ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

15 มี.ค. 2569 00:45 น.

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ออกมาเรียกร้องให้อิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของพวกเขา หยุดโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ชี้ควรรักษาความสัมพันธ์พี่น้องเอาไว้ แต่ยังคงสนับสนุนสิทธิ์ในการป้องกันตนเองของอิหร่าน

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ “ฮามาส” ซึ่งปกครองฉนวนกาซามาอย่างยาวนาน ออกมาเรียกร้องอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของตน ให้หยุดโจมตีบรรดาประเทศในอ่าวอาหรับ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลยังคงโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มฮามาสซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเตหะรานระบุว่า พวกเขาติดตามสถานการณ์สงครามในภูมิภาคด้วย “ความกังวลอย่างยิ่ง” และเรียกร้องให้ “พี่น้องในอิหร่านหลีกเลี่ยงการตั้งเป้าโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน” โดยระบุในแถลงการณ์ว่า ทุกประเทศในภูมิภาคควรให้ความร่วมมือกัน “เพื่อรักษาไว้ซึ่งสายสัมพันธ์แห่งพี่น้อง”

ฮามาสยังคงยืนยันถึงสิทธิ์ของอิหร่านในการป้องกันตนเองจากการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้ “ทุกรัฐและองค์กรระหว่างประเทศร่วมกันผลักดันเพื่อให้สงครามยุติลงโดยทันที”

ทางด้านทางการอิหร่านระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ของพวกตนนั้นมุ่งเป้าไปที่ “ฐานทัพและสิ่งติดตั้งของอเมริกา” บนแผ่นดินกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง อย่างไรก็ตาม การโจมตีหลายครั้งกลับส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนโดยตรง

จนถึงขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 รายทั่วภูมิภาค โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหรือแรงงานต่างชาติ โดย 6 ศพพบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอีก 6 ศพในคูเวต ขณะที่โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และบาห์เรน รายงานพบผู้เสียชีวิตประเทศละ 2 ศพ

ทั้งนี้ อิหร่านถือเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของฮามาส ทั้งในด้านเงินทุน อาวุธ และการสนับสนุนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม พวกเขายังได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและการเมืองจากตุรกีและกาตาร์ด้วย และทั้ง 2 ประเทศเพิ่งตกเป็นเป้าการโจมตีจากอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

14 มี.ค. 2569 23:23 น.

อิหร่านเตือนชาว UAE รอบใหม่ “อยู่ให้ห่างจากท่าเรือหลัก”

อิหร่านออกคำเตือนถึงชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รอบใหม่ ว่าให้อยู่ห่างจากท่าเรือหลักของประเทศ หลังเตหะรานมุ่งเป้าโจมตีท่าเรือของ UAE มาตลอด

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 อิหร่านออกคำเตือนอีกครั้งไปยังพลเรือนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ท่าเรือหลักของประเทศ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีตอบโต้ของรัฐบาลเตหะรานมาตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ประกาศซึ่งเผยแพร่โดยสื่ออิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง ออกคำสั่งให้ผู้อยู่อาศัยใน UAE อพยพออกจากพื้นที่โดยรอบท่าเรือ เจเบล อาลี (Jebel Ali) ในดูไบ, ท่าเรือ คาลิฟา (Khalifa) ในอาบูดาบี และท่าเรือ มินา อัล-ฟูไจราห์ (Mina Al-Fujairah) ในรัฐฟูไจราห์

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ท่าเรือฟูไจราห์ถูกโจมตีด้วยโดรน หลังจากที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะแก้แค้นเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน แม้ระบบป้องกันจะยิงสกัดเอาไว้ได้ แต่ซากโดรนที่ตกลงมาก็ทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงบริเวณใกล้ท่าเรือ

ท่าเรือและคลังน้ำมันของ UAE ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านมาตลอด นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. โดยจนถึงตอนนี้ การโจมตีของอิหร่านทำให้มีผู้เสียชีวิตใน UAE แล้ว 6 ศพ บาดเจ็บอีก 141 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

นอกเหนือจากท่าเรือแล้ว อิหร่านยังได้ตั้งเป้าโจมตีไปที่สนามบิน, โรงแรม, อาคารสูง, ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และโรงงานผลิตน้ำมันอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย

14 มี.ค. 2569 22:21 น.

ทรัมป์อ้าง เครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำ ถูกโจมตีแต่เสียหายเล็กน้อย

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า เครื่องบินเติมน้ำมันของสหรัฐฯ 5 ลำถูกโจมตีขณะจอดอยู่ที่สนามบินในซาอุดีอาระเบีย และเสียหายเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ถูกยิงตกตามที่สื่อในประเทศรายงาน

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เปิดเผยว่า มีเครื่องบินเติมน้ำมันของสหรัฐฯ จำนวน 5 ลำถูกโจมตีขณะจอดอยู่ที่สนามบินแห่งหนึ่งในซาอุดีอาระเบีย แต่ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยหรือ “แทบจะไม่เสียหายเลย”

ทรัมป์อ้างว่า เครื่องบินเติมน้ำมัน 4 ใน 5 ลำได้กลับมาใช้งานตามปกติแล้ว ในขณะที่ลำที่ 5 ได้รับความเสียหายมากกว่าลำอื่น แต่จะกลับมาปฏิบัติการได้ในเร็ว ๆ นี้

