ฝ่ายค้านเกาหลีใต้ ถอดถอน ปธน.ไม่สำเร็จ รบ.บอยคอต ทำองค์ประชุมไม่ครบ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2829799

ฝ่ายค้านเกาหลีใต้ ถอดถอน ปธน.ไม่สำเร็จ รบ.บอยคอต ทำองค์ประชุมไม่ครบ

7 ธ.ค. 2567 20:25 น.

ฝ่ายค้านเกาหลีใต้ ถอดถอน ปธน.ไม่สำเร็จ รบ.บอยคอต ทำองค์ประชุมไม่ครบ

ญัตติถอดถอนประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล แห่งเกาหลีใต้ กลายเป็นโมฆะ หลัง สส.ฝ่ายรัฐบาลบอยคอต ทำให้รัฐสภามีองค์ประชุมไม่ครบ

เมื่อเวลาประมาณ 21.00 วันเสาร์ที่ 7 ธ.ค. 2567 (ตามเวลาท้องถิ่น) สภาสมัชชาแห่งชาติของเกาหลีใต้เริ่มลงมติถอดถอนนายยุน โดยสมาชิกสภาฝ่ายค้าน 192 คนเข้าร่วมทั้งหมด แต่มีสมาชิกสภาจากพรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เข้าร่วมเพียง 3 คนได้แก่นาย อัน ชอล-ซู, คิม เย-จี และ คิม ซัง-อุก ส่วนที่เหลืออีก 105 คนบอยคอต

แต่ตามกฎหมายของเกาหลีใต้ ญัตติถอดถอนประธานาธิบดีจะกลายเป็นโมฆะ หากมีผู้ร่วมประชุมสภาไม่ครบองค์ประชุมขั้นต่ำที่ 200 คน

ทั้งนี้ สมาชิกสภาคนอื่นๆ ของ PPP ออกจากที่ประชุมหลังจากร่วมการโหวตญัตติเรียกร้องให้อัยการพิเศษ สืบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการคอร์รัปชันของนาง คิม คอน-ฮี ภริยาของนายยุน ซึ่งในท้ายที่สุดญัตตินี้ก็ไม่ผ่านความเห็นชอบ

นายอู วอน-ชิก ประธานสภาสมัชชาแห่งชาติ พยายามเรียกร้องให้สมาชิกสภาฝ่าย PPP กลับมาเข้าร่วมการประชุม และลงคะแนนเสียงญัตติถอดถอน ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือคัดค้านก็ตาม โดยระบุว่า “พวกคุณต้องโหวต นั่นคือหน้าที่ของผู้รักชาติ ของสมาชิกสภาสมัชชาแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และของสถาบันที่เป็นตัวแทนประชาชน”

แต่ในท้ายที่สุด ประธานสภาก็ออกมาประกาศว่า การลงมติไม่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากที่ประชุมมี สส.ไม่ครบองค์ประชุม

หลังประกาศดังกล่าว นายชู คยอง-โฮ ผู้นำพรรค PPP ในสภาสมัชชาแห่งชาติ ก็ยื่นหนังสือลาออกทันที ขณะที่ แกนนำฝ่ายค้านยืนยันว่า พวกเขาถอดถอนนายยุนให้ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

ขณะที่ประชาชนจำนวนมากที่ปักหลักชุมนุมในกรุงโซลมานานหลายชั่วโมง เพื่อลุ้นผลการลงมติถอดถอนนายยุม ก็ถยอยเดินทางกลับ หลังประธานสภาประกาศว่าที่ประชุมไม่ครบองค์ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเศร้าหมอง มีหลายคนที่ร่ำไห้เสียใจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhap

คุยกัน7วันหน : จับตาถอดถอน ยุน ซ็อก-ยอล จากตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้

https://www.naewna.com/lady/846144

คุยกัน7วันหน : จับตาถอดถอน ยุน ซ็อก-ยอล จากตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้

คุยกัน7วันหน : จับตาถอดถอน ยุน ซ็อก-ยอล จากตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ป่านนี้ คงจะได้รู้ชะตากรรมของประธานาธิบดี ยุน ซ็อก-ยอล ผู้นำเกาหลีใต้ กันแล้ว ว่าจะออกมาในรูปแบบใดหลังจากที่เขาสร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศและทั่วโลก ด้วยการประกาศกฎอัยการศึก เมื่อกลางดึกคืนวันอังคารที่ผ่านมา (3 ธ.ค.) โดยอ้างภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและกลุ่มต่างๆในเกาหลีใต้เองที่ต่อต้านอำนาจรัฐ แต่ประชาชนในประเทศรู้ดีว่า ไม่ใช่เรื่องของเกาหลีเหนือที่เป็นสาเหตุของเรื่องนี้ แต่เป็นความพยายามแก่งแย่งกันครองอำนาจรัฐด้วยการประกาศกฎอัยการศึก นำมาซึ่งการลงถนนประท้วงของประชาชนต่อเนื่องตลอดหลายวันที่ผ่านมา

