ญี่ปุ่นจ่อติดตั้ง ระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่เรือ ที่เกาะทางตะวันออกสุด

ญี่ปุ่นจ่อติดตั้ง ระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่เรือ ที่เกาะทางตะวันออกสุด

24 มี.ค. 2569 23:33 น.

ญี่ปุ่นจ่อติดตั้ง ระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่เรือ ที่เกาะทางตะวันออกสุด

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้งระบบขีปนาวุธประเภทยิงจากภาคพื้นสู่เรือ บนเกาะทางตะวันออกสุดของประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งแรก เพื่อยกระดับการป้องกันประเทศ

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นได้รับรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นมีแผนที่จะติดตั้งระบบขีปนาวุธประเภทยิงจากภาคพื้นสู่เรือ ที่เกาะมินามิโตริชิมะ (Minamitorishima) ในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งแรก โดยจะติดตั้งอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายนปีนี้

ทางกระทรวงฯ วางแผนที่จะสร้างลานยิงสำหรับระบบขีปนาวุธ Type-12 ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกบนเกาะมินามิโตริชิมะ โดยมีกำหนดเริ่มการฝึกซ้อมยิงในปีงบประมาณ 2570 หรือหลังจากนั้น

ขีปนาวุธเหล่านี้มีระยะยิงไกลกว่า 100 กิโลเมตร โดยการประจำการจะประกอบด้วย เครื่องยิงขีปนาวุธ, โดรนขนาดกลางสำหรับระบุพิกัดเป้าหมาย และระบบสำหรับรวบรวมและวิเคราะห์คลื่นวิทยุที่ปล่อยออกมาจากเรือ

อย่างไรก็ตาม ตัวลูกขีปนาวุธจริงจะยังไม่ถูกนำไปยังเกาะในขณะนี้ โดยทางกระทรวงฯ วางแผนที่จะใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพื่อทดสอบและยืนยันว่าระบบขีปนาวุธจะสามารถทำงานได้ตามปกติบนเกาะหรือไม่

ทั้งนี้ เกาะมินามิโตริชิมะตั้งอยู่ห่างจากเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่นไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 2,000 กิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะโอกาซาวาระของกรุงโตเกียว บนเกาะมีเพียงเจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลและเจ้าหน้าที่จากกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประจำการอยู่ ไม่มีผู้อยู่อาศัยถาวร

ท่าทีล่าสุดของญี่ปุ่นเกิดขึ้นในขณะที่ แดนอาทิตย์อุทัยยกระดับการป้องกันประเทศทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือจีนสองลำเดินเรือเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกพร้อมกันเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

24 มี.ค. 2569 22:43 น.

เลบานอนไล่เอกอัครราชทูตอิหร่าน ชี้ละเมิดพันธกรณีทางการทูต

เลบานอนสั่งขับเอกอัครราชทูตอิหร่านออกจากประเทศ ฐานละเมิดพันธกรณีทางการทูต โดยย้ำว่านี่ไม่ใช่การตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลเตหะรานแต่อย่างใด

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของเลบานอนยืนยันว่า ได้ทำการเพิกถอนการรับรองสถานะของเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำเลบานอน ฐานละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติและพันธกรณีทางการทูต โดยขีดเส้นตายให้เดินทางออกนอกประเทศภายในวันอาทิตย์นี้

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X นายยูสเซฟ ราจจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเลบานอน ระบุว่า

“ในวันนี้ ข้าพเจ้าได้สั่งการให้เลขาธิการกระทรวงการต่างประเทศและผู้พำนักในต่างแดน เรียกตัวอุปทูตอิหร่านประจำเลบานอนเข้าพบ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการตัดสินใจเพิกถอนการอนุมัติรับรองวิทยฐานะของ นายโมฮัมหมัด เรซา เชบานี เอกอัครราชทูตอิหร่านที่ได้รับการแต่งตั้ง และประกาศให้เขาเป็น ‘บุคคลที่ไม่พึงปรารถนา’ (persona non grata) ซึ่งส่งผลให้เขาต้องเดินทางออกไปจากดินแดนของเลบานอนภายในวันที่ 29 มีนาคม 2026”

การดำเนินการในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เลบานอนพยายามใช้มาตรการต่างๆ เพื่อลดความตึงเครียดกับอิสราเอล ทั้งการสั่งห้ามการทำกิจกรรมของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และการกำหนดให้ผู้อพยพชาวอิหร่านต้องขอวีซ่าก่อนเข้าประเทศ

ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศของเลบานอนได้ยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน โดยระบุผ่านโพสต์บน X ว่า “มาตรการนี้เป็นการดำเนินการต่อตัวเอกอัครราชทูต เนื่องจากละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติและพันธกรณีทางการทูตในฐานะทูตที่ได้รับแต่งตั้งมาประจำเลบานอน”