“พาดหัวข่าวที่จงใจบิดเบือนโดยพวกสื่อข่าวลวงเกิดขึ้นอีกแล้ว เกี่ยวกับเรื่องเครื่องบินเติมน้ำมัน 5 ลำที่ถูกอ้างว่าถูกยิงตกที่สนามบินแห่งหนึ่งในซาอุดีอาระเบียจนใช้งานไม่ได้อีกต่อไป” ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social

“แต่ในความเป็นจริงนั้น ฐานทัพถูกโจมตีเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เครื่องบินไม่ได้ถูก “ยิงตก” หรือ “ถูกทำลาย” เลย 4 ใน 5 ลำแทบไม่มีความเสียหายใดๆ และกลับมาใช้งานตามปกติแล้ว ส่วนอีกลำหนึ่งมีความเสียหายมากกว่าเล็กน้อย แต่จะขึ้นบินได้ในไม่ช้า ไม่มีลำไหนถูกทำลาย หรือแม้แต่ใกล้เคียงกับคำนั้น ตามที่พวกสื่อข่าวลวงประโคมข่าวในพาดหัว”

“สื่ออย่าง เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ และ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รวมถึงพวก “หนังสือพิมพ์” และสื่อชั้นต่ำอื่นๆ จริงๆ แล้วพวกเขาอยากให้เราแพ้สงคราม รายงานที่ยอดแย่ของพวกเขานั้น ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง! พวกนี้เป็นคนป่วยและจิตฟั่นเฟือนอย่างแท้จริงที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองได้สร้างความเสียหายให้กับสหรัฐอเมริกามากแค่ไหน”

“โชคดีที่ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2024 ที่ยิ่งใหญ่และเด็ดขาดของเราได้พิสูจน์แล้วว่า ประชาชนในประเทศนี้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นดีกว่าพวกสื่อข่าวลวงมากนัก!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

14 มี.ค. 2569 21:45 น.

อิหร่านเอาคืน ถล่มคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ใน UAE หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก

ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันดิบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกโจมตีด้วยโดรนส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง หลังอิหร่านประกาศจะโจมตีท่าเรือของ UAE ตอบโต้ที่สหรัฐฯ ถล่มเกาะคาร์ก

เมื่อ 14 มี.ค. 2569 ท่าเรือฟูไจราห์ ศูนย์กลางน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถูกโจมตีด้วยโดรนจนเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ส่งผลให้ควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เพียงวันเดียวหลังจากสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน

สื่อท้องถิ่นของรัฐฟูไจราห์ ระบุว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อเศษซากจากโดรนที่ถูกสกัดไว้ได้ตกลงมาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

อนึ่ง ท่าเรือฟูไจราห์ เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบปริมาณหลายแสนบาร์เรลในแต่ละวัน และตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่น้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลกจะต้องเดินทางผ่านด้วย ก่อนจะเกิดสงครามในตะวันออกกลางเมื่อ 28 ก.พ. และอิหร่านสั่งปิดช่องแคบแห่งนี้

สำนักข่าว รอยเตอร์ส กับ บลูมเบิร์ก รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า กิจกรรมการขนถ่ายน้ำมันบางส่วนในรัฐฟูไจราห์ต้องถูกระงับชั่วคราวหลังเกิดเหตุโดรนโจมตีและเพลิงไหม้ดังกล่าว ขณะที่แถลงการณ์ของสำนักงานสื่อแห่งฟูไจราห์ไม่ได้มีการกล่าวถึงการหยุดชะงักของกิจกรรมการขนถ่ายน้ำมันแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตี เกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นฐานส่งออกน้ำมันดิบหลักของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่าอาจมีการตอบโต้ด้วยการโจมตีท่าเรือและคลังสินค้าใน UAE

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เปิดโครงการโคกหนองนา อารยเกษตร ยก จ.อุบลฯ คือมหานครแห่งโคกหนองนา

เปิดโครงการโคกหนองนา อารยเกษตร ยก จ.อุบลฯ คือมหานครแห่งโคกหนองนา

เปิดโครงการโคกหนองนา อารยเกษตร ยก จ.อุบลฯ คือมหานครแห่งโคกหนองนา

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

วันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ บริเวณวัดป่ามหาธีราจารย์ บ้านวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเชื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ในฐานะผู้อุปมถัมภ์การก่อสร้างประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถกลางน้ำวัดป่ามหาธีราจารย์ โดยมี พระพิพัฒน์วชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดป่ามหาธีราจารย์ คณะสงฆ์ ข้าราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน คณะศิษยานุศิษย์ พร้อมด้วยประชาชน นักเรียนในพื้นที่ร่วมพิธีถวายการต้อนรับ

