ศิลปินนักแสดงจีเอ็มเอ็ม ร่วมแจกอาหารพระราชทาน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก

ศิลปินนักแสดงจีเอ็มเอ็ม ร่วมแจกอาหารพระราชทาน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก

ศิลปินนักแสดงจีเอ็มเอ็ม ร่วมแจกอาหารพระราชทาน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ รวมพลังน้ำใจ ศิลปินจีเอ็มเอ็ม มิวสิค เต๋า ภูศิลป์, มิ้วส์ อรภัสญาน์, กิมกลอย สิริกาญจน์ และ ชะเอม เกียรติคุณ, ป๊อก จิรสิน, ตอง ธนากร จากวง BOVINI พร้อมด้วยนักแสดงจากจีเอ็มเอ็มทีวี ป๊อด ศุภกร และ ปาแปง พรหมพิริยะ ร่วมเป็นจิตอาสาโรงครัวพระราชทาน นำอาหาร  แจกให้กับประชาชนที่มาถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จัดโดย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย    

เต๋า ภูศิลป์ เปิดเผยว่า“วันนี้พวกเราได้มีโอกาสมาร่วมเป็นจิตอาสากับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มาร่วมแจกข้าวเหนียวไก่ทอดจากโรงครัวพระราชทานให้ประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระศพฯ ถือว่าเป็นการถวายความจงรักภักดีในฐานะประชาชนคนไทยครับ”

วง BOVINI เปิดเผยว่า“พวกเราตั้งใจมาร่วมเป็นจิตอาสาช่วยแจกอาหารให้กับประชาชนครับ ขอขอบคุณมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่ให้โอกาสพวกเราได้ร่วมทำความดีในวันนี้ และขอเป็นกำลังใจให้พี่ๆ จิตอาสาและอาสาสมัครทุกท่านที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนครับ”

ป๊อด ศุภกร – ปาแปง พรหมพิริยะ เปิดเผยว่า“วันนี้พวกเราได้มาบรรจุอาหารที่โรงครัวพระราชทาน และนำไปมอบให้กับประชาชนที่มาถวายสักการะพระศพฯ แม้จะเป็นเพียงกำลังใจเล็กๆ แต่พวกเราก็ตั้งใจมามอบความห่วงใยและส่งต่อน้ำใจให้กับทุกคนครับ”

โอ๊ยเล่าเรื่อง ทนายปีศาจ(The Evil Lawyer) 9/10 สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2

ทนายปีศาจ(The Evil Lawyer)  9/10 สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2

ทนายปีศาจ(The Evil Lawyer) 9/10 สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ทนายปีศาจ อีกหนึ่ง ซีรี่ย์ดีๆ ของ Netflix ที่หยิบเอา เรื่องการว่าความในศาลมาสร้าง ทำออกมาได้ดีดูสนุก ชวนติดตาม ดูๆ กันไปแบบ รวดเดียว 8 EP จบ(เอาเข้าจริงๆ ระหว่างดู อดถึงถึง หนังจีนชุดของ TVB ที่เคยดูในยุค 80-90 ที่ เข้มข้นดูสนุก มีหักมุมไปหา ทำดีสนุกโดนใจ เหมือนๆกัน)

ทนายปีศาจ คือผลงานการกำกับ ร่วมกันระหว่าง  ไก่-ณฐพล บุญประกอบ กับ แซม-จักริน เทพวงค์ จากทีมเขียนบท ประกอบด้วย จักริน เทพวงค์,สุรีย์ฉาย แก้วเศษ,ปัณณพร วัฒนพงษ์,อุสิชา อุดมศักดิ์, โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล และ ณฐพล บุญประกอบ
เรื่องราวของ ‘เมฆ’ลูกชายผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่  ทนายหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ ตกเป็น จำเลย ในคดี ฆาตกรรม  ‘เตชิน’ลูกชาย ‘บิ๊กอนันต์’นายตำรวจใหญ่ จนต้องจำใจใช้บริการ ‘จิตตรี’ ทนายความสาวสุดดุเดือดผู้โชกโชนในการฟอกขาวและใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อทำทุกวิถีทางให้ชนะคดีโดยไม่สนเรื่องศีลธรรม

ทนายปีศาจ จัดเจนในสิ่งที่ต้องการพูดถึง เรื่องของระบบ ระบบความยุติธรรม การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม การต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เน้นๆ ไปที่ระบบการว่าความในศาล การทำงานของตำรวจ ระบบเส้นสาย และ ระบบการเมือง

ทนายปีศาจ เดินเรื่องสนุกๆ เดินเรื่องเร็ว เล่าเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มีการหักมุมไปมา ใส่รายละครของแต่ละคนแต่ละเรื่องราวแต่ละคดี ออกมาได้ดี ไม่ขยี้มากๆ ทำให้ 8 EP ดูสนุกในทุกๆ ตอนสนุกไปกับ การต่อสู้นำหลักฐานต่างๆ มาสู้กันในศาล การเบิกความในศาลใช้การพาไปเหมือนไปดูในเหตุการณ์  การสืบหาหลักฐานเหมือนการสืบคดีในหนังนักสืบที่เคยดู ขยี้ความเข้มข้น ด้วย เรื่องรัก(แต่ไม่โรแมนติก) เรื่องดราม่า มีแอ็คชั่นนิดๆ เข้ามา หรือ ภาพ ความตาย ที่ภาพอาจจะไม่รุนแรงแต่กลับรุนแรงในความรู้สึก

 ตัวเรื่องหยิบเอา คดีดังๆ ที่คุ้นเคย เน้นๆ ความรุนแรง นำมาดัดแปลง ผสมกันใส่เข้ามา เป็นแค่ละคดี ย่อยๆ เพื่อ เชื่อมเข้ากับคดีหลัก ทำให้หนังดูเข้มข้น สนุกไปกับ การรอดูว่า จะสู้คดี กันอย่างไร เส้นเรื่องหลัก ถูกปูด้วย ด้วยคดีฆาตกรรม ก่อนจะค่อยๆ ขยาย ไปสู่ เรื่อง การประมง แรงงานต่างด้าว ที่ไปๆ มาๆ กลายเป็นเรื่องของ การแก้แค้นส่วนตัว ที่ค้างคาสะสม มานานนับสิบๆ ปี ภาพต่างๆ เกี่ยวกับใช้ทุกวิถีทาง ถูกมาใส่ได้แบบมีลูกเล่น เป็นเรื่องจริง ที่ หลายคนน่าจะรู้หรือเคย มีประสบการณ์ หรืออาจจะเคยเห็นเคยดูเคยรับรู้มาจาก หนังเรื่องอื่นๆ นำมาใส่ในหนัง แบบ สบายๆ

ไม่แค่จะจริงจัง เรื่อง การวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องระบบ ต่างๆ เท่านั้น ยังได้ใส่ดราม่า เข้ามา เพื่อขยี้ อารมณ์ความรู้สึก ทุกตัวละครทุกเหตุการณ์ ถูกโยงถูกขยี้ ด้วย เรื่องครอบครัว พ่อลูก แม่ลูก พี่น้อง บ้านเล็กบ้านน้อย ที่มาพร้อมกับ ปมในใจ การต่อรอง หรือผลที่ตามมา จาก การกระทำต่างๆ นานา  ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัวผู้พิพากษา ทนายความ อัยการ นายตำรวจ นักการเมือง แรงงานต่างด้าวและ ยังสื่อถึง ระบบการสื่อสารการตรวจสอบ ในสังคมยุคปัจจุบัน ใส่เข้ามา เพื่อขยี้ ให้หนังดูสนุก ทั้ง เรื่องของ โลกโซเชี่ยน การปั่นยอด ปั่นข่าวสร้างกระแส อวตาร กล้องวงจรปิด การหาเสียงหาคะแนน หรือ การนำเอารายการเล่าข่าว รายการข่าว ดังๆ หลายๆ รายการ นำมาดัดแปลง ใส่ในหนัง

