สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘Repids’ พลิกวิกฤตน้ำมันทอดซ้ำจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่สารกำจัดแมลงอินทรีย์ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“Repids” นวัตกรรมจากจุฬาฯ เปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นสารกำจัดแมลงอินทรีย์ปลอดสารพิษ ช่วยลดปัญหามลพิษจากไขมันอุดตันท่อระบายน้ำ สร้างทางเลือกผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำให้เกษตรกร ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลายบริษัทที่มีโรงอาหารสำหรับพนักงานจำนวนมากคงเคยเผชิญกับปัญหากากไขมันสะสมจนระบบท่ออุดตัน แม้จะมีระบบกรองและดักไขมันแล้วก็ตาม แนวทางแก้ไขก็อาจมีตั้งแต่ล้างท่อด้วยน้ำร้อน ฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าไปในท่อ ใช้สารเคมีหรือเติมจุลินทรีย์เพื่อสลายไขมัน ฯลฯ แต่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหา ด้วยนวัตกรรมที่แปลงน้ำมันพืชใช้แล้วหรือกากไขมันให้เป็นสารป้องกันแมลงปลอดสารพิษ คิดค้นโดย ดร.ณัฐพงศ์ ตันติวิวัฒนพันธ์ นักวิจัยชำนาญการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนปี 2563 จุฬาฯ มีปัญหากากไขมันจากโรงอาหารสะสมในระบบท่อจนอุดตัน เพราะไม่ค่อยมีการทำความสะอาดกล่องดักไขมัน ทำให้ดักจับไขมันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตอนแรก เราก็แก้ปัญหาโดยการแปลงไขมันให้เป็น “สบู่โพแทสเซียม” ที่ย่อยสลายได้ง่ายและนำเอาไปหมักพร้อมกับปุ๋ยหมักจามจุรี แต่ต่อมา เราได้ปรึกษากับอาจารย์จากคณะเกษตรบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วพบว่าสารนี้ใช้กำจัดแมลงในแปลงเกษตรอินทรีย์ได้ ทีมของเราจึงคิดค้นผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง Repids ขึ้น” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนวัตกรรมสบู่เหลวโพแทสเซียม Repids สารควบคุมแมลงศัตรูพืช ที่ปลอดภัยต่อพืช เด็ก สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อม

ดร.ณัฐพงศ์ อธิบายว่า ชื่อ “Repids” มาจากการผสมคำระหว่าง “Re” อันหมายถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Recycle/Reuse) กับ “Lipids” ซึ่งแปลว่า “ไขมัน” ซึ่งสื่อถึงผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการนำไขมันหรือน้ำมันพืชใช้แล้วกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ โดยอ้างข้อมูลจากการรีวิวงานวิจัยในระดับนานาชาติ ที่เผยว่าประเทศไทยมีน้ำมันพืชใช้แล้วสะสมกว่า 800,000 ตันต่อปี แต่เก็บรวบรวมได้เพียงไม่ถึง 5% ที่เหลืออีก 95% ไหลลงท่อระบายน้ำ “เมื่อน้ำมันเจอเข้ากับน้ำกระด้างที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง ก็จะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นของแข็งเกาะผนังท่อ ที่เรียกว่า “Fatberg” สะสมจนอุดตันท่อสาธารณะในที่สุด”

เมื่อท่อระบายน้ำสาธารณะซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการระบายน้ำของเมืองถูก “ก้อนไขมันแข็ง” อุดตันจนพื้นที่ในท่อเหลือไม่ถึงครึ่ง หรือบางจุดอุดตัน 100% ผลที่ตามมา เวลาฝนตกหนัก น้ำฝนจะไม่สามารถไหลลงท่อได้ทันที แต่จะเอ่อล้นขึ้นมาบนพื้นผิวจราจร กลายเป็นปัญหาน้ำท่วมฉับพลันหรือที่มักเรียกกันว่า “น้ำรอการระบาย” ส่วนความเดือดร้อน การจราจรเป็นอัมพาต รถติดยาวนาน รถยนต์เสียหายจากน้ำท่วม และส่งผลกระทบต่อการเดินทางไปทำภารกิจต่างๆของทุกคนในเมือง รวมถึงเมื่อเกิดน้ำหนุนหรือน้ำท่วมขัง ระบายไม่ทัน ก็อาจส่งกลิ่นเหม็นเน่าเสียขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ โชยไปทั่วบริเวณ สิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะเอ่อขึ้นมาสัมผัสกับร่างกายมนุษย์ เสี่ยงต่อโรคผิวหนังและโรคทางเดินอาหาร

หัวใจของ Repids คือกระบวนการที่เรียกว่าปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชันหรือการทำสบู่ โดยนำน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งในทางเคมีเรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ มาทำปฏิกิริยากับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อให้ได้สบู่โพแทสเซียมที่มีลักษณะเหลวข้นออกมา

“โดยปกติแล้วน้ำและน้ำมันตามธรรมชาติไม่ผสมกัน ทำให้การทำสบู่นั้นใช้เวลานาน และบางครั้งเกิดปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ ปัญหานี้ ในระดับอุตสาหกรรม แก้ได้ด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์ที่มีแรงปั่นสูง แต่ชาวบ้านไม่มีเครื่องแบบนั้น ทีมนวัตกรรม Repids จึงออกแบบสูตรพิเศษที่เพิ่มแอลกอฮอล์เป็นตัวกลางช่วยให้สารผสมกัน โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือราคาแพง และได้พัฒนากระบวนการให้ทุกคนสามารถทำได้ด้วยสารเคมีที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปคือทำตามสูตรแล้วได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องทุกครั้ง ที่สำคัญกระบวนการนี้ไม่ก่อให้เกิดของเสียเลย สารทุกตัวที่ใส่เข้าไปจะถูกแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งหมด”

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวต่อไปว่า วิธีการทำ Repids นั้นไม่ยาก จะใช้หลักการทางเคมีที่เรียกว่า Saponification (ปฏิกิริยาการเกิดสบู่) โดยวัตถุดิบประกอบด้วย น้ำมันพืชใช้แล้ว เป็นแหล่งไขมันหลัก (นำมาบำบัด/กรองกากอาหารออกก่อน) ด่างคลีหรือโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ด่างตัวนี้ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ได้สบู่เหลว ซึ่งทำให้ละลายน้ำได้ 100% ต่างจากการใช้โซดาไฟที่จะได้สบู่ก้อนแข็ง เอทิลแอลกอฮอล์ (เช่น เอทานอล) ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและช่วยละลาย เพื่อให้ไขมันในน้ำมันพืชกับน้ำด่างผสมเข้าเนื้อกันได้เร็วและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น วิธีการทำ นำวัตถุดิบมากวนผสมกันภายใต้ความร้อนคงที่ 70-80 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง จนได้เนื้อสบู่เข้มข้นเหมือนน้ำผึ้ง ก่อนจะนำไปละลายน้ำสะอาดเพิ่ม ซึ่งน้ำมันพืชใช้แล้ว 1 ลิตร จะสามารถแปรสภาพเป็นน้ำยาพร้อมใช้งานได้ถึง 4 ลิตร