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ พร้อมด้วย นายสรชาย ครองยุทธ ปลัดจังหวัด อุบลราชธานี, รองนายกอบจ.อุบลราชธานี, นางกนกอร โพธิ์สิงห์ พัฒนาการจังหวัดอุบลราชธานี โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดอุบลราชธานี, นายอำเภอเขื่องใน ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย และ คณะผู้บริหารโรงเรียน นักเรียน เดินทางไปเปิดโครงการ “การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณ บ้านวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเชื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมในการติดตามความคืบหน้าและเปิดโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28  กรกฎาคม 2567 ซึ่งเห็นแล้วดีใจเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราเสียสละเวลาพาลูกหลานมาร่วมกิจกรรมด้วย สำหรับโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเกิดจาก กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ภาคีเครือข่าย ร่วมกับ พระพิพัฒน์วชิโรภาส หรือ เจ้าคุณสุขุม ผู้เป็นพระต้นแบบในการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม ท่านเป็นผู้ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้สังคมดุลแสงเพชรเจิดจ้าให้เกิดแสงสว่าง เจ้าคุณสุขุม ท่านเป็นพระที่มีความเมตตา ทำงานให้คณะสงฆ ดูแลเด็ก สร้างถนนวัฒนธรรม เหมือนถนนแห่งความเมตตา กรุณาปราณี สร้างความมั่นคงให้กับชุมชมสังคม ประชาชน ท่านช่วยเหลือทุกภูมิภาคของประเทศ ให้อยู่ความอยู่กินดีกิน เกิดความมั่นแห่งชีวิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ประชาชนมีความสุข คือ แก้ไขในสิ่งผิด นัยสำคัญแก้ไขในสิ่งผิด คือ ในอดีตประเทศเรามีความมั่นคง มีความสุข แต่รุ่นพ่อแม่ตกมารุ่นเราไปทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายสิ่งดีงามในอดีต เช่น เผาป่า ทำลายสิ่งแวดล้อม  ทำลายวิถีชีวิต จนเกิดวิกฤติ อธิบายแบบนี้ เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ว่า ในหลวงต้องการให้เราแก้ไขในสิ่งผิด คือ ต้องไม่เผาป่า ต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ขอน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ไว้ว่า โคกหนองนา อารยเกษตร

“รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ในยุคนี้ คือเกษตร เกษตรคือประเทศ ก็คือผืนดิน (Sustainable Agronomy) คืออารยประเทศ เกษตรประเทศ ก็คืออารย ประเทศ ทำได้โดยประยุกต์หลายๆ ทฤษฎีที่ได้ทรงรับสั่งไว้ อารยะคือเจริญแล้ว เจริญแล้วก็ต้องเจริญในไจก่อน ประเทศเรา รวยที่สุดคือ อารยธรรม เรียกได้ว่าเป็น “Cultural Heritage” เมืองไทยมีวัฒนธรรม คนไทยใจดี มีเมตตา มีธรรมะ มีศาสนาต่างๆ มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีศิลปะต่างๆ ที่รักษาไว้ วัฒนธรรมของเรามี “Culture” หรือการเป็นคนไทยประเทศอื่นไม่มี บ้านเรามีวัฒนธรรม เพราะมีความเป็นคนไทยเราจึงรอด แต่ไม่ใช่เราคร่ำครึ ประเทศที่มีวัฒนธรรมไม่ใช่เอาของต่างชาติมาใช้หมด เทคนิคของต่างชาติ เทคโนโลยีของต่างชาติก็ดี แต่เราก็ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสมในบ้านเรา

นัยสำคัญของพระราชดำรัสนี้ ก็คือทรงยกย่องโคก หนอง นา ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ แผ่นดินสวยงาม อุดมสมบูรณ์ด้วยผลผลิตสำหรับปากท้องของประชาชน เป็นแบบอย่างที่ใช้งานได้จริง ดังเช่น โคกหนองนา ต้นแบบ วัดสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งเต็มไปด้วยไม้ 5 ละดับ คือ ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เตี้ย ไม้เรี่ยดิน และ ไม้หัวใต้ดิน ที่ยกตัวอย่างโคกหนองนาต้นแบบนี้ พูดเพื่ออยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนชวนเด็กไปดู เพื่อเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น ทำน้ำหมัก สารบำรุงดิน เด็กก็จะเกิดแรงบันดาลใจ ในการทำโคก หนอง นา อายรเกษตรต่อไป”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 28 กรกฎาคม 2567  ตามที่กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการและออกแบบการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตาม แนวพระราชดำริ โดยอาศัยกลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่าย 7 ภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 1.ภาครัฐ 2.ภาควิชาการ 3.ภาคศาสนา 4.ภาคประชาชน 5.ภาคเอกชน 6.ภาคประชาสังคม และ 7.ภาคสื่อสารมวลชน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานแบบ “ร่วมพูดคุย ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผล

“จำได้มาว่าผมมา  Kick off  เมื่อวันที่ 9 เมษายน 257 ตอนนั้นมีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ เป็นผู้ว่า ตอนนี้ท่านเป็น ส.ส.ร้อยเอ็ดแล้ว มีพัฒนาการเป็นหัวแรก โยธา มาร่วมด้วยช่วยกัน และก็มีท่านเจ้าคุณสุขุม พระพิพัฒน์วชิโรภาส มาช่วยดูช่วยแก้ ช่วยขับเคลื่อนโครงการนี้พร้อมกันตามหลักบวร  ซึ่งประจักษ์พยานความสำเร็จที่พวกเราเห็นได้วันนี้ คือ เราอยู่ในบรรยากาศที่ร่มรื่น เป็นธรรมชาติ มีเสียงจักจั่นกรีดร้อง มีพืชผักปลอดจากสารพิษ เป็นพื้นที่ต้นแบบ เหมาะกับความเป็นถนนวัฒนธรรม เพื่อให้มีข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอารยเกษตร และที่สำคัญเราร่วมกันทำมาตั้งแต่ปี 2567 จนบัดนี้ก้าวสู่ปี 2569 แล้ว ก็ยังทำอยู่ แบบนี้เราเรียกได้ว่ามีความยั่งยืน แต่เราอย่าหยุดอยู่แค่นี้ ต้องชวนให้ไปทำที่บ้านด้วย บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และขยายผลสู่ ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยั่งยืน ลดค่าใช้จ่าย และส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน โดยเน้นการปลูกผักสวนครัวและไม้ผลในทุกครัวเรือน ซึ่งพระราชดำรินี้ก็สอดคล้องและเป็นคำเดียวกันกับคำว่าอารยเกษตร คือ เป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ทำแผ่นดินรอบบ้านให้เป็น อารยเกษตร เราช่วยกันทำได้