 ทนายปีศาจ คือ อีกหนึ่งงาน ที่ ได้ นักแสดง ฝีมือดี มาร่วมแสดง ทั้ง บทนำและบทสมทบ หญิง-รฐา โพธิ์งาม  เด่นมากๆ เด่นสุด เป็น ‘ทนายจิตตรี’ที่ ทางพลังทั่ง สีหน้าท่าทางน้ำเสียง ออร่า..ความน่ากลัว ความเก่ง ของ การเป็นทนาย มาแบบเต็มๆ แค่เห็นหน้า ไปต้องอ้าปาก รังสีอมหิต ก็แผ่ซ่าน การชนะคดีลอยมาแต่ไกล เป็น ทนายเก่งที่เล่ห์เหลี่ยม ชนะในแบบ เทาๆหรือแม่แต่ในส่วนของ ปม..ในใจ ปมในวัยเด็ก หรือ การปิดกั้นตัวเอง มีเส้นกั้นกลางระหว่างความสัมพันธ์ กับ ชานนท์ นายตำรวจคนสนิท ก็ ทำให้ ทนายจิตตรี ลดความแรง มี มุมมองอ่อนแอ ที่ใช่เลย

ณัฏฐ์ กิจจริต โชว์พลัง การแสดงเต็มที่ ทั่งสีหน้าท่าทาง ทำให้ ‘เมฆ’ดูเป็น ทนายหนุ่มที่ ดูเป็นเด็กใหม่ๆ ที่ กำลังจะเจอเรื่องร้ายๆ ดูเป็น ทนายๆ น้ำดี ที่อยู่กับความถูกต้อง ก่อนที่จะค่อยๆ เรียนรู้ เติบโต มีประสบการณ์การเป็นทนาย จากการใกล้ชิดกับ ทนายจิตตรี หรือ.. ดูเป็นเพื่อน/คนรักที่ดี กับ อดีตคนรัก และ ดราม่าดีๆ กับปมในใจ ที่รอสะสางกับ พ่อแว่นตา เครื่องแต่งกาย เป้สะพายหลัง ช่วยเสริมทำให้ เมฆ เป็นตัวละคร ทนายธรรดาๆ ที่อยู่กับ ชาวบ้าน

ปริม อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร ใสสวยลุยๆ ไปกับบท ‘อังศุมาลิน’ เด็กสาวที่ทำงานกับ การเมือง เป็นหัวเรือใหญ่ ที่เรียกคะแนน ให้ แม่นักการเมือง เหมือนที่ เคยเห็นกับใน ระบบการเมือง เล่นได้น่ารัก ชวนให้ติดตาม ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือเมฆอดีตคนรัก หรือ การช่วยแรงงาน

กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี เป็น ‘ท่านอนันต์’ บิ๊กนายตำรวจ ผู้มี อิทธิพล นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ดูร้าย ดูมีบารมี ในระดับสั่งการ แต่ กลับไปค่อย รู้สึกกับการสูญเสีย ลูกชาย มากเท่าๆ กับ อยู่ใน เงาพ่อตา ผู้ชรา นานๆ จะได้ดู กบ เล่นบทร้าย

ต้อม- พลวัฒน์ มนูประเสริฐ เป็น ‘ฤทธิ์’พ่อ ของ ‘เมฆ’ ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ มีความเป็นกลาง แต่มีปม ในใจมีปัญหา ไม่เข้าใจกับลูก  เล่นผ่านแววตาผ่านใต้กรอบแว่นตา ที่มาพร้อมกับ คำว่า ผู้พิพากษาต้องมีความเป็นกลาง

ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ ฟิตหุ่นๆ ดูดี กับบท ‘ชานนท์’นายตำรวจ คนใกล้ชิดคนใกล้ตัว ที่คอยช่วยเหลือ ‘ทนายจิตตรี’ มีโชว์กล้าม เลิฟซีน คิวบู๊นิดๆ มีปม เรื่องรัก แต่ นำเสนอแบบผิวๆ แต่พอเข้าใจ เหมือน เป็นตัวช่วย ธรรมดาๆ แต่ กลับ มา สิ่งที่ชวนติดตาม ในช่วงท้าย

เจีย-สฤญรัตน์  โธมัส รับบท แพทย์หญิง ‘อัจฉรา’หัวหน้าพรรคร่วมใจ แม่ของ อัวศุมาริน มาดนักการเมือง ท่าทาง น้ำเสียง ถอดแบบ นักการเมือง มาแบบจัดเต็ม ดูเป็น นักการเมือง ระดับ หัวหน้าพรรคจริงๆ
แกละ-องอาจ เจียมเจริญพรกุล ในบท ‘ป๊าชัย’ เจ้าของท่าเรือประมง อดีตนายตำรวจเก่า คนสนิท บิ๊กอนันต์ เสื้อผ้าหน้าผม น้ำเสียงท่าทาง แบบบ้านๆ โหดกับแรงงาน แต่รักครอบครัวแบบสุดๆ เป็น อีกหนึ่งงาน ที่ แกละ-องอาจ เล่นดี เพิ่มความสนุกให้กับเรื่อง
เพชร-เผ่าเพชร เจริญสุข ยังคง ร้ายได้ใจ เหมือน ที่ผ่านๆ มา กับบท ‘เตชิน’เปิดตัวแบบไม่มีมีอะไร ก่อนจะเผยความร้ายได้ใจ ในแบบ หนุ่มลูกนายตำรวจ ที่เอาแต่ใจ ต้นเหตุแห่งคดี ที่ แม้จะจากไป แต่ ก็อยู่กับ คนดู ตลอดเรื่อง

แก๊งสัตว์น้ำ กลุ่มทีมงานของ ทนายจิตตรี เข้ามา เพื่อความสนุก รอยยิ้ม ขำๆ ด้วย ในแบบห้าวๆ ดิบๆ แบบวัยรุ่นๆ เหมือน ไม่มีอะไร แต่ มี ความสามารถในการซับพอท ช่วยเหลือ ด้วย สามหนุ่ม กั้ง/นีโม่/หมึก ที่นำแสดงโดย แก๊ปโบ้-สิระ สิมมี, BESTKANIS, โบโซ่ตามาร-กฤษชา แก้งสวัสดิ์และ เอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมาในบท ‘ป้าหน่อย’อดีต หน้าบัลลังค์ ที่ ชอบทำกับข้าว ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี แต่ เชี่ยวชาญ เก๋าเกมส์ในเรื่องคดีความ

 แคนดิส-ณัฐกฤตา เตชวิทูล เป็น มะนาว ทนายพลังแม่ อดีต ผู้ช่วยของ ทนายจิตตรี ที่ ต้องมาเป็น ทนายต่อสู้กันในศาล ที่เล่นดี ทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น