“เอกอัครราชทูตเชบานีได้ให้ถ้อยแถลงที่เข้าข่ายแทรกแซงการเมืองภายในของเลบานอน และวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาล” แถลงการณ์ระบุเสริม “นอกจากนี้ เขายังได้จัดการประชุมกับกลุ่มองค์กรที่ไม่เป็นทางการในเลบานอนโดยไม่มีการปรึกษาหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ”

ทางด้านนาย กีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ได้แสดงท่าทีตอบรับในเชิงบวกต่อข่าวนี้ โดยเขาระบุผ่าน X ว่า “นี่คือขั้นตอนที่สมควรและจำเป็นในการตอบโต้รัฐที่ต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดอธิปไตยของเลบานอน” ก่อนจะเรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอน “ดำเนินมาตรการที่จริงจังและเป็นรูปธรรมต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์”

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งอิหร่านก็สั่งขับเอกอัครราชทูตเลบานอนออกจากประเทศแล้วเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

24 มี.ค. 2569 21:41 น.

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน 1 ปี รับมือความเสี่ยงจากสงคราม

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานนาน 1 ปี เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่กำลังทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลในเรื่องต่างๆ แล้ว

เมื่อ 24 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และรับมือกับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “อันตรายที่ใกล้เข้ามา” ต่อความมั่นคงในการจัดหาพลังงานของประเทศ

ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่เผยแพร่ต่อสื่อมวลชน นายมาร์กอส ระบุว่า ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อดูแลให้การเคลื่อนย้าย การจัดหา การกระจายสินค้า และการจัดสรรเชื้อเพลิง อาหาร ยา ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมถึงสินค้าจำเป็นอื่นๆ เป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย

ผู้นำฟิลิปปินส์ระบุอีกว่า ความขัดแย้งดังกล่าวได้สร้างความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานโลก เกิดการหยุดชะงักอย่างรุนแรงของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความผันผวนอย่างมากและแรงกดดันที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น “ซึ่งถือเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ”

“การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติจะช่วยให้รัฐบาล… สามารถดำเนินมาตรการที่ตอบสนองและประสานงานกันภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดจากการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานทั่วโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ”

อนึ่ง ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปี โดยจะให้อำนาจรัฐบาลในการจัดซื้อเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีอุปทานที่เพียงพอและทันท่วงที และหากจำเป็น รัฐบาลสามารถจ่ายเงินค่าสัญญาบางส่วนล่วงหน้าได้

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร นางชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของฟิลิปปินส์ กล่าวในการแถลงข่าวว่า ปัจจุบันประเทศมีปริมาณเชื้อเพลิงสำรองสำหรับใช้งานได้ประมาณ 45 วัน เมื่อคำนวณจากระดับการบริโภคในปัจจุบัน

เธอกล่าวเสริมว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการจัดซื้อน้ำมันจำนวน 1 ล้านบาร์เรลจากประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างคลังน้ำมันสำรอง อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าจะเกิดความไม่แน่นอนในการสั่งซื้อรอบถัดไป

แต่การประกาศภาวะฉุกเฉินนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และข้ามขั้นตอนปกติบางประการในการรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและทำให้ตลาดโลกปั่นป่วน

นอกจากนี้ นายมาร์กอสยังได้สั่งการให้กระทรวงการคลังประสานงานกับธนาคารกลางฟิลิปปินส์ เพื่อเฝ้าติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่อค่าเงินเปโซและเงินโอนจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงความเสี่ยงที่ค่าเงินเปโซจะอ่อนค่าลงด้วย

ทั้งนี้ ก่อนที่รัฐบาลจะออกคำสั่งฝ่ายบริหาร บรรดาสมาชิกวุฒิสภาออกมาวิพากษ์วิจารณ์คณะทำงานว่า ขาดการตอบสนองที่เป็นเอกภาพและประสานงานกันในการรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจเตือนว่า อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงในระดับที่ไม่เคยเห็นมานานหลายปี และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ใช้แรงงานในภาคขนส่ง ผู้ใช้บริการรถสาธารณะ และกลุ่มผู้บริโภค กำลังวางแผนที่จะประท้วงหยุดงานเป็นเวลาสองวันเริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ เพื่อคัดค้านการขึ้นราคาน้ำมัน โดยกล่าวหาว่าเป็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลมาร์กอส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สวก.ส่องเกษตรต้นแบบ! ชู ‘นวัตกรรม-ภูมิปัญญา’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทย

สวก.ส่องเกษตรต้นแบบ! ชู 'นวัตกรรม-ภูมิปัญญา' กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทย

สวก.ส่องเกษตรต้นแบบ! ชู ‘นวัตกรรม-ภูมิปัญญา’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทย

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.05 น.

