สุดอบอุ่น เจ้าชายวิลเลียม เจ้าหญิงเคท ประทานการ์ดอวยพรวันคริสต์มาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2746922

สุดอบอุ่น เจ้าชายวิลเลียม เจ้าหญิงเคท ประทานการ์ดอวยพรวันคริสต์มาส

10 ธ.ค. 2566 15:38 น.

สุดอบอุ่น เจ้าชายวิลเลียม เจ้าหญิงเคท ประทานการ์ดอวยพรวันคริสต์มาส

เจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงเคท ประทานการ์ดอวยพรเนื่องในเทศกาลคริสต์มาส เป็นพระรูปครอบครัวสุดอบอุ่น ในลุคสบายๆ และเป็นทีมเดียวกัน 


สำนักพระราชวังเคนซิงตัน ออกแถลงการณ์ผ่านทางแพลตฟอร์ม X หรือทวิตเตอร์เดิม เมื่อ 9 ธ.ค.2566 ตามเวลาท้องถิ่นว่า เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าหญิงแคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงประทานการ์ดอวยพรเนื่องในวันคริสต์มาส ประจำปีค.ศ.2023 เป็นพระรูปครอบครัวที่แสนอบอุ่นของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคเธอรีน หรือเจ้าหญิงเคท พร้อมด้วยพระโอรส-พระธิดา 3 องค์ ซึ่งทรงเจริญวัยขึ้นมาก เจ้าชายจอร์จ พระชันษา 10 ปี  ขณะที่เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ มีพระชันษา 8 ปี และเจ้าชายลูอิส พระชันษา 5 ปี 

พระรูปครอบครัวของเจ้าชายวิลเลียมที่ทรงเลือกมาเป็นการ์ดอวยพรวันคริสต์มาสปีนี้ เจ้าชายวิลเลียม เจ้าหญิงแคเธอรีน และพระโอรสพระธิดาทั้งสามองค์ เลือกฉลองพระองค์เป็น ‘ทีมเดียวกัน’ ในลุคสบายๆ ดูผ่อนคลายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว 

เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคเธอรีน ประทานการ์ดอวยพรเนื่องในวันคริสต์มาส เป็นพระรูปครอบครัวที่แสนอบอุ่นของทั้งสองพระองค์

โดยเจ้าชายวิลเลียม และพระโอรสสององค์ ทั้งเจ้าชายจอร์จ และเจ้าชายลูอิส ฉลองพระองค์ด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว และกางเกงขายาวสีเข้ม ในขณะที่เจ้าหญิงแคเธอรีน และเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ พระธิดา ทรงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงยีนส์

Cr รูป: KensingtonRoyal

ที่มา : Dailymail

สงครามอิสราเอลยังโหด รบ.สหรัฐฯ ขายกระสุนปืนใหญ่กว่าหมื่นลูก ใช้โจมตีกาซา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2746893

สงครามอิสราเอลยังโหด รบ.สหรัฐฯ ขายกระสุนปืนใหญ่กว่าหมื่นลูก ใช้โจมตีกาซา

10 ธ.ค. 2566 12:52 น.

สงครามอิสราเอลยังโหด รบ.สหรัฐฯ ขายกระสุนปืนใหญ่กว่าหมื่นลูก ใช้โจมตีกาซา

รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขายกระสุนปืนใหญ่รถถังกว่าหมื่นลูก มูลค่ากว่า 3.7 พันล้านบาท ให้แก่อิสราเอล โดยจะจัดส่งทันที ขณะที่จำนวนชาวปาเลสไตน์สังเวยการโจมตีของอิสราเอล พุ่งเป็นอย่างน้อย 1.7 หมื่นศพแล้ว

เมื่อ 10 ธ.ค. 2566 สงครามอิสราเอลโจมตีฉนวนกาซา เพื่อหวังปราบกลุ่มฮามาส ยังรุนแรงหนัก และไม่มีทีท่าจะยุติ เป็นเหตุให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต-บาดเจ็บจำนวนมาก หลังข้อตกลงหยุดชั่วคราวล่มตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2566 โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เมื่อ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังขายกระสุนปืนใหญ่สำหรับรถถัง ประมาณ 14,000 ลูก ให้แก่กองทัพอิสราเอลและกำลังจัดส่งไปให้ทันที โดยเป็นการใช้อำนาจพิเศษของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้อำนาจพิเศษฉุกเฉินตาม ‘กฎหมายควบคุมการส่งออกอาวุธ’ ในการขายกระสุนปืนใหญ่ประมาณ 14,000 ลูกให้แก่อิสราเอล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 106.5 ล้านดอลลาร์ ราว 3,727.5 ล้านบาท (คิดในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 35 บาท)

กระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 ม.ของกองทัพอิสราเอล

ขณะที่ สำนักข่าวอัลจาซีรา ระบุว่า การขายกระสุนปืนใหญ่ของรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดน เป็นส่วนหนึ่งของการขายอาวุธจำนวนมากขึ้นของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำลังขอการอนุมัติจากสภาคองเกรส ซึ่งแพ็กเกจขายอาวุธลอตใหญ่มีมูลค่าถึง 500 ล้านดอลลาร์ (17,500 ล้านบาท) รวมทั้งกระสุนปืนใหญ่ราว 45,000 ลูก สำหรับใช้กับรถถัง Merkava ของกองทัพอิสราเอล ซึ่งสหรัฐฯ ได้ส่งไปให้แก่อิสราเอลเพื่อใช้โจมตีฉนวนกาซา 