สามพี่น้อง แรงงาน พม่า เล่นเก่ง ทั้งสีหน้าท่าทาง น้ำเสียง จนเชื่อว่าเป็น พม่าจริงๆ ไม่ใช่ การแสดงต้า-พรรษกร ทีฆรุ่งเรือง เป็น ‘เซยะ’น้องชายคนเล็ก ที่ ออกตามหา พี่สาว เป็นตัวละคร ที่ ดึงคนดู ให้ลุ้นตาม เอาใจช่วย ให้เตอพี่สาว หรือ ไม่เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นบีม-พรรณธิดา ไพรเนืองกิจ เป็น ‘เนอู’สาวใส ดูเป็น แคทดี้สาวต้นเรื่อง ที่โดนกระทำช้ำเลือดโชก หรือ ดราม่ากับมน้องชายก็ดึงอารมณ์ได้ดีแอนนี่-กนกพร พิทักษ์หงสา เป็น ‘นีอัน’พี่สาวคนโต สวยๆ ในแบบ พนักงานบนเรือ ที่ เป็นต้นเรื่อง..ตัวจริง..ที่โยงเข่าสู่ คดีฆาตกรรมสนามกอล์ฟ

และที่ ดีงามดีส่งท้าย มาน้อย แต่ จัดเต็ม แรงๆ พอดีๆ กับ ความแรงของ ‘ทนายจิตตรี’คือ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม เป็น ‘โกศล’ตัวละครเซอร์ไพรร์ ที่ โผล่มา ทำให้ เรื่องราวเหมือนจะจบกับปิดคดี กลับไม่จบ โหดได้ใจ โยงเข้าสู่ ความเข้มข้น โหดแบบดืบๆ รุนแรง ใน ซีซั่น2(ถ้ามี)

นักแสดงสมทบคนอื่นๆ เล่นได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ มีทั้ง ที่คุ้นหน้าคุ้นตา อาทิ ครูบอย-พิศาล พัฒนพีระเดช ในบท ผู้สนับสนุนพรรค มนตรี แสงมณี ในบท นายศร ป่าไม้พยานคนสำคัญ สรนันท์ ร.เอกวัฒน์ กรรมการผู้พิพากษา อ.ลลิตา หาญวงษ์ กับ อ.วิโรจน์ อาลี ในบทผู้พิพากษาว่าความ เชฟป้อม-ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล เจ้าหน้าที่ห้องยื่นประกัน สรินยา ออลสัน รับบท หมอสูติฯลฯ และ หลายๆ คน ที่ ผ่านตาทั้ง ในหนังละครหรือโฆษณา

โปรดักชั่นต่างๆ ของ ทนายปีศาจ ออกมาดี บท งานด้านภาพ การตัดต่อ ดนตรีประกอบ เสื้อผ้าหน้าผม นักแสดง โลเกชั่นต่างๆ นาๆ บรรยากาศ ในหนังและที่ชอบมากๆ โดนมากๆ คือ เพลง ดำสนิท ของ Hugo เพลงประกอบท้ายเรื่อง ที่มาในช่วงท้าย EP คือ สิ่งที่พูดสรุป ทนายปีศาจทั้งหมดสิ่งที่ได้แน่ๆ จากการดู ทนายปีศาจ แทบจะไม่มี ด้านดี ด้านขาว ระบบ ความยุติธรรม ล้วนต้องอยู่กับ ความเทา ด้านมืดทนาย อัยการ ใช้ช่องโหว่กฏหมาย ในการเอาชนะ  แม่แต่ ผู้พิพากษา ก็ยังไม่น่าเชื่อถือตำรวจไม่มีใครดีแรงงานต่างด้าวต้องถูกเอาเปรียบทนายปีศาจ สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2ไวๆที่9/10 คะแนน

‘สุกัญญา มิเกล’ เขียนถึง ‘โน๊ส อุดม’ คนช่วยเยียวยาชีวิต ซัดคนซ้ำเติม ไม่รัก ไม่ปลื้ม ก็อย่าทำลายเขาเลย

‘สุกัญญา มิเกล’ เขียนถึง ‘โน๊ส อุดม’ คนช่วยเยียวยาชีวิต ซัดคนซ้ำเติม ไม่รัก ไม่ปลื้ม ก็อย่าทำลายเขาเลย

‘สุกัญญา มิเกล’ เขียนถึง ‘โน๊ส อุดม’ คนช่วยเยียวยาชีวิต ซัดคนซ้ำเติม ไม่รัก ไม่ปลื้ม ก็อย่าทำลายเขาเลย

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.35 น.

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 จากกรณีที่นักพูดคนดัง โน้ส-อุดม แต้พานิช  เจอมรสุมชีวิตครั้งใหญ่หลังถูกลูกน้องคนสนิทแอบนำบัตรและสินทรัพย์ไปยักยอกจนเกือบหมดตัว ถึงขั้นต้องนำบ้านไปจำนองเพื่อหาเงินหมุนเวียน ปัญหานี้ทำให้เขาต้องกลับมาจัดทอล์กโชว์ เดี่ยว 16 อีกครั้ง โดยเรียกว่าเป็น “ไมค์ปลดหนี้” 

ล่าสุด สุกัญญา มิเกล นักร้อง นักแสดง และอดีตนางแบบ ได้ออกมาโพสต์รูปกับโน้ส พร้อมข้อความว่า  ครั้งหนึ่งฉันอยากนั่งดูเดี่ยวของพี่โน๊สแบบในสถานที่จริงสักครั้ง แต่ตังค์มีน้อยเพราะเพิ่งหย่ามา เรียกว่าหมดตัวได้เลย ฉันโทรไปหาทีมงานของพี่โน๊ส ว่าพอจะมีที่นั่งเหลือแบบราคาถูกๆบ้างมั้ย  แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานมีสายเรียกเข้าทางโทรศัพท์ 

“ฮัลโหลคับ ผมขอสายคุณสุกัญญา มิเกลหน่อยคับ”

“ใครคะ? ใครจะพูดสายด้วย”

“ผม อุดม แต้พานิช คับ”

…นั่นเป็นเสียงที่ทำให้ฉันตื่นเต้นเหมือนเด็กน้อยที่ได้ใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญ..

สำคัญ -สำคัญสำหรับฉัน เพราะเดี่ยวทุกตอนช่วยฉันจากอาการซึมเศร้า ช่วงหลังหย่า ช่วงที่ต้องห่างกับลูก ช่วงที่ตกงาน  เสียงของเขา งานของเขา เป็นเหมือนยาที่รักษาจิตใจจวบจนปัจจุบัน

เราเคยพบกัน แต่ไม่บ่อยครั้งที่ร้านโอลด์เล้ง RCA  เราไม่ได้สนิทกัน แต่สิ่งที่พี่โน๊สปฎิบัติ ทำให้เรารับรู้ว่า เขาให้เกียรติทุกคน 

เดี่ยว11-ทีมงานได้รับมอบหมายให้รับรองฉันไปนั่งดู -ฟรี-นั่นเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่พี่โน๊สมอบให้

…การที่มีใครบางคนซ้ำเติมเขาในช่วงเวลานี้ “สมน้ำหน้าแล้วมึงดูถูกคนเอาไว้เยอะมึงล้อเลียนคนเอาไว้มาก”

นั่นเป็นเพราะไม่เข้าใจศาสตร์การแสดงสาขานี้ และเอาจิตใจมาใส่จนปนเปเป็นความชัง ซึ่งก็น่าสมเพชที่เข้าไม่ถึงงานของเขา!!!

อาชีพนักแสดงโชว์  เก็บค่าบัตร ก็ถูกแล้ว และเขาจะ -ไมค์ปลดหนี้- นั่นก็ดีกว่าการโกง ที่เขาถูกกระทำไม่รู้กี่เท่า 

ไม่รัก ไม่ปลื้ม ก็อย่าทิ่ม อย่าเสือก ทำลายเขาเลย!!!

