตนาจะคบหาในฐานะคนรักตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมองอีกฝ่ายในฐานะพี่ชายเท่านั้น

       นอกจากนี้ ยังย้ำว่า การเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ บุรีรัมย์ รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการเดินทางเพื่อรับงานร้องเพลงตามอาชีพสุจริต ไม่ได้เดินทางไปท่องเที่ยวร่วมกันตามที่มีกระแสข่าวเผยแพร่

ในการกล่าวคำสาบาน หนิง ปัทมา ระบุว่า หากสิ่งที่ตนพูดทั้งหมดเป็นความจริง ขอให้องค์เจ้าพ่อหลักเมืองดลบันดาลให้ตนเองและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ และประสบความสำเร็จในทุกด้าน

       แต่หากมีข้อความใดที่เป็นเท็จ แม้เพียงประเด็นเดียว ก็ขอให้ตนเองและครอบครัวประสบความฉิบหาย ความวิบัติ และความล่มจม ตามคำสาบานที่ได้กล่าวไว้

พร้อมกันนี้ หนิง ปัทมา ยังกล่าวว่า หากตนพูดความจริงแล้ว แต่ยังมีผู้ที่จงใจกลั่นแกล้ง กล่าวหา ใส่ร้าย หรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ จนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ครอบครัว องค์กร และหน้าที่การงาน ขอให้องค์เจ้าพ่อหลักเมืองดลบันดาลให้ผู้กระทำและครอบครัวได้รับผลแห่งการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว

       เธอยังกล่าวถึงผู้ที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย หรือคอมเมนต์สร้างความเสียหาย รวมถึงผู้ที่ติดต่อผู้ว่าจ้างเพื่อทำให้เธอเสียโอกาสในการทำงาน โดยระบุขอให้ผู้ที่กล่าวหาโดยปราศจากความจริงได้รับผลจากการกระทำของตนเอง

       ช่วงท้ายของคำสาบาน หนิง ปัทมา ได้ประกาศท้าผู้ที่ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ให้ออกมาสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับที่เธอทำ พร้อมเดิมพันด้วยชีวิตและครอบครัว เพื่อพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้พูดความจริง โดยระบุว่าเธอได้นำชีวิตของตนเองมาเป็นเดิมพันกับคำสาบานในครั้งนี้แล้ว.

‘ONCB Thai Youth League 2025/2026’ เปิดสนามสร้างนักกีฬา พัฒนาเยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด

‘ONCB Thai Youth League 2025/2026’ เปิดสนามสร้างนักกีฬา พัฒนาเยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด

‘ONCB Thai Youth League 2025/2026’ เปิดสนามสร้างนักกีฬา พัฒนาเยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

การแข่งขัน ONCB Thai Youth League ฤดูกาล 2025/2026 เดินหน้าสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศได้พัฒนาทักษะฟุตบอล ควบคู่กับการเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ โดยมี พันตำรวจเอก ชัยพร ออฟูวงศ์ เป็นประธานโครงการ ONCB Thai Youth League และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ซึ่งมุ่งใช้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด

การแข่งขันในฤดูกาลนี้ครอบคลุมฟุตบอล 11 คน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี รวมถึง Thai Youth League Junior สำหรับเยาวชนอายุ 9-13 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรุ่นเล็กได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในสนามตั้งแต่ก้าวแรก นอกจากนี้ ยังมีโครงการฟุตบอลเด็กวิถีชุมชนใน 10 จังหวัด ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เด็กนักเรียน เด็กด้อยโอกาส เยาวชนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเปราะบางได้เข้าถึงการฝึกซ้อมและการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาและเครือข่ายโค้ชจิตอาสาในพื้นที่ ขณะเดียวกัน นักกีฬายังได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 เพื่อเรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

Thai Youth League หรือการแข่งขันฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นในปี 2559 จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้โครงการ “สานฝันฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก” ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โครงการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฟุตบอลระดับเยาวชนกับฟุตบอลอาชีพ ผ่านระบบการแข่งขันที่ครอบคลุมหลายช่วงวัย และเปิดโอกาสให้เด็กจากทุกภูมิภาคได้พิสูจน์ศักยภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยนักฟุตบอลทีมชาติไทยและผู้เล่นในลีกอาชีพหลายคนต่างมีจุดเริ่มต้นจากเวทีการแข่งขันระดับเยาวชน ซึ่งประสบการณ์ในสนามถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความมั่นใจ และความพร้อมสำหรับการก้าวสู่เส้นทางฟุตบอลอาชีพ

สิ่งที่ทำให้ Thai Youth League มีความโดดเด่น คือการมองฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนานักกีฬา สนามแข่งขันจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้นหาผู้เล่นฝีเท้าดี แต่ยังช่วยปลูกฝังความอดทน ความมีวินัย การทำงานเป็นทีม และการเคารพกติกา คุณลักษณะเหล่านี้จะติดตัวเยาวชนต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพหรือเติบโตไปสู่บทบาทอื่นในสังคม และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Thai Youth League ยังคงเป็นเวทีในการสร้างทั้งนักกีฬาและคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทย

มาร์ธา ลิลลาร์ด ผู้ป่วยโปลิโอคนสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่ยังใช้ “ปอดเหล็ก” เสียชีวิตในวัย 78 ปี

มาร์ธา ลิลลาร์ด ผู้ป่วยโปลิโอคนสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่ยังใช้ "ปอดเหล็ก" เสียชีวิตในวัย 78 ปี

12 ก.ค. 2569 11:50 น.