ทั้งนี้ สูตรการผลิต Repids ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรแล้ว และทีมผู้คิดค้น Repids เลือกเปิดเผยสูตรให้ชุมชนและวิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตเองได้ โดยมีอินโฟกราฟิกแบบง่ายๆ อธิบายขั้นตอน ส่วนวัตถุดิบในการผลิตก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไปในราคาที่ไม่แพง

หลายคนอาจสงสัยว่าสบู่ธรรมดาจะไปสู้กับแมลงได้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วมีกลไกทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน โดย ดร.ณัฐพงศ์  อธิบายว่า ลองสังเกตดูเวลาหยดน้ำบนใบพืชหรือตัวแมลง น้ำจะม้วนตัวกลมๆและกลิ้งออกไปง่ายๆ เพราะทั้งใบไม้และตัวแมลงต่างมีชั้นไขมันหุ้มอยู่ ซึ่งธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ น้ำเลยกลิ้งออกโดยไม่เกาะ แต่สบู่โพแทสเซียมเป็นสารลดแรงตึงผิว ซึ่งมีทั้งส่วนที่ชอบน้ำและชอบน้ำมัน จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสองสิ่งที่ปกติไม่ยอมผสมกัน เมื่อฉีดสารละลาย Repids ลงไป ก็สามารถเคลือบตัวแมลงนี้เองที่เป็นกลไกหลักในการกำจัดแมลง

กลไกการทำลายแมลง/การออกฤทธิ์ มีอยู่ด้วยกัน 2 จังหวะ ซึ่งจังหวะที่ 1 สบู่ Repids ออกฤทธิ์น็อคทันที ตัวสบู่เหลว Repids ที่ได้จากน้ำมันพืชเก่า มีคุณสมบัติเป็นสารซักฟอกอ่อนๆ โดยธรรมชาติ เมื่อฉีดพ่นไปโดนตัวแมลงศัตรูพืช (โดยเฉพาะแมลงตัวเล็กๆ หรือพวกแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง) จะเกิดสิ่งนี้ขึ้นทันที ล้างเกราะคุ้มกัน/ทำลายชั้นไขมันผิว ตามธรรมชาติ ผิวของแมลงพวกนี้จะมีชั้นไขมันหรือแป้งเคลือบอยู่เพื่อป้องกันตัวเองและกักเก็บน้ำ แต่สบู่ Repids จะเข้าไป ชะล้างไขมันที่เคลือบตัวแมลงออก ทำให้แมลงสูญเสียน้ำจากร่างกายอย่างรวดเร็วและแห้งตาย กลไกนี้ทำงานได้ดีกับแมลงที่มีผิวบางหรือผนังลำตัวอ่อนนิ่ม เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ไรขาว และแมลงหวี่ขาว อุดรูหายใจ แมลงหายใจผ่านรูเล็ก ๆ ที่ผิวลำตัว เรียกว่า สไปราเคิล เมื่อฟิล์มสบู่คลุมตัวแมลง มันจะไปอุดรูหายใจเหล่านั้น ทำให้แมลงขาดอากาศและตายในที่สุด การอุดรูหายใจไม่ใช่สารพิษเคมี จึงไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของยาฆ่าแมลงทั่วไป

จังหวะที่ 2 สปอร์ชีวภัณฑ์ (BT/เชื้อรา) ตามเก็บงานระยะยาวด้วย Wetting Effect คำว่า Wetting Effect คือ ความสามารถในการลดแรงตึงผิวของน้ำ นึกภาพเวลาเราหยดน้ำลงบนใบไม้ที่มันๆหรือบนตัวแมลง น้ำมักจะกลิ้งเป็นลูกกลมๆ แล้วไหลตกพื้นไป ไม่ยอมเกาะเปียกบนใบไม้หรือตัวแมลงเลย นั่นคือสิ่งที่มีแรงตึงผิวสูง และเมื่อเราใส่สบู่ Repids ลงไปผสมกับน้ำและสปอร์เชื้อรา (เช่น บีที หรือ บิวเวอเรีย) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระจายตัวและเปียกทั่ว สบู่จะลดแรงตึงผิว ทำให้น้ำยาไม่จับตัวเป็นก้อนกลม แต่จะแผ่กระจายตัวเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบเปียกไปทั่วทั้งใบไม้และซอกมุมบนตัวแมลงอย่างทั่วถึง ทำให้สปอร์ของเชื้อราที่ผสมอยู่กระจายตัวไปแปะติดอยู่ทั่วทุกจุด ไม่กองรวมกันหรือไหลทิ้งลงดิน ค่อยๆ เติบโตและฝังตัว สำหรับแมลงที่อึดและรอดชีวิตจากจังหวะแรกมาได้ สปอร์ของเชื้อรา (เช่น บิวเวอเรีย) ที่ติดอยู่บนตัวมันอย่างทั่วถึงจาก Wetting Effect จะได้รับความชื้นและค่อยๆงอกเส้นใย แทงทะลุผ่านผิวแมลงที่โดนสบู่กัดเซาะไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เข้าไปเจริญเติบโตข้างในตัวแมลง ทำให้แมลงค่อยๆป่วยและตายไปใน 3 – 7 วัน

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สบู่เหลวโพแทสเซียม Repids มีความปลอดภัยตามมาตรฐานการผลิตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และยังรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วย สามารถใช้เป็นสารควบคุมแมลงศัตรูพืช หรือผสมเป็นสารจับใบเพิ่มประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์ต่างๆ มีความปลอดภัยต่อพืช เด็ก และสัตว์เลี้ยง และสามารถย่อยสลายในดินปลดปล่อยแร่ธาตุโพแทสเซียมได้ภายใน 5 วัน

ที่สำคัญ “Repids จะไม่ส่งผลกระทบต่อผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสร หรือ โพลิเนเตอร์ (Pollinator) เนื่องจากพวกมันมีขนาดใหญ่กว่าและบินหนีได้ การฉีดพ่น Repids จึงไม่ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อดีที่สารกำจัดแมลงเคมีส่วนใหญ่ทำไม่ได้” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าว

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วังปารุสกวัน หรือเรียกชื่อสั้น ๆ ว่าวังปารุสก์ คือวังหรือพระตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างเพื่อพระราชทานแด่จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ก่อนที่สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ จะเสด็จกลับสยาม หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากรัสเซีย โดยในประวัติกล่าวว่าสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงบอกว่าที่นี่คือบ้านหรือตำหนักของพระองค์ 

วังหรือพระตำหนักองค์นี้เริ่มสร้างในปี 2446 เสร็จสมบูรณ์ในปี 2448 สถาปนิกคือนายมาริโอ ตามัญโญ นายสก็อตส์ และนายกอล์โล หรือเบย์โรเลรี แต่นายตามัญโญกลับไปอิตาลีก่อนสร้างเสร็จ ส่วนนายสก็อตส์เสียชีวิตก่อนสร้างเสร็จ ดังนั้น ผู้ควบคุมการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์คือนายกอล์โล เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงทำพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ วันที่ 5 เมษายน 2449 สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ประทับในพระตำหนักแห่งนี้จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เดิมพระตำหนักองค์นี้มีสองชั้น แต่ต่อมาทรงให้สร้างเพิ่มอีกหนึ่งชั้นจึงมีทั้งหมดสามชั้นในบางตำแหน่งของพระตำหนัก โดยชั้นสามคือห้องพระบรรทม ส่วนชั้นล่างเป็นห้องโถงท้องพระโรง และห้องรับแขก ชั้นสองเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ห้องแต่งพระองค์ ห้องพระสำราญ ห้องสรง ห้องทรงพระอักษร และห้องพระชายา รวมถึงห้องพระบรรทม