ปล. เกิด 1 กันยายน เหมือนกัน โดนทิ่มโดนแทงไม่ต่างกันนะพี่โน๊ส ให้กำลังใจนะคับ

#โน๊ส #อุดมแต้ #ไมค์ปลดหนี้ #เดี่ยวไมโครโฟน

แฟนๆต้อนรับแน่นห้าง อั้ม พัชราภา เปิดตลาดAumAumโฉมใหม่ สวย สดใส ไฉไล

แฟนๆต้อนรับแน่นห้าง อั้ม พัชราภา เปิดตลาดAumAumโฉมใหม่ สวย สดใส ไฉไล

แฟนๆต้อนรับแน่นห้าง อั้ม พัชราภา เปิดตลาดAumAumโฉมใหม่ สวย สดใส ไฉไล

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

เปิดไปแล้วค่ะ ตลาด“AumAum” โฉมใหม่ อั้มเลือกแล้ว แซ่บทุกสิ่ง มาแบบโทนสีเลม่อนทั้งงาน เปรี้ยวแซ่บจิ๊ดจ๊าด สวยสดใสมากๆ ลุคใหม่! ไฉไลกว่าเดิม งานเปิดตลาดวันแรกแฟนๆมาต้อนรับกันแน่นห้างซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ มายลโฉมทั้งเจ้าของตลาดคนสวย“อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ”และเพื่อนดาราขนกันมามากมาย เริ่มงานกันด้วยสองพิธีกรคนเก่ง มะตูม เตชินท์ และ หนิง ปณิตา เชิญ อั้ม พัชราภา เปิดตลาดแบบอลังการงานสร้าง มีพี่เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร และเพื่อนๆของอั้ม นำโดย เมย์ เฟื่องอารมย์ และ แหวนแหวน ปาริศา และอีกมากมาย บรรยายไม่หมด และที่มาแบบเซอร์ไพรส์ครั้งแรก ก็คือ สามีภรรยาคู่หวาน คุณกรณ์ ณรงค์เดช และ ศรีริต้า เจนเซ่น ที่แฮบแปปี้สุดสุด เดินร่วมช้อป ร่วมซื้ออาหารกลับบ้านแบบแน่นๆ และปิดท้ายความสนุกด้วยคอนเสิร์ตสุดมันส์กับ พี่เจ เจตริน วรรธนะสิน ทุกคนร่วมร้อง ร่วมเต้นกันอย่างเมามันเพราะเป็นแฟนคลับพี่เจกันทุกคน ร้องกันได้ทุกเพลง พี่เจเองก็ยอมรับว่าเป็นครั้งแรกที่เล่นคอนเสิร์ตในตลาดกลางห้างแบบนี้ ยอมรับว่าสนุกและมีความสุขมากโดย อั้ม พัชราภา เผยความรู้สึกกับการเปิดตลาด ”AumAum”โฉมใหม่ ในวันนี้ว่า “วันนี้อั้มมีความสุขมากเลยค่ะ เพราะแฟนๆมาตลาดกันมากมาย แน่นห้างเลย เพื่อนๆก็มาร่วมงานเปิดโฉมใหม่ตลาด “AumAum” รู้สึกดีใจมากเลยค่ะ ที่ทุกคนชอบกัน งานนี้ก็มีร้านอาหารร้านใหม่ๆเจ้าดัง เจ้าอร่อยมาเพิ่มเกือบ 20 ร้าน อย่างร้าน A-Long-Cha(อะลองชา) ของ พุฒ พุฒิ-จุ๋ย วรัทยา, Pig Me Up คอหมูย่าง โดย เจมีไนน์นรวิชญ์, เดอะหลอด ก๋วยเตี๋ยวหลอดหม่าล่า โดย เจมส์ จิรายุ, ข้าวเหนียวมะม่วงแม่วารีและอีกหลายร้านเลย รับรองว่าอร่อยทุกร้าน ที่สำคัญวันนี้ดีใจมากค่ะที่ทั้งคุณกรณ์และศรีริต้า ให้เกียรติมาเดินตลาดอั้มอั้ม มานั่งดูคอนเสิร์ตพี่เจ เจตรินด้วยกัน ร้องเต้นกันสนุกมากๆ เพลงเพราะทุกเพลงเลย ซึ่งตลาดจะเปิดจนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม มีกิจกรรมทุกวันเลย แล้ววันที่ 11 กรกฎาคม น้องอิงฟ้า วราหะ ก็จะมาร่วมงานด้วย แฟนๆมาเจอกันได้นะคะ”ย้ำกันอีกครั้งนะคะตลาด“AumAum”โฉมใหม่ เปิดตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ชั้น G ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์

‘เจ๊เกียว’พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

'เจ๊เกียว'พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

‘เจ๊เกียว’พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

“เจ๊เกียว” พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

วันที่ 11 ก.ค.69 นางปนัญชยา สุขพูล หรือ “เจ๊เกียว” พยานคนสำคัญในคดีหวย 30 ล้านชื่อดัง นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือ ครูปรีชา อดีตข้าราชการครูในจังหวัดกาญจนบุรี ได้เดินทางไปมอบชุดกีฬาให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนนักฟุตบอลประจำ GP อคาเดมี่ ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้เด็กๆ มีความก้าวหน้าในเส้นทางสายกีฬา โดยบรรยากาศการมอบสิ่งของเป็นไปอย่างอบอุ่นและสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก

นางปนัญชยา หรือ เจ๊เกียว เปิดเผยข้อมูลว่า ตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ให้ทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ในช่วงวันหยุดเรียน เพราะเชื่อว่าฟุตบอลสามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่มีอนาคตได้ และอยากเห็นเด็กๆ มุ่งมั่นพัฒนาฝีเท้าเพื่อทำตามความฝัน มุ่งสู่การเป็นตัวแทนระดับจังหวัดหรือระดับประเทศต่อไป

นอกจากนี้การเล่นกีฬายังช่วยสร้างระเบียบวินัยและทำให้เยาวชนห่างไกลจากปัญหายาเสพติด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปกครองเกิดความภาคภูมิใจ พร้อมทั้งขอชื่นชมทีมผู้ฝึกสอนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลอบรมเด็กๆ ให้เป็นคนดี

ด้านตัวแทนทีมผู้ฝึกสอนเปิดเผยว่า ปัจจุบันทางอคาเดมี่ได้ดูแลเยาวชนอายุตั้งแต่ 5-12 ปีในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ห่างไกลยาเสพติด และลดพฤติกรรมการติดหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โดยจะเน้นให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในการแข่งขันมากกว่าการมุ่งหวังผลแพ้ชนะ

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันหลังจากนี้ ทีมเยาวชนมีกำหนดลงสนามในรายการ “ลำภาชีคัพ” ในวันนี้ และรายการ “หัวนาคัพ” เพื่อต่อต้านยาเสพติดในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ ตัวแทนเยาวชนที่มารับมอบชุดกีฬาต่างแสดงความดีใจและขอบคุณนางปนัญชยาที่ให้การสนับสนุนในครั้งนี้ พร้อมทั้งร่วมอวยพรให้มีโชคดีในการเสี่ยงโชคสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ด้วย

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร “วันชัย” ตอกย้ำความเชื่อมั่น เปรียบสื่อสาธารณะเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน”