สวก. ปั้นผู้นำ วกส. 7 ลงพื้นที่ศึกษาดูงานธุรกิจเกษตรต้นแบบ-โครงการพระราชดำริ ชู ‘นวัตกรรม-ภูมิปัญญา’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเกษตรไทยยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (ARDA) เดินหน้าขับเคลื่อนหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 จัดกิจกรรมศึกษาดูงานและสร้างสายสัมพันธ์ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม 2569 เพื่อเปิดวิสัยทัศน์การบริหารจัดการธุรกิจเกษตรสมัยใหม่และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การศึกษาดูงานเริ่มต้นที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยคณะผู้เข้าอบรมนำโดย นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA และ ดร.ศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการ ARDA ได้เข้าเยี่ยมชม บริษัทอุตสาหกรรมทวีวงษ์ จำกัด โดยมีผู้บริหารร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารจัดการระบบการผลิตที่ทันสมัย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เช่น น้ำกะทิและปูอัด ซึ่งถือเป็นโมเดลสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย

ในวันที่ 21 มีนาคม คณะได้ร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ ณ โรงแรม ณ ทรีธารา ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จ.สมุทรสงคราม โดยมีการชี้แจงแนวทางการทำงานกลุ่มเพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำที่เข้มแข็ง พร้อมรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง “การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงนโยบาย” โดย ดร.ประวีณา อินทร์ยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบุคลากรวิจัย เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้บริหารสามารถคิดเชิงกลยุทธ์และผลักดันนโยบายเกษตรที่จับต้องได้จริง

ปิดท้ายภารกิจในวันที่ 22 มีนาคม คณะ วกส. 7 ได้ลงพื้นที่ โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ เพื่อเรียนรู้แนวคิดการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ โดยร่วมชมกระบวนการผลิตน้ำตาลมะพร้าวแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นต้นแบบของการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ควบคู่กับการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

กิจกรรมตลอด 3 วันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตร แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริหารจากหลากหลายองค์กร เพื่อร่วมกันเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกต่อไป

////-026

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศ Geant4-DNA International Tutorial เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศ Geant4-DNA International Tutorial เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศ Geant4-DNA International Tutorial เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกอบรม Geant4-DNA Tutorial โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะด้านการจำลองมอนติคาร์โลในงานฟิสิกส์การแพทย์ ตลอดจนเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือสำหรับอาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เธียรสิน เลี่ยมสุวรรณ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษาและประธานหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สาขาฟิสิกส์การแพทย์และวิศวกรรมการแพทย์ (หลักสูตรนานาชาติ) คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน เปิดโครงการฯ พร้อมด้วยวิทยาการที่มีความเชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประกอบด้วย

  • Asst. Prof. Konstantinos Chatzipapas, TU Delft, The Netherlands
  • Dr. Sebastien Incerti, CNRS, France
  • Dr. Le Tuan Anh, Hanoi U., Vietnam
  • Dr. Dousatsu Sakata, AIST, Japan และ
  • Dr. Ngoc Hoang Tran, CNRS, France

เมื่อวันที่ 18 – 20 มีนาคม 2569 ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร  

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เธียรสิน เลี่ยมสุวรรณ กล่าวว่า “Geant4-DNA เป็นส่วนขยายของโปรแกรมจำลองแบบ General purpose particle-matter Monte Carlo simulation toolkit ใช้จำลองการเกิดอันตรกิริยาของรังสีในระดับดีเอ็นเอ ทั้งนี้ การพัฒนา Geant4-DNA มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ภายใต้ความร่วมมือของเครือข่ายนานาชาติ เช่น European Space Agency (ESA) National Institute of Nuclear and Particle Physics of the National Centre for Scientific Research (CNRS) ประเทศฝรั่งเศส และ Osaka University เป็นต้น โดย ในปี  พ.ศ. 2569 กลุ่มความร่วมมือ Geant-DNA มีความสนใจที่จะจัดฝึกอบรมการใช้งานโปรแกรมจำลอง Geant4-DNA สำหรับผู้ใช้งานใหม่ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาทำความเข้าใจหลักการใช้งานเพื่อนำไปใช้ในงานวิจัยของตน รวมทั้งเพื่อเป็นพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้อง”

ในการนี้ กลุ่มวิจัยด้านฟิสิกส์การแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีการศึกษาวิจัยและใช้งานโปรแกรมจำลองมอนติคาร์โลมาโดยตลอด จึงได้รับความไว้วางใจเป็นเจ้าภาพในการจัดการฝึกอบรม Geant4-DNA Tutorial ซึ่งเคยจัดมาแล้วมากกว่า 15 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศ เพื่ออบรม Geant4-DNA Tutorial เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เป็นการบริการวิชาการด้านฟิสิกส์การแพทย์ให้แก่อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ด้านการใช้งานโปรแกรมจำลอง รวมทั้งเป็นพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยกับกลุ่ม Geant4-DNA และกลุ่มวิจัยอื่น ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับองค์กรระดับโลก ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการนำองค์ความรู้ไปใช้ในการวางแผนระบบสาธารณสุขของประเทศไทยต่อไป

เผยโฉม 77 ชุดประจำจังหวัดลุ้นที่สุด ‘ชุดประจำชาติ’ มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026

