กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

28 มี.ค. 2569 21:29 น.

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากยิงมิสไซล์เข้าใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อ 1 เดือนก่อน

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตีในประเทศเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศว่า พวกเขาดำเนินการยิงขีปนาวุธทิ้งตัวเข้าใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเข้าใส่อิหร่านเมื่อ 28 ก.ค. ซึ่งนี่ถือเป็นการประกาศเข้าสู่สงครามอย่างเป็นทางการของกบฏฮูตี

“กองทัพเยเมน ด้วยความช่วยเหลือและศรัทธาในอัลลอฮ์ผู้ทรงอานุภาพ ได้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกโดยยิงฝูงขีปนาวุธ พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสำคัญของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้ของปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง” แถลงการณ์ของกลุ่มฮูตีระบุ พร้อมเสริมว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “การแทรกแซงทางทหารโดยตรง” เพื่อสนับสนุนอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เผยว่าตรวจพบขีปนาวุธที่ถูกยิงจากเยเมนมุ่งหน้ามายังอิสราเอล และกำลังดำเนินการสกัดกั้น

แถลงการณ์ของกลุ่มฮูตีระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการตอบโต้โดยตรงต่อ “การยกระดับทางทหารอย่างต่อเนื่อง, การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน และการก่ออาชญากรรมรวมถึงการสังหารหมู่พี่น้องของเราในเลบานอน อิหร่าน อิรัก และปาเลสไตน์”

เจ้าหน้าที่กลุ่มฮูตีเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ก่อนหน้านี้ว่า ทางกลุ่มพร้อมที่จะเข้าร่วมสงครามเพื่อสนับสนุนอิหร่าน หากสหรัฐฯ และอิสราเอลยกระดับการโจมตีให้รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ นายโมฮัมเหม็ด มันซูร์ ปลัดกระทรวงสารสนเทศของกลุ่มฮูตี ได้ส่งข้อความถึง CNN ระบุว่า การปิดช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) บริเวณชายฝั่งเยเมน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อทะเลแดงกับเส้นทางเดินเรือโลก คือ “ทางเลือกที่สามารถทำได้จริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานเป็นเจ้าภาพเจรจา 4 ชาติ “ตุรกี-อียิปต์-ซาอุฯ” ถกคลี่คลายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

ปากีสถานเป็นเจ้าภาพเจรจา 4 ชาติ "ตุรกี-อียิปต์-ซาอุฯ" ถกคลี่คลายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

28 มี.ค. 2569 15:54 น.

ปากีสถานเป็นเจ้าภาพเจรจา 4 ชาติ “ตุรกี-อียิปต์-ซาอุฯ” ถกคลี่คลายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

ปากีสถานยืนยันเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ 4 ชาติ ร่วมกับ ตุรกี, อียิปต์ และ ซาอุดิอาระเบีย หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง หาทางออกความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

กระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน เปิดเผยว่า กรุงอิสลามาบัดเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแบบ 4 ฝ่าย ระหว่าง ตุรกี, อียิปต์ และซาอุดิอาระเบีย เพื่อหารือสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค

การประชุมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันอาทิตย์ถึงวันจันทร์ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 3 ประเทศจะเดินทางเยือนอิสลามาบัดเพื่อเข้าร่วมการหารืออย่างเป็นทางการ

โดยในแถลงการณ์ระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศจะหารือเชิงลึกในหลากหลายประเด็น รวมถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่เป็นหลักสำคัญ

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ โดยหนึ่งในวาระสำคัญคือการหาทางลดความรุนแรงของสถานการณ์

ก่อนหน้านี้ฮากาน ฟิดาน รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี เปิดเผยว่า เดิมทีมีแผนจะจัดการประชุมในตุรกี แต่ได้เปลี่ยนสถานที่มาเป็นปากีสถานแทน

ในช่วงวิกฤตครั้งนี้ปากีสถานถูกจับตามองในฐานะตัวกลางสำคัญ ทางการทูต โดยมีบทบาทเชื่อมการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

รายงานระบุว่า ปากีสถานเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ส่งมอบแผนสันติภาพ 15 ข้อ ที่สหรัฐฯ เสนอให้กับอิหร่าน ซึ่งสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศในเวทีการทูตระหว่างประเทศ.

ที่มา : CNN

อินโดนีเซียเริ่มแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้ไม่ได้ทั้ง TikTok-YouTube ชาติแรกในอาเซียน

อินโดนีเซียเริ่มแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้ไม่ได้ทั้ง TikTok-YouTube ชาติแรกในอาเซียน

28 มี.ค. 2569 14:52 น.