มาร์ธา ลิลลาร์ด ผู้ป่วยโปลิโอคนสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่ยังใช้ “ปอดเหล็ก” เสียชีวิตในวัย 78 ปี

“มาร์ธา ลิลลาร์ด” หญิงชาวอเมริกัน ผู้ป่วยโรคโปลิโอคนสุดท้ายของสหรัฐฯ และต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจแรงดันลบหรือ “ปอดเหล็ก” มายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้วที่รัฐโอคลาโฮมา หลังเผชิญภาวะลองโควิด

นางซินดี แมกเวย์ น้องสาวของมาร์ธา ลิลลาร์ด (Martha Lillard) เปิดเผยต่อสำนักข่าวเอพีว่า พี่สาวของเธอได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในวัย 78 ปี ที่รัฐโอคลาโฮมา โดยมาร์ธาถือเป็นผู้ป่วยโรคโปลิโอรายสุดท้ายในสหรัฐฯ ที่ยังคงใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันลบ หรือ “ปอดเหล็ก” ในการดำรงชีวิต

แมกเวย์ระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของพี่สาวมาจากผลกระทบของภาวะลองโควิด (Long COVID) หลังจากที่เธอติดเชื้อโควิด-19 ถึงสองครั้งในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ โดยในใบมรณบัตรระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจากภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเรื้อรังและกลุ่มอาการหลังโปลิโอ “ตอนเด็กๆ หมอบอกว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 20 ปี” แมกเวย์ วัย 75 ปี กล่าวถึงพี่สาวว่า “แต่เธอมีความกระตือรือร้นและมีแรงผลักดันที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป รวมถึงทำชีวิตของเธอให้ดีที่สุด”

มาร์ธา ลิลลาร์ด ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโปลิโอหลังจากเพิ่งผ่านพ้นวันเกิดวัย 5 ขวบไปได้ไม่นาน โรคนี้ทำให้เธอเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงไป และส่งผลให้เธอต้องเข้าไปนอนในถังปอดเหล็ก ซึ่งเป็นเครื่องทรงกระบอกที่จะครอบคลุมร่างกายของเธอไว้ โดยอาศัยการเปลี่ยนแรงดันอากาศภายในถังเพื่อช่วยอัดและดูดอากาศเข้าออกจากปอดเพื่อให้เธอสามารถหายใจได้

แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกายอย่างรุนแรง แต่ลิลลาร์ดไม่เคยยอมให้อุปสรรคมาหยุดยั้งการเรียนรู้ ในวัยเด็กเธอเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนประถมวันละ 2 ชั่วโมงและเรียนกวดวิชาต่อที่บ้าน ส่วนในช่วงมัธยมปลายที่โรงเรียนชอว์นี เธอใช้วิธีเรียนผ่านระบบโทรศัพท์และอินเตอร์คอมเพื่อโต้ตอบกับครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียน นอกจากนี้ ครอบครัวของเธอยังเคยพาเธอเดินทางท่องเที่ยวไปยังรัฐมิสซูรี โดยใช้รถพ่วงที่สั่งทำพิเศษ และคุณพ่อของเธอจะต้องโทรศัพท์ไปสอบถามโรงแรมต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าประตูห้องพักมีความกว้างมากพอที่จะเคลื่อนย้ายเครื่องปอดเหล็กเข้าไปได้ ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ลิลลาร์ดสามารถขับรถได้ด้วยตัวเองเช่นกัน

ในเวลาต่อมา ลิลลาร์ดได้รับการบำบัดจนสามารถกลับมาขยับแขนซ้ายได้บางส่วนและขยับขาได้บ้าง แม้แขนซ้ายจะขยับได้เพียงในระดับเอวและไม่สามารถเอื้อมขึ้นสูงได้ แต่เธอก็ใช้ชีวิตตามลำพังและทำอาหารทานเองเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งในช่วง 5 ปีสุดท้ายของชีวิต ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนแอลงอย่างมาก ความจุของปอดเหลือต่ำกว่า 25% ทำให้เธอไม่สามารถออกจากบ้านได้ และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เธอจำเป็นต้องอยู่ในเครื่องปอดเหล็กเกือบตลอด 24 ชั่วโมง

เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในยุคหลังได้กลายเป็นหน้าต่างสู่โลกกว้างของลิลลาร์ด มันช่วยให้เธอสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับโรคของเธอ และยังเป็นสื่อกลางที่ทำให้เธอได้พบกับรักแท้ โดยหลังจากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ลิลลาร์ดได้เข้าไปในห้องแชตออนไลน์เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว จนได้พบกับชายชาวอียิปต์คนหนึ่ง ทั้งคู่ติดต่อพูดคุยกันผ่านทางออนไลน์ยาวนานกว่า 20 ปี

จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งสองได้เข้าพิธีสมรสกันหลังจากที่ฝ่ายชายได้รับวีซ่าเดินทางมายังรัฐโอคลาโฮมาได้สำเร็จ “พวกเขาราวกับเป็นเนื้อคู่กันจริงๆ ตอนนี้เขาหัวใจสลายและเศร้าโศกเป็นอย่างมาก” แมกเวย์กล่าว

นอกจากนี้ ลิลลาร์ดยังเป็นคนที่รักงานศิลปะและมีความคิดสร้างสรรค์ เธอชอบแต่งบทกวีและประพันธ์เพลง รวมถึงเป็นอาสาสมัครของสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ โดยเธอเป็นคนรักสุนัขสายพันธุ์บีเกิลตัวยงและคอยช่วยแชร์ข้อมูลช่วยเหลือสัตว์ผ่านทางเฟซบุ๊กอยู่เสมอ ซึ่งลิลลาร์ดเป็นผู้เขียนคำไว้อาลัย ให้กับตัวเองล่วงหน้า โดยระบุทิ้งท้ายไว้ว่าเธอ “เสียชีวิตจากภาวะลองโควิด-19” และน้องสาวของเธอเป็นผู้มาเติมวันที่เสียชีวิตในภายหลัง

แมกเวย์กล่าวปิดท้ายด้วยน้ำตาว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอและพี่สาวพยายามอย่างสิ้นหวังในการตามหาช่างที่จะมาช่วยซ่อมแซมเครื่องปอดเหล็กตัวนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่เครื่องที่ลิลลาร์ดใช้มาตลอดชีวิต “แต่ในเมื่อตอนนี้เธอจากไปในฐานะคนสุดท้ายแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องตามหาช่างซ่อมเครื่องนี้อีกต่อไป”

ในอดีต โปลิโอเคยเป็นหนึ่งในโรคระบาดที่น่ากลัวที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ซึ่งการระบาดในแต่ละปีทำให้มีผู้ป่วยเป็นอัมพาตนับพันราย จนกระทั่งมีการคิดค้นวัคซีนได้สำเร็จในปี 1955 ทางการสหรัฐฯ ได้ระดมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยลดลงเหลือต่ำกว่า 100 รายในทศวรรษ 1960 และต่ำกว่า 10 รายในทศวรรษ 1970 จนกระทั่งในปี 1979 สหรัฐฯ ได้ประกาศให้โรคโปลิโอหมดไปจากประเทศอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่มีการแพร่ระบาดตามธรรมชาติอีกต่อไป.

ที่มา Associated Press

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ

12 ก.ค. 2569 11:16 น.

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความตึงเครียด หลังกองทัพอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่มีกำหนด พร้อมยิงขีปนาวุธโจมตีเรือสินค้าติดธงไซปรัสโดยอ้างออกนอกเส้นทาง ส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มอิหร่านเป็นระลอกที่ 3 ในรอบสัปดาห์

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงยืนยันการเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อเป้าหมายในประเทศอิหร่าน เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา (11 ก.ค.) ซึ่งถือเป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์นี้ ภายใต้คำสั่งโดยตรงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้อย่างรุนแรงหลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ก่อเหตุ “โจมตีอย่างอุกอาจ” ต่อเรือบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ติดธงไซปรัสที่มีชื่อว่า “เอ็มวี จีเอฟเอส กาแล็กซี” (MV GFS Galaxy) ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯระบุว่า การโจมตีของอิหร่านส่งผลให้ห้องเครื่องของเรือสินค้าลำดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างหนักจนเกิดเพลิงไหม้และไม่สามารถแล่นต่อไปได้ ด้านหน่วยปฏิบัติการทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) เปิดเผยว่า ลูกเรือทั้งหมดจำเป็นต้องสละเรือและอพยพลงเรือชูชีพ โดยมีรายงานลูกเรือพลเรือนสูญหายไป 1 ราย

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แชร์แถลงการณ์ดังกล่าวพร้อมระบุข้อความสั้นๆ ว่า “อิหร่านเลือกทางเลือกที่ผิดพลาด และตอนนี้พวกเขาต้องชดใช้”

ก่อนหน้าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอของทางการอิหร่าน รายงานว่า กองทัพอิหร่านได้สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ “จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” โดยอ้างว่าเรือสินค้าลำดังกล่าวปิดระบบระบุตำแหน่งและแล่นออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาต จึงได้ทำการยิงขีปนาวุธครูซเพื่อเป็นการ “ยิงเตือน” ให้หยุดเรือ

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแถลงว่า “ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดจนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป และจนกว่าการแทรกแซงของอเมริกาในภูมิภาคนี้จะสิ้นสุดลง โดยจะไม่มีเรือลำใดได้รับอนุญาตให้แล่นผ่าน” พร้อมเตือนว่าหากสหรัฐฯ มีท่าทีก้าวร้าวใดๆ ตอบกลับมา อิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงที่สุดและจะตกเป็นเป้าหมายโจมตีฐานทัพแห่งใหม่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคทันที

การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ของโลก ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อเดือนก่อนหลังสงครามปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต้องพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