เผยโฉม 77 ชุดประจำจังหวัดลุ้นที่สุด ‘ชุดประจำชาติ’ มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026

เผยโฉม 77 ชุดประจำจังหวัดลุ้นที่สุด ‘ชุดประจำชาติ’ มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

We Are GRAND The1 and Only!! เวทีเดียวที่ให้โอกาสดีไซเนอร์หัวใจไทย ได้โชว์ศักยภาพในการสร้างสรรค์ชุดประจำจังหวัด เพื่อร่วมชิงชัยได้เป็นที่สุดแห่ง “ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม (Best National Costume)” บนเวทีการประกวด “มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 : Grand Evolution”  ลุ้นพร้อมกันวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทาง YouTube Chanel : Grand TV

มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 เปิดเวทีให้สาวงามทั้ง 77 จังหวัด ได้อวดโฉมความงดงามอลังการของชุดประจำจังหวัด  ซึ่ง PD หรือ ผู้อำนวยการกองประกวดประจำจังหวัด ต่างทุ่มงบจัดเต็ม เพราะนี่คือศักดิ์ศรีของจังหวัดที่ตัวเองถือลิขสิทธิ์ โดยมีทีมงานนับร้อยชีวิตเนรมิตผู้เข้าประกวด ช่วยแต่งองค์ทรงเครื่องชุดที่สร้างสรรค์จากแนวคิดและแรงบันดาลใจแบบจัดเต็ม  ไม่ว่าจะเป็นชุดแห่งความเชื่อ ชุดแห่งศรัทธา ชุดอาหารก็มี ชุดสัตว์เลี้ยง ชุดสัตว์โลก  ผลไม้ชื่อดัง  ชุดใหญ่ยักษ์อลังการลากกันไปโปรยยิ้มกันไปอย่างสนุกสนาน 

มิสแกรนด์ชลบุรี

มิสแกรนด์ชุมพร

มิสแกรนด์นราธิวาส

ชุดประจำจังหวัดของดีไซน์เนอร์ สาวงามคนใดจะได้ครองตำแหน่ง “ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม” รวมถึงโอกาสได้สวมใส่บนเวทีการประกวด มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2026 ที่ ประเทศอินเดีย ลุ้นพร้อมกันวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทาง YouTube Chanel : Grand TV

มิสแกรนด์พิษณุโลก

มิสแกรนด์เพชรบุรี

มิสแกรนด์ภูเก็ต

มิสแกรนด์สมุทรสงคราม

สำหรับผู้ชนะเลิศ “ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม” จะได้รับเงินรางวัล 100,000บาท พร้อมโทรฟี่เกียรติยศ รองชนะเลิศ 4 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท  สนับสนุนรางวัลโดย HYA BOOSTER SERUM & VIT C BIO FACE SERUM

สมุทรปราการ เมืองผ่านที่นักเดินทางควรหยุดฟัง ก่อนออกสู่เส้นทาง Eat the East

สมุทรปราการ เมืองผ่านที่นักเดินทางควรหยุดฟัง ก่อนออกสู่เส้นทาง Eat the East

สมุทรปราการ เมืองผ่านที่นักเดินทางควรหยุดฟัง ก่อนออกสู่เส้นทาง Eat the East

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

            เช้าวันหยุดในบางกระเจ้า นักปั่นจักรยานค่อย ๆ เคลื่อนผ่านสะพานไม้เล็ก ๆ ที่ตัดผ่านสวนผลไม้และคลองสายเล็ก เสียงลมพัดผ่านใบไม้และกลิ่นดินหลังฝนตกทำให้บรรยากาศเงียบสงบจนยากจะเชื่อว่าพื้นที่สีเขียวแห่งนี้อยู่ห่างจากใจกลางกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่กิโลเมตร

            สำหรับนักเดินทางจำนวนมาก สมุทรปราการอาจเป็นเพียง “เมืองผ่าน” จุดเริ่มต้นของถนนที่มุ่งสู่ภาคตะวันออก เมืองของท่าเรือ อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตของมหานคร แต่หากมองผ่านมุมของการเดินทางที่ช้าลง เมืองแห่งนี้กลับเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้เดินทางได้ ปรับจังหวะของตัวเอง ก่อนการเดินทางจริงจะเริ่มต้น

            แนวคิดนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของแคมเปญ “Eat the East” ที่เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเครือข่าย Thailand Gastronomy Network (TGN) นำเสนอเส้นทางการเดินทางผ่านรสชาติอาหารของภาคตะวันออก โดยเริ่มต้นจากจังหวัดสมุทรปราการ เมืองประตูที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับชายฝั่งทะเลตะวันออก

เมืองปากแม่น้ำที่เชื่อมผู้คน การค้า และอาหาร

            ภูมิศาสตร์บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้สมุทรปราการเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออกมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านการค้า การคมนาคม และวัฒนธรรมอาหาร ปัจจุบันจังหวัดสมุทรปราการมีประชากรประมาณ 1.36 ล้านคน และเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