อินโดนีเซียเริ่มแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้ไม่ได้ทั้ง TikTok-YouTube ชาติแรกในอาเซียน

อินโดนีเซียเริ่มใช้กฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี ห้ามเปิดบัญชีบนแพลตฟอร์มดังอย่าง TikTok และ YouTube หวังคุ้มครองเด็กจากเนื้อหาอันตราย เป็นประเทศแรกในอาเซียน

อินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม โดยห้ามเด็กมีบัญชีบนแพลตฟอร์มดิจิทัลยอดนิยม เช่น TikTok, YouTube, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องเด็กจากความเสี่ยงในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาลามกอนาจาร การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การหลอกลวงออนไลน์ ไปจนถึงปัญหาการเสพติดโซเชียล

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ออกกฎหมายลักษณะนี้ โดยเกิดขึ้นหลังออสเตรเลีย เคยเริ่มมาตรการลักษณะเดียวกันมาก่อน เพื่อดึงอำนาจกลับจากบริษัทเทคโนโลยีและปกป้องเยาวชน

รัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า การบังคับใช้จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าแพลตฟอร์มทั้งหมดจะปฏิบัติตามกฎอย่างครบถ้วน

ด้านนางเมทยา ฮาฟิด รัฐมนตรีกระทรวงสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า X ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยจะตรวจสอบและปิดบัญชีของผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี

ขณะที่แพลตฟอร์ม Roblox แจ้งรัฐบาลว่าอยู่ระหว่างพัฒนาโหมดออฟไลน์ สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 13 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีตรวจสอบอายุ แต่ย้ำว่าขณะนี้กำลังเร่งให้แพลตฟอร์มปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหลัก โดยมาตรการนี้คาดว่าจะกระทบเด็กประมาณ 70 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศราว 280 ล้านคน

รัฐมนตรีกระทรวงสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียยอมรับว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งในแง่การควบคุมแพลตฟอร์ม และการติดตามให้มีการปิดบัญชีผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องเด็ก

ด้านกระแสตอบรับจากเด็กๆ และผู้ปกครอง มีความเห็นทั้งสองด้าน อย่างเด็กหญิงวัย 13 ปีรายหนึ่งในกรุงจาการ์ตาเผยว่า รู้สึกครึ่งๆ กลางๆ กับนโยบายนี้ แม้จะเข้าใจเหตุผล แต่ก็กังวลว่าจะพลาดความสนุกจากโซเชียลมีเดีย

ขณะที่ผู้ปกครองจำนวนมากมองว่าเป็นมาตรการที่ดี เนื่องจากปัจจุบันเด็กจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมติดหน้าจอ อย่างหนัก

ดิเอนา หรยาณา ผู้ก่อตั้งองค์กรด้านความปลอดภัยเด็กบนโลกออนไลน์ ระบุว่า โซเชียลมีเดียมีผลต่อสุขภาพจิตของเด็ก ทั้งความเครียด วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า

อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่า เทคโนโลยีก็มีข้อดีเช่นกัน หากใช้อย่างเหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้ผู้ปกครองและโรงเรียนเข้ามามีบทบาทในการดูแลและแนะนำเด็ก

นอกจากอินโดนีเซียและออสเตรเลียแล้ว ประเทศอย่างสเปน , ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ก็เริ่มพิจารณาหรือออกมาตรการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบในระยะยาว.

ที่มา : channelnewsasia

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

งานวิจัยล่าสุดจากหน่วยงาน Wisconsin Initiative on Climate Change Impacts  และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเพณีการตกปลาบนน้ำแข็งของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หลังจากข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1850 ชี้ให้เห็นว่าระยะเวลาที่ทะเลสาบในวิสคอนซินกลายเป็นน้ำแข็งลดลงกว่าหนึ่งเดือน โดยปัจจุบันเหลือค่าเฉลี่ยไม่ถึง 3 เดือน

สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้เกิดวงจรละลายและแข็งตัวใหม่ซ้ำๆ ส่งผลให้น้ำแข็งไม่มีความแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนัก ทำให้มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุตกน้ำมากขึ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นส่งผลเสียต่อปลาเมืองหนาวที่เป็นสัญลักษณ์ของการตกปลาบนน้ำแข็ง เช่น วอลล์อาย, ปลาเทราต์ และปลาซิสโก ซึ่งอาจลดจำนวนลงอย่างมากภายในปี 2050

นักวิจัยเสนอแนวทางรับมือหลายมาตรการ เริ่มจากความพยายามรักษาประชากรปลาดั้งเดิมผ่านการปล่อยปลาเพิ่ม และการจำกัดปริมาณการจับ รวมถึงยอมรับการหายไปของปลาบางชนิดในทะเลสาบที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ และปล่อยให้ปลาเมืองร้อนอย่าง ปลากะพงปากกว้าง (Largemouth Bass) หรือปลาบลูจิล (Bluegill) เข้ามาแทนที่ อีกทั้งวางแผนจัดการประมงเพื่อรองรับชนิดพันธุ์ปลาใหม่ๆ ที่จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคตเพื่อให้กิจกรรมการตกปลายังคงดำเนินต่อไป

Health News : สงครามอิหร่านกระทบสุขภาพ

Health News : สงครามอิหร่านกระทบสุขภาพ

Health News : สงครามอิหร่านกระทบสุขภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดวิกฤตที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและระบบนิเวศไปอีกนานหลายทศวรรษ

ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีคลังน้ำมันและโรงกลั่นในกรุงเตหะราน ทำให้เกิดเขม่าควันดำมหาศาลที่ผสมกับน้ำฝนและตกลงมาเป็น “ฝนสีดำ” ที่เป็นกรดและมีน้ำมันเจือปน ควันที่เกิดจากการเผาไหม้น้ำมันประกอบด้วยสารก่อมะเร็ง เช่น เบนซินและฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งส่งผลกระทบเฉียบพลันต่อระบบทางเดินหายใจและหัวใจ โดยเฉพาะในเด็กและสตรีมีครรภ์ การระเบิดของอาวุธปล่อยโลหะหนัก สารเร่งเชื้อเพลิงขีปนาวุธที่ถูมิเป็นพิษสูง และวัตถุระเบิดที่ตกค้างลงสู่ดินและน้ำ ซึ่งสารเหล่านี้สามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารได้ ขณะที่การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านที่พุ่งเป้าโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำ (Desalination plants) คุกคามความมั่นคงด้านน้ำดื่มของประชาชนนับล้านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

แม้จะยังไม่พบการรั่วไหลของรังสีในระดับสูงจากการโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เช่น ที่โรงงานเมืองนาทานซ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การทำลายโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อาจปล่อยสารเคมีอันตราย เช่น ยูเรเนียมเฮกซาฟลูออไรด์ ที่เป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจ ขณะที่การโจมตีโรงงานผลิตปุ๋ยหรือแอมโมเนียอาจปล่อยสารพิษที่แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญจาก Conflict and Environment Observatory (CEOBS) ระบุว่า หลังสงคราม การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมมักถูกลดความสำคัญลงเนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูงและมีความจำเป็นด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ เร่งด่วนกว่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ราว 20 ปีมาแล้ว ณ ทุ่งนาในเขตตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองต้นตาล” มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่า ลุงถนอม ภู่เงิน เป็นกำนัน ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านอย่างเข้มแข็ง

                    วันหนึ่งในยามบ่ายที่ลมพัดยอดตาลพริ้วไหว ลุงถนอมนั่งอยู่ที่คันนา ในมือถือตะกร้าใส่ “ลูกโหนด” หรือเมล็ดตาลที่งอกหน่ออ่อนๆ หลายสิบต้น ท่านขุดหลุมลึกลงไปในดินแล้วปลูกต้นตาลอย่างตั้งใจ

                    มีชายหนุ่มจากต่างถิ่นคนหนึ่ง ขับรถเก๋งผ่านมาเห็นเข้า จึงหยุดรถแล้วตะโกนถาม “ลุงครับ! ทำไมมาปลูกต้นตาลเอาตอนนี้? ลุงอายุมากแล้วนะ กว่าที่ต้นตาลจะโตพอจนทำน้ำตาลสด หรือกว่าจะมีลูกให้กินจาวตาล ต้องใช้เวลาเกือบร้อยปีไม่ใช่เหรอครับ?”

                    ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ แล้วพูดต่อ “ถึงตอนนั้น ลุงจะยังปีนขึ้นไปเก็บลูกตาลไหวหรือครับ?”

                    ลุงถนอมค่อยๆ วางหน่อต้นตาลในหลุม อย่างตั้งใจ จดจ่อ อดทนพยายาม เหมือนอย่างที่ได้ปลูกต้นตาลให้เมืองเพชรมาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทุกวัน กว่า 20 ปี โดยไม่ต้องการชื่อเสียง และไม่มีใครขอร้องจ้างวาน  

                    ลุงถนอมเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่มีเมตตา ท่านชี้นิ้วไปยังทิวต้นตาลสูงเสียดฟ้าที่เรียงรายอยู่ทั่วจังหวัดเพชรบุรี “ไอ้หนุ่มเอ๋ย… ต้นตาลกว่าสี่แสนต้น ที่เอ็งเห็นทั่วทั้งเมืองเพชร ที่ข้าใช้เคี่ยวเป็นน้ำตาลปึกขายส่งลูกเรียนจนจบ หรือที่เอ็งได้กินลูกตาลเชื่อม อร่อยๆ น่ะ ปู่ย่าตายายของข้าเป็นคนปลูกไว้เมื่อร้อยปีก่อนเกือบทั้งนั้น พวกท่านปลูกไว้ไม่ใช่ให้ตนเองใช้สอย… แต่เพื่อให้ลูกหลานและชาวเมืองเพชรได้มีอาชีพและมีกินในวันนี้ และวันนี้ข้าก็ปลูก… เพื่อให้ลูกหลานคนเมืองเพชรในวันหน้า ได้มีต้นตาลไว้เลี้ยงชีพต่อไปเหมือนที่ข้าเคยได้รับมา”

                    ชายหนุ่มได้ฟังก็รู้สึกซึ้งใจ เขาได้เห็นชัดถึงความอดทนที่ยิ่งใหญ่ของคนรุ่นก่อน ที่ไม่ได้หวังผลประโยชน์เพื่อตัวเอง แต่เพื่ออนาคตของคนรุ่นหลัง