ด้าน ทางการปาเลสไตน์ในฉนวนกาซารายงานว่ามีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 17,700 ศพ และบาดเจ็บกว่า 48,000 ราย จากการโจมตีของกองทัพอิสราเอลที่ต้องการปราบกลุ่มฮามาส หลังบุกโจมตีอิสราเอลและจับตัวประกันราว 240 คน ตั้งแต่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ผลการตรวจสอบเหตุการณ์กองทัพอิสราเอลยิงโจมตีทางภาคใต้ของเลบานอน เมื่อ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบว่ากระสุนปืนใหญ่ 2 ลูกที่อิสราเอลยิงมาโจมตีในครั้งนี้ เป็นเหตุให้ อิสซัม อับดุลเลาะห์ นักข่าวด้านวิดีโอ ‘video journalist’ ของสำนักข่าวรอยเตอร์ เสียชีวิต และทำให้มีนักข่าวของสำนักข่าวอื่นๆ ได้รับบาดเจ็บอีก 6 ราย โดยการตรวจสอบเหตุการณ์นี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักข่าวรอยเตอร์, เอเอฟพี, แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และฮิวแมน ไรท์ วอตช์

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่: https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Aljazeera

‘มาดามเดียร์’ เปรียบ พรรคการเมืองอ่อนแอ ดึงกระบวนการ ปชต.อ่อนตาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565150

10 ธ.ค. 2566

'มาดามเดียร์' เปรียบ  พรรคการเมืองอ่อนแอ  ดึงกระบวนการ ปชต.อ่อนตาม

ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุ๊ค รำลึกวันรัฐธรรมนูญ ฝากข้อคิด “หากพรรคการเมืองอ่อนแอ กระบวนการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยก็อ่อนแอลงตาม สุดท้ายสังคมก็อ่อนแอไม่กล้าลุกขึ้นมาท้าชนกับอำนาจใดๆ ” ด้าน ชวน หลีกภัย มองยุคนี้ เป็นฝ่ายค้านก็โกงได้

น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุ๊ค รำลึกวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม ว่า  “วันรัฐธรรมนูญที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
 .
โดยพรรคการเมือง คือหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศ และประเทศที่การเมืองเข้มแข็ง ย่อมต้องเกิดจากพรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็ งจากการมีส่วนร่วมของประชาชน
 .
“หากพรรคการเมืองอ่อนแอ กระบวนการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยก็อ่อนแอลงตาม สุดท้ายสังคมก็อ่อนแอไม่กล้าลุกขึ้นมาท้าชนกับอำนาจใดๆ ”   น.ส. วทันยา  ระบุ

.
นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา  ปาฐกถาพิเศษ “ความสำคัญของวันรัฐธรรมนูญ”  เนื่องในโอกาส  งานวันฉลองรัฐธรรมนูญประจำปี 2566    ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐสภา   โดยระบุว่า    ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  2475  มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก    ทำให้คนที่รังเกียจการเมือง   แต่รู้ว่าการเมืองมีประโยชน์ต่อธุรกิจเปลี่ยนไป   รัฐธรรมนูญสมัยนี้ก็เปลี่ยนไป    คนเข้ามามีอำนาจ  บันดาลได้    สามารถรู้ว่างบประมาณปีนี้มีเท่าไหร่    ยืนยันว่าตนเข้ามาในระบบไม่ใช้เงิน   ตนรับไม่ได้และรณรงค์เพราะเห็นความจริง ว่าการเมืองถ้าใช้เงินต้องโกง 

ไม่มีเรื่องการลงทุน  50   ล้านบาท แล้วเอาคืนเดือนละแสน ตัวเองไม่โกง พรรคก็ต้องโกง   อย่าไปคิดว่าต้องเป็นรัฐบาลแล้วโกง ฝ่ายค้านก็โกงได้   เพราะมีการประสานผลประโยชน์กัน ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายหลักของประเทศสำคัญก็จริง แต่คนก็ต้องดีด้วย   ไม่ใช่ดีแต่คำพูด    ไม่ใช่ดีแต่บอกว่าปฏิรูปการเมือง  ไม่ใช่ดีแต่บอกว่าทำให้การเมืองซื่อสัตย์   กฎหมายดีคนก็ต้องดีด้วย    นายชวน  ระบุ

'มาดามเดียร์' เปรียบ  พรรคการเมืองอ่อนแอ  ดึงกระบวนการ ปชต.อ่อนตาม

‘ประชาธิปัตย์ ‘ เปิดทาง ‘มาดามเดียร์ ‘ ร้องเรียนปมไลน์หลุด สกัดชิงหน.พรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565144

10 ธ.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์ ' เปิดทาง 'มาดามเดียร์ ' ร้องเรียนปมไลน์หลุด สกัดชิงหน.พรรค

สส.นครศรีธรรมราช และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   “ชัยชนะ เดชเดโช ”   สนับสนุนให้  “มาดามเดียร์”  วทันยา  บุนนาค เข้าร้องเรียนปม”ไลน์หลุด”  เจตนาขวางเสนอตัวชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค  ยืนยันเสียงสส.ไม่ขัดข้อง แต่การตัดสินใจบางส่วนขึ้นกับสาขาพรรค

นายชัยชนะ เดช​เดโช​  สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   เปิดเผยว่า 
การที่  น.ส. วทันยา บุนนาค หรือ “มาดามเดียร์” ผู้สมัครลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่ามีไลน์หลุดแนะสมาชิก ไม่ให้ยกมือสนับสนุนลงสมัครหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   เรื่องนี้ข้อเท็จจริง สส. ยกมือสนับสนุนยกเว้นข้อบังคับให้ น.ส.วทันยา สามารถเข้าสู่กระบวนการสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค  แต่ในส่วนของสาขาพรรค ก็แล้วแต่จะตัดสินใจ  ส่วนไลน์ที่หลุดออกมานั้น จะต้องตรวจสอบว่าผู้กระทำเป็นใคร ซึ่งหากน.ส.
วทันยา ต้องการความเป็นธรรม ก็ร้องเรียนมาได้ พรรคฯ พร้อมจะตรวจสอบให้  