และท้ายนี้ขอผอ.โรงเรียนให้เด็กช่วยกันปลูกไม้ยืนต้นคนละต้น เป็นต้นไม้แห่งชีวิต ขอขอให้ปลัดจังหวัดไปเรียนผู้ว่าจัดโครงการให้เด็กปลูกต้นไม้คนละต้นฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ และขอความร่วมมือจากกระทรวงทรัพย์ขอพันธุ์ไม้ ขอความร่วมมือจาก อบจ.ช่วยหารถ ช่วยกันจัดกิจกรรม แบบนี้ก็จะเกิดซุปเปอร์มาเก็ตในชุมชนดังที่เจ้าคุณสุขุมท่านหวังไว้ คือ ให้มีป่าและในป่าก็จะเกิดอาหารจำพวกเห็ดบ้าง หน่อไม้ป่า รังผึ้งบ้าง ผักหวานป่าบ้าง แผ่นดินของจังหวัดอุบลราชธานีก็จะอุดมสมบูรณ์สมกับเป็นมหานครแห่งโคก หนอง นา”

เอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

เอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

เอ็นยูฯ ปักหมุด ILDEX และ Horti & Agri 2026 เชื่อมเครือข่ายธุรกิจเกษตร-ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

12 มีนาคม 2569 บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงานเปิดตัว ILDEX (อิลเด็กซ์) และ Horti & Agri (ฮอร์ติ แอนด์ อะกริ) Exhibition Series 2026 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน เพื่อประกาศทิศทางการขยายแพลตฟอร์มธุรกิจด้านปศุสัตว์และการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงาน คุณเควิน เจ้า และ คุณศุภณัฐ ตรีรัตน์พิจารณ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด พร้อมด้วย คุณทักษอร วาทีสาธกกิจ ผู้จัดการโครงการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ได้นำเสนอภาพรวมการจัดงาน พร้อมชี้ให้เห็นถึง การบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าระหว่างอุตสาหกรรมปศุสัตว์และการเกษตร รวมถึง โอกาสทางธุรกิจในตลาดสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

ภายในงาน ทีมผู้จัดได้เผยภาพรวมของ ILDEX Exhibition Series ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าด้านปศุสัตว์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในหลายประเทศสำคัญของอาเซียน พร้อมนำเสนอแนวโน้มตลาดและโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่ คุณ Kim Gee-Myung จาก Korea Animal Health Products Association (KAHPA) ที่กล่าวถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดปศุสัตว์ในประเทศเวียดนาม และ คุณ Nathan Feeney จาก AG Growth International ที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดปศุสัตว์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เปิดตัว Horti & Agri Exhibition Series 2026 ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ปศุสัตว์ อาหารสัตว์ ไปจนถึงพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดย คุณเอกนฤน สว่างภักดิ์ดี ผู้จัดการขายและผู้พัฒนาธุรกิจ บริษัท TrolMaster Agri Instruments Co., Ltd. ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจด้านเทคโนโลยีการเกษตรในตลาด อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งกำลังมีความต้องการเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Horti & Agri Series ขยายเวทีสู่ภูมิภาค

ในปี 2569 Horti & Agri Series เตรียมขยายบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ประเทศเวียดนามจะเปิดตัวงานแสดงสินค้าในรูปแบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้จัดในรูปแบบการประชุม โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้านานาชาติ 40 รายจาก 4 ประเทศ และผู้เข้าชมงานมากกว่า 12,000 คน เมื่อจัดร่วมกับงาน ILDEX Vietnam

ภายในงานยังมีการจัด พาวิลเลียนนานาชาติจากเกาหลี ไต้หวัน และเวียดนาม พร้อมการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ VFARDA, VFAEA และ VOAA โดยการประชุมภายในงานจะเน้นประเด็นสำคัญด้าน เกษตรสีเขียว ระบบอาหารที่ยั่งยืน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

ILDEX เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายปศุสัตว์อาเซียน

สำหรับ ILDEX Philippines จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยจัดร่วมกับ Philippine Poultry Show ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเข้าร่วม อาทิ ADM, Alltech, Cargill, CPF Philippines, DSM Firmenich, Kemin, Pilmico และ New Hope

ขณะที่ ILDEX Indonesia จะปรับรูปแบบเป็น งานประจำทุกปี พร้อมเปิดตัวโซนใหม่ Dairy & Cattle Pavilion และขยายพื้นที่ Meat Pro Pavilion และ Aquatic Pavilion โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 200 รายจาก 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 12,000 คน ภายใต้การสนับสนุนจาก กระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (MOA) และ Federation of the Indonesian Poultry Society (FMPI) พร้อมการจัด การประชุมนานาชาติ Newcastle Disease Centennial โดย IPVA ภายใต้ World Veterinary Poultry Association (WVPA)