                    หลายปีผ่านไป ลุงถนอมจากไปตามกาลเวลา แต่หน่อตาลต้นเล็กๆ ในวันนั้น ได้เติบโตเป็นต้นตาลแข็งแกร่ง ยืนต้น ท้าแดดท้าลม อยู่ริมคันนา ที่สวนตาลกำนันถนอม ที่ลูกหลานของลุงถนอมได้ใช้ไม้พะองพาด แล้วปีนขึ้นไปปาดน้ำตาลสดที่หวานหอม มาขายเลี้ยงครอบครัวได้ทุกวัน

                    ทุกครั้งที่มองขึ้นไปที่ยอดตาล พวกเขาจะระลึกถึงความรักและความอดทนมุ่งมั่นของลุงถนอม และบรรพบุรุษชาวเมืองเพชรที่ส่งต่อมาผ่านต้นตาลนี้ด้วยความกตัญญูรู้คุณ

                    การกระทำของลุงถนอมในการปลูกต้นตาลมากมาย เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10  เรื่อง การแบ่งปัน อุทิศ แบ่งให้คนอื่น (ปัตติทานมัย) และตามกฎลูกเสือข้อ 3 กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น เพราะลุงถนอมไม่ได้ปลูกต้นตาลเอาไว้เพื่อใช้เอง แต่ปลูกไว้ให้ชาวเมืองเพชรและชาวไทยในอนาคตอีกร้อยปีได้มีน้ำตาลตโนดทำขนมหวานเมืองเพชรต่อไปอีกนานแสนนาน

                     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ผลงานที่ยิ่งใหญ่นั้น มักไม่ได้เกิดจากทางลัดหรือโชคชะตาเทวดาช่วย แต่เกิดจากการทำความดีเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง  ตั้งใจ อดทน ไม่ยอมแพ้ และ ใช้สติปัญญา”

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินจากสแกนดิเนเวียเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีผลงานของศิลปินภาคพื้นยุโรปด้วย ผลงานของศิลปินเยอรมันผู้หนึ่งที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในมิวเซียมก็คือ Lucas Cranach the Elder เขาเกิดที่ Kronach ทางตอนเหนือของ Franconia เยอรมันในปี 1472 ประวัติของเขาค่อนข้างคลุมเครืออันเป็นผลมาจากการที่ในช่วงเวลานั้นการเก็บข้อมูลประวัติยังไม่ดีพอ จากข้อมูลที่ค้นพบบันทึกไว้ว่า เขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านศิลปะตั้งแต่ก่อนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ผลงานของเขาได้รับความสนใจจาก Duke Frederik ที่สามผู้ครองนคร Saxony จึงได้ตั้งเขาเข้ามาในราชสำนักโดยจ่ายค่าจ้าง 50 เหรียญต่อครึ่งปีในฐานะจิตรกรประจำตัวท่านดุ๊ก  

เขาแต่งงานกับ Barbara Brengbier และมีลูกที่เป็นศิลปิน 2 คนคือ Hans Cranach ซึ่งเสียชีวิตที่โบโลญญาในปี 1537 และ Lucas Cranach the Younger อีกทั้งยังมีลูกสาวอีก 3 คนโดยคนหนึ่งได้กลายเป็นญาติกับ Johann Wolfgang von Goethe เขาเป็นศิลปินที่มีความสามารถโดดเด่นตั้งแต่วัยเยาว์ และได้รับงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรตั้งแต่อายุน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานตกแต่งแท่นบูชา อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจให้วาดภาพเหมือนในอิริยาบถต่าง ๆ อาทิ ระหว่างล่าสัตว์ ภาพเขียนเกี่ยวกับกวางและหมูป่าของเขาทำให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงมาก ก่อนปี 1508 เขาก็มีโอกาสรังสรรค์งานทั้งในโบสถ์และปราสาทที่ Wittenberg แข่งกับ Albrecht Durer และ Hans Burgkmair แล้ว หลังปี 509 เขาได้รับเชิญให้เดินทางไปเนเธอร์แลนด์เพื่อรังสรรค์งานชิ้นหนึ่งเป็นรูปจักรพรรดิ Maximilian และเด็กชายคนหนึ่งซึ่งต่อมาคือจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ห้า ผลงานชิ้นนี้ได้ช่วยชีวิตเพื่อนของเขาไว้ในเวลาต่อมา