ส่วนที่จะมีสมาชิกลาออกหลังจากได้หัวหน้าพรรคคนใหม่   อยากให้มองว่า ประชาธิปัตย์มีระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลง  คือ  4 ปี เลือกหัวหน้าพรรคครั้งหนึ่ง เมื่อได้หัวหน้าพรรคคนใหม่   ทุกคนก็ต้องเต็มใจทำงานให้ หากมีบุคคลใดขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแล้วลาออก แปลว่าไม่ได้รักองค์กร ต่อต้านผู้นำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะต้องทำงานได้กับผู้บริหารทุกคน หากรักประชาธิปัตย์ ก็ต้องอยู่กับพรรค และช่วยกันฟื้นฟูพรรค 

“ถ้าเรามีเจตนาดี ก็ต้องมาช่วยกันแสดงความเห็น เพราะนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคฯ คนใหม่ มาเพื่อแก้วิกฤต และยืนยันว่า จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างจริงจัง   หลังจากนี้ต้องมีการพูดคุยกับทุกคนในพรรค รวมถึง นายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติบ รรทัดฐาน ในฐานะผู้ใหญ่ในพรรค   ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีฝ่าย ขอให้ลืมความหลัง มาพูดกันเรื่องอนาคต โดยหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่ พร้อมคุยกับผู้ใหญ่ทุกคน และจะเดินหน้าปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่ พร้อมจะเชิญชวนสมาชิกพรรคที่เคยลาออกกลับเข้าพรรค” 

 เขา  กล่าวว่า   การที่นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีต สส.พรรคประชา​ธิ​​ปัตย์​ ระบุว่า  คนที่ไม่มีสัจจะ ไม่สามารถมาเป็นผู้นำได้นั้น  เป็นสิทธิของนายสาธิต ที่จะแสดงความเห็น สิ่งที่สำคัญกว่าคำพูดจากนี้ คือผลการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าพรรคฯจะได้จำนวนสส. เท่าไหร่  ถือเป็นการบ้านที่ท้าทายต่อคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์

‘ชวน’ ลั่นปักหลักอยู่กับ ‘ ประชาธิปัตย์’ ติง จุรินทร์ – เฉลิมชัย ทำยอดสส.วูบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565140

10 ธ.ค. 2566

'ชวน' ลั่นปักหลักอยู่กับ ' ประชาธิปัตย์'  ติง จุรินทร์ - เฉลิมชัย  ทำยอดสส.วูบ

อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “ชวน หลีกภัย”  ย้ำจุดยืนอยู่เคียงข้าง “ประชาธิปัตย์”  ปิดประตูไม่มีทางทิ้งไปไหน  ซึ้งใจมีวันนี้ได้เพราะพรรค  ให้กำลังใจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , มาดามเดียร์ วอนอย่าหันหลังหนี สับได้สส.บัญขีรายชื่อ 3 คน เป็นเพราะ หัวหน้าจุรินทร์ เลขาฯเฉลิมชัย

นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า    จุดยืนในการทำงานการเมือง ตนไม่ไปไหน และจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นหนี้บุญคุณพรรค มีตำแหน่ง  มีหน้าที่ก็ด้วยพรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาส จึงต้องอยู่ทดแทนบุญคุณพรรคประชาธิปัตย์  ส่วนการลาออกของ  นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีต สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์   รู้สึกเสียดาย ที่พรรคต้องสูญเสียกำลังสำคัญ 

สำหรับในรายของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  อดีตหัวหน้าพรรค   และ น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์    ขอให้กำลังใจกับทั้งคู่    ย้ำว่า นายอภิสิทธิ์ อย่าเพิ่งวางมือ เพราะวันเวลายังมีอยู่ เช่นเดียวกับ น.ส. วทันยา ที่ตนเองรู้สึกเสียดาย เพราะชื่นชมในความพยายาม ให้กำลังใจน.ส.
วทันยา ให้อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป 

ส่วนการวางบทบาทของตนเองในฐานะผู้อาวุโสของพรรคฯ นั้น  ตนพยายามช่วยประคับประคอง ให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ สนับสนุนสิ่งที่ดี จึงเป็นที่มาในการตัดสินใจสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคฯ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคฯ อีกครั้ง  เพราะเป็นช่วงเวลาที่จำเป็น ที่สังคมต้องยอมรับ และนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร สามารถนำพาพรรคให้ดีกว่าเดิม เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนได้ แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่า นายอภิสิทธิ์ จะลาออกจากพรรคด้วย แต่ขอให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ อย่าเพิ่งวางมือ 

สำหรับการประกาศเจตนารมณ์ของนายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ที่จะไม่ให้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคอะไหล่ร่วมรัฐบาล ดังนั้น ความคิดการดิ้นรนอยากร่วมรัฐบาล จึงไม่ควรเกิดขึ้น และอุดมการณ์ของพรรคฯ เรื่องการเมืองบริสุทธิ์ และความซื่อสัตย์สุจริต จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการยอมรับ   กรรมการบริหารพรรค จะต้องช่วยกันดูแลพรรค เพราะที่ผ่านมา มีข่าวลือเกิดขึ้นไม่น้อย


” การเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ สส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 คน และในอนาคตไม่ควรจะต่ำกว่านี้ และครั้งนี้ควรจะเป็นผลงานของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคฯ และนายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน  ในฐานะอดีตเลขาธิการพรรคฯ ที่บริหารพรรคมา ส่วนอนาคตขอให้กรรมการบริหารพรรคให้ยึดอุดมการณ์พรรคไว้  ขอให้ช่วยกันดูแลพรรค อย่านำพรรคไปหากิน”  นายชวน  ระบุ

‘นิพิฎฐ์’ ให้กำลังใจ ‘มาดามเดียร์’ เปรียบเป็นดาวเหนือ แต่เจอเมฆหมอกปิดบัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565135

10 ธ.ค. 2566

'นิพิฎฐ์' ให้กำลังใจ 'มาดามเดียร์' เปรียบเป็นดาวเหนือ แต่เจอเมฆหมอกปิดบัง

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ให้กำลังใจ “มาดามเดียร์” เปรียบเหมือน “ดาวเหนือ” ที่นำชาวเรือเดินเรือไปในทิศทางที่ถูกต้อง เสียดายมาผิดเวลา ชาวเรือจึงมองไม่เห็นแสงแห่งดาวเหนือ

10 ธ.ค. 2566 หลังจากการประชุมใหญ่วิสามัญ พรรคประชาธิปัตย์ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2566 เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวานนี้ (9 ธ.ค. 2566) ซึ่งนายขยัน วิพรหมชัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษำร จ.ลำพูน ได้เสนอชื่อ น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีผู้รับรอง 144 คน พร้อมทั้งเสนอญัตติให้การยกเว้นข้อบังคับข้อ 31(6) ที่กำหนดให้ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคได้เคยเป็น สส. หรือรัฐมนตรีของพรรค หรือต้องสังกัดพรรคมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี

นิพิฎฐ์ โพสต์ให้กำลังใจมาดามเดียร์ นิพิฎฐ์ โพสต์ให้กำลังใจมาดามเดียร์


แต่ปรากฎว่า ผลการยกมือโหวตได้คะแนน 139 เสียง ซึ่งไม่ถึง 3 ใน 4 ขององค์ประชุมคือ 196 เสียง จึงทำให้ น.ส.วทันยา หมดสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 

เปิดเบื้องลึก ไลน์หลุด แผนสกัด ‘มาดามเดียร์’ ชิงเก้าอี้ ‘หัวหน้าพรรคปชป.’


‘มาดามเดียร์’ อดชิงหัวหน้า ‘พรรคประชาธิปัตย์’ พร้อมขอบคุณทุกเสียงสนับสนุน

ล่าสุด นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว  ระบุว่า

นิพิฎฐ์ โพสต์ให้กำลังใจมาดามเดียร์นิพิฎฐ์ โพสต์ให้กำลังใจมาดามเดียร์

ให้กำลังใจ “มาดามเดียร์”

– เมื่อวาน ( 9 ธค.2566) ผมนำทีมทนายความเดินทางไปดูที่เกิดเหตุคดีหนึ่ง ตั้งแต่เช้า-เย็น ไม่ได้ติดตามข่าวการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กับเขาหรอก  ตกค่ำๆ ก็ดูข่าวย้อนหลัง ก็เป็นไปตามที่ทราบกันแล้ว

– ผมเขียนข้อความนี้ เพื่อให้กำลังใจ “มาดามเดียร์” (น.ส.วทันยา บุนนาค ) ที่เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ที่ประชุมไม่โหวตให้เธอเข้าแข่งขัน

-ผมไม่รู้จักเธอ ต่อให้เดินสวนทางกันผมก็ไม่รู้จัก เพราะเธอเดินเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอนที่ผมเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว

-แต่ผมติดตามการให้สัมภาษณ์ของเธอหลายครั้ง ผมว่าน่าสนใจ เหมือนเธอเป็นคนเรียนรู้เร็ว และรู้ว่า“แก่น” ของพรรคประชาธิปัตย์จริงๆ อยู่ตรงไหน

-เธอจึงอาสาเป็นแสงสว่างนำพรรค เหมือน“ดาวเหนือ” ที่นำชาวเรือเดินเรือไปในทิศทางที่ถูกต้อง

-เสียดาย เธอมาผิดเวลา มาในขณะมีเมฆหมอกปิดปัง มาในขณะมีพายุรุนแรง ชาวเรือจึงมองไม่เห็นแสงแห่งดาวเหนือ อาจเป็นเพราะชาวเรือไม่รู้จักดาวเหนือ หรือมองดาวเหนือไม่เป็น ผมก็ไม่อาจรู้ได้

-ผมว่า เธอเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง มิใช่ดาวเคราะห์ที่อาศัยแสงสว่างจากดาวดวงอื่น

-จะเขียนต่อไปก็ไม่สมควร ผมไม่บังอาจวิจารณ์ใคร ยังปรารถนาให้พรรคประชาธิปัตย์ดำรงอยู่ต่อไป 

-แต่ในฐานะประชาชนผมมีสิทธิให้กำลังใจเธอที่เสียสละตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง 

-ผมทราบว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว สังหรณ์ใจว่า เมื่อชาวเรือมองไม่เห็นประโยชน์แห่งแสงสว่างจากดาวเหนือ เธอก็อาจเป็นเลือดอีกหยดหนึ่งที่จะไหลออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เป็นไร ดาวฤกษ์อยู่ไหนก็มีแสงสว่างในตัวเองครับ

คุยกัน 7 วันหน : เอไอทำแรงงานเก้าอี้สั่น แถมนักศึกษาไอทีตกงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774224

คุยกัน 7 วันหน : เอไอทำแรงงานเก้าอี้สั่น  แถมนักศึกษาไอทีตกงาน

คุยกัน 7 วันหน : เอไอทำแรงงานเก้าอี้สั่น แถมนักศึกษาไอทีตกงาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

การมาของเอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ ทำให้พนักงานในหลายประเทศหวั่นวิตกการเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของตัวเอง หนึ่งในนั้นคือสหรัฐฯ เพราะผลสำรวจพนักงานชาวอเมริกันจาก Gallup ซึ่งทำการสำรวจแรงงานในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน พบมี 22% ของคนอเมริกันกลัวว่า “เทคโนโลยี” จะมาทำให้ตำแหน่งงานของตัวเองล้าสมัยและไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นจากสัดส่วนเพียง 15% เมื่อปี 2021 และเป็นครั้งแรกที่เห็นการพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนของความกังวลนี้

ความกังวลที่สูงขึ้นชัดเจนนี้เป็นผลมาจากกลุ่มพนักงานที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานนั่งโต๊ะเป็นมนุษย์ออฟฟิศ จากเดิมพนักงานกลุ่มนี้เคยกังวลเรื่องเทคโนโลยีเพียง 8% แต่ล่าสุดมีคนที่กังวลเพิ่มเป็น 20% แล้ว เทียบกับกลุ่มพนักงานที่จบต่ำกว่าระดับมหาวิทยาลัย มีกลุ่มที่กังวลเรื่อง “FOBO” (Fear of Better Option) หรือ “ความกลัวที่จะพลาดทางเลือกที่ดีกว่า” เป็นสัดส่วน24% เท่าเดิม สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มมนุษย์ออฟฟิศก็กังวลเรื่อง “การทดแทนตำแหน่งงานด้วยเทคโนโลยี” ไม่ต่างจากกลุ่มพนักงานโรงงานเท่าใดนัก

หากเปรียบเทียบในเชิงเจเนอเรชั่นจะเห็นว่ากลุ่มพนักงานยิ่งอายุน้อยก็จะยิ่งกังวลว่าตนอาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น โดยพบว่าในกลุ่มพนักงานวัย 18-34 ปี มีถึง 28% ที่กังวล รองลงมาในกลุ่ม 35-54 ปีมีความกังวล 23% ปิดท้ายที่วัย 55 ปีขึ้นไปมีคนที่กังวลแค่ 13% เท่านั้น ส่วนเพศชาย-เพศหญิงไม่มีผลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลชัดเจนคือระดับรายได้ โดยพบว่าในกลุ่มคนที่มีรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 3.5 ล้านบาท)มีความกังวลเรื่อง FOBO ถึง 27% ขณะที่กลุ่มรายได้ครัวเรือนตั้งแต่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีขึ้นไป กลับมีความกังวลเพียง 17% เท่านั้น ด้านผลของการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี พบว่าพนักงานอเมริกันส่วนใหญ่ 31% กลัวว่าจะทำให้สวัสดิการของตนลดน้อยลง 24% เกรงว่าจะถูกลดเงินเดือน 20% กลัวถูกเลย์ออฟ 19% กลัวถูกลดชั่วโมงทำงาน และ 7% กลัวว่าบริษัทจะย้ายตำแหน่งงานไปในต่างประเทศแทน

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความกังวลที่มากขึ้นปีนี้ของชาวอเมริกันส่วนหนึ่งอาจมาจากการพัฒนาทักษะของคอมพิวเตอร์จนสามารถลอกเลียนแบบทักษะภาษาของมนุษย์ หรือการปรากฏตัวของ ChatGPT ที่มีการพูดถึงกันอย่างมากและสะท้อนว่าระบบที่พัฒนาบนฐานของ AI ทำให้คนทำงานเห็นความเปลี่ยนแปลงว่าสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้ไม่ใช่แค่ “หุ่นยนต์” ในโรงงานหรือคลังสินค้าอีกต่อไปแล้ว แต่ยังพัฒนาไปถึงขั้นมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ยกระดับความสามารถมากขึ้น ทำงานได้หลากหลายและยังทำงานที่เกี่ยวกับทักษะภาษาได้ ซึ่งจุดนี้เองที่จะกระทบกับงานนั่งโต๊ะออฟฟิศได้เช่นกัน

จากความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พนักงานที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเริ่มมีความกังวลว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้อาชีพการงานตัวเองเป็นไปอย่างไร แม้ว่าปัจจุบันก็ยังมีไม่ถึง 1 ใน 4 ของพนักงานที่คิดว่าสิ่งนี้จะเป็นภัยต่ออาชีพ ส่วนใหญ่ยังรู้สึกในเชิงบวกต่ออนาคตด้านการงานของตนเองอยู่ แต่ในระยะต่อไปตำแหน่งงานที่ทำอยู่อาจจะสั่นคลอนก็เป็นได้

ขณะที่ประเทศอินเดียกลับมีปรากฏการณ์ที่ดูย้อนแย้งกัน เมื่อแรงงานIT จบใหม่ในอินเดียเสี่ยงว่างงานหลายแสนคน ทั้งที่ประเทศมีบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติจำนวนมากเข้ามาตั้งฐานการผลิต โดยพบว่าอัตราการว่างงานโดยรวมของชาวอินเดียเพิ่มขึ้นมาที่ 10.05% ในเดือนต.ค. 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบมากกว่า 2 ปี โดยพบว่าอัตราการว่างงานสำหรับคนอายุ20-24 ปี ในอินเดียอยู่ที่ 46.6% ส่วนการจ้างงานด้าน IT ในอินเดียลดลง 43% ในเดือนก.ย. และลดลง 14%ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เรื่องนี้อาจสวนทางกับที่หลายคนคิด เพราะอินเดีย ที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก มีบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติแห่เข้ามาตั้งฐานการผลิต ไม่ว่าจะเป็น Apple, Amazon,Google, HP, IBM แต่แรงงานหนุ่มสาว IT ของอินเดียกลับเสี่ยงตกงานหลายแสนคน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือช่วงการระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้คนออกจากบ้านไม่ได้ตามมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาด ธุรกิจเทคโนโลยีออนไลน์จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด เหล่าบริษัท IT ในอินเดียต่างพากันขยายกิจการ โดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศอย่าง Tata Consultancy Services และ Infosys ได้จ้างเด็กจบใหม่มากกว่า 284,000 คน ในช่วงโควิด-19