สมาชิกสภาเกาหลีใต้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดียุนช่วงค่ำวานนี้ตามเวลาเกาหลีใต้ (7 ธ.ค.) ซึ่งขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ยังไม่ทราบผลการลงมติ ว่าจะผ่านญัตติถอดถอนประธานาธิบดีหรือไม่ หลังจาก สส.พรรคประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติถอดถอนเมื่อวันพุธ (4 ธ.ค.) เนื่องจากกฎหมายบังคับให้สภาจะต้องลงมติเพื่อผ่านญัตติถอดถอนประธานาธิบดีหรือไม่ภายในเวลา72 ชั่วโมง ซึ่งจะครบกำหนดในวันเสาร์พอดี

แต่ฝ่ายค้านแม้ครองเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งในสภา แต่ยังขาดอีก 8 เสียง จึงจะสามารถผ่านญัตติถอดถอนได้ ซึ่งจะต้องได้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกพรรครัฐบาลมาสมทบด้วย เนื่องจากต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาที่มีทั้งหมด 300 คนหรือต้องการเสียงอย่างน้อย 201 เสียง

หากญัตติถอดถอนได้รับการอนุมัติใน ยุนจะถูกระงับการทำหน้าที่ประธานาธิบดีทันที และนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการ จากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มกระบวนการพิจารณาถอดถอนยุน ซึ่งใช้เวลาสูงสุด 180 วัน องค์คณะผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มี 9 คน หาก 6 ใน 9 ผู้พิพากษาออกเสียงสนับสนุนการถอดถอน จะทำให้ยุนพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทางสภานิติบัญญัติเกาหลีใต้ยังได้เริ่มสอบสวนยุนที่ประกาศกฎอัยการศึก โดย คิม ซุง-วอน สมาชิกสภาจากพรรคประชาธิปไตยพรรคฝ่ายค้านระบุว่า การประกาศกฎอัยการศึกของยุน ได้สร้างความหวาดกลัวและความสับสนให้แก่ประชาชน ถึงแม้ว่า คิม ยอง-ฮยอน รัฐมนตรีกลาโหมได้ยอมลาออก และประกาศว่าเป็นความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ของเขาในการประกาศกฎอัยการศึกก็ตาม

ด้าน อี ซัง-มิน รัฐมนตรีมหาดไทยเกาหลีใต้ เป็นผู้เปิดเผยต่อสภาว่า คิม ยอง-ฮยอน นั่นเอง ที่เป็นผู้แนะนำให้ประธานาธิบดียุนประกาศกฎอัยการศึก ส่วน คิม ซอน-โฮ รัฐมนตรีช่วยกลาโหม ให้การต่อสภาว่า เขาไม่รู้เรื่องการประกาศกฎอัยการศึกเลย และรู้จากข่าวในสื่อ ซึ่งแสดงว่าแทบไม่มีใครระแคะระคายว่ายุนจะประกาศกฎอัยการศึก

ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 เกาหลีใต้ได้เปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเลือกตั้งที่โปร่งใส และการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ อย่างไรก็ตาม การเมืองภายในประเทศยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแบ่งขั้ว

อดีตประธานาธิบดี โหห์ มู เฮือน จบชีวิตตัวเองขณะถูกสอบสวนคดีคอร์รัปชั่นหลังพ้นตำแหน่ง ขณะที่ อี มยอง-บัก ผู้สืบทอดตำแหน่ง ถูกตัดสินจำคุก 15 ปีในคดีทุจริต ส่วนพัก กึน ฮเย ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ ลูกสาวของ พัก ชุง ฮี อดีตผู้นำเผด็จการผู้ถูกลอบสังหาร ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติถอดถอนออกจากตำแหน่ง เนื่องจากผู้ช่วยคนสำคัญและเพื่อนของเธอใช้อิทธิพลในทางมิชอบ เธอถูกตัดสินจำคุก 24 ปีข้อหาทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ต่อมาเธอได้รับการอภัยโทษ

ลีฟ เอริก อีสลีย์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอีฮวาในกรุงโซล ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า การเมืองเกาหลีใต้มีความเข้มข้น กดดัน เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ พรรคการเมืองมักผูกโยงกับตัวตนของผู้นำมากกว่ายึดโยงกับอุดมการณ์หรือนโยบาย ยิ่งอยู่ในบรรยากาศทางการเมืองที่ประชาชนมีบทบาทสำคัญและสื่อมุ่งเน้นเรื่องอื้อฉาว ประธานาธิบดีมักเผชิญความยากลำบากในการรักษาความนิยม