ตลอดชั่วอายุของการทำงานเป็นจิตรกรประจำราชสำนักซึ่งเป็นศูนย์กลางของนิกายโปแตสแตนท์ที่สนับสนุน Martin Luther นั้น เขาได้ใช้ความสามารถทางด้านศิลปะเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อใหม่ด้วยการรังสรรค์ภาพเหมือนของ Luther อีกทั้งยังแกะสลักไม้เพื่อแปลไบเบิ้ลเป็นภาษาเยอรมัน อีกทั้งยังเป็นคนขายยาเพียงคนเดียวของเมือง Wittenberg ซึ่งเปิดขายอยู่นับศตวรรษจวบจนกระทั่งถูกไฟไหม้ไปในปี 1871 นอกจากรังสรรค์ภาพเหมือนให้กับ Luther แล้ว พวกเขายังสนิทสนมกันมากขนาดที่ Cranach เป็นพ่ออุปถัมภ์ของลูกคนโตของ Luther ด้วย แม้ Frederick the Wise จะเสียชีวิตในปี 1525 แต่สถานะของ Cranach ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเขายังเป็นที่ชื่นชอบของ John Frederick I หลังจากที่ John Frederick I ถูกจับ เขาถูกจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ห้าเชิญมาที่ปราสาท Cranach ได้คุกเข่าลงทูลขอชีวิตของ John Frederick กับพระองค์ เขาเสียชีวิตวันที่ 16 ตุลาคม 1553 เมื่ออายุได้ 81 ปี คริสจักรลูเธอรันกำหนดให้รำลึกถึงเขาในวันที่ 6 เมษายนของทุกปีพร้อมกับ Durer

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของ Cranach หลายชิ้น อาทิ Venus and Cupid ภาพวีนัสเทพธิดาแห่งความรักของกรีกโบราณกับลูกชายคิวปิดที่แม้ปกคลุมร่างกายด้วยผ้าแต่ก็โปร่งใสราวกับเปลือยเปล่าสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่คุกรุ่นของความรักผ่านความเย้ายวนของร่างกายมากกว่าที่จะต้องการปกปิด The Ill-matched Couple ภาพชายชรากำลังจ่ายเงินให้กับหญิงสาวซึ่งน่าจะเป็นค่าบริการทางเพศนี้เป็นผลงานที่มักถูกรังสรรค์ซ้ำ ๆ ด้วยศิลปะแบบเรอเนสซองส์ของยุโรปเหนือมักถูกตีความว่าเป็นความโง่เขลาแห่งตัณหา อายุที่มากขึ้นมักเกี่ยวข้องกับความมักมากในกามารมณ์ ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างชายชราที่แสดงสีหน้าประจบประแจงและหญิงสาวที่แต่งกายยั่วยวน เน้นย้ำถึงความน่าสยดสยองของสถานการณ์ ตาชั่งในมือของเธอเป็นการอ้างอิงถึงวันพิพากษาครั้งสุดท้ายซึ่งตามคัมภีร์ไบเบิล ทุกคนจะถูกตัดสินตามการกระทำของตน ผลงานทั้งสองชิ้นนี้แสดงอัตลักษณ์ของเขาได้อย่างเด่นชัดนั่นคือ สตรีทุกคนจะมีใบหน้าที่ค่อนข้างกลม คางแหลม และที่สำคัญทำผมรวบตึงและมีหน้าผากที่ค่อนข้างสูงกว่าปกติชนิดที่เห็นแล้วจำได้เลยว่าใครเป็นคนวาด

Christ and the Woman Taken in Adultery ภาพที่ Gustav Vasa สั่งทำขึ้นเพื่อจัดแสดงที่ประสาท Gripsholm นี้มาจากตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่พระเยซูกล่าวว่า ใครไม่เคยทำบาปก็โยนหินใส่นางได้เลยนี้มีเนื้อหาที่เน้นย้ำถึงการให้อภัยซึ่งถือเป็นธรรมะสูงสุดขององค์พระเยซู ในยุคนั้นการนอกใจหากถูกจับได้จะถูกลงโทษด้วยการปาหิน แต่ในความเห็นของพระเยซู มีเพียงคนที่ไม่เคยทำบาปเท่านั้นที่มีสิทธิทำร้ายผู้อื่น เธอได้รับการยกโทษและได้รับการตักเตือนจากพระองค์ว่าไม่ให้ทำอีก The Feeding of the 5,000 ผลงานชิ้นนี้เป็นอีกชิ้นหนึ่งจากพระคัมภีร์ตอนที่พระเยซูได้มอบปลาและขนมปังให้กับสาวกเพื่อเลี้ยงคน 5,000 คนที่มาเฝ้าพระองค์อันเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอัศจรรย์ของพระเยซู ผลงานทั้งสองชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของ Cranach ได้อย่างเด่นชัดสังเกตจากสีหน้าท่าทางของแต่ละคนในภาพล้วนมีความหมายและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“หลอดไฟ” อาจไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนำไปเชื่อมโยงกับการบริหารประเทศ แต่ทว่าเมื่อเกือบ 4 ทศวรรษที่แล้ว สี จิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองหนิงเต๋อ และกำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลฝูเจี้ยน ได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นว่า การทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แม้แต่ของใช้พื้นฐานอย่างหลอดไฟและสบู่ ก็ถือเป็นตัวชี้วัดของการบริหารงานที่ดีได้เช่นกัน

คำกล่าวนี้เผยให้เห็นถึงหนึ่งคำถามที่ลึกซึ้งและเป็นสากล ว่าเราควรประเมินผลงานของเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งจากผลกำไรทางเศรษฐกิจระยะสั้น โครงการที่มองเห็นได้ชัด รางวัลอันทรงเกียรติ หรือจากการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