แต่ในปัจจุบัน สงครามรัสเซียบุกยูเครนได้จุดไฟเงินเฟ้อไปทั่วโลก ธนาคารกลางหลายประเทศพากันขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อปราบเงินเฟ้อนั่นหมายถึงต้นทุนดอกเบี้ยทางธุรกิจและการกู้ยืมสูงขึ้นด้วย บรรดาผู้ประกอบการจึงขึ้นราคาสินค้าและบริการตาม จนส่งผลให้ลูกค้าชะลอการบริโภค ซ้ำร้าย กระแสเทคโนโลยีเอไอ ที่สามารถเขียนโค้ดขั้นพื้นฐานตามคำสั่งมนุษย์ ได้เข้ามาแทนที่พนักงาน IT จบใหม่ ปัจจัยรุมเร้าเหล่านี้ ทำให้เหล่าบริษัท IT อย่าง Infosys และ Wipro ชะลอการจ้างเด็กจบใหม่ การจ้างงานด้าน IT ในอินเดียลดลง 43% ในเดือนก.ย. และลดลง 14% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

แม้ที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีที่มีฐานในอินเดีย อาทิ Google บริษัทเสิร์ชเอนจิ้นระดับโลก ได้ย้ายการผลิตมือถือ Google Pixel มาที่อินเดีย เช่นเดียวกับ Apple ที่พึ่งพาอินเดียเป็นฐานผลิตสินค้าอย่างมือถือ iPhone เพื่อกระจายความเสี่ยงจากจีน Microsoftบริษัทเจ้าของโปรแกรม Microsoft Office ลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล, HP บริษัทผลิตฮาร์ดแวร์ไอที IBM ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ระดับโลก ให้บริการด้านระบบคอมพิวเตอร์ในอินเดีย และยังเป็นบริษัทที่วางระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ให้กับทำเนียบประธานาธิบดีอินเดีย

แต่ถึงกระนั้น อัตราการว่างงานสำหรับคนอายุ 20-24 ปี ของอินเดียก็ยังขึ้นแตะที่ 46.6% ดังนั้น ภาวะว่างงานในวัยหนุ่มสาวของอินเดีย ได้กลายเป็นความท้าทายสำคัญ แม้กระทั่งแรงงานหนุ่มสาวด้าน IT ในอินเดียอาจต้องยกระดับฝีมือปัจจุบันให้สูงกว่าขั้นพื้นฐานเพราะในปัจจุบันความสามารถด้านพื้นฐานไม่เพียงพออีกแล้ว และกำลังถูกแย่งงานโดย AI เช่นกัน


โดย ดาโน โทนาลี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เวียงกุมกาม’ภูมิเมืองเก่าพญามังรายในยามแลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774217

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เวียงกุมกาม’ภูมิเมืองเก่าพญามังรายในยามแลง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เวียงกุมกาม’ภูมิเมืองเก่าพญามังรายในยามแลง

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.08 น.

โขนยกรบ

ด้วยเวียงกุมกาม ในอดีตนั้นเป็นเมืองหลวงของล้านนาที่พญามังรายได้สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 1829โดยโปรดให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน แล้วไขน้ำแม่ปิงมาขังไว้ใช้ในเมือง ประมาณว่าเวียงกุมกามและใกล้เคียงนี้ เป็นเวียง (เมือง) ทดลองที่สร้างขึ้นก่อนที่จะมามีการสร้างเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่พญามังรายได้ปกครองและพำนักอยู่ในนครหริภุญชัย (ลำพูน) อยู่ 2 ปี พระองค์ได้ทรงศึกษาสิ่งหลายๆ อย่าง และมีพระราชดำริที่จะลองสร้างเมืองขึ้น เมืองนั้นคือ เวียงกุมกาม แต่พระองค์ก็ทรงสร้างไม่สำเร็จ เพราะเวียงแห่งนี้มีน้ำท่วมอยู่ทุกปีจนพญามังรายจึงทรงต้องไปปรึกษาพระสหาย คือพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย และพญางำเมืองแห่งอาณาจักรพะเยา หลังจากทรงปรึกษากันแล้วจึงทรงตัดสินใจไปหาที่สร้างเมืองใหม่ ในที่สุดจึงได้พื้นที่นครพิงค์เชียงใหม่เป็นเมืองใหม่ และเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนาต่อมา เวียงกุมกามได้ล่มสลายลงเพราะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2101-2317 ซึ่งตรงกับสมัยพม่าปกครองล้านนา เป็นเวลาสองร้อยกว่าปี แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่กล่าวถึงเวียงกุมกาม ทั้งๆ ที่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้เป็นเรื่องร้ายแรงมากผลการเกิดน้ำท่วมนี้ทำให้เวียงกุมกามถูกฝังจมลงอยู่ใต้ตะกอนดินจนยากที่จะฟื้นฟูกลับมาสภาพวัดต่างๆ และโบราณสถานที่สำคัญเหลือเพียงซากวิหารและเจดีย์ร้างที่จมอยู่ดินในระดับความลึกจากพื้นดินลงไปประมาณ 1.50-2.00 เมตร โดยวัดที่จมดินลึกที่สุดคือวัดอีค่าง รองลงมาคือ วัดปู่เปี้ย และวัดกู่ป่าด้อม