อันที่จริงคนที่ไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดของวังปารุสก์ อาจเข้าใจผิดว่าวังแห่งนี้มีพระตำหนักเพียงแห่งเดียวคือพระตำหนักปารุสกวัน (ตำหนักใต้) แต่อันที่จริงยังพระตำหนักจิตรลดา (ตำหนักเหนือ) อีกองค์หนึ่ง ซึ่งพระตำหนักจิตรลดานี้ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ทรงสร้างเพื่อพระราชทานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังไม่ได้ขึ้นทรงราชย์ ทรงดำรงพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร โดยทรงแลกที่ดินที่พระตำหนักจิตรลดากับที่ดินท่าวาสุกรี ของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ แล้วสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์จึงทรงใช้พระตำหนักจิตรลดาเป็นที่ทรงงาน แต่ปัจจุบันพระตำหนักจิตรลดาใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ตำรวจไทย ส่วนพระตำหนักปารุสกวัน แต่เดิมเคยเป็นที่ทำการของรัฐบาลสมัยที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แต่ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์วังปารุสกวัน โดยยังคงใช้ห้องชั้นล่างของพระตำหนักแห่งนี้เป็นห้องประชุม หรือเป็นที่รับแขกสำคัญของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ผู้ที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์วังปารุสก์ ต้องทำหนังสือของอนุญาตเข้าชมเป็นหมู่คณะ เพราะปัจจุบันยังอยู่ในเขตที่ทำการของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และแนะนำว่าขอเข้าชมในวันเสาร์หรืออาทิตย์ เพราะสะดวกในการเข้าชม โดยจะมีเจ้าหน้าที่นำชม แต่มีข้อห้ามคือไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพอาคารรอบ ๆ พระตำหนัก เพราะเป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่ 

ขอขอบคุณนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

หากคุณผู้อ่านคอลัมน์ต้องการจะเข้าชมพระตำหนังปารุสก์พร้อมกับคณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อ 091 7233615 โดย Mr. Flower จะทำหนังสือขอพาผู้อ่านเข้าชมพระตำหนักอีกครั้งในเดือนช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

Research Synergy พลังนักวิจัยหญิงไทย ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

Research Synergy พลังนักวิจัยหญิงไทย  ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

Research Synergy พลังนักวิจัยหญิงไทย ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

งา น“มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับ หน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ปีนี้จัดแสดงภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” ได้รับการจัดต่อเนื่องก้าวสู่ปีที่ 21  ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญของประเทศในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่สาธารณะ  ปีนี้นำงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน จาก 231 หน่วยงานที่ยกออกจากห้องวิจัยทั่วประเทศมาจัดแสดงอย่างใกล้ชิด 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยของประเทศ ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยจำนวนมากได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานปีนี้ มีผลงานที่น่าสนใจจากนักวิจัยหญิงไทยที่น่าจับตามอง ได้ใช้ความรู้ ความมุ่งมั่น และพลังแห่งการวิจัย เปลี่ยนโจทย์ปัญหาของสังคมให้กลายเป็นคำตอบของอนาคต และสะท้อนให้เห็นว่า “งานวิจัย” ไม่ได้อยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าต่อผู้คนได้อย่างแท้จริง

“เรือนหมอพร: สืบสานพระราชปณิธาน สู่นวัตกรรมสุขภาวะจากสมุนไพรด้วย AI” ของ    ผศ.ดร.สิริรัตน์ พานิช ศูนย์นวัตกรรมเครื่องสำอางและสมุนไพร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร งานวิจัยนี้ ต่อยอดจากคัมภีร์โบราณ “พระโอสถปราสาททอง” สู่การพัฒนาระบบสุขภาวะอัจฉริยะที่เชื่อมโยง AI, AIoT และ VR เข้ากับภูมิปัญญาสมุนไพรไทย โครงการนี้สะท้อนการเชื่อมโยง “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

องค์ความรู้ดั้งเดิมนำมาต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้านสุขภาวะจากสมุนไพรไทย พร้อมพัฒนาไปสู่ระบบ AI Herbal Personality Analysis ที่สามารถวิเคราะห์และแนะนำผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ควบคู่กับการใช้ AIoT ในการบริหารจัดการแปลงปลูกสมุนไพรอัจฉริยะ ผลงานดังกล่าวไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มให้สมุนไพรไทย แต่ยังเป็นตัวอย่างของการใช้ Soft Power ไทย สร้างคุณค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาวะ พร้อมส่งต่อมรดกภูมิปัญญาไทยสู่คนรุ่นใหม่และเวทีโลก

“เส้นไข่ขาว นิ่มนิ่ม” ผลงานของ อุมาพร บูรณสุขสมบัติ นักวิจัยด้านอาหารและโภชนาการ ผู้มองเห็นปัญหาของผู้ป่วยโรคไต โรคมะเร็ง และผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับโปรตีนคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง จากโจทย์ดังกล่าว เธอใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหารพัฒนาไข่ขาวให้กลายเป็น     “เส้นอาหาร” ที่คงคุณค่าของโปรตีนได้สูง มีเนื้อสัมผัสนุ่ม รับประทานง่าย สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

นวัตกรรมนี้ถือเป็นเส้นอาหารจากไข่ขาวล้วนที่มีจุดเด่นด้านโปรตีนสูง ไร้แป้ง ไร้ไขมัน และโซเดียมต่ำ ก่อนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ “นิ่มนิ่ม” ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบและได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงเป็นผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของนักวิจัยหญิงไทยที่สามารถนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาตอบโจทย์สุขภาพของสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างเป็นรูปธรรม

“นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพร เศรษฐกิจทางการแพทย์แผนไทยเพื่อบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา” ของ ภญ.ธีราธร สังหร่าย เภสัชกรชำนาญการ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก วิจัยนี้ต่อยอดจากองค์ความรู้ในตำรับยาสมุนไพรไทย “ประสะกาฬแดง” ซึ่งได้รับการศึกษาต่อยอดด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาการสมัยใหม่  ผ่านกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้น ตั้งแต่การวิเคราะห์สารสำคัญ การศึกษาระดับโมเลกุลและระดับเซลล์ การทดสอบประสิทธิภาพ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกรรมวิธีปรุงยาเดิมในรูปแบบของเหลว โดยใช้เทคโนโลยีทางเภสัชกรรมให้อยู่ในรูปแบบ “เม็ดฟู่” ที่ใช้งานสะดวกและได้มาตรฐานการผลิต

ผลการศึกษาพบว่าสาระสำคัญในตำรับ มีศักยภาพในการช่วยลดความอยากดื่มและลดความพึงพอใจจากการดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งมีความปลอดภัยในเซลล์ประสาทของมนุษย์และมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว ผลงานยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้สมุนไพรไทย สนับสนุนเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศในอนาคต

นักวิจัยหญิงทั้ง 3 คนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังนักวิจัยไทย ที่กำลังขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม ผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน จาก 231 หน่วยงานทั่วประเทศ ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา  แกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

‘โซลีน่าฯ’ เปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ ชูคอนเซปต์ Rare Longevity Destination ระดับโลก

'โซลีน่าฯ' เปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ ชูคอนเซปต์ Rare Longevity Destination ระดับโลก

‘โซลีน่าฯ’ เปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ ชูคอนเซปต์ Rare Longevity Destination ระดับโลก

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.47 น.

