ทรัมป์ไล่ออกหัวหน้าฝ่ายสถิติแรงงาน หลังเผยตัวเลขจ้างงานต่ำกว่าที่คาด

ทรัมป์ไล่ออกหัวหน้าฝ่ายสถิติแรงงาน หลังเผยตัวเลขจ้างงานต่ำกว่าที่คาด

2 ส.ค. 2568 23:39 น.

ทรัมป์ไล่ออกหัวหน้าฝ่ายสถิติแรงงาน หลังเผยตัวเลขจ้างงานต่ำกว่าที่คาด

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลดหัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงาน หลังเผยแพร่ตัวเลขการจ้างงานที่ต่ำกว่าความคาดหมาย โดยกล่าวหาว่าจงใจปลอมแปลงตัวเลข

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจไล่ น.ส.เอริกา แมคเอนตาร์เฟอร์ กรรมาธิการสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ออกจากตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (1 ส.ค. 2568) หลังเปิดเผยข้อมูลว่า อัตราการจ้างงานในเดือนกรกฎาคมมีการเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

นายทรัมป์กล่าวหา น.ส.แมคเอนตาร์เฟอร์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ว่าปลอมแปลงตัวเลขข้อมูลจ้างงานเพื่อทำให้พรรครีพับลิกันและตัวเขาดูแย่ โดยไม่มีการเผยแพร่หลักฐานประกอบคำกล่าวอ้างของเขาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ BLS ระบุว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมสหรัฐฯ จ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 73,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญคาดเอาไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 109,000 ตำแหน่ง นอกจากนั้น BLS ยังปรับลดตัวเลขจ้างงานในเดือนพฤษภาคมกับมิถุนายนลงอย่างมาก จนน้อยกว่าที่พวกเขาเคยรายงานเอาไว้ถึง 258,000 ตำแหน่ง

“เราต้องการตัวเลขจ้างงานที่แม่นยำ ผมได้สั่งการทีมงานของผมให้ไล่ผู้ที่ไบเดนแต่งตั้งออกจากตำแหน่งทันที เธอจะถูกแทนที่ด้วยคนที่เก่งกว่าและมีคุณสมบัติดีกว่า” นายทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social

BLS ยังไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการตัดสินใจของนายทรัมป์ โดยหลังจากนี้ นายวิลเลียม เวียตโรวสกี รองกรรมาธิการจะดำรงตำแหน่งรักษาการไปก่อน

ทั้งนี้ รัฐบาลของนายทรัมป์เพิ่งดำเนินการเลย์ออฟเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางครั้งใหญ่ จนทำให้เกิดความกังวลเรื่องคุณภาพของข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งเคยได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานที่สูงมาก

สหภาพแรงงาน, นักเศรษฐศาสตร์ และพรรคเดโมแครต ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การไล่ออกหัวหน้า BLS อย่างหนัก โดยกล่าวหาว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะควบคุมข้อมูล และเตือนว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย

กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย

2 ส.ค. 2568 22:52 น.

กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย

กัมพูชาอ้างว่า พบระเบิด MK-82 ที่ F-16 ของไทย ทิ้งใส่วัดในจังหวัดอุดรมีชัย พร้อมภาพซากยืนยันว่าระเบิดผลิตในปี 2566 ไม่ใช่ของเก่า

สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา รายงานว่า ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) ยืนยันในวันเสาร์ที่ 2 ส.ค. 2568 ว่า เครื่องบินรบ F-16 ของไทยทิ้งระเบิดนำวิถี MK-82 ใส่เจดีย์วัดตา มอน เซนเชย (Ta Moan Senchey) ระหว่างการโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ทำให้เจดีย์ถูกทำลายและพระสงฆ์มรณภาพ 1 รูป

นายเฮง รัตนะ ผู้อำนวยการของ CMAC ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดของพวกเขายืนยันว่าเจดีย์แห่งนี้ถูกโจมตีด้วยระเบิด MK-82 ที่ทิ้งลงมาจาก F-16 ของไทยจริง โดยเป็นระเบิดที่ติดตั้งระบบนำวิถี “GBU-12 Paveway II” ผลิตโดยอิสราเอล