สี จิ้นผิง ได้ให้คำตอบไว้ผ่านสิ่งที่เขานิยามว่าเป็น “ทัศนคติที่ถูกต้องในการสร้างผลงาน” ซึ่งถือเป็นแนวทางในการทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมุ่งยึดถือความผาสุกของประชาชนเป็นที่ตั้ง และให้คุณค่ากับผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในระยะยาว แม้ผลลัพธ์เหล่านั้นอาจยังไม่ปรากฏให้เห็นในทันที แต่ก็ขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจอย่างรอบคอบและการลงมือปฏิบัติจริง

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมี สี จิ้นผิง เป็นแกนกลาง ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ทั่วทั้งพรรค เพื่อกระตุ้นเตือนสมาชิกพรรค โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับอำเภอและระดับผู้อำนวยการขึ้นไป ให้ปรับทัศนคติด้านการประเมินผลงานการบริหาร เพื่อจะได้สร้างผลงานที่ “ยืนระยะได้ทั้งในทางปฏิบัติ ในสายตาของประชาชน และผ่านบทพิสูจน์ของกาลเวลา”

โครงการรณรงค์ดังกล่าวซึ่งจะดำเนินไปจนถึงเดือนกรกฎาคม มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการประเมินผลงานการบริหารงาน ซึ่งมักเป็นบ่อเกิดของโครงการที่ทำเพื่อเอาหน้า ความเสี่ยงแอบแฝง ภาระอันหนักอึ้งที่ท้องถิ่นต้องแบกรับ ตลอดจนความไม่พอใจของภาคประชาชน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นความพยายามล่าสุดของ สี จิ้นผิง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีจีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ในการที่จะยกระดับการบริหารจัดการและกำกับดูแลภายในพรรคให้มีความเข้มแข็ง โดยเป็นการต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านการปรับปรุงระเบียบวินัยเมื่อปีที่ผ่านมา “ประสิทธิผลของการกำกับดูแลตนเองของพรรคที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือหลักประกันขั้นสูงสุดของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม” สี จิ้นผิง กล่าว

สีจิ้นผิงย้ำเตือนถึงสิ่งนี้อีกครั้ง ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยเขาได้เน้นย้ำถึงบทบาทความเป็นผู้นำและการสร้างความเข้มแข็งของพรรค ในการพัฒนา “เขตใหม่สยงอัน” เมืองสมัยใหม่ที่กำลังเติบโต และอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเป็นต้นแบบของการพัฒนาคุณภาพสูง สียังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ในสยงอันตระหนักถึงความรับผิดชอบ และทุ่มเทกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง และสร้างผลลัพธ์ที่ดี

บรรดานักทฤษฎีของพรรคระบุว่า โครงการรณรงค์เพื่อการเรียนรู้ล่าสุดนี้ มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาทางการเมืองของพรรคและยกระดับคุณภาพของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับต่างๆ เนื่องจากจีนได้ก้าวเข้าสู่ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยหลักแล้วจึงขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ลงมือปฏิบัติงานด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการสร้างผลงาน ควบคู่ไปกับแนวทางการทำงานที่เรียบง่ายและใช้ได้จริงหรือไม่

เอดูอาร์โด เรกาลาโด นักวิจัยจากศูนย์วิจัยนโยบายระหว่างประเทศของคิวบา กล่าวว่าการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินผลงานในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ ได้กลายมาเป็นแนวคิดหลักในกรอบการบริหารจัดการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยให้จีนพลิกโฉมรูปแบบการพัฒนาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคยิ่งขึ้น

ประชาชนต้องมาก่อน

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการรณรงค์นี้คือการกวาดล้างค่านิยมของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานของตน มากกว่าผลประโยชน์และความเป็นอยู่ของประชาชน ในระหว่างการประชุมระดับสูง สี จิ้นผิง ได้กล่าวตำหนิการผลาญงบประมาณไปกับการทาสีภายนอกอาคารในพื้นที่ชนบทบางแห่งเพื่อสร้างภาพ ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นเพิ่งจะหลุดพ้นจากความยากจนมาได้ไม่นาน หรือบางแห่งยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้กับความจนอยู่ด้วยซ้ำ สีระบุว่า การใช้เงินฟุ่มเฟือยเพียงเพื่อทาสีกำแพงใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องหรือปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ถือเป็น “ความสูญเปล่าและเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน”

มีหลายโอกาสที่ สี จิ้นผิง เคยกล่าวตำหนิบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยต่อการทำงาน ซึ่งมักทำตัวเป็น “คนดีที่ไม่ขัดแย้งกับใคร” และ “ไม้หลักปักเลน” โดยระบุว่าผู้ที่ขาดความทุ่มเทย่อมไม่สามารถสร้างความสำเร็จใดๆ ทั้งยังจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อภารกิจที่สำคัญ

ในทางกลับกัน บุคคลต้นแบบด้านการบริหารราชการที่ดี ซึ่ง สี จิ้นผิง มักจะหยิบยกมากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งคือ เจียวอวี้ลู่ เลขาธิการพรรคผู้สมถะ ประจำอำเภอหลานเข่า พื้นที่ชนบทเล็กๆ ในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ที่ปัญหาจากพายุทราย อุทกภัย และปัญหาดินเค็มเป็นวงกว้าง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากที่อาศัยอยู่ที่นี่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เจียวอวี้ลู่และเพื่อนร่วมงานทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการปลูกแนวป่าป้องกันลม เพื่อต่อสู้กับการรุกล้ำของพายุทรายและน้ำท่วม และได้ช่วยให้อำเภอหลานเข่าค่อยๆ ก้าวผ่านปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เผชิญมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เจียวไม่มีโอกาสได้เห็นผลลัพธ์แห่งความพยายามเหล่านี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับในวัย 42 ปี เมื่อปี 1964

สี จิ้นผิง รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราวของเจียวเป็นครั้งแรกในสมัยเป็นนักเรียนมัธยม เขากล่าวว่าจิตวิญญาณของเจียว ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ ตลอดจนความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและการเสียสละตน เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางตลอดเส้นทางการทำงานของตน ตั้งแต่ตอนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรากหญ้ามาจนถึงการเป็นผู้นำสูงสุดของจีน

ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ขณะปฏิบัติหน้าที่ในอำเภอเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน สี จิ้นผิง ได้ช่วยปรับลดโควตาการส่งมอบธัญพืชแก่รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำให้อำเภอแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อำเภอที่ให้ผลผลิตสูง” หลังจากที่เขาได้ทราบข้อมูลว่าเกษตรกรบางส่วนในพื้นที่มีอาหารไม่เพียงพอสำหรับการบริโภค เขากล่าวว่า “อำเภอเจิ้งติ้งยอมละทิ้งชื่อเสียงในฐานะอำเภอต้นแบบระดับชาติด้านปริมาณผลผลิตธัญพืช ดีกว่าที่จะต้องแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน”

สำหรับ สี จิ้นผิง การบริหารงานราชการควรขับเคลื่อนจากความต้องการของประชาชน มากกว่าการสร้างภาพทางการเมือง เขาเคยกล่าวไว้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่รัฐหาใช่การแสวงหาตำแหน่งระดับสูง หากคือการทำงานให้สมกับความคาดหวังของประชาชน

จากประสบการณ์ตรงที่เคยสัมผัสความยากลำบากในชนบทเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น สี จิ้นผิง ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อขจัดความยากจนขั้นรุนแรง หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคในเดือนพฤศจิกายน 2012 ได้ไม่นาน เขาได้ระดมสรรพกำลังจากทุกองคาพยพของพรรคเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว จนจีนสามารถนำพาประชาชนในพื้นที่ชนบทเกือบ 100 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจนสัมบูรณ์ (absolute poverty) ได้สำเร็จภายในเวลา 8 ปี

ด้วยมุมมองที่ว่าการบรรเทาความยากจนไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ความคาดหวังของประชาชนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น สี จิ้นผิง จึงปรับทิศทางไปสู่วิสัยทัศน์ที่กว้างยิ่งขึ้น นั่นคือการมุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันสำหรับทุกคน และการสร้างประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้

ขณะดียวกัน สี จิ้นผิง ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงโครงสร้างเชิงสถาบันที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ สีย้ำว่านอกเหนือจากการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบต่างๆ เพื่อควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจ พร้อมกำหนดบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากร เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐกล้าที่จะแบกรับความรับผิดชอบ ตามหลักการ “การแยกแยะ 3 ประการ” (Three distinctions) ที่ สี จิ้นผิง ได้เสนอ เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานผิดพลาดด้วยเจตนาดีที่จะปฏิรูป หรือเกิดจากการขาดประสบการณ์ จะต้องได้รับการปกป้อง และต้องถูกจัดให้อยู่คนละกลุ่มกับผู้ที่จงใจละเมิดวินัยและกฎหมาย หรือผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

(ติดตามต่อสัปดาห์หน้า)

โดย ดาโน โทนาลี

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของเอเชีย เมื่อหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง “Wycombe Abbey” เตรียมนำมรดกทางการศึกษากว่า 130 ปีของระบบ British boarding school มาสู่ประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว Wycombe Abbey International School Bangkok” ซึ่งมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2026

การเปิดตัวของโรงเรียนนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Wycombe Abbey UK, BE Education Group และ Rabbit Holdings (บริษัทในเครือของ BTS Group Holdings Public Company Limited) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Wycombe Abbey ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1896 ณ เมือง Buckinghamshire สหราชอาณาจักร และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ (IGCSEs & A Levels) ด้วยวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผสมผสานความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้านมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดโรงเรียนนานาชาติของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติมากกว่า 250 แห่ง รองรับนักเรียนมากกว่า 70,000–80,000 คน และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 80,000 ล้านบาท และมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีกว่า 10% การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของครอบครัวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการการศึกษาหลักสูตรสากลและการเตรียมบุตรหลานเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัย การเชื่อมต่อการเดินทางทั่วภูมิภาคเอเชีย และค่าครองชีพที่แข่งขันได้ กรุงเทพฯ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น Education Hub ของภูมิภาคเอเชีย และเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับครอบครัวนานาชาติที่ต้องการการศึกษาระดับโลกให้กับบุตรหลาน