ส่วน อัน กวี-รยอง วัย 35 ปี โฆษกของพรรคประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ ผู้พยายามแย่งอาวุธปืนจากทหารนายหนึ่งท่ามกลางเหตุการณ์ที่วุ่นวายด้านนอกอาคารรัฐสภาเมื่อคืนวันพุธ และกลายเป็นคลิปที่เป็นไวรัลไปทั่วโลก และเป็นสัญลักษณ์ของชาวเกาหลีใต้ที่ต่อต้านการประกาศกฎอัยการศึกของประธานาธิบดีบอกว่า รู้สึกใจสลายและผิดหวังที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเกาหลีในศตวรรษที่ 21 และว่าถึงแม้พรรคประชาธิปไตยของเธอ ได้เสนอยื่นถอดถอนประธานาธิบดียุนออกจากตำแหน่ง แต่เธอเชื่อว่า ประชาชนชาวเกาหลีใต้ทั้งประเทศต่างมีคำตอบในใจในเรื่องนี้แล้ว เพราะคงไม่มีใครไว้วางใจประธานาธิบดี ที่อยู่ๆ นึกอยากจะประกาศกฎอัยการศึกก็ทำไปอย่างง่ายๆ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในประเทศให้เป็นผู้นำทำหน้าที่บริหารประเทศได้อีกต่อไป

ความเคลื่อนไหวของยุนทำให้ประชาชนรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับยุคเผด็จการและตั้งคำถามถึงเสถียรภาพของประชาธิปไตยที่เคยแลกมาด้วยเลือดในอดีต ท่ามกลางการจับตาดูของโลก เกาหลีใต้กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่อาจชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของประเทศอีกครั้ง

หากประธานาธิบดียุนถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ฮัน ดัก ซู จะขึ้นมาทำหน้าที่แทน แต่คำถามคือ เกาหลีใต้จะสามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนต่อสู้มานานกว่า 40 ปี ให้เดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

โดย ดาโน โทนาลี

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

https://www.naewna.com/lady/846134

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นับถอยหลังเปิดมหาวิหาร ‘นอเทรอดาม’ แห่งฝรั่งเศส

มหาวิหารนอเทรอดามแห่งกรุงปารีสของฝรั่งเศส ซึ่งถูกไฟไหม้จนเสียหายหนักในปี 2019 เตรียมกลับมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังจากดำเนินงานบูรณะซ่อมแซมนานกว่า 5 ปี โดยมีกำหนดจัดพิธีเปิดในวันที่ 7-8 ธ.ค.นี้ คาดว่าจะมีผู้นำประเทศต่างๆ และบรรดาแขกผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากได้รับเชิญไปเข้าร่วม รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ หลังการเปิดมหาวิหารแล้ว จะมีพิธีมิสซาพิเศษเป็นเวลาหลายวันเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดมหาวิหารอีกครั้ง และเพื่อขอบคุณทุกคนที่มีส่วนช่วยบูรณะและสร้างมหาวิหารขึ้นใหม่

ขอบคุณภาพ จากสำนักข่าวซินหัว

ตะลอนเที่ยว : ด้วยความจงรักและภักดี

https://www.naewna.com/lady/846131

ตะลอนเที่ยว : ด้วยความจงรักและภักดี

ตะลอนเที่ยว : ด้วยความจงรักและภักดี

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เสียงประกาศคำสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตน ณ พระลานพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ยังดังกึกก้องในมโนสำนึกของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ตราบจนบัดนี้ (หมายเหตุแต่ในช่วงปี 2541-2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงวันพิธีจากวันที่ 3 ธันวาคม เป็นวันที่ 2 ธันวาคม)

ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม 

ข้าพระพุทธเจ้า (ยศ-ชื่อ-นามสกุล) ขอถวายคำสัตย์ปฏิญาณ ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะยอมตายเพื่อรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ แห่ง
พระมหากษัตริย์เจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี และถวายความปลอดภัยต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จนชีวิตหาไม่ ข้าพระพุทธเจ้า จะเชิดชูและรักษาไว้ ซึ่งเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ของทหารรักษาพระองค์ ทั้งจะปฏิบัติตนให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททุกประการ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ภาพประวัติศาสตร์ของการสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ณ พระลานพระราชวังดุสิต กลับมาปรากฏต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และภาพนี้ได้ประจักษ์ชัดต่อสายตาสาธารณชนอีกครั้ง หลังจากภาพประวัติศาสตร์เช่นนี้ห่างหายไปจากประเทศไทยนับจากสิ้นสุดการสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตน ณ ลานประวัติศาสตร์แห่งนี้เมื่อปี 2551 

จากปี 2551 จวบจนถึงปี 2567 ปวงชนชาวไทยยังคงตั้งตารอคอยว่าจะได้พบได้เห็นภาพประวัติศาสตร์หวนกลับมาอีกครั้ง จนกระทั่งบ่ายวันที่ 3 ธันวาคม 2567 สิ่งที่คนไทยทั้งประเทศหวังไว้ก็ได้กลับมาบังเกิดอย่างยิ่งใหญ่และตราตรึงประทับใจอย่างยากจะหาคำบรรยายได้โดยง่าย 

พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หรือ จัดขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ พิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ จัดขึ้นครั้งแรกในรัชสมัย ในปี 2496 แล้วจึงจัดพิธีต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2500 จนถึงปี 2551 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 

สำหรับการสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมมีทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์เข้าร่วมพิธีดังนี้ 

กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สวมเสื้อสีแดง กางเกงดำติดแถบสีแดงสองแถบ

กรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สวมเสื้อสีแดงกางเกงดำติดแถบสีแดงสองแถบ

กรมนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์โรงเรียนนายเรือ สวมเสื้อและกางเกงสีกรมท่าดำกางเกงติดแถบสีทอง

กรมนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช สวมเสื้อสีฟ้า กางเกงดำ ติดแถบสีเหลือง

กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ สวมเสื้อและกางเกงสีกรมท่าดำ กางเกงติดแถบสีแดง

กองพันทหารอากาศโยธิน 3 กรมทหารอากาศโยธิน รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน สวมเสื้อสีบานเย็น กางเกงสีกรมท่า ติดแถบสีทอง 

กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4รักษาพระองค์ สวมเสื้อและกางเกงสีฟ้าหม่นติดแถบสีทอง

กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ สวมเสื้อสีม่วง กางเกงดำ ติดแถบสีม่วงและมีดิ้นทองอยู่ที่ขอบของแถบ

กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 21 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ สวมเสื้อสีเหลือง กางเกงดำ ติดแถบสีเหลืองและขลิบขอบด้วยเส้นสีม่วง

 กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธินหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สวมเสื้อสีเหลือง กางเกงสีกรมท่าดำ ติดแถบไหมสีทอง

และกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สวนสนามโดยนั่งบนหลังม้า สวมเสื้อและกางเกงสีฟ้าหม่น ติดเส้นสีเหลือง สวมรองเท้าบู๊ตสูงถึงระดับหัวเข่า

พิธีนี้มีความงดงามด้วยการสวนสนามที่แสดงออกถึงความเข้มแข็ง สง่างามพร้อมเพรียง ที่มาพร้อมกับสีสันแสนสวยของเครื่องแบบที่ดุจสีลูกกวาดแสนสวย นับเป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับสาธารณชน และยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความจงรักภักดีที่เหล่าทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์พร้อมใจถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ของราชอาณาจักรไทย

‘CENTRAL LET’S CELEBRATE 2025’ ตอบโจทย์ความสุขสำหรับทุกครอบครัว

https://www.naewna.com/lady/846123

‘CENTRAL LET’S CELEBRATE 2025’ ตอบโจทย์ความสุขสำหรับทุกครอบครัว

‘CENTRAL LET’S CELEBRATE 2025’ ตอบโจทย์ความสุขสำหรับทุกครอบครัว

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำการเป็นเดสติเนชันสำหรับการช้อปของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผนึกกำลัง บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน จัดแคมเปญครั้งสำคัญแห่งปี “CENTRAL LET’S CELEBRATE 2025” ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567-6 มกราคม 2568 ยกระดับประสบการณ์สุดพิเศษให้ลูกค้าได้ร่วมช้อปของขวัญที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการและร่วมสร้างโมเมนต์เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขไปกับบรรยากาศและสีสันเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขาและเซ็นทรัลแอป

ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ห้างเซ็นทรัล มีความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมและแคมเปญพิเศษอย่างต่อเนื่อง ช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้จัดแคมเปญครั้งสำคัญแห่งปี CENTRAL LET’S CELEBRATE 2025 หนึ่งในซิกเนเจอร์แคมเปญที่ทุกคนต่างรอคอย ภายใต้คอนเซ็ปต์ EVERYONE DESERVES A GIFT เพื่อตอกย้ำการเป็นเดสติเนชั่นสำหรับการช้อปของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเลือกซื้อของขวัญอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อของขวัญให้กับตัวเอง คนในครอบครัว เพื่อน หรือคนพิเศษและยังได้เติมเต็มช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองด้วยการเนรมิตทุกพื้นที่ของห้างเซ็นทรัลทุกสาขาทั่วประเทศให้เป็นเดสติเนชันแห่งการฉลองคริสต์มาสและปีใหม่อันแสนอบอุ่น ภายใต้ธีม THE MALAI’SFAMILY ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสุขของทุกคนในครอบครัวใหญ่ผ่านคาแร็กเตอร์ลวดลายสุดน่ารักที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสที่จะมาต้อนรับส่งต่อความรักและของขวัญแสนวิเศษให้กับทุกคน นอกจากนี้เรายังต้องการสื่อถึงความผูกพันระหว่างห้างเซ็นทรัลกับลูกค้าที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันพร้อมที่จะส่งมอบความสุขความปรารถนาดีให้กันจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่มีที่สิ้นสุดอีกด้วย”

ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจและไอเดีย ส่งมอบความสุขด้วยของขวัญที่ครบครัน และตอบโจทย์ทุกความต้องการพร้อมพบกับกิจกรรมและบรรยากาศสุดพิเศษที่จะเติมเต็มโมเมนต์และสร้างประสบการณ์เฉลิมฉลองช่วงเทศกาลแห่งความสุขที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน ที่ “ห้างเซ็นทรัล” ทุกสาขาทั่วประเทศ และเซ็นทรัลแอป ติดตามข่าวสารกิจกรรมสุดสนุกตลอดแคมเปญได้ที่ www.facebook.com/CentralDepartmentStore

ณัฐธีรา บุญศรี ปธ.เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล

ณัฐธีรา บุญศรี ปธ.เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 1

https://www.naewna.com/lady/846135

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Going to Japan 1

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย ไม่ต้องการทำวีซ่า ไม่ต้องการนั่งเครื่องบินไกลมาก ได้ชื่นชมกับความหลากหลายของอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ประเทศ
ที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดคงไม่พ้น ญี่ปุ่น ประเทศที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทยนับจากที่ไทยได้รับการยกเว้นวีซ่า 15 วัน การเดินทางไปญี่ปุ่นมีเส้นทางให้เลือกหลากหลายมาก ตั้งแต่เหนือถึงใต้อาทิ ฮอกไกโด โตเกียว นาโงยา โอซากาฟูกูโอกะ ไปถึง โอกินาวา สายการบินให้เลือกก็มีทั้ง full service และสายการบินต้นทุนต่ำ การบริการมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งโหลดกระเป๋าไม่โหลดกระเป๋า เลือกที่นั่งได้ตั้งแต่จองหรือต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อที่นั่ง ชนิดที่เรียกว่ากว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเองจะจองตั๋วเครื่องบินครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่นเสร็จ เล่นเอามึนไปเลยทีเดียว

เริ่มต้นนักท่องเที่ยวคงต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวแบบไหน ในบรรยากาศเมือง ธรรมชาติ มีหิมะ ไม่มีหิมะ ค่อยเลือกเดือนที่จะไป แต่ช่วยไฮซีซั่น
ของญี่ปุ่นก็คือ ตั้งแต่ตุลาคมถึงพฤษภาคม คนชอบไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีอันเป็นผลจากที่ญี่ปุ่นมีพื้นที่สีเขียวเยอะ ต้นไม้ทั้งสีเหลือง แดง ใบไม้ที่ร่วงให้เลือกถ่ายรูปกันจนเบื่อกันไปข้าง พอถึงหน้าหนาวก็มีหิมะตกจะเที่ยวในเมืองหรือธรรมชาติ ขึ้นเขามีให้เลือกหมด จะไปถึงฮอกไกโดเมืองหิมะก็ได้ แต่ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน หรือโรงแรมสูงไม่ยิ่งหย่อนกว่าสวิสเลยถ้าไปช่วงพีค ยกเว้นอย่างเดียวคือไม่ต้องทำวีซ่า

Osaka

ส่วนช่วงพีคอีกช่วงนอกจากฤดูใบไม้ร่วงที่คนไทยชอบไปญี่ปุ่นแล้ว ฤดูใบไม้ผลิที่มีต้นซากุระก็เรียกได้ว่าคนส่วนใหญ่เฝ้ารอกันเลยทีเดียว เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นเกาะยาวๆ ตอนใบไม้เปลี่ยนสี และดอกซากุระบานก็มักเรียงจากเหนือไปใต้ รัฐบาลของญี่ปุ่นจะมีการคาดการณ์เวลาของสีใบไม้และดอกไม้ออกมาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกว่าควรไปเมืองไหน ช่วงเวลาไหน แต่หากนักท่องเที่ยวทุนไม่หนา ก็ควรเลือกเส้นทางและเวลาล่วงหน้าสัก 4-6 เดือน แล้วก็ต้องเสี่ยงดวงเอาหากนักท่องเที่ยวรอจนการท่องเที่ยวญี่ปุ่นประกาศการเปลี่ยนสีของใบไม้และดอกซากุระบานแล้ว ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม หรือค่าทัวร์ก็จะสูงชนิดสู่สรวงสวรรค์เลยทีเดียว อาทิ ตั๋วการบินไทยไปโตเกียวในช่วงปกติอาจเริ่มที่ 18,000-25,000 แต่ในหากซื้อตั๋วในช่วงพีค และใกล้วัน อาจได้ราคาชั้นประหยัดสูงถึง 55,000 เลยทีเดียว เรียกว่าเพื่อสนองความต้องการ กระเป๋าฉีกกันไปเลย

เมื่อนักท่องเที่ยวเลือกเมือง และเดือนที่จะไปได้แล้ว นักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเดินทางเอง ก็เลือกทัวร์ที่ต้องการตามสนนราคาและจำนวนวัน ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางเองก็ไม่ต้องกังวลแม้ตัวเองจะพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ และคนญี่ปุ่นก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่รถสาธารณะ และแผนที่ของญี่ปุ่นดีมากๆ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายแบบเดียวกับเดินทางเองในยุโรปเลยทีเดียว เมื่อนักท่องเที่ยวตัดสินใจวิธีการเที่ยวได้แล้ว ก็เริ่มต้นด้วยการหาตั๋วเครื่องบิน ปัจจุบันตั๋วไปญี่ปุ่นมีสายการบินมากมายมหาศาล วิธีง่ายสุดในการหาก็คือ หาผ่าน Google หรือถามอากู๋ นักท่องเที่ยวจะเห็นว่ามีทั้งแบบบินตรง และต่อเครื่อง ราคาเวลาเลือกเอาที่ใครพอใจ ความชอบ เงินในกระเป๋าหลังจากเลือกได้คร่าวๆ แล้วก่อนถึงเวลาหาโรงแรม นักท่องเที่ยวก็ต้องตัดสินใจก่อนว่าจะเที่ยวแบบเมืองเดียว หรือหลายเมือง จะขับรถหรือนั่งรถไฟระหว่างเมือง เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่ามีเวลาน้อย จะเที่ยวใกล้ๆ การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเมืองก็ไม่แพงมาก อาจเลือกนั่งรถไฟจะสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องหาที่จอดรถและไม่ต้องเสียค่าทางด่วนซึ่งแพงมาก

Sakura in Tokyo

Winter in Japan

Winter in Japan

Winter in Sapporo

Winter in Sapporo

Autumn in Japan

Autumn in Japan

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันราชวัลลภ’ ภูมิพิธีเคารพธงไชยเฉลิมพลของแผ่นดิน

https://www.naewna.com/lady/846138

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันราชวัลลภ’  ภูมิพิธีเคารพธงไชยเฉลิมพลของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันราชวัลลภ’ ภูมิพิธีเคารพธงไชยเฉลิมพลของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมเด็จพระขนิษฐาเจ้าฯ

วันที่ 3 ธันวาคม 2567 เวลา 17.20 น.ที่ผ่านมา เป็นพิธีสำคัญครั้งแรกที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ พระลานพระราชวังดุสิต ในวาระสำคัญนี้ พลเอกหญิงสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี ทรงเป็นองค์ผู้บังคับกองผสม และ พลเอกหญิงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ผู้บังคับกองพันทหารม้ารักษาพระองค์ ในพิธีดังกล่าว พร้อมกันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติสยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูรสิริวิบูลยราชกุมาร ทรงรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ณ พลับพลาที่ประทับ

พิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์นั้น เป็นพิธีที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อทหารรักษาพระองค์ทุกเหล่าทัพ และเป็นโอกาสพิเศษในการถวายความจงรักภักดีและความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระบรมราชสันตติวงศ์ ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย กำลังพระสติปัญญา และกำลังพระราชทรัพย์ อีกทั้งทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความผาสุกร่มเย็นของอาณาประชาราษฎร์ และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองยังความผาสุกร่มเย็นและมั่นคงสืบมา ซึ่งเป็นการสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน

ทรงตรวจแถวราชวัลลภ

การจัดพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์นั้นได้จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2496ในสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรซึ่งเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงเป็นประธานในงานวันสถาปนากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ปีที่ 85 ณ พระลานพระราชวังดุสิต

นับเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ หรือ พิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ได้จัดพิธีนี้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระมหากษัตริย์ไทย แต่เดิมพิธีนี้มิได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

หากแต่จัดเป็นครั้งคราวตามที่กระทรวงกลาโหมหรือกองทัพบกจะกำหนด ปรากฏมีบันทึกว่าพิธีนี้เริ่มขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ 9ในปี พ.ศ.2496 สมัยที่ จอมพลแปลกพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยจัดให้มีขึ้นเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน และเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานธงไชยเฉลิมพลเพื่อใช้แทนธงไชยเฉลิมพลของเดิม โดยมีพล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ในขณะนั้น เป็นผู้บังคับการขบวนสวนสนาม และทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ เป็นพลสวนสนาม

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

หลังจากพิธีในครั้งนั้นก็ได้ว่างเว้นมาอีกเป็นเวลาหลายปี จนถึง พ.ศ.2500 สมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2500

ต่อมาได้กำหนดให้มีการถวายพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จนิวัตพระนคร โดยได้จัดพิธีสวนสนามของบรรดาทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ.2504 ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นประกาศให้เป็น “วันพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม” ความงดงามด้วยระเบียบวินัยและสีสันของชุดเครื่องแบบของทหารรักษาพระองค์ทั้งสามเหล่า จึงสร้างความภาคภูมิใจให้พสกนิกรชื่นชมและจงรักภักดีต่อแผ่นดินอย่างมั่นคง

ถวายความจงรักภักดี

ถวายความจงรักภักดี

ทรงบังคับการ

ทรงบังคับการ

คณะผู้บังคับการ

คณะผู้บังคับการ

สวนสนามทหารราชวัลลภ

สวนสนามทหารราชวัลลภ

ทรงรับขบวนทหารราชวัลลภ

ทรงรับขบวนทหารราชวัลลภ

Science Update : ‘หุ่นยนต์แมลง’ เคลื่อนที่ไวกว่าแมลงสาบ

https://www.naewna.com/lady/846141

Science Update : ‘หุ่นยนต์แมลง’ เคลื่อนที่ไวกว่าแมลงสาบ

Science Update : ‘หุ่นยนต์แมลง’ เคลื่อนที่ไวกว่าแมลงสาบ

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เหยียน เสี่ยวจวิน และเพื่อนร่วมงานจากมหาวิทยาลัยเป่ยหางในกรุงปักกิ่ง พัฒนาหุ่นยนต์ไบโอนิกส์ขนาดเล็กเท่าแมลงที่ยาวเพียง 2 เซนติเมตร น้ำหนักเบากว่า2 กรัม ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่วและขยับถอยหลังออกมาหากเจอทางตัน

ในปี 2017 เหยียนได้เริ่มต้นออกแบบหุ่นยนต์ขนาดเท่าแมลงที่สามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก แต่ในช่วง 3 ปีต่อมา แม้ทีมของเขาจะสำรวจการออกแบบลำตัวหุ่นยนต์หลายสิบแบบและปรับแต่งเครื่องมือพารามิเตอร์อย่างละเอียด แต่หุ่นยนต์ยังคงไม่เคลื่อนที่ กระทั่งได้แรงบันดาลใจจากการกระโจนและวิ่งของเสือดาว ทีมงานจึงได้ออกแบบหุ่นยนต์แมลงเลียนแบบชีวภาพรุ่นใหม่ชื่อ “บีเอชเอ็มบอท” (BHMbot) ที่สามารถวิ่งได้รวดเร็วกว่าแมลงสาบโดยไม่ต้องมีการผูกโยง และหมุนตัวได้คล่องกว่า

การศึกษาที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายนในวารสารไซแอนซ์ แอดวานซ์ (ScienceAdvances) ทีมงานรายงานถึงหุ่นยนต์เวอร์ชั่นปรับแก้ใหม่ที่สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและถอยหลังได้อย่างรวดเร็ว และสามารถวิ่งในเส้นทางที่ซับซ้อนได้ภายใต้การควบคุมแบบไร้สาย

เหยียนกล่าวว่า หุ่นยนต์ขนาดเล็กเหล่านี้มีศักยภาพสำหรับนำไปใช้งานในหลากหลายด้าน เช่น การค้นหาและการกู้ภัยในเหตุภัยพิบัติ รวมถึงการตรวจสอบโครงสร้างอุปกรณ์เครื่องกล พร้อมเสริมว่า หุ่นยนต์แมลงนี้ยังอาจถูกพัฒนาเพื่อการขึ้นบินในอนาคตอีกด้วย โดยเป้าหมายสูงสุด คือการพัฒนาไมโครโดรนที่มีปีกกระพือได้เหมือนผึ้ง

คุณแหน : 8 ธันวาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/846121

คุณแหน : 8 ธันวาคม 2567

คุณแหน : 8 ธันวาคม 2567

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ll ๕ ธันวาคม เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ซึ่งเป็นวันชาติ วันพ่อแห่งชาติ และวันดินโลก..

ll มาฟังนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร กล่าวถึงเรื่องราวข้าวจีทูจี ว่า“ท่านบุญทรงเป็นผู้ต้องขัง ท่านยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็น ไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่จากการฟังรมว.ยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เขาก็เข้าเกณฑ์ใช่หรือไม่? ก็ปล่อย และมีคนเข้าเกณฑ์อีกมากมาย เป็นเกณฑ์ของราชทัณฑ์ ก.ยุติธรรมทราบดี ไม่เกี่ยวกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์อยู่แล้ว เป็นคนละสถานการณ์กัน”ฟังแล้วได้แต่ท้อใจ..

ll ปัจจุบันรัฐบาลเจอวิกฤตศรัทธาแต่ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ขู่ พรรคเพื่อไทยอาจยุบสภา แต่รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ภูมิธรรม เวชยชัย“ก็ให้นพ.เชิดชัย ไปยุบสภาเอง แถมยังกล่าวว่าไม่กระทบความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะผู้ใหญ่แต่ละคนหนักแน่นมิเช่นนั้น ฟังทุกวันคงต้องยุบกันวันละหลายๆ รอบ”ก็ไม่รู้จะเชื่อใครดี??..