            ท่ามกลางการขยายตัวของเมืองใหญ่ พื้นที่บางกระเจ้ายังคงรักษาพื้นที่สีเขียวและชุมชนเกษตรไว้ได้อย่างโดดเด่น จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ปอดของกรุงเทพฯ” ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถหลบออกจากความเร่งรีบของเมืองใหญ่ได้เพียงไม่กี่นาที

รสชาติของชุมชนที่ค่อย ๆ ปรับจังหวะการเดินทาง

            วัฒนธรรมอาหารของบางกระเจ้าสะท้อนวิถีชีวิตที่ยังเชื่อมโยงกับพื้นที่ ผักจากสวน ขนมพื้นบ้าน และอาหารครัวเรือนที่พบได้ในตลาดชุมชนอย่าง ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง นักเดินทางจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นวันด้วยการปั่นจักรยานผ่านสวนมะม่วง สวนกล้วย และสวนมะพร้าว ก่อนแวะชิมอาหารพื้นบ้านที่ตลาด ซึ่งอาจเป็นข้าวแกงสูตรครอบครัว ขนมไทยโบราณ หรือเครื่องดื่มสมุนไพรจากวัตถุดิบในพื้นที่

            ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้บางกระเจ้ากลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้เดินทาง ค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะจากมหานครสู่การเดินทางที่ลึกขึ้น ก่อนออกเดินทางต่อไปยังชายฝั่งทะเลของชลบุรี ระยอง หรือจังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออก

การเดินทางที่เริ่มจากรสชาติ

            ข้อมูลจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของสมาชิกเคทีซีพบว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวแบบ one-day trip หรือ short escape ใกล้กรุงเทพฯ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางที่ผสมผสานธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารท้องถิ่นไว้ด้วยกัน

การเดินทางในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่เป็นการเปิดประสบการณ์ระหว่างทาง โดยเฉพาะการเดินทางผ่านอาหารท้องถิ่นซึ่งสะท้อนตัวตนและวัฒนธรรมของพื้นที่” นางสาว วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวถึงที่มาของแคมเปญ Eat the East ที่มุ่งนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงร้านอาหาร ตลาดชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวใน 9 จังหวัดภาคตะวันออก เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตที่แท้จริง

สอดคล้องกับมุมมองของ ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network (TGN) ที่กล่าวเสริมว่า Eat the East ไม่ได้เริ่มจากการขายสถานที่ แต่เริ่มจากการชวนทุกคนมาเป็น ‘นักเล่าวัฒนธรรมอาหาร’ เพราะเมื่อรสชาติกลายเป็นเหตุผลหลักของการเดินทาง เมืองต่าง ๆ ก็จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เราจึงไม่ได้ชวนแค่ให้มารีวิวร้าน แต่ชวนให้ออกไปสัมผัสรสชาติที่ชอบในแบบฉบับของตัวเอง”

สำหรับเส้นทางที่นำเสนอจะครอบคลุม 9 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ร้อยเรียงทั้งรสชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของพื้นถิ่นเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

            สำหรับนักเดินทางที่กำลังมองหาเส้นทางใหม่ บางกระเจ้าอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะความใกล้กรุงเทพฯ แต่เพราะพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ช่วยให้ผู้คนได้หยุดพัก สูดลมหายใจลึก ๆ และปล่อยให้รสชาติของอาหารท้องถิ่นค่อย ๆ นำทางการเดินทางต่อไป

            เพราะบางครั้ง การเดินทางที่ดีที่สุด อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการไปให้ไกลที่สุด แต่อาจเริ่มต้นจากการ หยุดฟังเมืองที่เราเคยมองว่าเป็นเพียงเมืองผ่าน

สัมผัสเสน่ห์แห่งงานหัตถศิลป์ไทยผ่านกิจกรรม Work Shop

สัมผัสเสน่ห์แห่งงานหัตถศิลป์ไทยผ่านกิจกรรม Work Shop

สัมผัสเสน่ห์แห่งงานหัตถศิลป์ไทยผ่านกิจกรรม Work Shop

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.53 น.

ชวนร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งงานหัตถศิลป์ไทยผ่านกิจกรรม Work Shop ภายในงาน สานศิลป์ ๑๐ แผ่นดิน เทิดพระเกียรติพระพันปีหลวงพบกับหลากหลายกิจกรรม อาทิ แกะสลักผักสดพื้นฐานสำหรับชุดน้ำพริก,ฟั่นเทียน,ถุงหอมบุหงารำไป,เครื่องแขวนไทย,งานประคบทองบนกระเป๋าผ้า,มาลัยตุ้มและมาลัยห่วงรัก,แป้งพวง,แป้งร่ำ โดยกิจกรรม Work Shop จะมีขึ้นในวันที่  ๒๖-๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙ พิเศษ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๙ (จองล่วงหน้า)วิจิตรพิศมัย แต่งไทยไปทำขนมวงเดือนดารา ขนมนามพระราชทานมาร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และเพลิดเพลินกับความเสน่ห์ของภูมิปัญญาไทยไปด้วยกันในบรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งศิลป์ไทย