ชนวนเหตุความขัดแย้งในครั้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ซึ่งนับเป็นการแถลงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกหลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจาก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขาที่ถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และเพิ่งมีพิธีฝังศพไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ผู้นำสูงสุดคนใหม่กล่าวว่า “การล้างแค้นคือเจตจำนงของคนในชาติ และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราขอให้สัตยาบันว่าจะล้างแค้นให้แก่โลหิตของผู้นำผู้ล่วงลับและผู้พลีชีพทุกคน จากน้ำมือของฆาตกรอาชญากรที่น่าอดสูเหล่านี้” พร้อมระบุว่าอิหร่านได้จัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่เป็นเป้าหมายในการสังหารไว้แล้ว ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความตอบโต้โดยขู่ว่าหากอิหร่านพยายามลอบสังหารตน สหรัฐฯ จะตอบโต้อย่างไร้ความปราณี “ขีปนาวุธ 1,000 ลูกถูกล็อกเป้าและพร้อมยิงไปยังสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และจะมีตามมาอีกหลายพันลูกทันที หากรัฐบาลอิหร่านลงมือทำตามคำขู่ลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือตัวผม!”

แม้สถานการณ์จะหมิ่นเหม่ต่อการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่อดีตตัวกลางและผู้ไกล่เกลี่ยยังคงพยายามทำงานอย่างหนัก โดยสำนักข่าวทาสนิมของอิหร่านรายงานว่า คณะผู้แทนจากประเทศกาตาร์ได้เดินทางเยือนกรุงเตหะรานเมื่อวันศุกร์เพื่อพยายามฟื้นฟูบทบาทการเป็นคนกลางและกู้คืนกระบวนการเจรจา ขณะที่มีรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านบางส่วนได้ส่งสัญญาณผ่านคนกลางอ้างว่าการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันก่อนหน้านี้เป็นความผิดพลาดของกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงภายในประเทศที่ควบคุมไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสหรัฐฯ ยื่นคำขาดผ่านตัวกลาง เรียกร้องให้อิหร่านต้องออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” จะเปิดให้สัญจรระหว่างประเทศอย่างเสรี และให้คำมั่นว่าจะหยุดยิงใส่เรือพาณิชย์โดยเด็ดขาด ขณะที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ตอบโต้ว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว แต่ข้อตกลงจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามร่วมกันเท่านั้น.

ที่มา BBC / AFP

กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 4

กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 4

12 ก.ค. 2569 10:29 น.

กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 4

เกิดเหตุคนร้ายเปิดฉากกราดยิงกลางเทศกาลเต้นรำและดนตรีลาติน “ซัลซา ออน เซนต์แคลร์” ประจำปีครั้งที่ 22 ในนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 2 ราย บาดเจ็บอีก 4 ราย ตำรวจยันควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้แล้ว แต่คนร้ายยังคงหลบหนี

เกิดคนร้ายก่อเหตุกราดยิงในนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา บริเวณถนนเซนต์แคลร์ อเวนิว เวสต์ ตัดกับอาร์ลิงตัน อเวนิว ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสไตล์ลาติน “ซัลซา ออน เซนต์แคลร์” ประจำปี ครั้งที่ 22 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจโตรอนโตได้รับแจ้งเหตุในเวลาประมาณ 20:12 น. ตามเวลาท้องถิ่น ว่ามีคนร้ายที่ก่อเหตุยิ อยู่ในพื้นที่จัดงานเทศกาลเต้นรำซัลซาดังกล่าว ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และประชาชนที่มาร่วมชมดนตรีสดและการแสดงเต้นรำอย่างคึกคัก

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบผู้ถูกยิงทั้งหมด 6 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 4 ราย ซึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยทางตำรวจยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บของเหยื่อกลุ่มนี้

ในช่วงแรกของการเข้าระงับเหตุ ตำรวจได้ประกาศเตือนอย่างเร่งด่วนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงและอยู่ห่างจากพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาทางตำรวจแถลงว่าสามารถ “ควบคุมพื้นที่เกิดเหตุได้แล้ว” แต่เน้นย้ำและแจ้งเตือนประชาชนว่าผู้ต้องสงสัย หรือกลุ่มผู้ต้องสงสัย ยังไม่ถูกจับกุมตัวและยังคงหลบหนีอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากจะยังคงตรึงกำลังในพื้นที่เพื่อสืบสวนและไล่ล่าตัวผู้ก่อเหตุอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอเอฟพี ประจำจุดเกิดเหตุรายงานว่า มีกองกำลังตำรวจกระจายอยู่ทั่วบริเวณถนนเซนต์แคลร์ อเวนิว ซึ่งเป็นถนนสายหลักในย่านใจกลางเมืองโตรอนโตที่ปกติจะเต็มไปด้วยความราบรื่นและปลอดภัย

หลังเกิดเหตุ นายดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทารีโอ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อประณามเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า “ผมรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งกับความรุนแรงที่ไร้มนุษยธรรมในเทศกาล ซัลซา ออน เซนต์แคลร์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 2 รายและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ผมขอส่งกำลังใจและความระลึกถึงไปยังผู้เคราะห์ร้าย ครอบครัวของพวกเขา และทุกคนที่ได้รับผลกระทบ”