บริษัท โซลีน่า เรสซิเดนท์ จำกัด เปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ (SOLYNA Residence) โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury วิลล่าหรูสุดหายากบนเนินเขาริมทะเลแห่งใหม่ หาดคลองม่วงของจังหวัดกระบี่ หนึ่งในทำเลชายทะเลที่สวยงามและหายากที่สุดในประเทศไทย รายล้อมด้วยโรงแรมและรีสอร์ทระดับ 5 – 6 ดาว โครงการนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียงวิลล่าหรูอีกหนึ่งโครงการ แต่มุ่งสู่การเป็น Rare Longevity Destination แห่งแรกของประเทศไทย ด้วยจำนวนจำกัดเพียง 8 วิลล่า ในช่วง Soft Launch และ 16 หลังเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ พร้อมวิวพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลอันดามันแบบพาโนรามา โดยใช้งบลงทุนพัฒนาโครงการมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

นฤพันธ์ พรหมวิเศษ Co-Founder | Wellness & Longevity โครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลองท่อม เฮอริเทจ จำกัด และ รองผู้อำนวยการ Amataya Wellness ผู้ผลักดันพื้นที่น้ำพุร้อนเค็มธรรมชาติของกระบี่สู่ Wellness Destination ระดับโลก เปิดเผยว่า การพัฒนา โครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ ภายใต้แนวคิดแห่งการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน สะท้อนวิสัยทัศน์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผสาน “Luxury Living” เข้ากับ “Wellness & Longevity Living” อย่างลงตัว พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ SOLYNA อย่างชัดเจน ทั้งในด้านความเรียบหรู (Modern Luxury) ความเป็นส่วนตัว (Private & Exclusive) และประสบการณ์ระดับ High Society 

นอกจากนี้แนวคิดของการพัฒนาโครงการมีความสอดรับกับแนวโน้มการขยายตัวของตลาดด้านสุขภาพ และโครงการที่อยู่อาศัยในกระบี่ โดยเฉพาะทำเล “หาดคลองท่อม” มีศักยภาพเป็นได้มากกว่า Beach Tourism Zone และกำลังยกระดับไปสู่ Wellness Frontier Zone ในอนาคต ขณะเดียวกันตลาดที่อยู่อาศัยที่เป็น Luxury Market เริ่มขยายตัวไปสู่พื้นที่ชายฝั่งที่ยังมีความเป็นธรรมชาติสูง และมีความเป็นส่วนตัว ทำให้ตัดสินใจพัฒนาโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์นี้ขึ้น 

โซลีน่า เรสซิเดนท์ ไม่ได้แข่งขันกับโครงการในกระบี่ แต่กำลังแข่งขันกับบ้านพักตากอากาศในภูเก็ต บาหลี และจุดหมายปลายทางระดับโลกอื่น ๆ เพราะสิ่งที่เรากำลังนำเสนอในวันนี้ ไม่ใช่เพียงอสังหาริมทรัพย์ แต่คือคุณภาพชีวิตในระยะยาวที่พร้อมเติบโตไปกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกระบี่ ที่กำลังก้าวสู่“Beyond Phuket Destination” ในอนาคต

6 จุดเด่น โซลีน่า เรสซิเดนท์ สู่ ‘Rare Longevity Destination’ แห่งกระบี่

1. Rare Location: หาดคลองม่วงเป็นทำเลที่สวยงามและเป็นส่วนตัวที่สุดแห่งหนึ่งของกระบี่ รายล้อมด้วยรีสอร์ท ระดับโลก ยังคงความสงบและเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

2. Beyond Phuket: ในวันที่ภูเก็ตเติบโตเต็มที่แล้ว กระบี่กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนและผู้มองหาคุณภาพชีวิต ด้วยสนามบินนานาชาติ แหล่งธรรมชาติ และจุดปีนเขาระดับโลกอย่างไร่เลย์

3. Panoramic Ocean Sunset View แบบ 180 องศา ความเป็นส่วนตัวสูงสุด (Limited Unit) บริการระดับ เทียบเท่า Luxury Resort Concept Longevity Living รองรับไลฟ์สไตล์ระดับ High-Net-Worth เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในตลาดอสังหาฯ ชายทะเลระดับพรีเมียมในปัจจุบัน

4. Longevity Living: ได้รับแรงบันดาลใจจาก Blue Zone ทั่วโลก ออกแบบเพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาว ด้วยอินฟินิตี้ออนเซน, สปา, ฟิตเนส และโยคะสตูดิโอ 

5. World-Class Services: บริการบัตเลอร์, คอนเซียร์จ, รถรับ-ส่งสนามบิน, บริการจองร้านอาหารและกิจกรรม รวมถึง การบริหารจัดการที่พักและการเช่า ตลอด 24 ชั่วโมง

6. Rare Item: เพียง 8 หลังเท่านั้นในช่วง Soft Launch ครั้งนี้ พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับเจ้าของ (Founder Privileges)

‘MIRA – SERA’ 2 แบบบ้าน สไตล์ Modern Minimal Wellness Villa

วิรัตน์ ศรีรัชตระกูล Co-Founder | Construction & Real Estate Development ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและวัสดุนวัตกรรมสถาปัตยกรรม กล่าวว่า โซลีน่า เรสซิเดนท์ เป็นโครงการ Luxury Wellness Villa ที่มีเพียง 16 หลังเท่านั้น บนหาดคลองม่วง จังหวัดกระบี่ โดยพัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ Rare Longevity Destination แห่งแรกของประเทศไทย ผสานสถาปัตยกรรมระดับโลก การใช้ชีวิตที่เน้นสุขภาพ และบริการระดับรีสอร์ท 5 ดาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โครงการโซลีน่า เรสซิเดนท์ ออกแบบโดย บริษัท เพียว ดีไซน์ จำกัด ภายใต้แนวคิด “Designed for the Horizon” ด้วยสไตล์ Modern Minimal Wellness Villa ที่เน้นความสวยงามควบคู่กับการใช้ชีวิตจริงในระยะยาว โดยบ้านทั้งสองแบบถูกตั้งชื่อว่า MIRA และ SERA สื่อถึงแสงและท้องฟ้า สะท้อนตัวตนของโซลีน่าที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและขอบฟ้า ส่วนงานก่อสร้างดูแลโดย บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในการส่งมอบคุณภาพที่สมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด

นิยามใหม่ของความมั่งคั่ง โอกาสการลงทุนและการอยู่อาศัย

ชานนท์ อิสระเอลเซ่น Co-Founder | Finance & Investment โครงการโซลีน่า เรสซิเดนท์ และ รองประธานบริหาร Retail Business Group บริษัท เจนเนอราลี่ ประเทศไทย กล่าวว่า นิยามใหม่ของการอยู่อาศัยในปัจจุบันโซลีน่า เรสซิเดนท์ ถูกวาง Positioning ให้เป็น “Wellness Residence แห่งแรกในกระบี่” ที่ไม่ได้เป็นเพียงบ้านพักตากอากาศที่มองเห็นทะเลและภูเขา แต่คือการลงทุนใน “คุณภาพชีวิตระยะยาว” และเป็น “Rare Asset” ที่มีจำนวนจำกัด ตอบโจทย์ทั้ง นักลงทุนระยะยาว (Capital Gain + Yield) ผู้ซื้อเพื่อพักผ่อน (Second Home ) และกลุ่ม Ultra High Net Worth (UHNW)