ในส่วนของ ILDEX Vietnam 2026 จะจัดขึ้นเป็น ครั้งที่ 10 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของงาน โดยคาดว่าจะมี แบรนด์ชั้นนำกว่า 250 แบรนด์จากมากกว่า 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมรายใหญ่ เช่น CP Vietnam, Dabaco Group และ De Heus Vietnam จะเข้าร่วมงาน พร้อมองค์กรสมาคมด้านปศุสัตว์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดของอุตสาหกรรม ขณะนี้ ILDEX Vietnam เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม

ส่องโลกอนาคตผ่านเลนส์เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับนิทรรศการภาพถ่าย ‘มนุษย์อนาคต’

ส่องโลกอนาคตผ่านเลนส์เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับนิทรรศการภาพถ่าย ‘มนุษย์อนาคต’

ส่องโลกอนาคตผ่านเลนส์เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับนิทรรศการภาพถ่าย ‘มนุษย์อนาคต’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดนิทรรศการประกวดภาพถ่ายเนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี ของคณะมนุษยศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “มนุษย์อนาคต” เปิดพื้นที่ให้เยาวชนและผู้ที่สนใจด้านการถ่ายภาพได้ร่วมถ่ายทอดมุมมอง ความคิด และจินตนาการต่อความหมายของมนุษย์ในโลกอนาคต ผ่านผลงานภาพถ่ายในรูปแบบ Diptych ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องผ่านภาพคู่ที่สะท้อนความหมายเชิงเปรียบเทียบและการตีความที่หลากหลาย นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 10-15 มีนาคม 2569 ณ ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

โดยพิธีเปิดนิทรรศการได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม รองคณบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธี โดยกล่าวถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ในลักษณะนี้ว่า เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการกับศิลปะการถ่ายภาพ พร้อมทั้งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักเรียน นักศึกษา ศิลปิน และผู้ที่สนใจในสังคมวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับองค์กรต่างๆ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ในหลากหลายแขนง รวมถึงด้านนิเทศศาสตร์

การประกวดภาพถ่ายในครั้งนี้ยังเกิดขึ้นจากความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, นิตยสารอนุสาร อ.ส.ท. และ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างวงการวิชาการและวงการวิชาชีพด้านการถ่ายภาพอย่างสร้างสรรค์

สำหรับการประกวดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และบุคคลทั่วไป โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในรุ่นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ นางสาวศิรดา สังขะทรัพย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา กับผลงานชื่อ “maybe this is our future” ที่ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตที่มนุษย์สามารถเลือกกำหนดได้จากการกระทำของตนเอง ผ่านภาพรองเท้าบูธคู่หนึ่งที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สะท้อนประเด็นปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมได้อย่างชวนตั้งคำถาม

ขณะที่รางวัลชนะเลิศในประเภทบุคคลทั่วไป ได้แก่ นางสาวนภัสนันท์ ค้าเจริญ จากผลงาน “มนุษย์เป็ด” ซึ่งนำภาพของมนุษย์และเป็ดมาวางต่อกันอย่างแนบเนียน เพื่อสื่อถึงแนวคิดของ “มนุษย์เป็ด ในมิติใหม่เชิงบวก ว่าการเป็นคนที่มีทักษะหลากหลาย แม้อาจไม่ได้เชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว กลับเป็นคุณสมบัติสำคัญในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นบุคลิกของมนุษย์ที่สามารถเชื่อมโยงกับอนาคตได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากผลงานที่ได้รับรางวัลแล้ว ภายในนิทรรศการยังมีผลงานภาพถ่ายอีกจำนวนมากที่ถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับ มนุษย์อนาคต ในมิติที่หลากหลาย รอให้ผู้สนใจได้ร่วมสัมผัสแรงบันดาลใจผ่านสายตาของช่างภาพรุ่นใหม่

นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงภาพถ่าย แต่ยังเป็นเวทีแห่งการตั้งคำถามและจินตนาการถึงทิศทางของมนุษย์และสังคมในอนาคต ผ่านมุมมองสร้างสรรค์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน แล้วมาร่วมสำรวจความเป็นไปได้ของโลกวันพรุ่งนี้ไปพร้อมกับเหล่า “ผู้ออกแบบอนาคต” ผ่านเลนส์ของคนรุ่นใหม่ในนิทรรศการครั้งนี้

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาพเหมือนเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งไม่ว่าจะเป็นแนวทางศิลปะประเภทใดก็ตาม ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม โลหะ รวมทั้งภาพถ่าย งานจิตรกรรมภาพเหมือนเป็นผลงานศิลปะแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากตั้งแต่อดีตกาล ทั้งนี้เพราะผู้ที่สามารถบัญชาให้ศิลปินรังสรรค์ผลงานได้ในอดีตมักเป็นผู้นำทั้งทางศาสนจักรและทางโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์ และคหบดี คนกลุ่มนี้ย่อมต้องการให้มีการจารึกภาพของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ และตามที่อยู่อาศัย อาทิ โบสถ์ วัง งานแนวนี้ศิลปินจึงไม่เพียงได้แสดงฝีไม้ลายมือ ยังสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วย