ไทยพีบีเอส นำเสนอผลปฏิบัติงานประจำปี 2567 และ 2568 “วันชัย” ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลอด 18 ปีที่ผ่านมาของไทยพีบีเอส เปรียบเสมือน “ยาสามัญประจำบ้าน” ทวงคืนอธิปไตยสื่อ ชู VIPA ทางรอด ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล ชื่นชมการทำงานของสื่อสาธารณะ พร้อมเสนอแนะติชมให้ความเห็นเพื่อปรับปรุงการทำงานให้คุ้มค่าภาษีประชาชน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 28 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) ที่ วาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2567 และประจำปี 2568 ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา โดยมีดร. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. และนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ไทยพีบีเอส เป็นตัวแทนกล่าวแถลงชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร

ดร. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. กล่าวว่า ในภาวะที่แพลตฟอร์มข้ามชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อการสื่อสาร และมีบทบาทในการกำหนดสิ่งที่ผู้คนรับรู้ ส่งผลให้อธิปไตยทางสื่อ (Media Sovereignty)  กลายเป็นสิ่งที่กำลังเผชิญความท้าทาย ไทยพีบีเอสตระหนักถึงภารกิจดังกล่าว จึงปรับบทบาทการทำงานในทุกด้าน สร้างการรับรู้และร่วมปกป้องอธิปไตยทางสื่อของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะ VIPA ให้เป็นแพลตฟอร์มสื่อระดับชาติ ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ และเป็นพื้นที่เผยแพร่เนื้อหาที่มีคุณภาพ สะท้อนความหลากหลายของสังคม ไม่มุ่งตอบสนองอารมณ์หรือกระแสเพียงอย่างเดียว

ด้านนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. นำเสนอรายงานประจำปี 2567 และ 2568 โดยตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าตลอด 18 ปีที่ผ่านมาของไทยพีบีเอส เปรียบเสมือน “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ทุกครอบครัวในสังคมไทยควรจะมีไว้ สะท้อนว่าความเป็นสื่อสาธารณะที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่จำนวนผู้ชมเพียงอย่างเดียว แต่คือความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อไทยพีบีเอส

นายวันชัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่สะท้อนคุณค่าของไทยพีบีเอสได้ชัดเจนที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน โดยผลสำรวจจาก Reuters Institute ประจำปี 2568 พบว่า ไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจจากประชาชนถึงร้อยละ 72 ขณะที่ผลการประเมินจากสถาบันเอเชียศึกษาและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าประชาชนร้อยละ 93 เห็นว่าไทยพีบีเอสยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย และร้อยละ 70 มองว่าเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ

จากนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงชื่ออภิปรายรวมทั้งสิ้น 10 คน มาจากฝ่ายค้าน พรรคประชาชน ได้แก่ นายเกียรติคุณ ต้นยาง, นายชุมพล หลักคำ, นางสาวธนพร วิจันทร์, นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ, นายอิสริยะ ไพรีพ่านฤทธิ์, นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล, นายเอกราช อุดมอำนวย, รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ ฝ่ายรัฐบาล จากพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ และ นายศุภชัย ใจสมุทร

นายเกียรติคุณ ต้นยาง ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวชื่นชมการทำงานของไทยพีบีเอส โดยเฉพาะรายการ “สถานีประชาชน” ที่เป็นพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนและช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงการนำเสนอประเด็นภัยไซเบอร์และการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เสนอให้ไทยพีบีเอสเพิ่มพื้นที่รายการด้านการเกษตร โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีบทบาทสำคัญในการสร้างการตระหนักรู้ของสังคมผ่านเนื้อหาคุณภาพ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และประเด็นสาธารณะ พร้อมเสนอให้เพิ่มการนำเสนอนโยบายภาครัฐและประเด็นปัญหาของประชาชนให้มากขึ้น ขณะเดียวกันควรชี้แจงรายละเอียดการใช้งบประมาณและผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและความท้าทายใหม่ ๆ เช่น สังคมสูงวัย ยาเสพติด ข่าวปลอม และเทคโนโลยี AI

รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีความสำคัญต่อประเทศในฐานะสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน พร้อมชื่นชมการทำงานที่ยึดมั่นในประโยชน์สาธารณะและความโปร่งใสในการบริหารองค์กร โดยเห็นว่าไทยพีบีเอสไม่ควรเป็นเพียงสื่อมวลชนทั่วไป แต่ควรเป็น “โรงเรียนของสังคม” ที่ช่วยสร้างพลเมืองตื่นรู้ เสริมสร้างความเข้มแข็งทางปัญญา และส่งเสริมประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้แสวงหารูปแบบรายได้เพิ่มเติมเพื่อรองรับความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ด้านนายวันชัย ชี้แจงว่า ไทยพีบีเอสมีการนำเสนอเนื้อหาด้านการเกษตรผ่านหลายรายการ อาทิ ทุกทิศทั่วไทย และพร้อมรับข้อเสนอในการพัฒนาเนื้อหาด้านนี้เพิ่มเติม ขณะที่รายการ สถานีประชาชน ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนการถ่ายทอดสดกีฬา ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับกีฬาเยาวชนและกีฬาภายในประเทศมาโดยตลอด  พร้อมยืนยันว่าความน่าเชื่อถือยังคงเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรภายใต้สโลแกน “ไทยพีบีเอส สื่อของทุกคน”

สามารถรับชมและดาวน์โหลดหนังสือ รายงานผลการปฏิบัติงาน ส.ส.ท. ประจำปี 2568 ได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/AnnualPerformanceReport

อิทธิพลไต้ฝุ่น “บาหวี่” ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ไต้หวันอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน

อิทธิพลไต้ฝุ่น "บาหวี่" ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ไต้หวันอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน

10 ก.ค. 2569 16:58 น.

อิทธิพลไต้ฝุ่น “บาหวี่” ฟิลิปปินส์ดินถล่มเสียชีวิต 15 ราย ไต้หวันอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน

ไต้ฝุ่น “บาหวี่”  ซึ่งคาดว่าจะเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พัดเข้าใกล้ไต้หวันในรอบกว่า 30 ปี ทำให้เกิดฝนตกหนักจนดินถล่มในฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหายอีก 6 คน ขณะที่ไต้หวันเร่งอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน ปิดโรงเรียน ยกเลิกเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว และเตรียมกำลังทหารรับมือ

อิทธิพลร่องมรสุมจากพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” ทำให้เกิดดินถล่มทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 ศพ สูญหายอีก 6 ราย ขณะที่ไต้หวันและเกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่นสั่งปิดโรงเรียน-ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก พร้อมอพยพประชาชนกว่า 2,000 คน 

ทางการฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า อิทธิพลพายุฝนสะสมจากพายุลูกนี้ได้ทำให้เกิดเหตุดินถล่มรุนแรงถึง 2 ระลอก บนเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วอย่างน้อย 15 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีก 6 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาอย่างเร่งด่วน

