เปอร์โตริโก ไฟดับข้ามปีเกือบทั้งเกาะ คาดซ่อมแซม 2 วัน

เปอร์โตริโก ไฟดับข้ามปีเกือบทั้งเกาะ คาดซ่อมแซม 2 วัน

1 ม.ค. 2568 11:08 น.

เปอร์โตริโก ไฟดับข้ามปีเกือบทั้งเกาะ คาดซ่อมแซม 2 วัน

ชาวเปอร์โตริโกต้องเผชิญกับความมืดมิดในวันส่งท้ายปีเก่า เนื่องจากไฟฟ้าดับเกือบทั่วทั้งเกาะ

ชาวเปอร์โตริโกต้องเผชิญกับความมืดมิดในวันส่งท้ายปีเก่า เนื่องจากไฟฟ้าดับเกือบทั่วทั้งเกาะ โดยบริษัทลูมา เอเนอร์ยี ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายไฟฟ้าหลักของเกาะกล่าวว่า ลูกค้ากว่า 1.2 ล้านคน จากจำนวนทั้งหมดเกือบ 1.5 ล้านคน ไม่มีไฟฟ้าใช้ บริษัทกล่าวว่าการซ่อมแซมไฟฟ้าให้กลับมาใช้งานได้อย่างสมบูรณ์อาจต้องใช้เวลาประมาณ 24-48 ชั่วโมง

ไฟฟ้าดับครั้งนี้ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาไฟฟ้าในพื้นที่ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดพายุเฮอริเคนมาเรียในปี 2017 บริษัทลูมากล่าวว่า ไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ในบางพื้นที่และโรงพยาบาลของกรุงซานฮวนแล้วในช่วงบ่ายวันที่ 31 ธ.ค. และลูกค้าเกือบ 200,000 ราย มีไฟฟ้าใช้ภายในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

นายซอร์เรนตินี โฆษกของบริษัทลูมา กล่าวว่าสายไฟของโรงไฟฟ้าหลักแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า คอสตา ซูร์ เกิดขัดข้อง ทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นทอดๆ ทั่วเกาะ

ทำเนียบขาวกล่าวว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้รับข้อมูลสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว และเจนนิเฟอร์ แกรนโฮล์ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้พูดคุยกับผู้ว่าการเปอร์โตริโกเพื่อเสนอความช่วยเหลือ 

เจนนิเฟอร์ กอนซาเลซ-โคลอน ผู้แทนรัฐสภาสหรัฐฯ ของเปอร์โตริโกคนปัจจุบัน และผู้ว่าการเปอร์โตริโกคนใหม่ กล่าวบน X ว่า “เราไม่สามารถพึ่งพาระบบพลังงานที่ล้มเหลวต่อประชาชนของเราได้อีกต่อไป” และกล่าวว่า “ไฟฟ้าดับในวันนี้และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการฟื้นฟูยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของเรา”

ทั้งนี้ ชาวเปอร์โตริโกหลายแสนคนได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟฟ้าดับในปีนี้ โดยไฟฟ้าดับในเดือนมิถุนายนทำให้ลูกค้าประมาณ 350,000 รายไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น และลูกค้ามากกว่า 700,000 รายไม่มีไฟฟ้าใช้ หลังจากพายุเฮอริเคนเออร์เนสโตในเดือนสิงหาคม

ระบบไฟฟ้าของเปอร์โตริโกปัญหามาตั้งแต่ก่อนที่พายุเฮอริเคนมาเรียจะสร้างความเสียหายแก่เกาะนี้ แม้จะมีเงินทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยเสริมกำลังระบบไฟฟ้า อำนวยความสะดวกให้กับโครงการฟื้นฟูจากภัยธรรมชาติอื่นๆ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอื่นๆ แต่การดำเนินการยังไม่เสร็จสมบูรณ์เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ปัญหาในการเริ่มก่อสร้างและข้อกำหนดของสำนักงานจัดการเหตุฉุกเฉินของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการอนุมัติการใช้เงินทุนบางส่วน ตามรายงานของสำนักงานความรับผิดชอบของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เชจูแอร์ อุบัติเหตุทางอากาศรุนแรงที่สุดในรอบปี ในช่วงที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญวิกฤติหนัก

เชจูแอร์ อุบัติเหตุทางอากาศรุนแรงที่สุดในรอบปี ในช่วงที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญวิกฤติหนัก

1 ม.ค. 2568 10:50 น.