ปัจจุบัน โรงเรียน Wycombe Abbey International ได้ขยายไปยังหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง รวมถึงเมืองสำคัญในประเทศจีน ได้แก่ ฉางโจว หางโจว และหนานจิง โดยกรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญแห่งใหม่ของเครือข่ายการศึกษาแห่งนี้ และมีแผนขยายต่อไปยังประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาที่เชื่อมโยงนักเรียน ครู และมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก

วิลเลียม แวนเบอร์เกน  ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท BE Education และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของ Wycombe Abbey กล่าวว่า การนำ Wycombe Abbey มาสู่ประเทศไทยไม่ใช่เพียงการเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการนำหนึ่งในมรดกทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่ภูมิภาคเอเชีย การเปิดตัว Wycombe Abbey ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโรงเรียนใหม่ แต่เรากำลังนำหนึ่งในแนวทางการศึกษาที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่เอเชีย เครือข่ายแคมปัสของ Wycombe Abbey เปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายแห่งได้ร่วมกิจกรรมและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพและความเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมต่อยอดสู่การเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่ยั่งยืนตลอดชีวิต

ด้าน โชติชวาล ลีไตรรงค์ จาก BTS Group Holdings Public Company Limited กล่าวว่า การศึกษาระดับโลกเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเมืองสมัยใหม่ เมืองที่สามารถดึงดูดครอบครัวระดับโลกได้ต้องมีทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแรง คุณภาพชีวิตที่ดี และระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล การร่วมลงทุนใน Wycombe Abbey Bangkok จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของกรุงเทพฯ และบทบาทของเมืองในเวทีโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยเสริม ecosystem ของเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการดึงดูดบุคลากรและครอบครัวจากทั่วโลก

ฟิโอนา แองเจิล ผู้อำนวยการใหญ่ ของ Wycombe Abbey International School Bangkok กล่าวว่า หัวใจของ Wycombe Abbey คือ การพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเพื่อความสำเร็จทางวิชาการ แต่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โรงเรียนจะเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 (อายุ 2–18 ปี) ภายใต้โมเดลการศึกษาแบบ 15-Year Education ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงการเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบ Day School และ Boarding School โดยระบบโรงเรียนประจำแบบอังกฤษถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการศึกษาของ Wycombe Abbey เพราะไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ช่วยหล่อหลอมความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ และความมั่นใจในตนเองของนักเรียน ซึ่ง Boarding education นอกจากวิชาการแล้วยังช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ รับผิดชอบ และมีมุมมองระดับโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

Wycombe Abbey International School Bangkok จะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 168 ไร่ ใกล้โครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา–ตราด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแคมปัสโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบองค์รวม ทั้งด้านวิชาการ กีฬา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร

สิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกของโรงเรียนประกอบด้วยสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก สนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ สนามบาสเก็ตบอล สนามกรีฑาเต็มรูปแบบ และอัฒจันทร์ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 1,000 คน สะท้อนแนวคิดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ สุขภาพกาย ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต

Wycombe Abbey ยังเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการโดดเด่นที่สุดของสหราชอาณาจักร โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักเรียนของโรงเรียนกว่า 28% ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge ขณะที่นักเรียนจำนวนมากได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในอันดับ QS Top 10 และ Top 50 อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงเรียนในเครือ Wycombe Abbey International ก็มีผลลัพธ์ทางการศึกษาที่โดดเด่นเช่นกัน โดยมีนักเรียนกว่า 38% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 10 และกว่า 74% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 50 ของโลก

ด้วยเครือข่ายการศึกษาระดับโลก แคมปัสขนาดใหญ่ และระบบ British boarding school ที่เป็นเอกลักษณ์ Wycombe Abbey International School Bangkok มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาหลักสูตรอังกฤษที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองระดับโลกด้านการศึกษาในอนาคต

Photo of the week : สวมบิกินี่เล่นสกี

Photo of the week : สวมบิกินี่เล่นสกี

Photo of the week : สวมบิกินี่เล่นสกี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แอบดูสาวๆ และหนุ่มๆ สวมชุดว่ายน้ำ บิกินี่ และกางเกงขาสั้น ขณะเล่นสกีที่สกีรีสอร์ตในรัฐโคโลราโดของสหรัฐฯ หลังจากคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุม ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นถึง 15-21 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 6-11 องศาเซลเซียส จนสภาพภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้จะยังมีหิมะปกคลุมอยู่บ้าง ขณะที่บรรยากาศที่รีสอร์ตเปลี่ยนไปเหมือนฉากในฤดูร้อน มีการตั้งกลุ่มเล่นวอลเลย์บอล สังสรรค์ นักท่องเที่ยวบางส่วนก็นอนอาบแดดบนเก้าอี้กระเช้าไฟฟ้า