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 17  ผลงานภาพเหมือนมักเป็นภาพเดี่ยวที่นายแบบหรือนางแบบมักอยู่ในชุดแต่งกายเต็มยศ เป็นทางการ และแทบจะไม่มีการแสดงสีหน้าใด ๆ เลย ต่อมาเมื่อแนวทางศิลปะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการใช้สีส่งผลให้ศิลปินเริ่มเขียนภาพเหมือนที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งการใช้สี แสง การแสดงออกทางอารมณ์ รวมทั้งการเขียนภาพเป็นกลุ่มคนจนศิลปินบางคนสามารถรังสรรค์งานจิตรกรรมได้ราวภาพถ่ายเพื่อให้ผู้บัญชาได้เก็บทั้งอารมณ์ และบรรยากาศได้อย่างสมจริงก่อนที่การถ่ายภาพจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์และได้รับการใช้อย่างแพร่หลาย

ยิ่งกว่านั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา คหบดีเริ่มมีมากขึ้น คนกลุ่มนี้เริ่มมีกำลังซื้อจึงนิยมว่าจ้างศิลปินให้รังสรรค์งานทั้งภาพเหมือนของตัวเองและครอบครัว ยังผลให้ผลงานภาพเหมือนกลายเป็นงานจิตรกรรมที่มีความแพร่หลาย ศิลปินเองก็นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนตัวเองและครอบครัวด้วยจนถึงกับมีศิลปินที่ได้ชื่อว่า เจ้าพ่อ Portrait นั่นคือ Rembrandt ศิลปินชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคทองของดัชท์

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่ไม่เพียงชื่นชอบการรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์และนิยายปรัมปราแล้ว เขายังเป็นศิลปินในยุค Golden Age ของเดนมาร์กที่ได้ชื่อว่าชื่นชอบการรังสรรค์งานภาพเหมือนด้วย นั่นคือ Constantin Hansen หรือที่มีชื่อเต็มว่า Carl Christian Constantin Hansen แม้เขาจะเกิดที่โรม และเป็นบุตรชายของจิตรกรแนวภาพเหมือนที่ชื่อ Hans Hansen แต่บิดาของเขาก็ย้ายไปอยู่ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่ปีเดียว เขาจึงได้มีโอกาสเข้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Royal Danish Academy of Art เมื่ออายุเพียงแค่ 12 ปี ก่อนย้ายมาเรียนภาควิชาศิลปะเมื่ออายุได้ 21 ปี และเริ่มฝึกงานกับ Christoffer Wilhelm Eckersberg บิดาแห่ง Danish Golden Age ในปี 1828

เมื่อบิดาและมารดาของเขาเสียชีวิตจากโรคไทฟัส เขาก็เข้ารับช่วงต่อในการรังสรรค์งานเพื่อตกแต่งพระราชวัง Frederiksborg และ Christiansborg ปี 1835 เขาได้รับทุนเพื่อไปเรียนต่างประเทศและย้ายไปหลายเมืองเพื่อเรียนรู้เทคนิคทางด้านศิลปะรวมทั้งการเขียนภาพปูนเปียกทั้งจากเยอรมันและอิตาลี หลังไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 8 ปีเขาได้รับการว่าจ้างให้ตกแต่งห้องโถงของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เขาเข้าทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปี 1854 และเป็นสมาชิกของ The Academy ในปี 1864

ตัวอย่างผลงานของ Hansens ใน National Museum Stockholm อาทิ Signe and Henriette Hansen, the Artist’s sister ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงอิทธิพลของ Eckersberg ต่องานของ Hansen สังเกตได้จากการที่องค์ประกอบและรูปลักษณ์ของนางแบบละม้ายคล้ายงานประติมากรรม แต่ยังคงมีการแสดงสีหน้าสังเกตได้จากคนขวาที่ดูเศร้าหมองต่างจากคนขวาที่ดูเรียบเฉยอันเป็นการฉีกแนวของการวาดภาพเหมือนในยุคก่อน ๆ ส่วน A Little Girl เป็นภาพน้องสาวของภรรยาศิลปินที่อยู่ในท่าครุ่นคิดระหว่างคนแก้วกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งบุคลิกภาพของวิถีชีวิตประจำวันในภาพเหมือนที่ศิลปินบรรจงสร้างให้แตกต่างจากภาพเหมือนในอดีต นอกจากนี้ที่นี่ยังมีผลงานของ Christen Kobke ศิลปินที่นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนโดยใช้คนทั่วไปและญาติเป็นนายแบบและนางแบบอีกผู้หนึ่งด้วย

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยานอวกาศ Van Allen Probe A ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เพิ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเมื่อเวลาประมาณ 06.37 น. เช้าวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตร ทางใต้ของเม็กซิโกและทางตะวันตกของเอกวาดอร์ ชิ้นส่วนส่วนใหญ่เผาไหม้ไปหมดในชั้นบรรยากาศ แต่อาจมีชิ้นส่วนที่ทนความร้อนสูง เช่น ถังเชื้อเพลิงไทเทเนียม ที่อาจหลงเหลือและตกลงในทะเล แต่จนถึงขณะนี้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินจากเหตุการณ์นี้

ยานลำนี้มีน้ำหนักประมาณ 600 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศในปี 2012 เพื่อศึกษาแถบกัมมันตภาพรังสีแวนอัลเลนที่ล้อมรอบโลก ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศในอวกาศและการป้องกันดาวเทียมดวงอื่นๆ เดิมที นาซาคาดการณ์ว่ายานลำนี้จะโคจรอยู่ได้จนถึงปี 2034 แต่มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันตกลงมาเร็วขึ้นเกือบ 8 ปี เนื่องจากในช่วงปี 2024-2025 ดวงอาทิตย์มีกิจกรรมสูงมาก ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศชั้นบนของโลกขยายตัวขึ้น ยานจึงเสียดสีกับอนุภาคอากาศมากขึ้น ทำให้ความเร็วลดลงและวงโคจรลดต่ำลงเร็วกว่าที่คำนวณไว้ในตอนแรก

ขณะเดียวกัน นาซาคาดการณ์ว่า Van Allen Probe B หรือยานแฝดอีกลำ ซึ่งถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศพร้อมกัน กำหนดจะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 เหตุที่ยาน B กลับสู่โลกช้ากว่าลำ A ทั้งที่เป็นยานแฝด เนื่องจากทั้งสองลำถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ต่างกันเพื่อวัดค่ากัมมันตภาพรังสีจากคนละมุม ทำให้แรงเสียดทานจากชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบไม่เท่ากัน ยานลำ B ได้รับการปรับแต่งวงโคจรในตอนจบภารกิจช่วงปี 2019 ให้เข้าสู่วงโคจรสำหรับทิ้งทำลายที่มีความสูงต่างจากลำ A เล็กน้อย ทำให้มันมีความคงทนต่อแรงดึงดูดได้นานกว่าอีกประมาณ 1 ปี

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ 'คอขวด' ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผ่านมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว กับความขัดแย้งทางทหารที่ระอุเป็นการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางในรอบหลายปีหนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่เปรียบเสมือน ‘พายุเศรษฐกิจ’ ที่กำลังซัดเข้าหาทุกครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของภูมิภาคพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่กว่าร้อยละ 90 ของพลังงานที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวล้วนมุ่งหน้ามาเอเชียแทบทั้งสิ้น

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือถูกคุกคาม จากการที่อิหร่านประกาศปิดกั้นช่องแคบเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล โลกก็เหมือนถูกตัดเส้นเลือดใหญ่ เพราะ 1 ใน 5 ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ทั่วโลกต้องผ่านจุดนี้ การปิดช่องแคบเพียงจุดเดียวส่งผลสะเทือนแรงกว่าการคว่ำบาตรรัสเซียในปี 2022 หลายเท่า เพราะเท่ากับห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักทันที แม้จะมีท่อส่งน้ำมันข้ามคาบสมุทรอาหรับ แต่ศักยภาพการขนส่งเทียบไม่ได้เลยกับเรือบรรทุกน้ำมันมหาศาลที่เคยผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน

การที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งไปเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 จากช่วงก่อนสงคราม และแพงที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ไม่ได้จบลงที่ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน เพราะนั่นทำให้ค่าขนส่งสินค้าพุ่งสูงขึ้นทันที ราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกอั้นไม่อยู่ขยับขึ้นตาม เกิดความเสี่ยงสภาวะ Stagflation โลกกำลังเผชิญกับภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลางทั่วโลก

เอเชีย “เหยื่อรายแรก” ของวิกฤต

ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับ ‘คอขวด’ ที่อันตรายมาก ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไป แต่เป็นเรื่องของความยืดหยุ่นทางเทคนิคที่ต่ำมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเกือบร้อยละ 80-90 ของความต้องการทั้งหมด แม้จะมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะอัมพาตได้

แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ที่เคยเป็นผู้ส่งออกพลังงานหลัก ก็มีกำลังการผลิตลดลงจนต้องนำเข้ามากขึ้นตามความต้องการในประเทศที่โตแบบก้าวกระโดด ไม่เพียงเท่านั้น อินโดนีเซียยังประสบปัญหาการนำเข้าข้าวสาลีซึ่งต้องพึ่งพาจากภายนอกเกือบ 100% ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์จากแป้งและอาหารพื้นฐานสุ่มเสี่ยงต่อการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนโลจิสติกส์ ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งปกติต้องนำเข้าอาหารสูงถึงร้อยละ 90 ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจึงพุ่งสูงขึ้นตามค่าขนส่ง โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) พุ่งขึ้นเกือบร้อยละ 60 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่โรงกลั่นในอาเซียนถูกออกแบบมาเพื่อน้ำมันประเภท Heavy/Medium Sour หรือน้ำมันดิบที่มีกำมะถันสูงและมีความหนืดจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะ การจะหันไปใช้พลังงานจากสหรัฐฯ หรือแหล่งอื่นที่เป็นน้ำมันประเภทอื่น ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและเวลาปรับปรุงเครื่องจักรนานหลายปี เมื่อน้ำมันแพงและขาดแคลน ไม่ใช่แค่ค่าเดินทางที่สูงขึ้น แต่ค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตสินค้าในโรงงานจะพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในตลาดโลก

มาตรการฉุกเฉินและการปรับตัว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นภาพผู้คนในหลายประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม บังกลาเทศ อินเดีย เกาหลีใต้ รวมถึงในบ้านเรา นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดที่สถานีบริการ เนื่องจากเกิดภาวะตื่นตระหนกและการกักตุน หลังจากราคาน้ำมันดิบทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศต้องมีมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ปากีสถานเป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ต้องประกาศสภาวะรัดเข็มขัดขั้นสูงสุดเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายเพื่อประหยัดพลังงาน รัฐบาลสั่งปรับลดวันทำงานของข้าราชการเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และให้พนักงานรัฐ 50% ทำงานจากที่บ้าน พร้อมแนะนำให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารใช้แนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมจนถึงสิ้นเดือน ส่วนมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ทั้งหมด จำกัดการจัดงานสันทนาการ งานแต่งงานหรืองานเลี้ยงต้องมีแขกไม่เกิน 200 คน และให้เสิร์ฟอาหารหลักเพียงจานเดียวเท่านั้น ตัวนายกรัฐมนตรีเองยังแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ ยอมหักเงินเดือนเพื่อชาติเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน รวมทั้งยังให้คณะรัฐมนตรีทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับจังหวัดงดรับเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นเวลา 2 เดือน ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะถูกตัดเงินเดือนลง 25% นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็น และต้องเดินทางด้วยตั๋วชั้นประหยัดเท่านั้น และให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมทุกนัด เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด

บังกลาเทศมีมาตรการคล้ายๆ กัน รัฐบาลประกาศปิดมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศตั้งแต่สัปดาห์นี้ และเลื่อนวันหยุดเทศกาล อีดิ้ล ฟิตรี ให้เร็วขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินเพื่อประหยัดไฟฟ้าและเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันสำหรับยานยนต์แต่ละประเภท เช่น จักรยานยนต์เติมได้วัน 2 ลิตร รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกินวันละ 10 ลิตร เป็นต้น ส่วนที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาเริ่มใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันกับยานยนต์ ด้วยการให้สิทธิเติมน้ำมันตามเลขทะเบียนรถที่ลงท้ายด้วยเลขคู่-เลขคี่ หวังลดการใช้น้ำมันในยามที่ปริมาณน้ำมันโลกถูกกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม เพื่อลดการใช้พลังงานในสำนักงานและลดความต้องการด้านการขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสถานที่ราชการไว้ที่ 24-26 องศาเซลเซียส และระงับการเดินทางที่ไม่จำเป็น

จีนยังฝ่าพายุอย่างแข็งแกร่ง

จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนจีนจะเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชีย ที่สามารถรับมือกับพายุวิกฤตพลังงานที่โหมกระหน่ำภูมิภาคได้อย่างมั่นคง ปัจจัยสำคัญลำดับแรก มาจากตัวเลขคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของจีน ตอนนี้ถูกประเมินว่าพุ่งสูงถึง 1.1 – 1.4 พันล้านบาร์เรล เป็นผลจากการที่จีนเร่งนำเข้าน้ำมันอย่างบ้าคลั่งในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับสงครามในตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ทำให้จีนมี “อากาศหายใจ” ได้นานถึง 6 เดือน – 1 ปี แม้จะถูกตัดขาดจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางโดยสิ้นเชิงก็ตาม

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ทั่วโลกพยายามคว่ำบาตรอิหร่าน จีนกลายเป็นทางรอดเดียวของน้ำมันอิหร่าน ด้วยการรับซื้อน้ำมันจากอิหร่านถึงร้อยละ 80-90 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดผ่านโรงกลั่นอิสระ (Teapots) การซื้อน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทำให้จีนได้ “ราคาพิเศษ” ที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาก ช่วยพยุงต้นทุนการผลิตในประเทศให้ยังแข่งขันได้

ความนิยมของยานยนต์ยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในจีน ที่ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พบว่าส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์พลังงานใหม่ในจีนพุ่งขึ้นไปแตะร้อยละ 41-42 แล้ว นั่นหมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ซื้อรถใหม่ในจีนไม่ต้องกังวลเป็นทุกข์ร้อนต่อราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์อีกต่อไป ถือเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ประเทศอื่นในเอเชียเลียนแบบได้ยาก

ที่สำคัญ จีนพึ่งพายุทธศาสตร์ “สองพลังงาน” (Coal & Renewables) โดยวางรากฐานการผลิตไฟฟ้าไว้กับถ่านหินที่หาได้เองในประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ยังคงผลิตไฟฟ้าให้จีนเกินร้อยละ 50 แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด ทั้งลม น้ำ แสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ควบคู่กันไปด้วย ส่งผลให้กุมภาพันธ์ปีนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดพุ่งแซงหน้าพลังงานฟอสซิลไปแล้ว ทำให้ระบบไฟฟ้าของจีนมีความยืดหยุ่นสูงมาก และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเลย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ กำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องเลิกเพ้อฝันและหันมาเผชิญความจริง ว่ามั่นคงทางพลังงานไม่ใช่เรื่องของการหาแหล่งน้ำมันราคาถูกอีกต่อไป แต่คือการไม่พึ่งพาแหล่งเดียว วิกฤตนี้ยังอาจกลายเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV และพลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่เพราะรักษ์โลกเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อ “ความอยู่รอด” ทางภูมิรัฐศาสตร์

โดย ดาโน โทนาลี