ที่เมืองมาลาปาตัน จังหวัดซารังกานี ดินถล่มทับบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีสองครอบครัวนอนหลับอยู่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังค้นหาผู้สูญหายอีก 2 คนจากเหตุดินถล่มในหมู่บ้านบลีซอง ฟุนเดา ขณะที่ประมาณ 100 ครอบครัวจากเมืองเดียวกันถูกอพยพออกจากพื้นที่น้ำท่วมก่อนรุ่งสาง ในขณะเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และสูญหายอีก 6 คน จากเหตุดินถล่มในเมืองคาลาโนกัส จังหวัดลาเนาเดลซูร์ 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังไม่สามารถระบุจำนวนบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากดินถล่มในหมู่บ้านงิงกีร์ ซึ่งทำให้ถนนบางสายไม่สามารถสัญจรได้ ก่อนหน้านี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฟิลิปปินส์ เตือนว่าคาดว่าจะมีฝนตกปานกลางถึงหนักในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศตั้งแต่วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ รายงานระบุว่า น้ำท่วมรุนแรงอาจทำให้ต้องมีการอพยพประชาชน สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรม บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้การเรียนการสอนและการทำงานต้องหยุดชะงัก การเดินทางทางบก ทางทะเล และทางอากาศหยุดชะงัก และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากน้ำและแมลงพาหะ เช่น โรคเลปโตสไปโรซิสและไข้เลือดออก นอกจากนี้ ดินถล่มที่เกิดจากฝนตกหนักอาจทำให้บ้านพัง หินถล่ม และถนนถูกปิดกั้นในพื้นที่ภูเขาได้

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาไต้หวันรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นบาหวี่ได้ลดระดับความรุนแรงลงเล็กน้อยหลังจากเคลื่อนผ่านเกาะกวม โดยปัจจุบันมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ที่ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือพายุลูกนี้มีรัศมีลมแรงกว้างถึง 380 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีขนาดรัศมีใหญ่ที่สุดที่พัดถล่มไต้หวันในรอบกว่า 30 ปี

ทางการไต้หวันสั่งปิดโรงเรียน สถานที่ราชการ และธุรกิจห้างร้านเกือบทั้งหมดในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก พร้อมทั้งยกเลิกเที่ยวบินอีกหลายร้อยเที่ยวบิน นอกจากนี้ยังมีการสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 2,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาอันตรายอย่างเมืองฮัวเหลียน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเฝ้าระวังเขื่อนกั้นน้ำธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเนื่องจากคาดว่าพายุจะเทฝนลงมาหนักสูงถึง 1,000 มิลลิเมตร ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม

ที่เมืองจีหลง เมืองท่าทางตอนเหนือซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ประชาชนแห่ออกไปซื้อของกักตุนกันอย่างเนืองแน่น พ่อค้าแม่ค้าและชาวประมงเร่งนำกระสอบทรายมาวางกั้นหน้าร้าน นำตาข่ายมาผูกยึดสิ่งของ และผูกเชือกคลุมเทวรูปกลางแจ้งเพื่อป้องกันแรงลม ขณะที่ทางการเตือนให้ประชาชนอยู่ห่างจากชายฝั่งเนื่องจากคาดว่าจะมีคลื่นสูงถึง 9 เมตร

ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้ออกแถลงการณ์กระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังขั้นสูงสุด โดยสั่งการให้กองทัพเตรียมกำลังพลมากกว่า 28,000 นาย พร้อมเครื่องจักรและยานพาหนะกู้ภัยสแตนบายรอรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่เพียงแต่ไต้หวันเท่านั้น บนหมู่เกาะซากิชิมะ และเกาะโอกินาวาทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ก็เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โรงเรียนและสำนักงานบางส่วนถูกสั่งปิดชั่วคราว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางน้ำระบุว่า ยอดจองห้องพักและกิจกรรมช่วงสุดสัปดาห์ถูกยกเลิกทั้งหมด ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ตามเส้นทางพยากรณ์ หลังจากพายุไต้ฝุ่นบาหวี่เคลื่อนผ่านเกาะทางใต้ของญี่ปุ่นและเฉียดตอนเหนือของไต้หวันแล้ว คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่งตะวันออกของประเทศจีนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมในจีนที่กำลังวิกฤต หลังจากเผชิญพายุฝนถล่มอย่างหนักในสัปดาห์นี้จนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 39 ศพ และมีเขื่อนอ่างเก็บน้ำแตกไปแล้วหนึ่งแห่ง

นักวิทยาศาสตร์จากหน่วยบริการทางทะเลโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป ระบุว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นทุบสถิติ ประกอบกับการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ ในปีนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งให้พายุหมุนเขตร้อนทวีความรุนแรงได้อย่างรวดเร็วและกักเก็บความชื้นมหาศาล จนกลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงและสร้างความเสียหายในวงกว้างอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้.

ที่มา AFP / ABS-CBN

“พรมผนังบาเยอ” เดินทางถึงอังกฤษครั้งแรกในรอบ 900 ปี เตรียมจัดแสดงที่บริติชมิวเซียม

"พรมผนังบาเยอ" เดินทางถึงอังกฤษครั้งแรกในรอบ 900 ปี เตรียมจัดแสดงที่บริติชมิวเซียม

10 ก.ค. 2569 16:08 น.

“พรมผนังบาเยอ” เดินทางถึงอังกฤษครั้งแรกในรอบ 900 ปี เตรียมจัดแสดงที่บริติชมิวเซียม

“พรมผนังบาเยอ” (Bayeux Tapestry) โบราณวัตถุล้ำค่าที่บันทึกเหตุการณ์การพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มันในปี ค.ศ.1066 ออกเดินทางจากฝรั่งเศสถึงสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกในรอบ 900 ปี ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ก่อนจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมในเดือนกันยายน ท่ามกลางทั้งความตื่นเต้นของชาวอังกฤษ จนทุบสถิติตั๋วเข้าชมล่วงหน้าทะลุ 1 แสนใบในวันเดียว

“พรมผนังบาเยอ” (Bayeux Tapestry) ผลงานศิลปะผ้าปักอายุกว่า 900 ปีที่มีความสำคัญระดับโลก ได้เดินทางถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเวลา 02:50 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (10 ก.ค.) โดยมีการขนส่งอย่างลับๆ จากทางตอนเหนือของฝรั่งเศสและได้รับการอารักขาโดยกองกำลังตำรวจอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง เพื่อเตรียมเปิดฉายให้สาธารณชนเข้าชมในนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่เดือนกันยายนนี้

กล่องบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่ล้อมด้วยโครงอลูมิเนียมถูกเคลื่อนย้ายลงจากรถบรรทุกเข้าสู่ห้องจัดเก็บของพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม ท่ามกลางสายตาของบุคคลสำคัญที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน รวมถึงเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสหราชอาณาจักร และนายเนก คัลลิแนน ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม ซึ่งกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “เราเพิ่งได้ร่วมเป็นพยานในสิ่งที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง นี่คือการกลับคืนสู่ประเทศอังกฤษครั้งแรกในรอบเกือบพันปีของพรมผนังบาเยอ มันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมาก”

พรมผนังบาเยอ เป็นผ้าลินินความยาว 70 เมตร ที่ใช้ไหมพรมหลากสีสันปักลวดลายอย่างประณีตในศตวรรษที่ 11 โดยแบ่งออกเป็น 58 ฉาก ประกอบด้วยตัวละคร 626 ตัว ที่มีผู้หญิงเพียง 6 คนเท่านั้น ม้า 202 ตัว ตลอดจนเรือ ดาบ และลูกธนู

ผลงานชิ้นนี้บอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญก่อนนำไปสู่ “ยุทธการที่เฮสติงส์” (Battle of Hastings) และการพิชิตอังกฤษของชาวนอร์มัน (Norman Conquest) ในปี 1066 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาของอังกฤษไปตลอดกาล โดยทำให้เกิดคำศัพท์ภาษาฝรั่งเศสจำนวนมากในภาษาอังกฤษปัจจุบัน เช่นคำว่า law, parliament, justice, mutton และ beef ทั้งยังเปลี่ยนทิศทางการเมืองของอังกฤษจากเดิมที่ผูกพันกับแถบสแกนดิเนเวีย ให้หันเข้าสู่การเมืองในยุโรปภาคพื้นทวีปแทน