เชจูแอร์ อุบัติเหตุทางอากาศรุนแรงที่สุดในรอบปี ในช่วงที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญวิกฤติหนัก

  • อุบัติเหตุเครื่องบินเชจูแอร์ ที่เกิดขึ้นที่ ท่าอากาศยานนานาชาติมูอันถือเป็นอุบัติเหตุทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดในปีนี้ และเป็นเหตุการณ์อุบัติเหตุทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดในเกาหลีใต้ในรอบหลายทศวรรษ โดยมาประจวบเหมาะกับช่วงที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญวิกฤติทางการเมืองครั้งใหญ่พอดี
  • ปีที่ผ่านมานับว่ามีอุบัติเหตุทางการบินที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้งทั่วโลก ทั้งเหตุเครื่องบินชนกันและเครื่องบินตก ยังไม่นับรวมเหตุการณ์อุบัติเหตุทางอากาศของเครื่องบินเล็กอีกจำนวนมากที่เกิดขึ้นแทบจะรายวัน
  • นอกจากความคืบหน้าของสาเหตุของอุบัติภัยร้ายแรงครั้งนี้แล้ว ประชาชนทั่วโลกต่างให้ความสนใจเรื่องของอนาคตทางการเมืองของนายยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ไม่แพ้กัน ซึ่งต้องจับตาดูปีนี้ว่าทิศทางการเมืองของประเทศเกาหลีใต้จะเป็นอย่างไรต่อไป

อุบัติเหตุเครื่องบินของ เชจูแอร์ ที่เกิดขึ้นที่ ท่าอากาศยานนานาชาติมูอัน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2024 ถือเป็นอุบัติเหตุทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดในปีนี้ และเป็นเหตุการณ์อุบัติเหตุทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดในเกาหลีใต้ในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 179 คน นับเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญในวงการการบินทั่วโลกในปี 2024 เครื่องบินลำดังกล่าวประสบปัญหาหลังจากที่พยายามลงจอดไม่สำเร็จ ได้รับการแจ้งเตือนจากระบบควบคุมการจราจรทางอากาศเกี่ยวกับการชนกับนก ก่อนที่จะไถลออกนอกรันเวย์และพุ่งชนรั้วคอนกรีตจนเกิดไฟไหม้ มีเพียงลูกเรือ 2คน ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ หลังจากถูกช่วยเหลือออกมาจากส่วนท้ายของเครื่องบิน

นอกจากอุบัติเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้แล้ว ในปี 2024 ที่ผ่านมา ยังเกิดอุบัติเหตุทางการบินที่ร้ายแรงอีกหลายเหตุการณ์ดังนี้

2 มกราคม: เครื่องบินของเจ้าหน้าที่ชายฝั่งญี่ปุ่นชนกับเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่บนรันเวย์ในโตเกียว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คนจากเครื่องบินชายฝั่งญี่ปุ่น แต่ผู้โดยสาร 379 คนบนเครื่องบินของสายการบินญี่ปุ่นสามารถอพยพออกมาได้ก่อนที่เครื่องบินจะถูกไฟไหม้

24 กรกฎาคม: เครื่องบินของสายการบินซอร์ยาในเนปาลประสบอุบัติเหตุหลังจากออกจากกรุงกาฐมาณฑุ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 18 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ของสายการบินหรือช่างเทคนิค แต่หนึ่งในนักบินรอดชีวิต

11 สิงหาคม: เครื่องบินขนาดเล็กของสายการบินบราซิล Voepass ตก ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 62 คน โดยรายงานเบื้องต้นระบุว่าเครื่องบินมีการสะสมของน้ำแข็งบนปีก ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณของความผิดปกติในระบบป้องกันน้ำแข็ง

22 ธันวาคม: เครื่องบินเล็กตกในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตที่อยู่อาศัยของเมืองในบราซิล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน สาเหตุของอุบัติเหตุยังไม่ชัดเจนในขณะนั้น

25 ธันวาคม: เครื่องบินของสายการบินอาเซอร์ไบจานประสบอุบัติเหตุตกในคาซัคสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 39 คน โดยมีผู้รอดชีวิต 29 คน ซึ่งประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจานกล่าวว่าเครื่องบินถูกยิงตกโดยไม่ตั้งใจจากรัสเซีย แม้ว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียจะออกมาขอโทษต่อเหตุการณ์นี้ แต่ก็ไม่ได้ยอมรับว่ารัสเซียเป็นผู้ยิงเครื่องบินตกแต่อย่างใด

ทั้งนี้ อุบัติเหตุทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ยังคงเป็นเหตุการณ์ เครื่องบินโบอิ้ง 747 สองลำชนกันที่เกาะเตเนริฟในสเปนในปี 1977 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 583 คน นอกจากนี้ การโจมตีในวันที่ 11 กันยายน 2001 ที่มีการจี้เครื่องบินโดยผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์และพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์กและเพนตากอนในวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงเครื่องบินอีกลำที่ตกในรัฐเพนซิลเวเนีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน ก็นับเป็นโศกนาฎกรรมทางการบินครั้งรุนแรงที่ทุกคนไม่มีวันลืมเลือน

นอกจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินเชจูแอร์ จะเป็นอุบัติเหตุทางอากาศที่เลวร้ายที่สุดของปีของเกาหลีใต้แล้ว อุบัติเหตุครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แย่ที่สุดสำหรับเกาหลีใต้ด้วย เพราะเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์ทางการเมือง เนื่องจากในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เกาหลีใต้ต้องเปลี่ยนประธานาธิบดีคนใหม่ไปแล้วถึงสามคน

โดยล่าสุด ศาลเกาหลีใต้อนุมัติหมายจับฃประธานาธิบดียุน ซอก ยอล จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. แล้ว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการออกหมายจับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่ยังอยู่ในตำแหน่ง โดย CIO ยื่นคำร้องขอหมายจับหลังจากที่นายยุนเพิกเฉยต่อหมายเรียกทั้ง 3 ครั้ง เพื่อเข้ารับการสอบสวนกรณีการประกาศกฎอัยการศึกที่ใช้เวลาสั้น ๆ เจ้าหน้าที่ CIO คาดว่าจะไปตรวจค้นที่บ้านพักของยุนในเร็วๆ นี้เพื่อดำเนินการตามหมายจับซึ่งมีอายุ 1 สัปดาห์

ซึ่งหลังจากที่นายยุนต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ นาย ฮัน ด็อก ซู นายกรัฐมนตรีได้ทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีรักษาการ แต่เขาก็เพิ่งถูกถอดถอนจากตำแหน่งในวันที่ 27 ธันวาคม ทำให้ ชเว ซังมอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง กลายเป็นประธานาธิบดีรักษาการคนใหม่

จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมความสูญเสียรุนแรง ก็มักจะมีการโยนความผิดไปยังรัฐบาล เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบเสมอ เหมือนกับกรณีของเรือเซวอลล่มที่ทำให้นางพักกึนฮเย ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ถูกถอดถอน และกัปตันเรือถูกจำคุก