นอกจากนี้ นายฟอร์ด ยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ชีพและหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินที่เข้าช่วยเหลือในที่เกิดเหตุทันที พร้อมประกาศว่า “ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้จะต้องถูกจับกุม ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

ทั้งนี้ นครโตรอนโต ถือเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา และเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ เหตุการณ์กราดยิงที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก

อย่างไรก็ตาม เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แคนาดาเพิ่งเผชิญเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนในเมืองอื่นเมื่อไม่นานมานี้ โดยเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เกิดเหตุกราดยิงในเมืองมอนทรีออล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ก่อนที่คนร้ายจะถูกวิสามัญฆาตกรรม และก่อนหน้านั้นในเดือนกุมภาพันธ์ ก็เคยเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่เมืองทัมเบลอร์ ริดจ์  เมืองเหมืองแร่ขนาดเล็กทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 8 ราย รวมถึงมารดาและพี่ชายต่างมารดาของผู้ก่อเหตุ และมีผู้บาดเจ็บอีก 27 ราย ก่อนที่มือปืนหญิงจะปลิดชีพตัวเองตาม.

ที่มา BBC / AFP

เกาหลีใต้ประกาศเตือนคลื่นความร้อน “ระดับร้ายแรง” ครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งแตะ 39.9 องศาฯ

เกาหลีใต้ประกาศเตือนคลื่นความร้อน "ระดับร้ายแรง" ครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งแตะ 39.9 องศาฯ

12 ก.ค. 2569 10:14 น.

เกาหลีใต้ประกาศเตือนคลื่นความร้อน “ระดับร้ายแรง” ครั้งแรก หลังอุณหภูมิพุ่งแตะ 39.9 องศาฯ

เกาหลีใต้ออกประกาศเตือนคลื่นความร้อน “ระดับร้ายแรง” เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มใช้ระบบแจ้งเตือนใหม่เมื่อเดือนมิถุนายน หลังอุณหภูมิในเมืองคยองซานและโพฮังพุ่งเฉียด 40 องศาเซลเซียส ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขเตือนคลื่นความร้อนอาจเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ทางการเกาหลีใต้ได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับ “รุนแรงขั้นวิกฤต” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก สำหรับพื้นที่เมืองคยองซาน และเมืองโพฮัง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ภายใต้ระบบเตือนภัยรูปแบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มนำมาใช้เมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดอย่างสุดขั้ว

รายงานระบุว่า คำเตือนภัยระดับสูงสุดนี้มีผลบังคับใช้ในทั้งสองเมืองตั้งแต่เวลา 10:00 น. ของวันนี้ (12 ก.ค.) หลังจากวันก่อนหน้านี้ อุณหภูมิในเมืองคยองซานพุ่งสูงถึง 39.9 องศาเซลเซียส และเมืองโพฮังพุ่งแตะ 37.2 องศาเซลเซียส ขณะที่การพยากรณ์อากาศคาดว่าอุณหภูมิในวันอาทิตย์นี้จะยังคงพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียสในทั้งสองพื้นที่

สำหรับระบบเตือนภัยคลื่นความร้อนรูปแบบใหม่นี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเกณฑ์การประกาศเตือนภัยระดับ “รุนแรงขั้นวิกฤต” จะเกิดขึ้นเมื่อคาดการณ์ว่าอุณหภูมิสูงสุดประจำวันจะแตะ 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป ในพื้นที่ที่มีดัชนีความร้อนสูงตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน

สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี (KDCA) ได้ออกแถลงการณ์เร่งด่วนเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและปฏิบัติตามแนวทางป้องกันโรคจากความร้อนอย่างเคร่งครัด พร้อมอธิบายว่า คลื่นความร้อนไม่เพียงแต่ทำให้เกิดโรคลมแดด หรือภาวะเพลียแดดเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้โรคประจำตัวของผู้ป่วยแย่ลง เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคไต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิต

ทางหน่วยงานเน้นย้ำว่า ภายใต้คำเตือนภัยระดับรุนแรงนี้ แม้แต่ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็สามารถเกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงจากความร้อนได้เช่นกัน โดยในพื้นที่ที่มีการประกาศเตือนภัย ทางการเตือนประชาชนควรระงับหรือเลื่อนกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำงานในนาข้าวและไร่นาสวนเกษตร, การทำงานในเขตก่อสร้าง, การเล่นกีฬาและกิจกรรมหรือจัดงานอีเวนต์กลางแจ้งทั้งหมด พร้อมแนะนำให้ย้ายไปยังสถานที่ที่เย็นกว่า เช่น ในร่ม เงาไม้ หรือศูนย์พักพิงคลายร้อน และพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงคอยหมั่นตรวจเช็กสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนบ้านใกล้เคียง

จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังของแผนกฉุกเฉินประจำสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี ซึ่งร่วมมือกับห้องฉุกเฉินกว่า 520 แห่งทั่วประเทศ ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 10 ที่ผ่านมา มียอดผู้ป่วยสะสมจากโรคที่เกิดจากความร้อนแล้ว 535 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกิดจากสาเหตุนี้แล้ว 2 ราย

เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อนจัดที่ลากยาวส่งผลให้ความเสียหายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยตลอดทั้งปีมีผู้ป่วยจากความร้อนสูงถึง 4,460 ราย และเสียชีวิต 29 ราย ซึ่งราว 30% ของผู้ป่วย และ 35% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด กระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 10 วัน ระหว่างวันที่ 20 ถึง 31 กรกฎาคมเท่านั้น

ผลการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพยังพบว่า เมื่อดัชนีความร้อนแตะระดับ 38 องศาเซลเซียส จะส่งผลต่อประชากรในสัดส่วนที่ต่างกัน เช่นกลุ่มอายุต่ำกว่า 65 ปี ความเสี่ยงในการเสียชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้น 4% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 7% ส่วนกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงในการเสียชีวิตโดยรวมพุ่งสูงถึง 19% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 14% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อคลื่นความร้อน

นายอิม ซึงกวาน กรรมาธิการสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี กล่าวทิ้งท้ายว่า “เมื่อมีการประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับรุนแรงขั้นวิกฤต แม้แต่คนที่มีร่างกายแข็งแรงก็สามารถได้รับผลกระทบรุนแรงได้ ดังนั้น ผู้สูงอายุ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้พิการ และผู้ที่มีโรคประจำตัว จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ” พร้อมแนะนำให้ประชาชนดื่มน้ำบ่อยๆ แม้ว่าจะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม.

ที่มา Yonhap / CHOSUNBIZ

อังกฤษจับผู้ต้องสงสัยคดีสังหาร “แอนน์ วิดเดอคอมบ์” อดีตรัฐมนตรีหญิงวัย 78 ปี

อังกฤษจับผู้ต้องสงสัยคดีสังหาร "แอนน์ วิดเดอคอมบ์" อดีตรัฐมนตรีหญิงวัย 78 ปี

12 ก.ค. 2569 09:53 น.

อังกฤษจับผู้ต้องสงสัยคดีสังหาร “แอนน์ วิดเดอคอมบ์” อดีตรัฐมนตรีหญิงวัย 78 ปี

ตำรวจอังกฤษจับกุมตัวชายวัย 28 ปี ในเทศมณฑลเซาท์ยอร์กเชียร์ ต้องสงสัยพัวพันคดีฆาตกรรม “แอนน์ วิดเดอคอมบ์” อดีตรัฐมนตรีและโฆษกพรรครีฟอร์มยูเคที่บ้านพักในมณฑลเดวอน ตำรวจยืนยันยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายหรือแรงจูงใจทางการเมือง

ตำรวจเดวอนและคอร์นวอลล์ของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ได้จับกุมชายชาวอังกฤษผิวขาววัย 28 ปี ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในเซาท์ยอร์กเชียร์ ในข้อหาต้องสงสัยก่อเหตุสังหาร แอนน์ วิดเดอคอมบ์ (Ann Widdecombe) อดีตรัฐมนตรีหญิงของพรรคอนุรักษนิยม และโฆษกด้านการย้ายถิ่นฐานและกระบวนการยุติธรรมของพรรครีฟอร์มยูเค (Reform UK) โดยผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวไว้เพื่อสอบปากคำ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นห่างจากบ้านพักของวิดเดอคอมบ์ในหมู่บ้านเฮย์ทอร์ มณฑลเดวอน ราว 430 กิโลเมตร โดยตำรวจได้รับการสนับสนุนจากหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตำรวจเซาท์ยอร์กเชียร์ในการปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ ตำรวจเคยจับกุมชายวัย 26 ปี ในเมืองนิวตันแอบบอต ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 18 กิโลเมตร ในข้อหาต้องสงสัยคดีเดียวกัน แต่ภายหลังได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันเสาร์ หลังเจ้าหน้าที่ระบุว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสืบสวนอีกต่อไป

วิดเดอคอมบ์ วัย 78 ปี ถูกพบได้รับบาดเจ็บสาหัสภายในบ้านพักเมื่อเวลา 11.40 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น (9 ก.ค.) โดยตำรวจเชื่อว่าเธอถูกทำร้ายตั้งแต่เกือบ 24 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ก่อนที่ทีมผู้จัดการของเธอจะประกาศข่าวการเสียชีวิตในวันศุกร์

ตำรวจระบุว่า แม้ในช่วงแรกจะมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่หน่วยต่อต้านการก่อการร้าย แต่จากการสืบสวนจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือเป็นอาชญากรรมที่มีแรงจูงใจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยหรือภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อการสืบสวนที่ยังดำเนินอยู่

ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและกำลังตำรวจจำนวนมากประจำอยู่บริเวณบ้านพักของวิดเดอคอมบ์ ขณะที่ประชาชนและนักการเมืองหลายคนเดินทางไปวางดอกไม้ไว้อาลัย โดย ไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรครีฟอร์มยูเค กล่าวยกย่องว่า เธอเป็นบุคคลที่โดดเด่นและเป็นผู้ปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างแข็งขัน

ด้าน ปีเตอร์ ฮอร์รอลล์ คนขับรถส่วนตัวที่ร่วมงานกับวิดเดอคอมบ์มาอย่างยาวนาน กล่าวว่า เขาแทบไม่อยากเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ใจดี ตรงไปตรงมา และพร้อมตอบทุกคำถามอย่างจริงใจ