มิลลี่ ฮอร์ตัน-อินส์ช  ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ ระบุว่า การที่พรมผนังผืนนี้รอดพ้นจากภัยจากหนู มอด ความชื้น เชื้อรา และไฟป่ามาได้ยาวนานกว่า 900 ปี ถือเป็น “ปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง”

เนื่องจากพรมผนังผืนนี้มีความเปราะบางและมีมูลค่าทางประวัติศาสตร์ที่ประเมินค่าไม่ได้ การขนส่งจึงถูกออกแบบมาอย่างประณีต ตัวผ้าถูกจัดเก็บในกล่องที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอย่างเข้มงวด จากนั้นจึงสวมทับด้วยโครงกรงเหล็กภายนอกที่มีระบบสปริงช่วยดูดซับแรงกระแทก เพื่อป้องกันการสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนน โดยก่อนการเดินทางจริง เจ้าหน้าที่ได้ทำการ “ซ้อมวิ่ง” ถึงสองครั้งด้วยผ้าปักจำลองเพื่อวัดค่าแรงสั่นสะเทือนตลอดเส้นทางผ่านอุโมงค์ยูโรทันเนล

ก่อนหน้านี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลให้แก่นักอนุรักษ์ในฝรั่งเศสบางกลุ่มที่มองว่าการเคลื่อนย้ายวัตถุโบราณที่มีความเปราะบางเช่นนี้ ไกลกว่า 560 กิโลเมตร เป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป และมีผู้ร่วมลงชื่อคัดค้านโดยเรียกว่าเป็น “อาชญากรรมทางมรดกวัฒนธรรม” รวมถึงเดวิด ฮ็อกนีย์ ศิลปินชื่อดังชาวอังกฤษผู้ล่วงลับที่เคยแสดงความเห็นไว้ก่อนเสียชีวิตว่าไม่ควรเสี่ยงย้ายผ้าผืนนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมย้ำว่า ทางพิพิธภัณฑ์ไม่มีทางทำอะไรที่จะทำให้วัตถุโบราณในความดูแลต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน

การให้หยิบยืมพรมผนังบาเยอเป็นเวลา 9 เดือนในครั้งนี้ เป็นข้อตกลงที่บรรลุร่วมกันระหว่างประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อปีที่ผ่านมา โดยประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองบายอ แคว้นนอร์มังดี ซึ่งเป็นที่จัดแสดงผ้าผืนนี้มาตั้งแต่ปี 1983 ปิดปรับปรุงพอดี โดยประธานาธิบดีมาครงระบุว่านี่คือ “สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ และการแสดงออกถึงมิตรภาพอันยาวนานในการสร้างอนาคตร่วมกันของสองประเทศ”

ขณะที่ฝั่งอังกฤษได้ส่งมอบสิ่งของล้ำค่าเป็นการแลกเปลี่ยน เช่น สมบัติจากสุสานโบราณซัตตันฮู และหมากรุกเลวิส อันโด่งดังไปให้ฝรั่งเศสจัดแสดงชั่วคราวด้วยเช่นกัน

นายจอร์จ ออสบอร์น ประธานคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม กล่าวว่า นิทรรศการนี้จะเป็นนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในยุคนี้ เปรียบได้กับงานแสดงสมบัติตุตันคาเมนหรือกองทัพทหารดินเผาในอดีต ซึ่งความตื่นตัวของประชาชนส่งผลให้ตั๋วเข้าชมถูกจำหน่ายไปได้ทุบสถิติถึง 100,000 ใบตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย โดยทางพิพิธภัณฑ์จะจัดแสดงผ้าผืนนี้ในแนวราบ และทำทางเดินลอยฟ้า เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถมองเห็นภาพรวมของพรมผนังความยาว 70 เมตรทั้งหมดได้พร้อมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจสอบสภาพผ้าอย่างละเอียดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้.

ที่มา BBC

จีนประสบความสำเร็จนำ “จรวดใช้ซ้ำ” ลงจอดครั้งแรก จ่อท้าชน SpaceX

จีนประสบความสำเร็จนำ "จรวดใช้ซ้ำ" ลงจอดครั้งแรก จ่อท้าชน SpaceX

10 ก.ค. 2569 14:45 น.

จีนประสบความสำเร็จนำ “จรวดใช้ซ้ำ” ลงจอดครั้งแรก จ่อท้าชน SpaceX

จีนประสบความสำเร็จในการส่งจรวดลองมาร์ช 10บี ขึ้นสู่อวกาศ และนำชิ้นส่วนบูสเตอร์กลับมาลงจอดในแนวดิ่งบนแท่นลอยกลางทะเลได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญของโครงการอวกาศจีนที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีจรวดใช้ซ้ำเพื่อลดต้นทุนการปล่อยดาวเทียม และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมอวกาศ

สื่อทางการจีนรายงานความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของโครงการอวกาศจีน หลังจากที่ “จรวดลองมาร์ช 10บี” (Long March 10B) สามารถเดินทางกลับมาลงจอดบนโลกในแนวดิ่งได้อย่างปลอดภัยเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้จีนสามารถก้าวขึ้นมาท้าทายความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ในตลาดจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ได้สำเร็จ

บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งชาติจีน (CASC) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีจรวดขนส่งแห่งประเทศจีน (CALT) เปิดเผยว่า จรวดลองมาร์ช 10บี ได้ถูกปล่อยตัวออกจากศูนย์ปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์บนเกาะไห่หนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อเวลา 12:15 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (10 ก.ค.) จากนั้นประมาณ 6 นาทีหลังจากการแยกตัวของจรวดท่อนบน ชิ้นส่วนขับเคลื่อนหลักหรือ “บูสเตอร์” ได้เดินทางกลับสู่พื้นโลกในแนวดิ่ง และลงจอดบนแท่นลอยน้ำกลางทะเลได้อย่างแม่นยำ

ความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทด้านอวกาศในตลาดหลักทรัพย์จีนพุ่งทะยานรับข่าวดีทันที โดยหุ้นของบริษัท China Spacesat และ China Satellite Communications ดีดตัวขึ้นชนเพดานสูงสุดประจำวันที่ร้อยละ 10 ตามกฎระเบียบของตลาดการเงินจีน

โดยทั่วไปแล้ว จรวดขนส่งอวกาศจะถูกใช้งานเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งทำให้การปล่อยยานอวกาศแต่ละครั้งมีต้นทุนที่สูงมาก แต่การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี “จรวดนำกลับมาใช้ใหม่” โดยเฉพาะในส่วนบูสเตอร์ซึ่งเป็นส่วนที่มีมูลค่าสูงที่สุดและอัดแน่นไปด้วยเครื่องยนต์ จะช่วยลดต้นทุนในการส่งดาวเทียมและการสำรวจอวกาศลงได้อย่างมหาศาล

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เป็นผู้นำในเทคโนโลยีนี้มาโดยตลอด นำโดยบริษัทสเปซเอ็กซ์ ของอีลอน มัสก์ ที่ประสบความสำเร็จในการนำจรวดฟอลคอน 9 ลงจอดครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 และตามมาด้วยจรวดนิวเกล็น ของบริษัทบลูออริจิน ของเจฟฟ์ เบซอส ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ปัจจุบันจรวดฟอลคอน 9 ถูกใช้งานสัปดาห์ละประมาณ 3 ครั้ง หรือเกือบ 150 ครั้งต่อปี โดยตัวบูสเตอร์สามารถนำกลับมาเวียนใช้ใหม่ได้หลายสิบครั้ง