#สานศิลป์๑๐แผ่นดิน #สานศิลป์๑๐แผ่นดินเทิดพระเกียรติพระพันปีหลวง

#อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย #Workshop #BonMarcheMarketPark

#บองมาร์เช่ #บองมาร์เช่มาร์เก็ตพาร์ค

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

          ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีนกน้อยที่มีขนสีน้ำตาลอ่อนและเสียงร้องไพเราะ แม้จะตัวเล็ก แต่มีใจกล้าหาญและใจดี

          วันหนึ่ง ขณะที่นกน้อยกำลังหาอาหารอยู่ตามปกติ มันก็พบเมล็ดข้าวเปลือกกองหนึ่งแวววาวระยิบระยับราวกับมีแสงทอง เมล็ดข้าวนี้ไม่เหมือนเมล็ดธรรมดา เพราะเมื่อนกน้อยจิกกิน มันก็รู้สึกอิ่มท้องอย่างมหัศจรรย์ และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น เมล็ดข้าวเม็ดนั้นได้งอกออกมาเป็นต้นข้าวทันทีที่ตกลงบนพื้นดิน และให้ผลเป็นเมล็ดข้าวอีกมากมาย

          นกน้อยดีใจมาก แต่ไม่ได้คิดเก็บสมบัติไว้ตามลำพัง เขานึกถึงเพื่อนๆ ในป่าที่บางครั้งก็หาอาหารยาก จึงบินไปบอกกระรอกน้อย กระต่ายป่า กวาง และสัตว์ทั้งป่า

         “มาเถอะเพื่อนๆ ฉันพบข้าวเปลือกวิเศษที่เราสามารถปลูกและแบ่งปันกันได้” นกน้อยร้องเรียกด้วยความดีใจ

          สัตว์ป่าทุกตัวช่วยกันปลูกและดูแลต้นข้าววิเศษ ไม่นานนัก ป่าแห่งนี้กลายเป็นท้องทุ่งข้าวอุดมสมบูรณ์ สัตว์ทุกตัวมีอาหารเพียงพอ ไม่มีใครหิวโหยอีกต่อไป

          เพราะความใจดีและความเอื้อเฟื้อของนกน้อย สัตว์ทั้งป่าจึงยกย่องให้เป็น “ราชานกผู้ใจกว้าง” ไม่ใช่เพราะมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่เพราะมีหัวใจที่พร้อมแบ่งปันและทำให้ทุกชีวิตมีความสุขไปด้วยกัน

          การกระทำของนกน้อย เป็นการทำความดีโดยการแบ่งปันไปให้ผู้อื่น ซึ่งตรงกับปัตติทานมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ และ กฎลูกเสือข้อ 6  ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์

          เรียบเรียงจากนิทานเปอร์เชียโบราณ อายุ 700 ปี ของ รูมิ เรื่อง ข้าววิเศษ The Magic Grain of Rice

    เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

 This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

LIFE & HEALTH : เรียนรู้ความลับของการมีอายุยืนยาว

LIFE & HEALTH : เรียนรู้ความลับของการมีอายุยืนยาว

LIFE & HEALTH : เรียนรู้ความลับของการมีอายุยืนยาว

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วิถีชีวิตของมนุษย์นั้นต้องอาศัยธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเราเป็นหลัก  การจะมีสุขภาพดีปราศจากโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการแก่ชราก่อนวัยรวมทั้งมีกำลังวังชาที่จะดูแลตัวเองได้จนกว่าถึงวันที่จะจากโลกไปได้นั้นจึงเป็นที่ต้องการของปุถุชนคนทั่วไป

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า มีการสำรวจและทำแผนที่บริเวณที่คนเรามีสุขภาพดีและอายุยืนเมื่อเทียบกับบริเวณอื่นๆของโลกมาแล้วหลายครั้ง ที่นิยมกล่าวอ้างกันนั้นครั้งแรกได้รับการตีพิมพ์โดยนิตยสารแนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกเมื่อ 20 ปีมาแล้วว่ามีสถานที่ 4 แห่งที่คนที่อยู่อาศัยมีอายุยืนยาวและไม่ค่อยป่วยเป็นโรคได้แก่  เกาะโอกินาวาที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิค  หุบเขาอัลไตที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลซินเกียงประเทศจีน  เกาะครีตในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และหุบเขานาปาในรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