ขณะที่บรรดานักการเมืองจากหลายพรรค รวมถึงนายกรัฐมนตรี เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ และ เคมี บาเดนอค หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ต่างแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของวิดเดอคอมบ์ พร้อมยกย่องผลงานที่เธออุทิศให้กับการเมืองและสังคมอังกฤษตลอดหลายทศวรรษ

แอนน์ วิดเดอคอมบ์ เริ่มต้นเส้นทางการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนุรักษนิยม เขตเมดสโตน ระหว่างปี 1987-2010 และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี จอห์น เมเจอร์ ก่อนรับตำแหน่งสำคัญในฝ่ายค้านหลังพรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 1997

หลังอำลาสภาผู้แทนราษฎร เธอมีบทบาทในวงการโทรทัศน์จากการเข้าร่วมรายการ Strictly Come Dancing ของบีบีซี และรายการ Celebrity Big Brother ก่อนหวนคืนสู่การเมืองกับพรรคเบร็กซิต (Brexit Party) ในปี 2019 ในฐานะสมาชิกรัฐสภายุโรป และเข้าร่วมพรรครีฟอร์มยูเค ในปี 2023 โดยดำรงตำแหน่งโฆษกด้านการย้ายถิ่นฐานและกระบวนการยุติธรรมจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต.

ที่มา BBC

ชาวยูกันดา อดตายแล้ว 16 ศพ หลังภัยแล้งทำลายผลผลิต

ชาวยูกันดา อดตายแล้ว 16 ศพ หลังภัยแล้งทำลายผลผลิต

12 ก.ค. 2569 06:30 น.

ชาวยูกันดา อดตายแล้ว 16 ศพ หลังภัยแล้งทำลายผลผลิต

(ภาพจาก Badru KATUMBA / AFP)

ทางการยูกันดาเปิดเผยว่า มีประชาชนเสียชีวิตจากภาวะอดอยากในประเทศแล้วอย่างน้อย 16 ศพ หลังจากภัยแล้งที่ยาวนานทำลายผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านจนหมด

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 รัฐบาลยูกันดาเปิดเผยว่า มีประชาชนอย่างน้อย 16 รายเสียชีวิตจากความหิวโหยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในภูมิภาคคาราโมจา (Karamoja) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เนื่องจากเผชิญกับภัยแล้งที่ยาวนาน

บรรดาเกษตรกรระบุว่า พวกเขาต้องสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรไปทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกน้อยมากหรือไม่มีฝนตกเลยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลเพาะปลูก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นซ้ำซากในภูมิภาคนี้ มีสาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝนที่น้อยเกินไป การตัดไม้ทำลายป่า การเลี้ยงสัตว์มากเกินไปจนทำลายทุ่งหญ้า และศัตรูพืช ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันทำให้ชุมชนต่าง ๆ ต้องตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อความหิวโหยมากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี โรบินาห์ นับบันจา กล่าวว่า หลายพันครัวเรือนต้องตกอยู่ในสภาพไม่มีอาหารประทังชีวิต เนื่องจากช่วงเวลาที่แห้งแล้งได้ทำลายพืชผลจนหมดสิ้น โดยสำนักงานของเธอจะยื่นขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในวันจันทร์นี้ เพื่อจัดซื้อสิ่งของบรรเทาทุกข์เพิ่มเติมสำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ภาพพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง และถั่วเหลืองขนาดใหญ่ในภูมิภาคคาราโมจา ยืนต้นแห้งเหี่ยว ทำลายความหวังของชาวบ้านที่จะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์ลงอย่างสิ้นเชิง

ผู้เชี่ยวชาญต่างเรียกร้องให้มีการพยากรณ์อากาศที่ดีขึ้น รวมถึงการลงทุนในระบบชลประทานและพืชพันธุ์ที่ทนแล้ง

พื้นที่กึ่งแห้งแล้งทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูกันดา เคยประสบกับวิกฤตการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อน โดยรายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า ในปี 2565 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,200 ศพ จากการอดอยากและโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูกันดา

แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ เฮนรี โอเคลโล โอเรียม รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้น เรียกผู้ที่เสียชีวิตจากความหิวโหยว่าเป็นพวก “โง่เง่า” อ้างว่ายูกันดามีสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยและมีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้นประชาชนจึงควรจะสามารถปลูกอาหารกินเองได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 44 ศพในบังกลาเทศ ประชาชนติดค้างนับล้าน

น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 44 ศพในบังกลาเทศ ประชาชนติดค้างนับล้าน

12 ก.ค. 2569 04:02 น.