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

ต่อมาเรื่องราวของเวียงกุมกามได้เป็นที่สนใจของนักวิชาการ และประชาชนทั่วไป ทำให้หน่วยศิลปากรที่ 4 ขุดแต่งบูรณะวัดร้าง โดยขุดแต่งวิหารกานโถม ณ วัดช้างค้ำ
และบริเวณโดยรอบเวียงกุมกามอย่างต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. 2545 ปัจจุบันเวียงกุมกามได้พัฒนาให้เป็นแหล่งความรู้การศึกษาในแบบของเรื่องราวทางสถาปัตยกรรมและ ศิลปกรรมตลอดจนวัฒนธรรมล้านนาต่างๆ เป็นศูนย์กลางของการนำเที่ยวชมโบราณสถานต่างๆ ในเขตเวียงกุมกามอยู่ที่วัดช้างค้ำ เวียงกุมกามแห่งนี้มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีความยาวประมาณ 850 เมตร ไปตามแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และกว้างประมาณ 600 เมตร ตัวเมืองยาวไปตามลำน้ำปิงสายเดิมที่เคยไหลไปทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ดังนั้นในสมัยโบราณตัวเวียงกุมกามจะตั้งอยู่บนฝั่งทิศตะวันตกหรือฝั่งเดียวกับเมืองเชียงใหม่ แต่เชื่อกันว่าเนื่องจากกระแสของแม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศทาง จึงทำให้เวียงกุมกามเปลี่ยนมาตั้งอยู่ทางฝั่งด้านตะวันออกของแม่น้ำดั่งเช่นปัจจุบัน เวียงกุมกามอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเชียงใหม่ ประมาณ กม. 3-4 ถนนเชียงใหม่-ลำพูนด้านขวามือ ในเขตตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี และอยู่ใกล้ฝั่งด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง เมื่อวันที่1-2 ธันวาคม 2566 เวลา 16.00 -21.00 น. ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้ให้มีงาน “แอ่วกุมกามยามแลง” จ.เชียงใหม่ เพิ่มศักยภาพโบราณสถาน ต่อยอดเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม โดย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ นายสุรพล เกียรติไชยากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืน “แอ่วกุมกามยามแลง” ซึ่งมีการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด ทูษณ์-ขร-ตรีเศียร-ยกรบ ณ ลานกิจกรรมวัดอีก้าง-วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการขับเคลื่อนนโยบาย THAILAND CREATIVE CONTENT AGENCY (THACCA) และ ONE FAMILY ONE SOFT  POWER (OFOS) ของรัฐบาล การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืน เป็นการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์โบราณสถานเวียงกุมกาม ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญต้นทางของประวัติศาสตร์ล้านนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวในแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กิจกรรมทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น โดยมีการแต่งกายชุดพื้นเมืองเข้าชมโบราณสถานยามค่ำคืน รวมถึงการนำเสนอเมนูอาหารพื้นถิ่นเลิศรสตามแบบฉบับของล้านนาเป็นการสร้างบรรยากาศและเปิดประสบการณ์ด้านสุนทรียะการชมโขนในเวียงกุมกาม เมืองโบราณขึ้น

พิธีเปิดงาน

พิธีเปิดงาน

นักแสดงกรมศิลปากร

นักแสดงกรมศิลปากร

โขน รามเกียรติ์ ชุด ทูษณ์-ขร-ตรีเศียร

โขน รามเกียรติ์ ชุด ทูษณ์-ขร-ตรีเศียร

แต่งกายผ้าพื้นเมืองชมโบราณสถาน

แต่งกายผ้าพื้นเมืองชมโบราณสถาน

กาดอาหารล้านนา

กาดอาหารล้านนา

เรียนรู้งานศิลปะ

เรียนรู้งานศิลปะ

ขันโตกล้านนา

ขันโตกล้านนา

นั่งรถม้าชมเมือง

นั่งรถม้าชมเมือง

ชมโขนกรมศิลปากร

ชมโขนกรมศิลปากร

การแสดงพื้นเมืองล้านนา

การแสดงพื้นเมืองล้านนา

โซไซตี้ : DMT เดินหน้าองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774231

โซไซตี้ : DMT เดินหน้าองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย  ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050

โซไซตี้ : DMT เดินหน้าองค์กรมุ่งสู่เป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พนักงานกู้ภัยกับรถทดสอบปฏิบัติการไฟฟ้า

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2021 บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT ได้บูรณาการโครงสร้างองค์กรและจัดตั้งคณะทำงาน 3Rs ขึ้นมาขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลงานปรากฏเป็นที่ประจักษ์มากมาย ทั้งได้รับใบประกาศรับรอง ISO14001 ประกาศรับรองการแสดงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization) ผ่านการประเมินสำนักงานสีเขียว (Green Office) ระดับ “ดีเยี่ยม” และได้รับการประเมิน “หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings” ระดับ “A” ซึ่งรางวัลเหล่านี้เป็นการการันตีได้ว่า หมุดหมายสำคัญลำดับต่อไปขององค์กร เช่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกร้อยละ 30 ภายในปี 2024 และเป้าหมายองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 คงทำได้ไม่ยาก

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ หัวเรือใหญ่ขององค์กรเล่าว่า กว่า 35 ปีที่ DMT อยู่คู่กับคนไทย เราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจบนความยั่งยืน ซึ่งเราได้ผสานแนวคิดเรื่ององค์กร ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนไว้ในทุกกระบวนการทำงาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรและการส่งมอบคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้จำกัดหน้าที่เฉพาะฝ่ายที่ดูแลกิจกรรมเพื่อสังคัม (CSR) เท่านั้น เพราะเราบูรณาการคณะทำงานจากหลายๆ ฝ่ายรวมเข้าด้วยกันทำให้กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ วัดผลได้ทั้งทางหลักวิทยาศาสตร์ (Science-BasedTargets : SBT) และเศรษฐศาสตร์ (Economic Outcome)”

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย

อโนมา อุฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานปฏิบัติการ กล่าวเพิ่มเติม ถึงแผนงานลดก๊าซเรือนกระจกในสายงานปฏิบัติการว่าแผนงานติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop)ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารด่านเก็บค่าผ่านทางทั้ง 9 ด่านจะแล้วเสร็จช่วงพฤษภาคม 2024 ซึ่งเราประมาณการว่าเมื่อติดตั้งครบทั้งระบบจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยร้อยละ 30 เทียบเท่าลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 348 ตันคาร์บอนไดออกไซด์(TonCO2e) ต่อปีและอีกโครงการที่ DMT ริเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้วด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาดคือนำแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่สำรองไฟติดตั้งไว้กับรถปฏิบัติการงานซ่อมบำรุง สำหรับทำงานกลางคืนโดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ชัดเจน ลดการสูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 450 ลิตรต่อปีเทียบเท่าลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.2 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (TonCO2e) ต่อปี

นพพล โพธิ์ขี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน เล่าเสริมว่า วิธีที่เราจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้โดยตรง คือ นโยบายการเปลี่ยนยานพาหนะเป็นพลังงานไฟฟ้า 100% ได้รับการสนับสนุนรถพลังงานไฟฟ้าและข้อมูลด้านเทคนิคจาก บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) ทั้งรถบัสพลังงานไฟฟ้าและรถกระบะพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ในงานกิจกรรมและการปฏิบัติงานขององค์กร ซึ่งเมื่อรวมกับรถยนต์ผู้บริหารที่เริ่มทยอยเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ทุกคันเป็น EV100% ก็จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อีกทาง นอกจากนี้บริษัทยังให้การบริการและดูแลรถของผู้ใช้ทาง โดยก่อสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ Quick Charge ที่อาคารสำนักงานใหญ่ สำหรับช่วยเหลือฉุกเฉินกรณีรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่หมดบนสายทางอุตราภิมุข และภายในไตรมาสแรกของปีหน้า บริษัทจะเปิดสถานี
อัดประจุไฟฟ้าแบบ Quick Charge อีกแห่งที่ด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง เพื่อให้บริการผู้ใช้ทางได้ชาร์จก่อนขึ้นบนสายทาง

DMT ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในระบบเศรษฐกิจ ตระหนักดีว่าทุกแผนงานของบริษัท เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิผล ล้วนเกิดจากความร่วมมืออย่างตั้งใจจริงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์สังคมของคณะผู้บริหารและพนักงานทุกคนของ DMT และเราพร้อมจะเดินหน้าต่อ ให้เกิดการบูรณาการการพัฒนาให้เกื้อหนุนกันอย่างรอบด้าน ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในที่สุด

DMT-อบก. ได้รับรองคาร์บอน

DMT-อบก. ได้รับรองคาร์บอน

กับสถาบันพลาสติก

กับสถาบันพลาสติก

ติดตั้งแผง solar บนอาคารสำนักงานใหญ่

ติดตั้งแผง solar บนอาคารสำนักงานใหญ่

ติดตั้งแผง solar บนด่านเก็บค่าผ่านทาง

ติดตั้งแผง solar บนด่านเก็บค่าผ่านทาง

สนับสนุนพลังงานไฟฟ้า

สนับสนุนพลังงานไฟฟ้า

รถปฏิบัติการซ่อมบำรุงติด solar

รถปฏิบัติการซ่อมบำรุงติด solar

พันธุ์ไทยส่งความสุขท้ายปี แจกฟรี! กระเป๋าผ้าใบใหญ่จุใจ เมื่อสมัครสมาชิก PT Max Card Plus

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774228

พันธุ์ไทยส่งความสุขท้ายปี แจกฟรี! กระเป๋าผ้าใบใหญ่จุใจ  เมื่อสมัครสมาชิก PT Max Card Plus

พันธุ์ไทยส่งความสุขท้ายปี แจกฟรี! กระเป๋าผ้าใบใหญ่จุใจ เมื่อสมัครสมาชิก PT Max Card Plus

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กาแฟพันธุ์ไทยต้อนรับเทศกาลแห่งการให้ ส่งความสุขจุใจส่งท้ายปี แจกฟรี กระเป๋าผ้า Max Card Plus ใบใหญ่ ดีไซน์ประเทศไทย 77 จังหวัด ขนาด 50 x
40 x 20 ซม. มูลค่า 299 บาท มาในธีมคริสต์มาส มีทั้งสีเขียวและสีแดงให้สะสม รับทันที 1 ใบ เมื่อสมัครสมาชิกพีที แมกซ์ การ์ด พลัส ในราคาเพียง 599 บาท/ปี พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย เช่น รับสิทธิ์ซื้อเครื่องดื่มที่ร้านพันธุ์ไทยในราคาเพียง 50% จำนวน 10 แก้ว/เดือน ส่วนลดค่าน้ำมัน 50 สตางค์/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันพีที สูงสุด 200 ลิตร/เดือน มูลค่าสูงสุด 1,200 บาท/ปี และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 10,000 บาท รีบด่วนจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566-15 มกราคม 2567 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขา ทั่วประเทศ ยกเว้นสาขาท่าอากาศยานติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.punthaicoffee.com หรือ https://www.facebook.com/punthaicoffee