ต่อมามีการสำรวจโดยทีมงานที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์เพื่อหาข้อมูลเชื่อมโยงที่จะสามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีหลักการและเหตุผลอะไรที่ทำให้คนเราอายุยืนอยู่ในธรรมชาติ  และตีพิมพ์สถานที่ 5 แห่งที่คนที่อยู่อาศัยมีอายุที่ยืนยาวและไม่ค่อยป่วยเป็นโรคร้ายแรง ได้แก่  หมู่บ้านปาหม่าในมณฑลกว่างซี หมู่บ้านเหอเถียนในมณฑลซินเกียง ประเทศจีน หมู่บ้านฮุนซาในหุบเขาปามีร์ประเทศปากีสถาน หมู่บ้านที่อยู่ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสในประเทศจอร์เจียและหมู่บ้านเวอราคัมบาประเทศเอกวาดอร์  

ปัจจุบันมีการพูดถึงกันมากคือ Blue Zone หรือสถานที่ 5 แห่งที่คนอยู่อาศัยมีอายุยืนยาวกว่าคนที่อยู่อาศัยที่อื่นได้แก่ หมู่เกาะโอกินาวาประเทศญี่ปุ่น เกาะซาร์ดิเนียของประเทศอิตาลี เกาะอิกาเรียของประเทศกรีก   บริเวณที่เรียกว่าโลมาลินดาของแคลิฟอร์เนีย และหมู่เกาะนิโคยาในคอสตาริกา

ทั้งหมดนั้นไม่ใช่แค่อายุยืนยาว…..แต่ไม่ค่อยป่วยเป็นโรคที่เกิดจากการแก่ชราก่อนวัยด้วย

ถ้าเราจะวิเคราะห์จากข้อมูลทางสถิติ  การใช้ชีวิต อาหาร ภูมิอากาศ วิถีทางการดำรงชีวิต ฯลฯ พบว่าสถานที่ที่คนอยู่อาศัยแล้วมีอายุที่ยินยาวและไม่ค่อยเจ็บป่วยที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมักจะอยู่ในบริเวณที่ห่างไกลจากความเจริญทางวัตถุ และปราศจากมลพิษจากสิ่งแวดล้อม มีน้ำสะอาดที่สามารถที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน  มีการบริโภคอาหารที่เป็นรูปแบบออร์กานิก และมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงและทำงานอยู่นอกบ้านมากกว่าการทำงานนั่งโต๊ะในที่ทำงาน ได้รับวิตามินดีจากแสงแดดที่มีคุณประโยชน์ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับกระดูกอย่างเดียวแต่เกี่ยวข้องทั้งการสร้างฮอร์โมนกันแก่ชรา การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างกระฉับกระเฉง  อีกทั้งมีการอยู่อาศัยเป็นกลุ่มและร่วมแรงร่วมใจกันทำงานที่สร้างสรรค์ร่วมกัน มีความเป็นมิตรสูง ยิ้มแย้มแจ่มใสมองโลกในทางบวก และมีความสุขแบบพอเพียงกับสิ่งที่มีอยู่ พอใจและมีความสุขที่เรียบง่าย มีความสุขจากการทำให้คนที่อยู่รอบข้างมีความสุข  มีกิจกรรมเพื่อสังคมและทำสิ่งที่ดีเพื่อสังคม

การกินอยู่ที่เรียบง่ายจากอาหารที่อยู่ในท้องถิ่นทำให้ได้รับสารอาหารที่สดใหม่และทรงคุณค่า ไม่กินอาหารแปรรูปที่มีสารกันบูดและสารเคมีตกค้าง มีการเก็บถนอมอาหารแบบธรรมชาติและมีการปรุงอาหารที่ไม่ใช้ความร้อนสูงหรือมีไขมันเลวสูง สารอาหารส่วนใหญ่จะได้จากพืชผักผลไม้ตามฤดูกาลที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงช่วยป้องกันการแก่ชราและการอักเสบของไขมันและเส้นเลือด  อาหารที่ได้จากไขมันของมะกอก และไขมันจากปลาทะเลช่วยลดการอักเสบและทำให้การไหลเวียนของโลหิตในร่างกายดี  เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวแทบทั้งสิ่น

การเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เป็นประจำทำให้การไหลเวียนของโลหิตในร่างกายดีและกระตุ้นการสร้างฮฮร์โมนกันแก่ชราที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และยังทำให้เกิดการผ่อนคลายและนอนหลับสนิทที่มีคุณภาพอันมีผลทำให้มีการกำจัดของเสียที่เกิดจากการใช้งานในชีวิตประจำวันช่วยให้มีการฟื้นฟูร่างกายกลับมาสดชื่นใหม่

การอยู่อาศัยในสถานที่ห่างไกลจากความเจริญทางวัตถุ ไม่มีคลื่นพลังงานต่างๆมารบกวนทำให้คลื่นสมองไม่ได้รับสัญญาณวิทยุและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีส่วนรบกวนการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย  ระบบต่างๆจึงสามารถที่จะทำงานประสานสอดคล้องกันได้อย่างไร้รอยต่อ ผลที่ตามมาก็คือ เราจะสามารถใช้งานร่างกายของเราได้นานขึ้น