น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 44 ศพในบังกลาเทศ ประชาชนติดค้างนับล้าน

บังกลาเทศกำลังเผชิญเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 44 ศพ และมีชาวบ้านติดค้างอีกกว่า 1 ล้านคน ขณะที่การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ก.ค. 2569 ว่า บังกลาเทศเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 44 ศพ มีประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนติดค้างอยู่ในพื้นที่ ซึ่งทีมช่วยเหลือกำลังเร่งส่งความช่วยเหลือไปยังชุมชนต่างๆ

กระทรวงการจัดการภัยพิบัติของบังกลาเทศเปิดเผยว่า น้ำท่วมใน 7 เขต ได้แก่ จิตตะกอง, ค็อกซ์สบาซาร์, บันดาร์บัน, รังกามาติ, คากราชารี, โมวิบาซาร์ และ ฮาบิกันจ์ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน หลายพันครอบครัวต้องถูกตัดขาด และมีชาวบ้านติดค้างอยู่ถึง 267,918 ครัวเรือน

ความพยายามในการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากในพื้นที่ประสบภัยเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ, ถนนชำรุดเสียหาย และระบบการสื่อสารถูกตัดขาด ในขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาหารได้หลายวันแล้ว เนื่องจากน้ำท่วมขังมิดบ้านเรือน

ชาวบ้านต้องพึ่งพาอาหารแห้ง เช่น ข้าวเม่า ข้าวพอง หรือบิสกิตที่ไม่จำเป็นต้องปรุงสุก ควบคู่ไปกับสิ่งของบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ กองทัพบกและกองทัพเรือของบังกลาเทศกำลังใช้เรือลำเลียงอาหาร, น้ำดื่ม, ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ ไปยังชุมชนต่าง ๆ ที่ถูกตัดขาด ในขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งยกระดับความพยายามในการบรรเทาทุกข์

“รัฐบาลกำลังทำทุกวิถีทางเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สิ่งของบรรเทาทุกข์ น้ำดื่มที่ปลอดภัย และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ กำลังถูกแจกจ่ายออกไป และเราขอเรียกร้องให้ประชาชนที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังย้ายไปยังศูนย์พักพิงที่ใกล้ที่สุด” อิกบัล ฮอสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดการภัยพิบัติและการบรรเทาทุกข์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดดินถล่มทับโรงเรียนในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในค็อกซ์สบาซาร์ ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยเสียชีวิต 16 ศพ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็กด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

12 ก.ค. 2569 02:59 น.

สส.สหรัฐฯ โดนชาวอิสราเอลติดอาวุธคุมตัวนาน 90 นาทีในเวสต์แบงก์

สส.เดโมแครตจากสหรัฐฯ ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธ คุมตัวเอาไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ระหว่างเดินทางเยือนเขตเวสต์แบงก์ ก่อนที่เขากับผู้ช่วยจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อตำรวจเข้าแทรกแซง

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2569 นาย โร คันนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต วัย 49 ปี เปิดเผยว่า เขาถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่มีอาวุธครบมือ ควบคุมตัวเป็นเวลา 90 นาที ระหว่างที่เขาเดินทางเยือนเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครอง

นายคันนาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ก.ค.) เขาและทีมงานนั่งอยู่ในรถตู้ตอนที่ถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานซึ่งถือปืนไรเฟิล M4 เข้าล้อมไว้ ระหว่างการไปเยือนซากปรักหักพังของหมู่บ้านเคอร์เบ็ต ซานูตา (Khirbet Zanuta) ในภารกิจค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อดูผลกระทบจากการยึดครองพื้นที่ของอิสราเอล

“พวกเราอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลทำลาย พวกเขาทำลายโรงเรียน พวกเขาทำลายหมู่บ้านนั้น และพวกเราก็แค่กำลังเดินดูอยู่” นายคันนาระบุผ่าน X

ภาพตอนที่ รถของ โร คันนา สส.สหรัฐฯ กับทีมงาน ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธสกัดเอาไว้
ภาพตอนที่ รถของ โร คันนา สส.สหรัฐฯ กับทีมงาน ถูกชาวอิสราเอลติดอาวุธสกัดเอาไว้

“แล้วพวกอันธพาลเหล่านี้ก็เข้ามาพร้อมกับปืนกล — M4 ซึ่งเป็นปืนกลที่ผลิตในอเมริกา — และพวกเขาก็กักตัวเราไว้ พวกเขาปิดกั้นถนน จากนั้นพวกเขาก็โทรเรียก IDF (กองกำลังป้องกันอิสราเอล) และ IDF ก็อยู่ข้างพวกเขา ไม่ใช่ข้างคนอเมริกัน”

อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าดำเนินการหลังจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานปิดกั้นยานพาหนะในพื้นที่ดังกล่าว “เมื่อเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ได้สลายกลุ่มพลเรือนอิสราเอลและอนุญาตให้ยานพาหนะเดินทางต่อไปได้”

ด้านผู้ช่วยที่ร่วมเดินทางไปกับนายคันนาเปิดเผยว่า ในระหว่างที่ถูกกักตัว พวกเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเยรูซาเลม และได้รับการปล่อยตัวหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งเข้ามาแทรกแซง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออก อิสราเอลสร้างนิคมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานราว 160 แห่ง เป็นที่อยู่อาศัยของชาวผู้มีเชื้อสายยิวราว 700,000 คน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนานาประเทศ เนื่องจากเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการร่วมกับฉนวนกาซาเพื่อตั้งเป็นรัฐในอนาคต

นอกจากนั้น การสร้างนิคมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศด้วย แต่อิสราเอลเพิกเฉยมาตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc