ปชน.ชงแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ดึงอำนาจการเงินพ้นมือพระ บริหารอย่างโปร่งใส-เป็นระบบ-อุดช่องโหว่ฟอกเงิน

11 กันยายน 2569 เวลา 21:27 น.

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 นายกนิษฐ์ วิเศษสิงห์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนปีกวัฒนธรรม พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการทรัพย์สินและความโปร่งใสภายในวัด จากกรณีเหตุการณ์ที่วัดพุทไธศวรรย์ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจ พร้อมเสนอนโยบาย “วัดโปร่งใส” เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการวัดและศาสนสมบัติในประเทศไทย

นายกนิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเม็ดเงินหมุนเวียนจากการบริจาคเข้าสู่วัดสูงถึงประมาณ 54,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่รายได้ของวัดและพระสงฆ์ได้รับการยกเว้นภาษี แต่ระบบการตรวจสอบภายในกลับขาดประสิทธิภาพ เนื่องจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 36 กำหนดให้ “เจ้าอาวาส” เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัดในฐานะนิติบุคคลเพียงผู้เดียว แม้บางวัดจะมีไวยาวัจกร แต่ก็มาจากการแต่งตั้งของเจ้าอาวาสและไม่มีระเบียบเรื่องคุณสมบัติที่ชัดเจนรองรับ ทำให้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ตัวบุคคล นำไปสู่ปัญหาการยักยอกทรัพย์ คดีเงินทอนวัด และการฟอกเงินที่ปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวอยู่เสมอ

นอกจากนี้ งบประมาณแผ่นดินกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปีที่ถูกจัดสรรผ่านหน่วยงานรัฐเพื่อดูแลด้านศาสนา กลับมุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างศาสนสถาน มากกว่าการสร้างระบบความโปร่งใสในพระศาสนา

ดังนั้น เพื่อสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นจริง ปีกวัฒนธรรม พรรคประชาชน จึงเสนอแนวนโยบายด้านศาสนา 3 ประการ

1. แยกอำนาจบริหารและการเงินออกจากพระ: แก้ไขโครงสร้างให้ทุกวัดต้องมี “คณะกรรมการวัด” และให้ “ไวยาวัจกร” เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัดในเรื่องทรัพย์สินแทนเจ้าอาวาส เพื่อให้พระภิกษุปลอดจากการถือครองทรัพย์สิน ปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้อย่างเต็มที่ และสอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย

2. กำหนดมาตรฐานบุคลากร: กำหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการวัดและไวยาวัจกรให้ชัดเจนทางกฎหมาย เน้นการมีส่วนร่วมจากชุมชนและท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง

3. วางระบบฐานข้อมูลการเงินดิจิทัล (Digital Financial System): ผลักดันทุกวัดเข้าสู่ระบบ e-donation และจัดทำบัญชีมาตรฐาน โดยรัฐให้การสนับสนุนวัดขนาดเล็ก และสร้างกลไกให้วัดที่มีทรัพยากรมากช่วยเหลือวัดขนาดเล็กในการทำบัญชี

นายกนิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนนโยบายนี้ต้องอาศัยการแก้ไขกฎหมายหลักคือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยเฉพาะมาตรา 31 และมาตราที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระจายอำนาจการจัดการทรัพย์สิน รวมถึงการปรับปรุงกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกรให้ตรวจสอบได้

พร้อมกันนี้ รัฐควรมีการรณรงค์ทางสังคมเพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยมการบริจาค โดยกระจายทุนไปสู่สาธารณประโยชน์อื่นๆ เช่น มูลนิธิหรือสถาบันการศึกษา รวมไปถึงการศึกษาแนวทางของรัฐโลกวิสัย (Secular State) เช่นในประเทศเยอรมนีที่มีระบบจัดเก็บภาษีศาสนา (Kirchensteuer) โดยเปิดช่องให้ประชาชนเลือกสนับสนุนเงินภาษีให้องค์กรศาสนาได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดินได้อย่างมีนัยสำคัญ

“วัดไทยในอดีตเคยทำหน้าที่เป็นองค์กรกระจายรายได้ที่ใหญ่ที่สุดในสังคม โดยรวบรวมทรัพย์มากระจายให้แก่คนที่จำเป็นและยากไร้ แต่ปัจจุบันวัดกำลังถอยห่างจากบทบาทนั้น และกลายเป็นองค์กรรวบรวมรายได้ที่ใหญ่ที่สุดแทน การสร้างสังคมไทยแบบใหม่จึงจำเป็นต้องปฏิรูปและมีนโยบายทางศาสนาแบบใหม่ เพื่อให้ศาสนาพุทธดำรงอยู่กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง” นายกนิษฐ์ กล่าว

สุดารัตน์ ปลุกคนไทย จ้องตา 7 กกต. ชี้ 14 กันยา วันชี้ชะตาระบบตรวจสอบ เตือนระวังอย่าเป็นแค่จับปลาซิว

11 กันยายน 2569 เวลา 21:16 น.

11 กันยายน 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว”

แต่ 14 กันยา คือวันชี้ชะตา “ระบบตรวจสอบถ่วงดุลประเทศไทย”

ดิฉันขอชวนคนไทยทั้งประเทศ “จ้องตา”กกต.ทั้ง 7 คน

เพราะสิ่งที่พวกเขาทั้ง 7 คน กำลังจะตัดสิน ไม่ใช่เพียงว่าใครฮั้วเลือก ส.ว. หรือใครจะได้เป็น ส.ว.ต่อ

แต่คือ“ระบบตรวจสอบถ่วงดุล” ของประเทศจะถูกทำลายหรือไม่

“คนมีอำนาจในประเทศนี้ จะถูกตรวจสอบหรือไม่?”

ถ้าคนที่ถูกตรวจสอบ เป็นคนเลือกคนที่มาตรวจสอบตัวเอง แล้วคนไทยจะฝากความหวังไว้กับระบบตรวจสอบของประเทศได้อย่างไร?

เมื่อผู้มีอำนาจโกง
ใช้อำนาจมิชอบ
หรือเอื้อประโยชน์เพื่อพวกพ้อง

โดยมีกลไกตรวจสอบอยู่ใต้อาณัติ
คนโกงก็จะไม่กลัวการตรวจสอบ
คนโกงก็จะยิ่งกล้าโกงมากขึ้น
คอรัปชั่นก็ยิ่งเบ่งบาน

เมื่อคอรัปชั่นเบ่งบาน คนต้องจ่ายราคา
ไม่ใช่นักการเมือง
ไม่ใช่ข้าราชการ

แต่คือ“ประชาชนทั้งประเทศ”

ตัวอย่างที่เห็นชัดในขณะนี้ก็คือ การโกงสอบท้องถิ่นระดับหมื่นล้าน แต่จับได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย ผู้มีอำนาจที่รับผลประโยชน์หมื่นล้านกลับลอยนวล
หรือไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ที่ปล้นประชาชนไปกว่า 50,000 ล้าน วันนี้ยังจับผู้มีอำนาจ
ที่เสกน้ำมันเป็นเงินสด
เข้ากระเป๋าตัวเองไม่ได้

เราต้องไม่ยอมจำนนต่อ
“อำนาจทุรชน”
ให้ครอบครองประเทศไทย
โดยจ้องแต่โกงกิน สูบเลือดสูบเนื้อคนไทย
ทำลายระบบยุติธรรม จนพังพินาศ
ทำลายระบบคุณธรรมในราชการไทย จนย่อยยับ

วันที่ 14 กันยายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ว่ากกต.
จะเลือกความถูกต้อง เที่ยงธรรม โดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด
หรือจะเลือกอุ้ม“ทุรชน” ผู้มีพระคุณ

และโปรดอย่าลืมว่าการ
“ใช้อำนาจโดยไม่สุจริต”
จะมีผลต่อตัวท่านในวันข้างหน้า
“วันนี้ท่านเป็นคนตัดสิน
แต่วันหนึ่ง…ท่านอาจจะกลายเป็นผู้ถูกตัดสิน”
ถึงวันนั้นผู้มีอำนาจ ผู้มีพระคุณ
ก็ช่วยท่านไม่ได้
เมื่อ“กรรม” และ “ความยุติธรรม” ทำงาน

#กกต
#ฮั้วสว
#การเมืองสุจริต

ไอซ์ รักชนก แฉ อบต.ราชาเทวะ จ่อดันทุรังสร้างแลนด์มาร์คใหม่พันล้าน แม้ไม่ได้รับอนุญาต

11 กันยายน 2569 เวลา 19:48 น.

ไอซ์ รักชนก แฉ อบต.ราชาเทวะ จ่อดันทุรังสร้างแลนด์มาร์คใหม่พันล้าน แม้ไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “อบต.ราชาเทวะ ส่งเข้าประกวด ไม่ได้มีแค่เสาไฟกินนารีแต่ที่นี่กำลังจะสร้าง แลนด์มาร์กแข่งใหม่ของโลก รวมทั้งหมดทุกโครงการมูลค่ากว่า 1000ล้าน ทำตลาดโดยมีตีมเป็นยุคสมัยต่างๆ อยุธยา รัตนโกสินทร์

ขอข้อมูล อบต.ราชาเทวะ ไม่ส่ง

เชิญมาร่วมประชุม อบต.ราชาเทวะ ไม่มา

ขอมาลงพื้นที่ อบต.ราชาเทวะ ไม่ให้

ขออนุญาตกรมชลประทานสร้างสิ่งปลูกสร้างลงไปในน้ำ กรมชลประทาน แจ้งเป็นหนังสือว่า ‘ไม่อนุญาต’

แต่ก็ดันทุรังสร้าง

สุดยอด”

รัฐบาลยกเครื่องประชาสัมพันธ์ ตั้งคณะกรรมการ กปช.ชุดใหม่ เริ่มประชุมนัดแรก 14 ก.ย.นี้

11 กันยายน 2569 เวลา 19:27 น.

11 กันยายน 2569 คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ ที่มีการแต่งตั้งเมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 โดยนางศุภจี กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1 ในเวลา 14.00 น.วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะมีการกำหนดทิศทางการนำเสนอข่าวสารไปยังประชาชนและสื่อมวลชน จึงเรียนให้ทราบถึงช่องทางในการติดต่อสื่อสาร ดังนี้

1. Facebook : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ – กปช.
https://www.facebook.com/prnewsTh?locale=th_TH

2. Tiktok : กปช. prnews_th
https://www.tiktok.com/@prnews_th

3. Youtube : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) @Prnews_th
https://www.youtube.com/@Prnews_th

4. X : กปช. @prnews_th
https://x.com/prnews_th

5.Instagram : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.)
https://www.instagram.com/prnews_th/

6. Threads : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) prnews_th
https://www.threads.com/@prnews_th?hl=th

ทั้งนี้ คำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ลงนามโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ

ด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตามคำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 1/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ครบวาระการดำรงตำแหน่งสองปีแล้ว ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในข้อ 5 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พ.ศ.2553 จึงแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ดังต่อไปนี้

1.นายนิติพงษ์ ห่อนาค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

2.นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3.นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4.รองศาสตราจารย์ สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5.นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6.นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2569

โปรดเกล้าฯ โผทหาร 805 ตำแหน่ง พล.อ.ศรัณย์ ปลัด กห.-พล.ร.อ.นเรศ ผบ.ทร. ผบ.ทบ.จัดทัพ 5 เสือใหม่ ขยับรบพิเศษคุมไฟใต้

11 กันยายน 2569 เวลา 18:50 น.

11 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ จํานวน 805 นาย ตั้งแต่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยมีตําแหน่งที่น่าสนใจดังนี้

สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ (ตท.26) รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น ปลัดกระทรวงกลาโหม

พลเอก อมฤต บุญสุยา (ตท.27) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม

พลเรือเอก อาภา ชพานนท์ (ตท.27) ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม

พลโท เจนวิทย์ เด็ดแก้ว (ตท.29) รองเจ้ากรมเสมียนตราเสมียน เป็น เจ้ากรมเสมียนตรา

กองบัญชาการกองทัพไทย

พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร (ตท.26) เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พลเรือเอก สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พลอากาศเอก ไวพจน์ เกิงฝาก รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว (ตท.26) รองเสนาธิการทหาร เป็น เสนาธิการทหาร

พลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (ตท.27) เป็น รองเสนาธิการทหาร

พลโท ธวัชชัย ตั้งพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารบก เป็น รองเสนาธิการทหาร

พลโท จักรพงษ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ เจ้ากรมยุทธการทหาร เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย

พลตรี ชาตรี จันทร์พิทักษ์ รองเจ้ากรมยุทธการทหาร เป็น เจ้ากรมยุทธการทหาร

พลตรี จิรายุ ศรีแกล้ว รองเจ้ากรมสารบัญทหาร เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร

กองทัพบก

พลเอกณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (ตท.26) ขึ้นเป็น รองผู้บัญชาการทหารบก

พลเอกกำชัย วงศ์ศรี ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ขึ้นเป็น ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก

พลโทนรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 (ตท.26) ขึ้นเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

พลโทสราวุธ ไชยสิทธิ์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.28) ขึ้นเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

พลโทอาวุธ พุทธอำนวย ที่ปรึกษากองทัพบก (ตท.26) ขึ้นเป็น เสนาธิการทหารบก

พลตรีชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นเป็น แม่ทัพภาคที่ 4

พลตรี สิทธิพร จุลปานะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็น แม่ทัพน้อยที่ 1

พลตรีณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นเป็น แม่ทัพน้อยที่ 2

พลตรี ณรงค์ฤทธิ ปาณิกบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 3 ขึ้นเป็น แม่ทัพน้อยที่ 3

พลตรี เฉลิมพล ขำเขียว รองแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นเป็น แม่ทัพน้อยที่ 4

ส่วนแม่ทัพภาคที่ 1 – 3 ไม่มีเปลี่ยนแปลง

กองทัพเรือ

พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล (ตท.26) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็น ผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือเอกสุวัจน์ ดอนสกุล รองเสนาธิการทหาร เป็น ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ

พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี (ตท.26) ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็น รองผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือเอก ถุงเงิน จงรักชอบ(ตท.27) ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็น ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ

พลเรือโท ทรงศักดิ์ จุมปามัญ(ตท.27) ผู้อํานวยการสํานักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกองทัพเรือ เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ

พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน(ตท.27) ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือโทอภิชาติ ทรัพย์เจริญ(ตท.28) ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ

พลเรือโท เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ(ตท.27) ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 เป็น เสนาธิการทหารเรือ

พลเรือโท ณัฐพล พรหมขุนทอง(ตท. 28 )เจ้ากรมข่าวทหารเรือ เป็น ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3

พลเรือตรี วีระชัย หลีค่า รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

พลเรือตรี ปริทรรศน์ ชาตะสิงห์ เจ้ากรมการเงินทหารเรือ เป็น ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์(ตท.28) รองเจ้ากรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ เป็น เจ้ากรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ

กองทัพอากาศ

พลอากาศเอก วชิระพล เมืองน้อย (ตท.27) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็น รองผู้บัญชาการทหารอากาศ

พลอากาศเอกระวิน ถนอมสิงห์ (ตท. 26) ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ (ผบ.คปอ.) เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ.

พลอากาศเอกอนุรักษ์ รมณารักษ์ (ตท.28) เสนาธิการทหารอากาศ เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ.

พลอากาศเอก พิชิตไชย สุรกิจพิพัฒน์ (ตท.27) หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็น ผบ.คปอ.

พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย (ตท.29) รอง เสธ.ทอ.และโฆษกกองทัพอากาศ เป็น เสธ.ทอ.

พลอากาศโท นิทัศน์ ยูประพัฒน์ (ตท.28) เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ เป็น หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา

สำหรับ พลอากาศเอก เสกสรร คันธา (ตท.26 ) ผบ.ทอ.จะเกษีณอายุราชการในเดือน ก.ย.2571

คลิกอ่านราชกิจจานุเบกษา : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/130852.pdf

ศุภจี แจงปม สนธิ พาดพิง ก.พาณิชย์ เปิดทางต่างชาติเกินไป

11 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

ศุภจี แจงปม สนธิ พาดพิง ก.พาณิชย์ เปิดทางต่างชาติเกินไป ระบุ สถานการณ์แข่งขันลงทุนเข้มข้น ไทยต้องมีกฎระเบียบคุ้มครองผลประโยชน์ประเทศ ควบคู่ให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพ ปรับกติกา 8 ธุรกิจต่างด้าว เพิ่มความคล่องตัวการลงทุนในไทย

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวหากระทรวงพาณิชย์ เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามามากเกินไปเหมือนเป็นการขายอธิปไตยทางเศรษฐกิจว่า ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่กับการเอื้อให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงพาณิชย์ จึงทบทวนกติกา การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวใน 8 ธุรกิจบริการเฉพาะทาง รวมถึงบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงในส่วนที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานกำกับเฉพาะ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของระบบภาครัฐและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ ธุรกิจดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

นางศุภจี กล่าวว่า หลักการสำคัญของการปรับกติกาครั้งนี้ คือการลดขั้นตอนการขออนุญาตในกิจการที่มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว รวมถึงกิจการที่ให้บริการเฉพาะภายในกลุ่มบริษัท หรือมีขอบเขตการให้บริการอย่างชัดเจน แม้จะเป็นการลดบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงพาณิชย์ในบางส่วน แต่ไม่ได้ยกเลิกมาตรฐาน เงื่อนไข หรือกลไกการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการปรับกติกาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน โดยจำกัดบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงพาณิชย์ในกิจการที่มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว และให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่และความเชี่ยวชาญโดยตรงเป็นผู้กำกับตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และเสริมขีดความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ

นางศุภจี กล่าวอีกว่า การปรับกติกาดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐไม่ต้องพิจารณาเรื่องเดียวกันซ้ำหลายครั้ง และสามารถจัดสรรทรัพยากรไปตรวจสอบกิจการที่มีความเสี่ยงได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจมีต้นทุนด้านเวลาและกระบวนการลดลง ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน

นางศุภจี กล่าวว่า การปรับกติกาใน 8 ธุรกิจบริการเฉพาะทาง เป็นการลดขั้นตอนเฉพาะกิจการที่มีกฎหมายและหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ไม่ใช่การผ่อนคลายการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในภาพรวม ในทางกลับกัน กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินมาตรการอีกด้านหนึ่งควบคู่กัน คือการเพิ่มความเข้มงวดต่อกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี เพื่อป้องกันไม่ให้มีการอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาประกอบธุรกิจและแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยอย่างไม่เป็นธรรม โดยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เพิ่มการตรวจสอบกิจการที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม โดยผู้ขอจดทะเบียนที่เข้าข่ายลักษณะเสี่ยงต้องแสดงหลักฐานและชี้แจงที่มาของเงินลงทุนก่อนรับจดทะเบียน ผลในเดือนสิงหาคม 2569 พบว่ามีบริษัทกลุ่มเสี่ยงยื่นจดทะเบียน 163 ราย ลดลงจาก 894 รายในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือร้อยละ 81.77 สะท้อนผลจากการยกระดับการคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง

“การกล้าปรับเปลี่ยนในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎกระทรวง แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐ จากการวัดความเข้มแข็งด้วยจำนวนขั้นตอนและอำนาจการอนุญาต ไปสู่การกำกับดูแลที่โปร่งใส รวดเร็ว ตรงจุด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว

เอกนิติ แจงนายกฯ แผนคุมดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย พร้อมตั้ง กก.ดูแลละเอียดยิบทุกชุด

11 กันยายน 2569 เวลา 17:09 น.

11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 16.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังนำ รมว.พลังงาน และเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรี ถึงความคืบหน้าการวางกรอบมาตรฐานการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย ว่า ขณะนี้ได้ข้อมูลเบื้องต้นมาแล้ว และได้มอบโจทย์ให้คณะอนุกรรมการทุกคณะไปกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ทุกอย่างต้องเสร็จภายในเดือนนี้ พร้อมระบุว่า วันนี้จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาดำเนินการ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของคณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ จะมีการพิจารณาดูทั้งระบบแบบบูรณาการ โดยเน้นความคุ้มค่าว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไร จากการลงทุนดังกล่าว ขณะที่ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะนำมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาใช้เป็นแนวทางในการกำกับดูแล

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับด้านโครงสร้างพื้นฐาน รมว.พลังงาน จะเป็นผู้ดูแลในส่วนนี้ โดยแนวทางที่ได้ดำเนินการไปแล้วส่วนหนึ่งคือการกำหนดให้ค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ต้องจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อนำผลประโยชน์ส่วนนี้ไปพิจารณาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนหากเป็นไปได้ ซึ่งตัวค่าไฟ Data Center จะต้องจ่ายแพงขึ้น ที่จะมาใช้ เพื่อจะเอาผลประโยชน์ตรงนั้น ถ้าเป็นไปได้จะมาลดให้กับหลักพลังประชาชน พร้อมทั้งระบุว่า ในขณะเดียวกันอาจมีการพิจารณาเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนในพลังงานสะอาดควบคู่กันไปด้วย

เมื่อถามถึงประเด็นทำเลที่ตั้งของ Data Center ว่าจะต้องไม่อยู่ใจกลางเมืองหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เรื่องนี้จะมีคณะอนุกรรมการอีกชุดหนึ่งดูแลโดยเฉพาะ โดยจะต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดระบบใหม่ทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมาการลงทุน Data Center ในประเทศไทยมีการตั้งอยู่หลายจุด และบางส่วนอาศัยช่องโหว่ในการดำเนินการ โดยยกตัวอย่าง Data Center ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

อนุทิน ไม่ปิดประตู กล้าธรรมร่วมรัฐบาล บอกทุกอย่างเป็นไปได้หมด ย้ำสัมพันธ์เพื่อนซี้ 10 ปี ธรรมนัส ชี้เสถียรภาพ รบ.ยังแข็ง ไม่คิดปรับ ครม.ช่วงนี้

11 กันยายน 2569 เวลา 16:45 น.

11 กันยายน 2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคกล้าธรรมโหวตสนับสนุนงบประมาณปี 70 ให้รัฐบาล มีนัยทางการเมืองหรือการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งหน้าหรือไม่ ว่า เดี๋ยวขอตนไปพูดคุยกับหัวหน้าพรรคกล้าธรรมก่อน ยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่าน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม บอกว่ากับนายอนุทินยังเป็นเพื่อนซี้กันเหมือนเดิม นายอนุทิน กล่าวว่า “เอ้า ตั้งกี่สิบปีแล้วล่ะ ถ้าเทียบรุ่น ก็รุ่นเดียวกัน”

เมื่อถามว่า เสถียรภาพของรัฐบาลตอนนี้ จำเป็นต้องเติมพรรคอื่นเข้ามาหรือไม่ นายกฯตอบว่า ทุกวันนี้และวันนี้เราเป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง

เมื่อถามย้ำว่า พูดได้ชัดเลยใช่หรือไม่ ว่า ไม่จำเป็นต้องเติม นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องทำทุกอย่างให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง จะได้ผลักดันนโยบาย และการดำเนินการต่างๆ ได้ รัฐบาลก็ต้องมีความเข้มแข็ง เพื่อที่จะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย และสร้างความมั่นใจให้กับรัฐมนตรีในการทำงาน

เมื่อถามต่อว่า แข็งแล้วอยากแข็งเพิ่มอีกหรือไม่ หมายถึงการเติมพรรคการเมือง เพิ่มอีก นายกฯ หัวเราะ ก่อนตอบว่า “ก็ยังแข็งอยู่” เมื่อซักว่า ถามตรงๆ ว่าพรรคกล้าธรรมมีโอกาสร่วมรัฐบาลใน 4 ปีนี้หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “การเมืองมันไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส” ถามต่อว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรี โดยมีพรรคกล้าธรรม เข้ามาร่วมด้วย นายกฯ ตอบว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด”

ถามอีกว่า ตอนนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ผมว่าสัญญาณที่ดี ในความที่พี่น้องประชาชน จะได้เห็นรัฐบาลของเขา รัฐบาลของพี่น้องประชาชน มีความมั่นคงมีเสถียรภาพ มีความแข็งแกร่ง คนต่างชาติหรือคนที่จะทำธุรกรรมต่างๆ ในประเทศไทย ก็จะได้มีความมั่นใจ นโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ว่าจะได้รับการตอบสนองและได้รับการผลักดัน” ถามต่ออีกว่า ยังยืนยันว่าช่วงเวลานี้ยังไม่ปรับ ครม.ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ตอนนี้ยัง”

อนุทิน ไม่เบื่อ ถูกโจมตีปมฮั้ว สว. บอกเป็นสิทธิ ไม่พร้อมรับมติ กกต. เพราะไม่เกี่ยว พลิ้วไม่กลัวกับดัก เพราะชำนาญเก็บกู้ทุ่นระเบิด

11 กันยายน 2569 เวลา 16:32 น.

11 กันยายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศนอร์เวย์ ได้ติดตามการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ บ้างหรือไม่ เพราะเห็นมีการคอมเมนต์โพสต์ของ สส.ว่า เนื่องจากเวลาเหลื่อมล้ำกัน ตนก็ต้องติดตามสอบถามเวลา เรารับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายไม่ใช่เฉพาะฝ่ายรัฐบาล ยิ่งฝ่ายค้านเราก็ต้องยิ่งรับฟังว่าเขามีข้อแนะนำข้อเสนอแนะอะไร ตนพูดมาโดยตลอด ตัวตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศกับประชาชนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ในการพิจารณางบ ฝ่ายค้านยังหยิบเรื่องฮั้ว สว.มาโจมตี รู้สึกเบื่อหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นสิทธิของ สส. เป็นสิทธิของประชาชน คนที่ทำคดีพวกนี้ก็ดำเนินการ ตรงนั้นเราไปก้าวล่วงก้าวก่ายไม่ได้ ใครอยากพูดอะไรก็เป็นสิทธิ จะใช้เวทีหรือโอกาสต่างๆ

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพูดมาตลอดว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องฮั้ว สว. มั่นใจใช่หรือไม่ว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้สะดุดทางการเมือง นายอนุทิน ตอบว่า ตนเป็นนายกฯ ครบปีมาวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกฯ ตนทำงานอย่างเต็มที่ และได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะข้าราชการประจำที่ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลสมัยอนุทิน 1 ก็นโยบาย ควิก บิ๊ก วิน ก็ได้รับการตอบสนอง พอมาเป็นอนุทิน 2 ได้รับการเลือกตั้งได้ สส. 190 กว่าที่นั่ง เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ตอนลงมติรับรองร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 70 ก็ได้รับมติเห็นชอบด้วยกับร่างงบประมาณปี 70 ท่วมท้น 338 เสียง ต่อ 140 เสียง ตั้งแต่ทำงานก็ไม่มีอะไรที่สะดุด เพราะเราได้รับความร่วมมือและทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อประเทศ ก็ไม่เคยรู้สึกว่าสะดุดหรือมีอุปสรรคใดๆ ในการทำงานของตนในฐานะนายกฯ และการขับเคลื่อนรัฐบาล

เมื่อถามว่า วันที่ 14 ก.ย.จะติดตามการพิจารณาประเด็นฮั้ว สว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันที่ 14 ก.ย.ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นรัฐมนตรีเกียรติยศติดตามการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามว่า ผลออกมาอย่างไรก็พร้อมรับใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ผมไม่พร้อมอะไรทั้งนั้น เพราะว่าผมไม่เกี่ยว ไม่ได้มีความกังวลใดๆ ตัวบุคคลไม่สำคัญเท่ารัฐบาล รัฐบาลชุดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องที่ไม่ใช่นโยบาย เรื่องผิดกฎหมาย เรื่องขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลของนายอนุทินไม่ทำ”

เมื่อถามว่า มองสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้อย่างไร เพราะมีระเบิดวางไว้หลายลูกที่จะตรวจสอบรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ชำนาญการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เราทำหน้าที่ภายใต้สัญญาระหว่างประเทศ ว่าเราจะต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิดไม่ให้อันตรายต่อพี่น้องทหารหาญของเรา เมื่อถามย้ำว่า ระเบิดทางการเมืองไม่หวั่นใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคย ตนหวั่นระเบิดที่จะทำให้ทหารหาญ หรือประชาชนของเราต้องสูญเสีย

อนุทิน ถอนหายใจ ชาวเน็ตแซว ห้อยเหรียญเหนือดวง เผย ปปง.-ตร.-ร่วมสอบเส้นเงิน เหตุเข้าข่ายยักยอก-หลอกหลวงปชช.

11 กันยายน 2569 เวลา 16:31 น.

อนุทิน ถอนหายใจ ชาวเน็ตแซว ห้อยเหรียญเหนือดวง สมีโชติ บอก มันเวิร์คนะเอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายออกไป เผย ปปง. – ตร. ร่วมกันสอบเส้นเงิน เหตุเข้าข่ายยักยอก-หลอกลวงปชช.

เมื่อเวลา 14.54น. วันที่ 11 ก.ย. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชาวเน็ตแห่แซวภาพนายกรัฐมนตรีที่เคยใส่เหรียญเหนือดวง หลังอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ถูกจับปมเสพเมถุน และฟอกเงิน โดยนายกฯ ถอนหายใจ ก่อนจะตอบกลับว่า “แต่มันก็เวิร์คนะ ถ้าคนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ เราก็เชื่อในสิ่งที่ดี เวลาพระปลุกเสกวัตถุมงคลต้องใช้บรรดาเกจิเป็นคณะ ไม่ใช่รูปใดรูปหนึ่ง“ ก่อนนายกฯกล่าวยืนยันว่า ”ของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายออกไป ถ้าเรามีจิตใจที่สุจริต มีจิตใจที่ดีก็จะไม่มีสิ่งชั่วร้ายอยู่ในตัวเรา”

เมื่อถามว่าที่หลายคนมองว่าเรื่องนี้ใหญ่มากถึงขั้นมีการโยงถึงการฟอกเงินนั้น นายกฯกล่าวว่า จากที่เห็นเส้นเงินต่างๆ งานนี้ ปปง. และตำรวจต้องเข้าไปร่วมงานกัน เพราะเข้าข่ายในเรื่องของการยักยอกทรัพย์ หรือมีเรื่องการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ แต่ผิดกฎหมายแน่นอน

เมื่อถามต่อว่าจะตรวจสอบถึงวัดอื่นๆ ด้วยหรือไม่ เพราะมีเงินบริจาคเข้ามาที่วัดเป็นจำนวนมากเช่นกัน นายกฯ กล่าวว่า น่าจะมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ภายหลังการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวยังถามว่าวันนี้นายกฯห้อยพระมากี่องค์ โดยนายกฯได้จับไปที่หน้าอก ก่อนกล่าวว่า “หลายองค์”