สำหรับจรวด “ลองมาร์ช 10บี” ของจีนนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อการขนส่งเชิงพาณิชย์และสามารถบรรทุกน้ำหนักไปยังวงโคจรต่ำของโลก ได้อย่างน้อย 16 เมตริกตัน ซึ่งมีสมรรถนะใกล้เคียงกับฟอลคอน 9 แต่มีระบบการลงจอดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยในขณะที่ฟอลคอน 9 จะกางขาหยั่งและลงจอดอัตโนมัติบนพื้นดินหรือโดรนชิป แต่ลองมาร์ช 10บี จะใช้ระบบ “ตะขอเกี่ยว” เพื่อเกี่ยวเข้ากับตาข่ายที่ติดตั้งไว้บนแพลตฟอร์มกลางทะเลแทน

จีนใช้เวลาเกือบ 10 ปีในการพัฒนาเทคโนโลยีจรวดรีไซเคิล ตั้งแต่การทดสอบบินลอยตัวในระดับต่ำ ไปจนถึงความพยายามนำบูสเตอร์กลับมาลงจอดจากวงโคจรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ จีนได้ทดลองนำจรวดลองมาร์ช 10เอ (Long March 10A) ลงจอดแต่เป็นการร่อนลงในน้ำข้างแพลตฟอร์ม รวมถึงความพยายามของสตาร์ตอัปเอกชนจีนอย่างแลนด์สเปซ (LandSpace) เมื่อปีที่แล้วก็ต้องล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้ายของการลงจอดเช่นกัน ทำให้รัฐบาลจีนหันมาผ่อนปรนกฎเกณฑ์การเข้าตลาดหุ้น (IPO) เพื่อช่วยให้บริษัทพัฒนาจรวดเหล่านี้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ จรวดลองมาร์ช 10บี ถือเป็นหนึ่งในตระกูลจรวด “ลองมาร์ช 10” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อรองรับภารกิจส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ของจีนก่อนปี 2030 ความสำเร็จในการทดสอบครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนของเครือข่ายดาวเทียมเชิงพาณิชย์ของจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อมูลและนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคตของจีนให้เข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น.

ที่มา  BBC / Reuters

เกาหลีเหนือยกระดับคลังแสงนิวเคลียร์-ขยายบทบาทหน่วยข่าวกรองทหาร

เกาหลีเหนือยกระดับคลังแสงนิวเคลียร์-ขยายบทบาทหน่วยข่าวกรองทหาร

10 ก.ค. 2569 13:05 น.

เกาหลีเหนือยกระดับคลังแสงนิวเคลียร์-ขยายบทบาทหน่วยข่าวกรองทหาร

เกาหลีเหนือประกาศเพิ่มขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ทั้ง “ด้านคุณภาพและปริมาณ” พร้อมขยายบทบาทหน่วยข่าวกรองทางทหารที่รับผิดชอบปฏิบัติการเกี่ยวกับเกาหลีใต้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางของพรรคแรงงาน ท่ามกลางความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีและการปฏิเสธข้อเสนอสร้างความสัมพันธ์ของรัฐบาลเกาหลีใต้

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า เกาหลีเหนือได้บรรลุข้อตกลงและมาตรการครั้งสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศ “ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ” ควบคู่ไปกับการยกระดับและขยายบทบาทหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองทหารที่มุ่งเน้นการปฏิบัติการต่อเกาหลีใต้

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมขยายเวลาของคณะกรรมการการทหารส่วนกลางแห่งพรรคแรงงานเกาหลีใต้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 ก.ค.) โดยมี นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด เป็นประธานการประชุม ซึ่งเขาได้เน้นย้ำว่า ความมั่นคงและ “สันติภาพที่แท้จริง” ของเกาหลีเหนือ จะสามารถรับประกันได้ก็ต่อเมื่อประเทศสร้างกองทัพที่ทรงพลานุภาพมากพอที่จะควบคุมและทลายทุกภัยคุกคามได้เท่านั้น

นอกจากแผนการขยายคลังแสงนิวเคลียร์แล้ว ที่ประชุมยังได้กำหนดแผนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคของระบบการต่อสู้ การทำให้ฐานทัพทหารมีความทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถของอู่ต่อเรือและการสร้างฐานทัพเรือที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่ของกองทัพเรือเกาหลีเหนือ

ไฮไลต์สำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือคำสั่งขยายหน้าที่และภารกิจของ “สำนักงานสอดแนมทั่วไป” หรือ RGB ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองทหารของเปียงยางที่รับผิดชอบปฏิบัติการลับและงานจารกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีใต้โดยเฉพาะ

เคซีเอ็นเอระบุว่า หน่วยงานนี้ “มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมภัยคุกคามจากศัตรูที่อาจเกิดขึ้น และการรวบรวมข้อมูลสำคัญ” โดยที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการลาดตระเวนทางทหารและการข่าวกรองในรูปแบบที่ “พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ”

ฮง มิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งชาติเกาหลี วิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของเปียงยางที่เปลี่ยนไป โดยมองเกาหลีใต้เป็น “รัฐที่เป็นศัตรูต่อกันอย่างเด็ดขาด” แทนที่กรอบแนวคิดเดิมที่มองว่าเป็นเขตแดนใต้ข้อตกลงหยุดยิง “การลาดตระเวนและการสอดแนมทางทหารจะมีความหมายเปลี่ยนไปทันทีภายใต้แนวคิด ‘สองรัฐที่เป็นศัตรู’ เพราะการจารกรรมข้อมูลที่มุ่งเป้าไปยังรัฐอธิปไตยอื่น ย่อมส่งผลกระทบและนัยสำคัญทางการทูตที่รุนแรงขึ้น”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงตั้งข้อสังเกตว่า การเร่งพัฒนาระบบสอดแนมของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้รับความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีทางการทหาร รวมถึงดาวเทียมสอดแนม จากประเทศรัสเซีย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่เกาหลีเหนือส่งกองกำลังทหารไปช่วยรัสเซียทำสงครามในยูเครน โดยก่อนหน้านี้ในปี 2023 เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสอดแนมทางทหารขึ้นสู่วงโคจร และอ้างว่าสามารถจับภาพพื้นที่ตั้งทางทหารที่สำคัญของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ได้

ด้านกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า กำลัง “เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด” ต่อการพัฒนาและขยายตัวของหน่วยข่าวกรองเกาหลีเหนือในครั้งนี้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงในปี 1953 โดยไม่มีการเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพ ทำให้ในทางเทคนิคสองประเทศยังคงอยู่ในสถานะสงคราม เกาหลีเหนือได้ดำเนินปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลและการลอบสังหารมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคดีดังในอดีตอย่างการลอบสังหารนายลี ฮานยอง ผู้แปรพักตร์ในปี 1997 และกรณีของ นายจอง ซูอิล หนึ่งในสายลับที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาหลีเหนือที่แฝงตัวเข้าไปในเกาหลีใต้เมื่อปี 1984 ในคราบของศาสตราจารย์ลูกครึ่งฟิลิปปินส์-เลบานอน ก่อนจะถูกจับกุมได้ในเวลาต่อมา.

ที่มา AFP / Yonhap