ll ในช่วงโควิดคงไม่มีใครไม่รู้จัก ศ.นพ.ยงภู่วรวรรณ ได้ระบายความรู้สึก“ย้อนดูโควิด-๑๙  ปีที่ ๒ เป็นปีที่ยุ่งเหยิงที่สุด และดราม่าเกี่ยวกับวัคซีนและเซียนคีย์บอร์ด เพราะถูกถล่มด่าทอในเรื่องที่ไม่เป็นจริงเกี่ยวกับวัคซีนเยอะมากมาย”..รวมทั้งมีผู้อาสาที่จะซื้อวัคซีน ไฟเซอร์จากต่างประเทศมาให้คนไทยได้ใช้ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ปัจจุบันคนผู้นั้นได้หนีออกไปต่างประเทศแล้ว ด้วยข้อหาฉ้อโกง(ไม่อยากเอ่ยนาม)… สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเสรี แต่ปรากฏว่า ปธน. โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ลงนามอภัยโทษอย่างเป็นทางการให้บุตรชายตนเองนาม ฮันเตอร์ ไบเดน ก่อนตัดสินลงโทษในคดีอาญา ๒ คดี แม้ก่อนหน้านี้โจ ไบเดน จะไม่เข้าแทรกแซงปัญหาตามกฎหมายของบุตรชาย ซึ่งมีความผิดแจ้งข้อมูลที่เป็นเท็จในการตรวจสอบเพื่อซื้ออาวุธ ปืน และคดีหลีกเลี่ยงภาษี ๑.๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ..

ll ขออนุญาตป ปฏัก สักวาไทยแลนด์แดนสวรรค์มิถึงวันหมูเด้งลบเลือนหาย ดาวกอล์ฟใหม่เจิดจรัสประกาศประกาย ไทยทั้งหลายภาคภูมิชวนชื่นชม จีน-จีโน่ หญิงไทยแชมป์กอล์ฟหญิง เก่งจริงจริงคว้ารางวัลได้ท่วมท้น สร้างประวัติหลากล้วนชวนนิยม ยินดีสมไทยได้เด้งเก่งอีกเอยฯ..ll

น้องนิ่ง….นิ่ง…

Health News : ‘ชาวอเมริกัน’ มีลูกน้อยกว่าเมื่อก่อน

https://www.naewna.com/lady/846142

Health News : ‘ชาวอเมริกัน’ มีลูกน้อยกว่าเมื่อก่อน

Health News : ‘ชาวอเมริกัน’ มีลูกน้อยกว่าเมื่อก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นิวยอร์ก ไทม์ส (New York Times) รายงานว่าปัจจุบันชาวอเมริกันมีลูกน้อยลงกว่าเมื่อก่อนซึ่งเป็นแนวโน้มด้านประชากรที่ทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมบางส่วนรู้สึกกังวล โดยสาเหตุบางประการอาจเป็นผลมาจากปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ เช่น ค่าเลี้ยงดูลูกที่สูง ราคาบ้าน และผู้คนเลือกที่จะไม่สร้างครอบครัวกันมากขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ช่วงก่อนหน้านี้ในปี 2024 เผยว่าอัตราเจริญพันธุ์ทั่วไปในสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2022 ร้อยละ 3 ซึ่งต่ำเป็นประวัติการณ์ และลดลงสองปีติดต่อกัน หลังจากเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 ในช่วงปี 2020-2021 โดยลดลงอย่างต่อเนื่องร้อยละ 2ต่อปีตั้งแต่ปี 2014-2020

ศูนย์ฯ วัดอัตราเจริญพันธุ์ทั่วไปโดยอิงจำนวนการให้กำเนิดบุตรที่มีชีวิตรอดต่อปี ในผู้หญิง1,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 15-44 ปี โดยในปี 2023 ซึ่งเป็นปีที่มีข้อมูลล่าสุด พบว่ามีการให้กำเนิดบุตรราว 54 คนต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 1,000 คน ซึ่งมีจำนวนต่ำเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ นักวิจัยยังใช้อัตราเจริญพันธุ์รวม ซึ่งเป็นการประมาณการจำนวนบุตโดยเฉลี่ยที่คาดว่าผู้หญิงจะมีในช่วงวัยเจริญพันธุ์ โดยในปี 2023 อัตราเจริญพันธุ์รวมในสหรัฐฯ อยู่ที่เด็กทารกกว่า 1.6 คนต่อผู้หญิง 1 คน ต่ำกว่าตัวเลขเด็กทารกราว 2 คนต่อผู้หญิง 1 คนที่บันทึกเมื่อปี 2001

ขณะเดียวกัน ศูนย์ฯ ยังติดตามภาวะมีบุตรยากโดยประเมินจำนวนผู้หญิงแต่งงานแล้วที่มีอายุ 15-49 ปี ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และไม่ตั้งครรภ์ ตัวชี้วัดนี้ไม่รวมผู้หญิงที่ทำหมันด้วยการผ่าตัด โดยอัตราภาวะมีบุตรยากค่อนข้างคงที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งข้อมูลล่าสุดจากปี 2015-2019 เผยว่าผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่แต่งงานแล้ว 2.4 ล้านคน มีบุตรยาก