ด้วยศักยภาพการเติบโตของกระบี่ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก และจุดเด่นของที่ดินชายทะเลระดับพรีเมียมที่หาได้ยากในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มตลาด Wellness Tourism ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้โซลีน่า เรสซิเดนท์ เป็นหนึ่งโอกาสการลงทุนสำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุนระยะยาว เพื่อสร้างสินทรัพย์แห่งคุณค่าที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น 

การเปิดตัวในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของโซลีน่า เรสซิเดนท์ ในการขึ้นสู่ตลาด Luxury & Wellness Real Estate ระดับสากล พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของโครงการว่า เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่คือสินทรัพย์แห่งอนาคต (Future Asset of Living)”

ด้าน ณชญาดา ฉัตรพิชากร  Project Consultant & Marketing) ผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์และการดูแลลูกค้าระดับสูง และผู้คิดโปรเจคคอนเซปต์ของโซลีน่า เรสซิเดนท์ กล่าวเสริมว่า ที่พักอาศัยระดับลักชัวรีมิได้ถูกจดจำเพียงแค่ความงามของสถาปัตยกรรม หากแต่อยู่ที่ความรู้สึกที่มอบให้แก่ผู้พักอาศัย “A luxury residence is remembered not by its architecture alone, but by how it makes people feel.” 

สำหรับงานเปิดตัวโครงการ โซลีน่า เรสซิเดนท์ (SOLYNA Residence) อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ จัดขึ้นที่ เดอะ กลาส เฮาส์ โรงแรมปาร์ค นายเลิศ กรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูง พร้อมแขกผู้มีเกียรติ อาทิ Mr. Giacomo Lobizzi, Mr. Bruno Barone, คุณมัลลิกา มาร์เกริต้า, Dr. Francesco Pensato, คุณพนิตตา ศรีสะอาด, คุณยงยุทธ ธีรวิทยภิญโญ, คุณสายหทัย แสงสิงแก้ว,
คุณธีรภัทร์ สัจจกุล ร่วมถ่ายภาพและร่วมสัมผัส Presentation โครงการแบบ First Reveal พร้อมโอกาสในการจองสิทธิ์ Early Bird ก่อนเปิดขายสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 063-646-4954 | http://www.solynakrabi.com                                                 

‘Wonderfruit’ ครั้งที่ 11 เทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี ระดับโลก พามองย้อนกลับไปยังหัวใจของทุกการสร้างสรรค์

‘Wonderfruit’ ครั้งที่ 11 เทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี ระดับโลก พามองย้อนกลับไปยังหัวใจของทุกการสร้างสรรค์

‘Wonderfruit’ ครั้งที่ 11 เทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี ระดับโลก พามองย้อนกลับไปยังหัวใจของทุกการสร้างสรรค์

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Wonderfruit (วันเดอร์ฟรุ๊ต) เทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติ เตรียมกลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง พร้อมก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่อย่างยิ่งใหญ่ในปีที่ 11 ด้วยการมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นอันงดงาม รวมถึงผู้คนที่มารวมตัวด้วยความเชื่อเดียวกันที่ทำให้งานนี้เกิดขึ้นมา ในวันที่ 3 – 7 ธันวาคม 2569 ณ The Fields สยามคันทรีคลับ

Wonderfruit 2026 ยังคงสานต่อแก่นแท้ของการเดินทางสำรวจจิตใจ (Mind) ธรรมชาติ (Nature) และเสียง (Sound) ผ่านการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยมีแนวคิดหลักอย่าง “The Field Village” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าของ Wonderfruit ในฐานะเทศกาลที่เกิดและเติบโตในไทย พร้อมทั้งนำเสนอ The Fields ในมุมมอง “หมู่บ้านที่มีชีวิต” ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งพาวิลเลียน (Pavilion) ศิลปะจัดวาง (Installation Art) ไปจนถึงพื้นที่เกษตรกรรมใน The Fields ล้วนกลายเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ผืนป่ากลายเป็นห้องเรียน และพื้นที่ว่างระหว่างนั้นก็กลายเป็นจุดให้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่ให้ศิลปิน นักดนตรี เกษตรกร เชฟ นักออกแบบ และนักเล่าเรื่อง ได้มาร่วมกันเติมเต็มเรื่องราวและมิติใหม่ ๆ ให้กับพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งประสบการณ์ต่าง ๆ ล้วนแฝงอยู่ระหว่างการเดินสำรวจ บทสนทนา มื้ออาหาร การแสดง และทุกช่วงเวลาแห่งความสงสัยใคร่รู้

ในปีที่ผ่านมา Wonderfruit ได้ต้อนรับเหล่าวันเดอเรอร์ (Wonderers) กว่า 28,000 ชีวิตสู่ The Fields ซึ่งเป็นผู้คน 124 สัญชาติจาก 141 ประเทศ ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย มาร่วมสนุกกับโปรแกรมกว่า 750 รายการตลอด 5 วันเต็ม

คุณพีท—ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้ง Wonderfruit กล่าวถึงการจัดงานในครั้งใหม่นี้ว่า “เรามอง The Fields ใน 2 มุมมอง อย่างแรกคือเป็นพื้นที่ทางกายภาพ เป็นหมู่บ้านและสถานที่ที่รวบรวมพวกเราไว้ด้วยกัน เป็นพื้นที่ที่เราสร้าง ดูแล เรียนรู้จากมัน และแบ่งปันให้กับผู้อื่น อย่างที่สอง The Fields ก้าวข้ามขีดจำกัดทางกายภาพไปสู่การเป็นพื้นที่แห่งความคิด พลังงาน และการแลกเปลี่ยน เป็นพื้นที่ที่ความรู้และวัฒนธรรมถูกส่งต่อและมาบรรจบกัน และความสงสัยใคร่รู้ได้จุดประกายวิธีคิดและวิถีชีวิตแบบใหม่ ๆ เมื่อ The Fields ก้าวเข้าสู่บทใหม่ การบันทึกเรื่องราวของมันเองก็เช่นกัน เรากำลังขยายขอบเขตในการเก็บรวบรวมและแบ่งปันเรื่องราว ไอเดีย และการทดลองต่าง ๆ ซึ่ง Wonderfruit กำลังจะกลายเป็นแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเข้ามาสัมผัสได้ เป็นเรื่องราวของไอเดีย การเชื่อมโยง และความคิดสร้างสรรค์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวาตลอดทั้งปี The Fields คือพื้นที่แห่งชีวิตและการทำงานเพื่อการเรียนรู้และการทดลอง ซึ่งจะตกผลึกและเบ่งบานในเดือนธันวาคมของทุกปี เรากำลังเริ่มจากรากเหง้าก่อนที่จะก้าวไปสู่สิ่งต่อไป สิ่งที่เราฟูมฟักใน The Fields คือสิ่งที่จะกลายมาเป็น Wonderfruit”