จะสังเกตุได้ว่าในงานศึกษาของทางทีมงานแนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกที่ได้รายงานออกมาสองครั้งห่างกันนานนั้นก็มีความเหมือนกันในหลักการอยู่อาศัยที่ทำให้มีอายุยืนยาว  เพียงแต่สถานที่เปลี่ยนไปในที่ใกล้เคียงเท่านั้นเอง และสามารถที่จะย่อยออกมาเพื่อเป็น เคล็ดลับแนวทางการดำรงชีวิตเพื่อที่จะมีมีสุขภาพดีและมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ดังนี้

  • การรับประทานอาหารที่ปรุงจากพืชผักผลไม้สดตามฤดูกาลเป็นประจำ โดยมีสัดส่วนอย่างน้อยสองในสามของปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ เนื้อสัตว์ควรเป็นเนื้อปลาเป็นส่วนใหญ่เพื่อที่จะย่อยง่ายและได้ไขมันชนิดดี ที่เรียกกันว่า Whole food plant base diet และควรจะเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ไม่ใช่อาหารแช่แข็งหรืออาหารที่ค้างมาและเก็บไว้ในรูปแบบที่มีการใส่สารกันบูด
  • การดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียง น้ำธรรมชาติที่มีเกลือแร่ที่เหมาะสมจะมีคุณสมบัติที่เป็นด่างอ่อนๆที่จะช่วยปรับสมดุลความเป็นกรดด่างตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์เพื่อให้อวัยวะต่างๆสามารถทำงานได้เป็นปกติ  ความเป็นด่างตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ยังช่วยป้องกันการแก่ชราอีกด้วย
  • การเลือกน้ำมันที่จะใช้ในการปรุงอาหาร ควรเป็นน้ำมันที่มีไขมันชั้นดี เช่นน้ำมันมะกอก  น้ำมันงา  น้ำมันข้างโพด น้ำมันรำข้าว เป็นต้น
  • การลดปริมาณของแป้งและน้ำตาลในอาหารลงเพื่อทำให้ร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราหรือ Growth ฮอร์โมนได้มากขึ้นโดยควรจะลดปริมาณของแป้งและน้ำตาลที่บริโภคหลัง 18.00 น นอกจากนี้การลดปริมาณของพลังงานที่ได้จากอาหารยังไปช่วยกระตุ้นยีนอายุยืนให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • ควรที่จะลดหรือเลิกการบริโภคสุราและสารเสพติดทั้งหลาย ที่ทำอันตรายต่ออวัยวะต่างๆในร่างกายแบบสะสม
  • การมีชีวิตประจำวันที่กระฉับกระเฉงและทำงานอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่มากเกินไป รวมทั้งทำงานอย่างมีความสุขนั้นจะมีผลทำให้สามารถคงความเป็นหนุ่มสาวได้ทั้งร่างกายและจิตใจ
  • การใช้ชีวิตในรูปแบบที่อยู่นอกบ้านหรืออาคารต่างๆเป็นประจำ ทำให้ได้รับอากาศที่สดชื่นถ้าอยู่อาศัยหรือพักผ่อนท่องเที่ยวในบรรยากาศแบบนี้เป็นประจำร่างกายก็จะเกิดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตามมา
  • การใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต มีการเข้านอนพักผ่อนให้หลับสนิทในบรรยากาศแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการนอนอย่างมีคุณภาพนอกจากจะช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอจากการใช้ชีวิตประจำวันแล้วยังทำให้มีการผลิตฮฮร์โมนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวออกมาด้วย
  • การหมั่นเจริญสติและทำสมาธิเป็นประจำ จะทำให้เกิดความสงบสุขจากภายในและช่วยให้แบคทีเรียที่เป็นมิตรในลำไส้เจริญเติบโตดี ช่วยปรับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดการดูดซึมสารพิษเข้าร่างกายและยังทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายทำให้มีการผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราออกมาได้ในปริมาณที่เหมาะสมต่อการมีสุขภาพดีอีกด้วย
  • การมีสังคมและอาศัยอยู่ในสังคมที่โอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและมีความรู้สึกของการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า งานวิจัยระยะหลังออกมาว่า คนที่เป็นแบบนี้จะอายุยืนยาวกว่า
  • สุดท้ายคงจะหนีไม่พ้นที่ต้องอยู่อาศัยด้วยความรักความเมตตาที่มีต่อทั้งตนเองและธรรมชาติรอบตัว

โดยสรุป 6 อ. เคล็ดลับของการมีอายุยืนยาว คือ อาหารที่ดีต่อสุขภาพและเหมาะสมกับนาฬิกาชีวภาพ,        ออกกำลังกาย  เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ, อิ่มนิทรา การนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียงตามเวลาของนาฬิกาชีวภาพ, อารมณ์แจ่มใส มีความคิดในทางสร้างสรรค์ที่จะทำความดีให้ผู้อื่น, อุ่นไอรัก มีความเมตตาต่อทุกสรรพสิ่งรอบตัว, โอบอ้อมอารี กับสังคมรอบข้าง

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