แต่เนื่องจากเกาหลีใต้ยังอยู่ในวิกฤติการเมืองจึงยากที่จะประเมินผลกระทบจากอุบัติเหตุเครื่องบินเชจูได้ แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ อาจจะส่งผลให้ ชเว ซังมอก ประธานาธิบดีรักษาการมีอำนาจอยู่ในตำแหน่งได้นานขึ้นอีกหน่อย เนื่องจากฝ่ายค้านอาจจะไม่กล้าที่จะถอดถอนเขาในช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์ระดับชาติ แต่อนาคตทางการเมืองของนายยุน ซอก ยอลจะเป็นอย่างไรต่อไป ยังคงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจและติดตามไม่น้อยไปกว่าอุบัติเหตุเครื่องบินเชจูในครั้งนี้.

ที่มา : channelnewsasia , USnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เชจูแอร์

‘นฤมล’เดินหน้าตั้ง ‘ศูนย์ข้าวชุมชน’ อีก 5 พันแห่ง ในปี 68-69

'นฤมล'เดินหน้าตั้ง 'ศูนย์ข้าวชุมชน' อีก 5 พันแห่ง ในปี 68-69

‘นฤมล’เดินหน้าตั้ง ‘ศูนย์ข้าวชุมชน’ อีก 5 พันแห่ง ในปี 68-69

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.20 น.

“นฤมล”เดินหน้าตั้ง “ศูนย์ข้าวชุมชน” อีก 5 พันแห่ง ในปี 68-69 พร้อมชวนเกษตรกรร่วมเป็น “ชาวนาอาสา” เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาศักยภาพ ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภค

2 มกราคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมการข้าว มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรวมตัวกันจัดตั้ง “ศูนย์ข้าวชุมชน” เพื่อเป็นรากฐานในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าว โดยมุ่งเน้นการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ดี เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการพัฒนาข้าวด้วยตนเอง ช่วยให้ชุมชนและองค์กรชาวนาเกิดความเข้มแข็ง โดยในปี 2567 สามารถจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนได้ 4,985 ศูนย์ ครอบคลุมเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน และผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้ 200,000 ตัน สามารถนำไปเพาะปลูกได้ในพื้นที่ 13 ล้านไร่ ทำให้มีข้าวคุณภาพดีสู่ตลาดจำนวน 12 ล้านตัน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในปี 2568 กระทรวงเกษตรฯมีเป้าหมายจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนเพิ่มอีก 2,500 ศูนย์ รวมเป็น 7485 ศูนย์ ซึ่งจะทำให้สามารถครอบคลุมเกษตรกรได้ถึง 224,500 ครัวเรือน ผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 374,200 ตัน นำไปเพาะปลูกได้ในพื้นที่ 24.95 ล้านไร่ ทำให้มีข้าวคุณภาพดีสู่ตลาดจำนวน 12.50 ล้านตัน

ส่วนในปี 2569  กระทรวงเกษตรฯจะจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนเพิ่มอีก 2,500 ศูนย์ รวมเป็น 9,985 ศูนย์ครอบคลุมเกษตรกร 295,650 ครัวเรือน ผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 490,000 ตัน สามารถนำไปเพาะปลูกได้ในพื้นที่ 33.28 ล้านไร่ โดยมีข้าวคุณภาพดีสู่ตลาดจำนวน 16.64 ล้านตัน

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อถึงโครงการ“ชาวนาอาสา”เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการผลิตข้าว และเข้ามาร่วมบริหารงาน เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ และข้าวคุณภาพดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งในปี 2567 ได้มีผู้เข้าร่วมเป็นชาวนาอาสาแล้วทั้งสิ้น 147,500 รายแล้ว 

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครเข้าร่วมเป็นชาวนาอาสาได้ที่ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ทั่วประเทศ

๒ มกราคม ๒๕๖๘ วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ครบ ๑๗ ปี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

๒ มกราคม ๒๕๖๘ วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ครบ ๑๗ ปี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

๒ มกราคม ๒๕๖๘ วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ครบ ๑๗ ปี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ  เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรง เป็นพระเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ และ ๙ และทรงเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 

ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นพระธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามแรกประสูติตามที่โรงพยาบาลตั้งถวายคือ  May Songkla ซึ่งเป็นเดือนที่ทรงประสูติ  ต่อมาเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา  และต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา

พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี มหาวิทยาลัยโลซานน์  ทรงได้รับ Diplôme de Chimiste A ขณะที่ทรงศึกษาที่คณะวิทยาศาสตร์นั้นยังทรงศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์ Diplôme de Sciences Sociales Pédagogiques อันประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ในสาขาวิชาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยาด้วย

ตลอดชนมชีพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยทรงมีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ กับทั้งยังมีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ด้านการกีฬา ด้านการถ่ายภาพ และด้านดนตรี ซึ่งได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้ง “ทุนส่งเสริมดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมถ์ฯ” ขึ้นเพื่อพระราชทานทุนให้เด็กไทยได้มีโอกาสไปศึกษาต่อทางด้านตนตรีคลาสสิก โดยทรงสัมภาษณ์เด็กนักเรียนที่ขอรับทุนด้วยพระองค์เอง

ทั้งยังทรงสนพระทัยโครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ถึงปัจจุบัน โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินกองทุนสมเด็จย่าเพื่อช่วยเหลือ ทรงติดตามความเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนการแข่งขัน พระราชทานกำลังใจและทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนไทยที่ได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจากการแข่งขันในทุก ๆ ครั้ง ทรงเป็นองค์พระอุปถัมภ์ “มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” (สอวน.) ทำให้บรรดาเยาวชนไทยได้ค้นพบตัวเองและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยติดต่อกันมายาวนานหลายปีตั้งแต่ปีแรกที่มีการส่งเยาวชนร่วมแข่งขัน

และเนื่องในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖ องค์การยูเนสโก (UNESCO) พิจารณาประกาศยกย่องให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก เพราะพระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจนานัปการด้วยพระปณิธานแนวแน่ที่จะทำประโยชน์เพื่อประชาชนชาวไทย และสังคมโลก ทั้งยังทรงยึดมั่นในคุณค่าของมนุษย์ และศักยภาพของการพัฒนาจึงทรงอุปถัมภ์กิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับด้านการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ การแพทย์และการสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านสัมพันธไมตรี การสื่อสารและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ด้านการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนและพสกนิกรชาวไทย

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์สิ้นพระชมน์เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑  ในโอกาสวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ครบ ๑๗ ปี ปวงพสกนิกรชาวไทยรู้สึกสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงพระกรณียกิจงานด้านต่างๆ เพื่อความสุขแก่พสกนิกรชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ

‘จันจิ’แจกความสดใส เสิร์ฟชุดเซ็กซี่อวดหุ่นเซี๊ยะ

'จันจิ'แจกความสดใส เสิร์ฟชุดเซ็กซี่อวดหุ่นเซี๊ยะ

‘จันจิ’แจกความสดใส เสิร์ฟชุดเซ็กซี่อวดหุ่นเซี๊ยะ

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

เรียกว่าเป็นสาวสวยมากความสามารถอีกคนหนึ่ง สำหรับ “จันจิ จันจิรา” หวานใจของหนุ่มหล่อ “มาริโอ้ เมาเร่อ” ที่ไม่ว่าจะทำอะไร ก็เป็นกระแสความสนใจไปเสียหมด โดยล่าสุด จันจิ ก็มาในลุคนุ่งชุดว่ายน้ำแบบทูพีซสีหวาน อวดหุ่นแซ่บเซี๊ยะ และผิวขาวออร่าห้ได้ส่องแบบชัดๆ เต็มตา ทำเอาแฟนคลับหลายคนที่ผ่านไปผ่านมา ต่างแวะกดไลก์และคอมเมนต์กันสนั่นเลยทีเดียว

.-011

สื่อทั่วโลกจับตา! ‘เฟรเดริก’ทายาทLVMHมาไทย นั่งยิ้มหวานเชียร์’ลิซ่า’ติดขอบเวทีเคาท์ดาวน์

สื่อทั่วโลกจับตา! 'เฟรเดริก'ทายาทLVMHมาไทย นั่งยิ้มหวานเชียร์'ลิซ่า'ติดขอบเวทีเคาท์ดาวน์

สื่อทั่วโลกจับตา! ‘เฟรเดริก’ทายาทLVMHมาไทย นั่งยิ้มหวานเชียร์’ลิซ่า’ติดขอบเวทีเคาท์ดาวน์

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.16 น.

1 มกราคม 2568 หลังจากที่ศิลปินไอคอนิกระดับโลกอย่าง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ที่ในปีนี้เดินทางมาร่วมงานเคาท์ดาวน์  ‘Amazing Thailand Countdown 2025 at ICONSIAM’ที่ประเทศไทย ซึ่งสาวลิซ่านั้นได้ขนเพลงฮิตมาให้เหล่าลิลลี่ รวมถึงบลิ๊งค์ได้ฟังแบบสดๆ ทั้ง Lalisa ,Money ,Moonlit Floor ,New Women และ Rock Star ที่เรียกได้ว่าสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ที่รับชมที่งานและทางออนไลน์เลยทีเดียว

ซึ่งการแสดงในครั้งนี้สื่อต่างประเทศต่างให้ความสนใจพร้อมกันนี้แล้ว ลิซ่า ยังได้ให้สัมภาษณ์สุดพิเศษกับสื่อยักษ์ระดับโลกอย่าง CNN และเตรียมปล่อยออกมาให้ได้ชมกันในเร็วๆนี้ แต่ๆ ทำเอาเหล่าแฟนคลับลิซ่าที่เข้าไปร่วมงานที่ไอคอนสยามต่างฮือฮาเมื่อพบการปรากฎตัวของ ‘Frédéric Arnault’ (เฟรเดริก อาร์โนลต์) ทายาทแห่งอาณาจักรเแบรนด์เนมระดับโลกอย่าง LVMH ได้เดินทางมาไทยด้วยและยังเยี่ยมชมช็อปแบรนด์หรูที่อยู่ภายในไอคอนสยาม 

และก่อนที่จะพบว่า เฟรเดริก อาร์โนลต์ จะเข้ามานั่งชมโชว์จากสาวลิซ่านั้น โซเชียลยังได้แห่แชร์ภาพ เฟรเดริก ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กับพ่อแม่ของสาวลิซ่า ทำเอาเหล่าแฟนคลับแซวกันยกใหญ่ พร้อมกันนี้เมื่อพบว่าไม่ว่าเฟรเดริกจะเดินไปทางไหน เหล่าแฟนคลับของสาวลิซ่า ก็ต้องเรียกชื่อของหนุ่มคนสนิทของสาวลิซ่า

ท้าความหนาว! ‘มิ้นต์ ชาลิดา’อวดทีเด็ดสุดเซ็กซี่ท่ามกลางหิมะตก

ท้าความหนาว! 'มิ้นต์ ชาลิดา'อวดทีเด็ดสุดเซ็กซี่ท่ามกลางหิมะตก

ท้าความหนาว! ‘มิ้นต์ ชาลิดา’อวดทีเด็ดสุดเซ็กซี่ท่ามกลางหิมะตก

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

เรียกได้ว่าเป็นทริปท้าหนาวส่งท้ายปีเลยก็ว่าได้ สำหรับนางเอกสาว “มิ้นต์ ชาลิดา” ที่ล่าสุดได้บินลัดฟ้าไปท้าอากาศหนาวเล่นหิมะ ที่ประเทศญี่ปุ่น และแน่นอนว่าทริปนี้สาวมิ้นต์ก็ไม่พลาดโพสต์ภาพอวดรูปสวยฉ่ำ กลางหิมะขาวโพลน

โรแมนติก! ว่าที่บ่าวสาว’ณเดชน์-ญาญ่า’ควงคู่เคาท์ดาวน์ที่ยุโรป

โรแมนติก! ว่าที่บ่าวสาว'ณเดชน์-ญาญ่า'ควงคู่เคาท์ดาวน์ที่ยุโรป

โรแมนติก! ว่าที่บ่าวสาว’ณเดชน์-ญาญ่า’ควงคู่เคาท์ดาวน์ที่ยุโรป

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.02 น.

เรียกว่าโรแมนติกสุดๆ เลยทีเดียว สำหรับนักแแสดงหนุ่มหล่อ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และสาวสวย “ญาญ่า อุรัสยา” เพราะทั้งคู่กำลังจะจูงมือกันเข้าประตูวิวาห์ในปี 2569 แถมในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณเดชน์ ก็ได้จูงมือ ญาญ่า ไปยุโรปด้วยกัน และเช็กอินที่ประเทศออสเตรียเป็นที่แรก ซึ่ง ญาญ่า ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ได้เคาท์ดาวน์ด้วยกัน หลังจากคบหาดูใจกันมา 10 ปี และปีนี้พิเศษมากๆ เพราะอยู่ในฐานะของว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว

โดย ญาญ่า ก็ได้โพสต์ภาพสวยๆ อยู่ในชุดเดรสยาวสีน้ำเงิน แม้ว่าชุดนี้จะปิดมิดชิด แต่ก็เซ็กซี่มาก หัยนด้านหน้าด้านข้างก็ยิ่งเห็นว่าหุ่นมาก ญาญ่า ที่เป๊ะทุกสัดส่วนสวยมาก

สิ้นสุดสงครามสมรส! ‘โจลี-แบรด พิตต์’บรรลุข้อตกลงหย่าร้าง หลังต่อสู้กันมานานถึง 8 ปี

สิ้นสุดสงครามสมรส! 'โจลี-แบรด พิตต์'บรรลุข้อตกลงหย่าร้าง หลังต่อสู้กันมานานถึง 8 ปี

สิ้นสุดสงครามสมรส! ‘โจลี-แบรด พิตต์’บรรลุข้อตกลงหย่าร้าง หลังต่อสู้กันมานานถึง 8 ปี

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

แองเจลินา โจลี และแบรด พิตต์ ดาราฮอลลีวูดชื่อดังบรรลุข้อตกลงการหย่าร้าง หลังจากต่อสู้ในทางกฎหมายกันมายาวนาน

โจลีและพิตต์ เป็นคู่หวานโรแมนติกของวงการบันเทิงฮอลลีวูดมาตั้งแต่ปี 2005 และแต่งงานกันมาได้ 2 ปี ก่อนที่โจลี จะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอหย่ากับพิตต์เมื่อ 8 ปีก่อน ทนายความของโจลี กล่าวว่า การบรรลุข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหย่าร้างที่เริ่มต้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว โจลี เหนื่อยมากและโล่งอกที่ปิดฉากส่วนนี้ลงได้เสียที

ทนายความกล่าวด้วยว่า การบรรลุข้อตกลงนี้เป็นการสิ้นสุดกระบวนการหย่าร้าง ซึ่งมีการลงนามของทั้งสองฝ่ายและยื่นต่อศาลแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงแต่อย่างใด

โจลี เจ้าของรางวัลออสการ์ อ้างถึง “ความขัดแย้งที่ไม่อาจปรองดองได้” ในการฟ้องหย่า เธอพยายามขอเป็นผู้ดูแลลูกๆ ทั้ง 6 คน โดยให้สิทธิ์พิตต์ในการมาเยี่ยมลูกๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ในเรื่องของสิทธิการดูแลลูก ๆ ซึ่งในระหว่างนี้พิตต์ ถูกสอบสวนแต่ก็พ้นช้อกล่าวหาเรื่องการกระทำรุนแรงต่อเด็ก ทั้งสองฝ่ายกล่าวหากันไปมาเรื่องพยายามใช้สื่อเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตนเอง

โจลี ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง “เกิร์ล, อินเทอร์รัฟเท็ด” (Girl, Interrupted) ในปี 2000 และเคยแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง กับ นักแสดงชาย 2 คน ได้แก่ บิลลี บ็อบ ธอร์นตัน และจอนนี่ ลี มิลเลอร์ ส่วนพิตต์ แต่งงานอยู่กับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่โด่งดังจากซีรีส์ ยอดฮิต เรื่อง “เฟรนส์” แต่ในปี 2003 เขาและโจลี แสดงหนังร่วมกันในเรื่อง “มิสเตอร์แอนด์มิสซิส สมิธ” (Mr. & Mrs. Smith) จนตกเป็นข่าวแต่โจลี ก็ปฏิเสธว่าทั้งสองเป็นแค่เพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ แต่ในปี 2005 พิตต์ก็แยกทางกับอนิสตัน และมาแต่งงานกับโจลี

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สั่งถอดถอน’เจ้าอาวาสสติแตก’พ้นทุกตำแหน่ง หลังปาสังฆทานใส่โยม

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สั่งถอดถอน'เจ้าอาวาสสติแตก'พ้นทุกตำแหน่ง หลังปาสังฆทานใส่โยม

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สั่งถอดถอน’เจ้าอาวาสสติแตก’พ้นทุกตำแหน่ง หลังปาสังฆทานใส่โยม

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ มีคำสั่งถอดถอนเจ้าอาวาสสติแตก พ้นทุกตำแหน่ง หลังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป เป็นเหตุให้ไม่เกิดความศรัทธา กระทบกระเทือนจิตใจชาวพุทธเป็นอย่างมาก

1 ม.ค.67 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความ ว่า กรณีเจ้าอาวาสสติแตก! เหตุเกิด ณ วัดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ว่า มีญาติโยมได้ขอเข้าไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัด จึงแจ้งกับพระลูกวัด หลังจากนั้นพระลูกวัดจึงไปนำเรียนเจ้าอาวาส และกลับลงมานั่งรอเจ้าวาส แต่เนื่องจากเจ้าอาวาสมาที่ศาลาการเปรียญล่าช้า พระลูกวัดจึงรับสังฆทานเอง ทั้งนี้ มีเจตนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับญาติโยม เมื่อเจ้าอาวาสลงมาเห็นพระลูกวัดรับสังฆทานเองจึงโวยวาย และแสดงอาการไม่พอใจตามที่ปรากฏในคลิป

เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์นมัสการเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับชั้น เพื่อโปรดทราบและพิจารณาตามความเหมาะสม

ล่าสุดเพจ พจสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้โพสต์คำสั่งเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ที่ 22/2567 เรื่องถอดถอนพระสังฆาธิการออกจากตำแหน่งหน้าที่ ใจความว่า ด้วย พระครูกิตติวรรโณภาส (สุภาพ) เจ้าคณะตำบลไพรขลา-หนองเรือ เจ้าอาวาสวัดศรัทธาวารี ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ประพฤติตนไม่เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ข้อที่ 6 (3) เป็นเหตุให้ไม่เกิดความศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนที่พบเห็น ทั้งยังกระทบกระเทือนจิตใจชาวพุทธเป็นอย่างมาก ซึ่งปรากฏหลักฐานตามสื่อออนไลน์

ทั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดสอบสวนได้ความจริงแล้ว ถ้าจะให้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่คณะสงฆ์

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 54 (1) แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

จึงถอดถอน พระครูกิตติวรรโณภาส (สุภาพ) เจ้าคณะตำบลไพรขลา-หนองเรือ เจ้าอาวาสวัดศรัทธาวารี ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2567