วิสัยทัศน์นี้ได้ถูกถ่ายทอดลงในโปรแกรม Wonderfruit 2026 อย่างครบถ้วน ผ่านประสบการณ์แนวคิดหลัก 3 ประการของ Wonderfruit ได้แก่ จิตใจ ธรรมชาติ และเสียง ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสเจตนารมณ์เหล่านี้ทั่วทั้งงาน ประกอบด้วยกิจกรรมและการค้นพบมากมายภายในงาน ได้แก่

การค้นพบดนตรีในมุมมองใหม่: โปรแกรมดนตรีจะหันมาให้ความสำคัญกับการตั้งใจฟัง เปิดประตูสู่แนวเพลง ซีนดนตรี และวัฒนธรรมทางเสียงจากทั่วโลก โดยมีศิลปินและชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง เพื่อชื่นชมและให้คุณค่ากับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย

การฟื้นฟูธรรมชาติและผืนป่า: งานในปี 2026 มองไกลกว่าแค่การปลูกต้นไม้ แต่ยังมุ่งเน้นไปที่ระบบนิเวศในวงกว้างของการฟื้นฟูธรรมชาติ (Rewilding) ที่เป็นการให้ความหลากหลายทางชีวภาพและการเข้ามาจัดการดูแลของมนุษย์ได้ทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายในการปลูกต้นไม้ให้ได้ถึง 100,000 ต้น ผืนป่าใน The Fields ที่ได้รับการดูแลตลอดทั้งปีจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะแหล่งที่อยู่อาศัยและจุดรวมพล ไม่ว่าจะเป็นป่าบรรพบุรุษ (Ancestral Forest) ป่าสมุนไพร (Medicinal Forest) ป่ายางนา (Yangna Forest) และสวนสมรม (Suan Som Rom)

สานต่องานศิลปะทั่ว The Fields: ภายใน The Fields จะเต็มไปด้วยศิลปะจัดวางเฉพาะพื้นที่ (Site-specific Installations) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประกายความเชื่อมโยงและนำผู้คนมารวมกัน โปรแกรม Artist Residencies ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคจะช่วยเชื่อมโยง The Field Village ที่มีชีวิตตลอดทั้งปีเข้ากับเทศกาล Wonderfruit

Wonderness ขยายเวลาเป็น 4 วันเต็ม: โลกแห่งสุขภาวะของ Wonderfruit จะมอบประสบการณ์ 4 วันเต็ม โดยมีศาสตร์แห่งความเป็นอยู่ที่ดีแบบไทยดั้งเดิมเป็นรากฐานที่ใช้ในการเรียนรู้แนวปฏิบัติอื่น ๆ ซึ่งรวมถึง Dhyana (ดยานา) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีพุทธ และ Origin (ออริจิน) พื้นที่แบบไม่มีเงื่อนไขสำหรับการเจริญสติและการสำรวจตัวเองผ่านทัศนศิลป์

ก้าวข้ามขอบเขตเทศกาล: นอกเหนือจากเทศกาล Wonderfruit ในประเทศไทยแล้ว ยังได้ขยายไปสู่งานอื่น ๆ อาทิ Chapters Kyoto (22–25 ตุลาคม 2026) การจัดงานในรูปแบบระดับนานาชาติครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น, Open Fields (18–23 ธันวาคม 2026) การเปิดบ้านต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำเสนอการแสดงออกทางวัฒนธรรมทั่วทั้งผืนป่า ฟาร์ม และพื้นที่อเนกประสงค์ โดยโปรแกรมดังกล่าวประกอบด้วย, Opening The Fields with the Jataka School การสำรวจการเล่นและการอยู่กับปัจจุบันสำหรับทุกวัยที่หยั่งรากลึกในคำสอนทางพุทธศาสนา, Field D (20 มกราคม 2027) ค่ำคืนสำหรับผู้ที่หลงใหลและสนใจในเสียงดนตรี และดินแดน (Din Daen) (29–31 มกราคม 2027) หมู่บ้านสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นจากรากฐานของการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้าน

Wonderfruit 2026 เปิดลงทะเบียนสำหรับการจำหน่ายบัตรล่วงหน้า (Pre-Sale) แล้ววันนี้ที่ http://www.wonderfruit.co/tickets โดยจะปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 21 มิถุนายน 2026 เวลา 16:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย หรือ GMT+7)

รอบ Pre-sale (22 – 24 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 16:00 น. เป็นต้นไป):

  • 5 วัน 4 คืน (3 – 7 ธันวาคม): 8,900 บาท (รับฟรี แก้ว WonderCup)
  • 3 วัน 2 คืน (ตั้งแต่ 8:00 น. วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม): 7,900 บาท (รับฟรี แก้ว WonderCup)

รอบ General sale (24 – 26 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 16:00 น. เป็นต้นไป):

  • 5 วัน 4 คืน (3 – 7 ธันวาคม): 10,000 บาท
  • 3 วัน 2 คืน (ตั้งแต่ 8:00 น. วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม): 8,900 บาท

ติดตามรายละเอียดโปรแกรมและรายชื่อศิลปินแบบเต็มรูปแบบที่จะเปิดเผยใน Guide to Wonder เร็ว ๆ นี้ ที่ www.wonderfruit.co

‘สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30’ ยกทัพศิลปินชื่อดัง จัดเต็มสำหรับทุกเจน

‘สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30’ ยกทัพศิลปินชื่อดัง จัดเต็มสำหรับทุกเจน

‘สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30’ ยกทัพศิลปินชื่อดัง จัดเต็มสำหรับทุกเจน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” มอบประสบการณ์ความสุขครบทุกมิติ ด้วยกิจกรรมความบันเทิงที่จัดเต็มตลอด 4 วัน ทั้งคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง กิจกรรมแฟนมีต และโชว์สุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ร่วมงานทุกเจเนอเรชัน

นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประธานจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส กล่าวว่า “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ไม่ได้เป็นเพียงงานสำหรับการเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งความสุขที่เปิดโอกาสให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน เราจึงตั้งใจเติมเต็มประสบการณ์ของผู้ร่วมงานให้มากกว่าการซื้อสินค้า ด้วยกิจกรรมและความบันเทิงที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกคนได้ทั้งความคุ้มค่า ความสนุก และความประทับใจกลับไป”

สำหรับความบันเทิงที่เป็นไฮไลต์ของงานปีนี้ คือ คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่พร้อมมอบความสุขให้แฟนคลับทุกวัย เริ่มจากคู่ศิลปินคุณภาพอย่าง อิงค์ วรันธร – นนท์ ธนนท์ ที่จะมาส่งต่อบทเพลงฮิตและเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ให้แฟนๆ ขณะที่คนรักแนวเพลงอบอุ่นจะได้พบกับ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ – เบน ชลาทิศ สองศิลปินมากความสามารถที่จะมาสร้างความประทับใจผ่านบทเพลงเพราะและน้ำเสียงที่ทรงพลัง

สำหรับแฟนเพลงยุค 90 และผู้ที่เติบโตมากับบทเพลงในความทรงจำ เตรียมย้อนวันวานไปกับการกลับมาของ นูโว แบบเต็มวง ที่จะขนเพลงฮิตมาให้ร้องตามกัน ขณะที่วง ลิปตา จะมาสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความสนุกในสไตล์ป๊อปอารมณ์ดีที่ครองใจแฟนเพลง

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์พิเศษสำหรับแฟนเพลงอินเตอร์กับการปรากฏตัวของ Psychic Fever ศิลปิน J-POP สุดฮอตจากญี่ปุ่น ที่กำลังได้รับความนิยมในเอเชีย พร้อมมาสร้างสีสันให้แฟนชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่และกลุ่ม Gen Z งานปีนี้ยังมี Farmhouse VTuber Concert คอนเสิร์ตเสมือนจริงรูปแบบใหม่ที่ผสานเทคโนโลยี ความสร้างสรรค์ และความบันเทิง เข้าไว้ด้วยกัน สร้างประสบการณ์การรับชมที่แตกต่างและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของคนรุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน แฟนคลับสายวายไม่ควรพลาดกิจกรรม Meet & Greet สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ พูห์–พาเวล ที่จะมาร่วมพูดคุย สร้างโมเมนต์สุดประทับใจ และใกล้ชิดกับแฟน ๆ อย่างเป็นกันเอง

ตลอด 4 วันของการจัดงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสทั้งความคุ้มค่าจากการซื้อสินค้าในราคาพิเศษจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ ควบคู่ไปกับความสนุกจากกิจกรรมบนเวที การแสดง และความบันเทิงที่จัดเต็มในทุกวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สะท้อนแนวคิดของงานที่ต้องการให้สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส เป็นมากกว่างานแฟร์ แต่เป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ทุกคนสามารถมาร่วมใช้เวลา สนุก และสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกันได้ทั้งครอบครัว

พบกับมหกรรมการช็อปและความบันเทิงแห่งปีกับ “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” ได้ในวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ฮอลล์ 98-100 ไบเทค บางนา

เปิดใจ แจน ภรรยา น็อต วรฤทธิ์ ปมสามีเจอทัวร์ลงหนักมาก

เปิดใจ แจน ภรรยา น็อต วรฤทธิ์  ปมสามีเจอทัวร์ลงหนักมาก

เปิดใจ แจน ภรรยา น็อต วรฤทธิ์ ปมสามีเจอทัวร์ลงหนักมาก

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.25 น.

เปิดใจ ”แจน“ ภรรยา “น็อต วรฤทธิ์” ครั้งแรก! ปมสามีเจอ “ทัวร์ลง“ หนักมาก พร้อมเคลียร์ข่าว กสทช.ส่งหนังสือเตือน “ไม่เป็นกลางในการทำงาน” 

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ครอบครัว “เฟื่องอารมณ์” ยกกันมาเยี่ยมรายการคุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน 31 งานนี้คุณพ่อ “น็อต วรฤทธิ์” พร้อมภรรยา “แจน นพลักษณ์” และลูกสาววัย 7 ขวบ “น้องวิตา” มาเล่าถึงความผูกพันในบ้าน รวมไปถึงประเด็นดรามาต่างๆ ที่บ้านนี้เจอแบบไม่พัก!! เรียกได้ว่าทัวร์ลงจนบางทีก็งง ว่าลงเพราะอะไร

เห็นว่าล่าสุด กสทช. ส่งหนังสือเตือนมาในรายการที่เราจัด?

“เห็น ทีมงานบอกว่าเค้าส่งหนังสือมา โดยในเนื้อหาบอกว่าไม่เป็นกลางในการทำหน้าที่ เราไม่รู้ว่าเค้าหมายถึงเทปไหน เราก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน เราก็บอกเลยว่ารายการเราไม่กลางอยู่แล้ว(ยิ้ม) จะเอาจริงๆทุกคนมีความเป็นตัวตนของตัวเอง ทุกคนมีการนำเสนอในแบบของตัวเอง กลางหรือไม่กลาง มันอยู่ที่คนดูตัดสินใจมากกว่า มันเป็นวิธีการนำเสนอของรูปแบบรายการ หรือบางทีก็ไม่ได้อาจจะเป็นที่ตัวพิธีกร อาจจะเป็นตัวของแขกรับเชิญ ที่เค้ามานำเสนอในเรื่องของเขา มันก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคนแล้วกัน ให้คนดูตัดสินกันเอง เพราะว่าจากนี้ไปก็ยังเป็นเราเหมือนเดิม และที่ผ่านมามันก็ไม่ได้มีอะไร รุนแรงมาก ส่วนมากมันก็จะเป็นการแสดงความคิดเห็นต่างๆนานา ผมเชื่อว่าคนดูเค้าแยกแยะออก และคนดูก็เข้าใจว่ามันเป็นรูปแบบของการดำเนินรายการ เราก็ทำหน้าที่ของเราต่อไป“

และย้อนกลับไปในฤดูกาลของการหาเสียงที่ผ่านมา เราก็โดนทัวร์ลงหนักมาก?

“อืม… มันไม่ใช่ครั้งแรก(ยิ้ม) ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของการทำพิธีกร ซึ่งคนที่เป็นพิธีกรก็โดน ไม่ใช่จะเป็นเฉพาะเรื่องการเมือง อาจจะมีเรื่องอื่น แต่ตอนนั้นมันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่คุณให้ความสนใจมากกว่า เป็นเรื่องของการแข่งขันในสนามการเมือง ซึ่งมันก็มีคนเลือกฝั่งอยู่แล้วว่าเค้าจะเชียร์ฝั่งไหน เราก็ชินกับเรื่องราวแบบนี้ เราเข้าใจในความรู้สึกของทุกคน ซึ่งถามว่าเราอ่านบ้างไหม มันผ่านตามมาแล้วก็อ่าน และก็ผ่านไป เพราะเราก็อยู่มานาน เราก็เข้าใจ ซึ่งถ้าเราโดนจนชิน เราจะเข้าใจ(หัวเราะ)”

แต่รู้สึกยังไงว่าโดนทัวร์ลงจนลุกลามไปถึงธุรกิจของเรา ?

แจน : อย่างร้านก๋วยเตี๋ยวก็โดนรีวิวให้หนึ่งดาว แบบไม่มีตัวตน เป็นอวตาร ว่าอาหารไม่ดี บริการแย่ หรือบางทีก็ด่าอย่างเดียวโดยไม่สนใจว่าเราขายอะไร หรือบางทีเราก็ไม่รู้ว่าคุณเคยมากินหรือเปล่า แต่อย่างตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว

น๊อต : มันก็เป็นเรื่องปกติก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ถ้าคนไม่ชอบเค้าก็จะมีวิธีการแสดงของเค้า ส่วนคนที่ชอบเค้าก็จะมีวิธีการแสดงออกอีกแบบนึง เค้าก็มาช่วยอุดหนุนกัน 

แจน : อย่างเวลาเจอเรื่องดราม่า แจนอ่านแล้วเครียด จิตตก แต่เราก็ได้รับพลังบวกจากเขา คือใครจะดราม่าอะไรก็เชิญ ก็ปล่อยเขาไป ก็คิดซะว่าเราเป็นที่ระบายเขา เค้าจะได้หมดทุกข์หมดโศก ที่เขาได้มาลงทีเรา

น็อต : ช่วงแรกๆคือแจนเค้าเครียด แต่มันก็ผ่านมาหลายดราม่าแล้วไง เค้าก็เลยชิน แต่หลังๆ เราขึ้นแทน(หัวเราะ) 

แจน : บางครั้งเราก็อยากจะคอมเม้นต์กลับ เพราะว่าสิ่งที่เขาพิมพ์มามันคือเรื่องไม่จริง เพราะว่าเราก็ไม่ได้ผิดอะไร เราก็ตั้งใจทำมาหากิน

ในฐานะภรรยาเราเคยห้ามสามีเราไหม ?

แจน : มันก็เคยมี อย่างช่วงที่มีดราม่าติดๆ กัน  เราก็บอกว่าเบาได้เบานะ ผู้ใหญ่เค้าฝากมา 

เรากลับมาที่เรื่องลูก  “น้องวิตา” ตอนนี้ 7 ขวบ แต่ได้ข่าวว่าเรียนหนักมาก?

วิตา : ตอนนี้เรียนไป 6 วัน เรียนร้องเพลง เปียโน ยิมนาสติก ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน 

แจน : ที่เรียนพิเศษ มันเป็นวิชาการรวมกับสันทนาการ 

น็อต : อันนี้คุณแม่เค้าอยากให้เรียนเสริม แต่เราก็มองว่าตอนเด็กๆ ให้เค้าเรียนไปก่อน แต่พอโตแล้ว เค้าจะได้รู้ว่าเค้าชอบอะไร ให้เขาได้ลองหลายๆ อย่าง 

วิตา : ถามว่าหนูชอบอะไรมากที่สุดหนูชอบยิมนาสติก กับภาษาจีน 

วิตา อยากเล่นละครเหมือนคุณพ่อไหม?

วิตา : ไม่อยากเล่น (เคยดูละครคุณพ่อไหม?) ไม่เคยค่ะ

น็อต : ไม่ใช่ ห้ามไม่ให้ดูนะ แต่ไม่มีละครให้เล่น(หัวเราะ) ละครมันน้อยลง แต่เราก็ไม่ค่อยให้เขาได้ดูทีวี ว่าเค้าก็ไม่ได้เห็นเราเล่นละคร

ขอถามเรื่องละคร เราไม่มีละครเล่นจริงหรอเมื่อปีที่แล้ว?

”ปีที่แล้วมี 2 ตอนทั้งปี (ยิ้ม) มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของการบันเทิง งานมันก็หายไปเกือบ 90% แต่เราก็เตรียมการไว้ซักระยะหนึ่งแล้ว เพราะว่าเราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของการบันเทิง เราก็เลยไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ตอนที่เราไม่มีละคร มันก็มีเวลาให้เราไปเซ็ตอัพในธุรกิจใหม่ แล้วนี้ก็มีสองเรื่อง“

แล้วเห็นว่าตอนนี้ก็ไปเปลี่ยนเป็นอาชีพ ไลฟ์สด?

“ ซึ่งมันก็เพิ่งเริ่ม สัก 6-7 เดือน ในช่วงที่เรามีเวลาว่าง เราก็หาอะไรใหม่ๆ ทำ มันก็สนุกดี ตอนนี้เราก็ชวนน้องน้องที่เป็นนักแสดงด้วยกันมาอยู่ในทีมเดียวกัน จะได้ต่อยอดในการหาลูกค้า”

บ้านนีจะมีลูกคนที่สองไหม?

น็อต : วางแพลนไว้เวลาว่าเราจะมีแค่คนเดียว ทำให้ดีที่สุด

ก็เห็นมีข่าวว่าพี่อยากมีคนนึง?

น็อต : ข่าวไหน ไม่ใช่ไม่ใช่พี่แน่นอน(ยิ้ม)

แจน : มีกับคนไหนก่อน (หัวเราะ) 

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น.  ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

เบลล่า ราณี ร่วมพิธีบวงสรวงรำถวาย องค์ปู่ภุชงค์นาคราช งดงามอ่อนช้อยสะกดสายตาชาวกระบี่

เบลล่า ราณี ร่วมพิธีบวงสรวงรำถวาย องค์ปู่ภุชงค์นาคราช งดงามอ่อนช้อยสะกดสายตาชาวกระบี่

เบลล่า ราณี ร่วมพิธีบวงสรวงรำถวาย องค์ปู่ภุชงค์นาคราช งดงามอ่อนช้อยสะกดสายตาชาวกระบี่

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.54 น.

20 มิถุนายน 2569 ทำเอาชาวจังหวัดกระบี่ถึงกับตะลึงกับความสวยสง่า เมื่อนางเอกสาวชื่อดัง เบลล่า ราณี แคมเปน เข้าร่วมพิธีมงคล บวงสรวงองค์ปู่ภุชงค์นาคราช ที่ลานพระอาทิตย์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เต็มไปด้วยสายบุญที่ศรัทธาองค์พญานาค ที่สำคัญจังหวัดกระบี่ เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งท้องทะเลอันดามัน  

โดยเบลล่า ราณี ได้รับเกียรติให้มามารำบวงสรวงถวายให้กับองค์ภุชงค์นาคราช องค์พญานาคที่ได้รับความเคารพบูชาเป็นอย่างมากก็คือ “องค์ภุชงค์นาคราช”  (พญานาคสายทะเล ที่ปกปักรักษาทะเลอันดามัน) ซึ่งสาวเบลล่า ได้โชว์ฟ้อนรำองค์ปู่ภุชงค์ได้อย่างอ่อนช้อยและงดงามมาก

พระองค์เจ้าเฉลิมศึก พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

พระองค์เจ้าเฉลิมศึก พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

พระองค์เจ้าเฉลิมศึก พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.24 น.

พระองค์เจ้าเฉลิมศึก พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 19.00 น. พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล  ทรงเป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงร่วมในการบำเพ็ญพระราชกุศลด้วย
 

รถไฟชนกันในอังกฤษ ดับ 1 ศพ เจ็บเกือบ 90 คน ผู้โดยสารเผยแรงกระแทกรุนแรงจนคนกระเด็นจากที่นั่ง

รถไฟชนกันในอังกฤษ ดับ 1 ศพ เจ็บเกือบ 90 คน ผู้โดยสารเผยแรงกระแทกรุนแรงจนคนกระเด็นจากที่นั่ง

20 มิ.ย. 2569 11:52 น.

รถไฟชนกันในอังกฤษ ดับ 1 ศพ เจ็บเกือบ 90 คน ผู้โดยสารเผยแรงกระแทกรุนแรงจนคนกระเด็นจากที่นั่ง

เกิดเหตุรถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันใกล้เมืองเบดฟอร์ด ทางตอนตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บเกือบ 90 คน ขณะที่ผู้โดยสารเล่าว่าแรงกระแทกรุนแรงจนผู้คนกระเด็นออกจากที่นั่ง หลายคนได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้า

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินของอังกฤษเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันในพื้นที่ใกล้เมืองเบดฟอร์ด ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางเหนือราว 70 กิโลเมตร เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 90 ราย

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และทีมแพทย์ฉุกเฉินจำนวนมากถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ พร้อมเร่งลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจและหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางรางได้เริ่มการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว

ขณะที่ผู้โดยสารรายหนึ่งที่อยู่บนขบวนรถไฟว่า แรงชนเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนผู้โดยสารหลายคนกระเด็นออกจากที่นั่ง โดยมีผู้โดยสารคนหนึ่งลอยไปกระแทกใบหน้าของสามีเธอ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าหลายราย.