พวกเขายังพบหลักฐานหลายอย่างรวมถึง เศษซากของระเบิด MK-82 จำนวน 2 ลูก, แผ่นป้ายข้อมูลจำเพาะของระเบิด ซึ่งมีซีเรียลนัมเบอร์หมายเลข 22002788 กับ 22002794 และระบุว่าผลิตเมื่อเดือนมกราคม 2566

กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย
กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย
กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย
กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

ประมงแนะ5สูตรอาหารสัตว์น้ำจากวัตถุดิบท้องถิ่น

ประมงแนะ5สูตรอาหารสัตว์น้ำจากวัตถุดิบท้องถิ่น

ประมงแนะ5สูตรอาหารสัตว์น้ำจากวัตถุดิบท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

กรมประมง แนะสูตรผลิตอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์จากวัตถุดิบท้องถิ่น หนุนเกษตรกรลดต้นทุนการเลี้ยง สัตว์น้ำโตไว ปลอดภัยจากสารเคมี  พร้อมแนะ 5 สูตรอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์ที่ทำเองได้ไว้ใช้ในครัวเรือน โชว์เคสผลสำเร็จของ “กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีเมืองแก” จ.สุรินทร์ นำร่องทดลองเลี้ยงปลานิลและปลาตะเพียน

วันนี้ (3 ส.ค.) นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าสัตว์น้ำตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสัตว์น้ำของไทยรวมถึงการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันถือเป็นนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งขับเคลื่อนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้านการเกษตรสู่มาตรฐานสูง ซึ่งเป็นการพัฒนาทั้งมิติ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Go Green ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาสารเคมี พร้อมสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเชื่อมโยงสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของภาคเกษตรไทยได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ได้สนับสนุนให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มีการผลิตอาหารสัตว์น้ำแบบอินทรีย์  เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตสัตว์น้ำที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคและอยู่ในวงจำกัด  จึงต้องเร่งขยายและสร้างแหล่งผลิตสัตว์น้ำที่เป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้น โดยได้ผลักดันผ่านกิจกรรมพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ภายใต้โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ด้านประมงทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พืชน้ำ และผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการส่งเสริมการผลิตอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์จากวัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ง่าย เช่น รำ ปลายข้าว แหนแดง ผำ กล้วยน้ำว้า ฟักทอง ผักไชยา และใช้วิตามินแร่ธาตุเสริมเพื่อให้ได้อาหารที่สมดุลตามความเหมาะสมของแต่ละชนิดสัตว์น้ำ

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า สูตรอาหารสำหรับเลี้ยงปลากินพืชแบบอินทรีย์ที่กรมประมงแนะนำ มีส่วนผสมของวัตถุดิบต่าง ๆ ดังนี้ (อัตราส่วนรวม 100) สูตรที่ 1 ประกอบด้วย ไข่ต้ม 15 หนอนแมลงวันลายอบแห้ง 10 ไส้เดือนดินอบแห้ง 5 ถั่วเหลืองบด 25 ปลายข้าวบด 10 รำละเอียด 15 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้าบด 18 มีโภชนาการ โปรตีน 28.66, ไขมัน 15.43, พลังงาน 480.13

สูตรที่ 2 ประกอบด้วย หนอนแมลงวันลายอบแห้ง 10 หัวปลาอบแห้ง 10 ไส้เดือนดินอบแห้ง 5 แหนแดง แห้ง 10 ผำสด 5 ถั่วเหลืองบด 20 ปลายข้าวบด 10 รำละเอียด 10 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้าบด 18 มีโภชนาการ โปรตีน 26.48, ไขมัน 15.30, พลังงาน 450.26

สูตรที่ 3 ประกอบด้วย แหนแดงแห้ง 5 ถั่วเหลืองบด 27 ปลายข้าวบด 18 รำละเอียด 22 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้า 26 มีโภชนาการ โปรตีน 20.86, ไขมัน 12.15, พลังงาน 450.20

สูตรที่ 4 ประกอบด้วย ไส้เดือนดินอบแห้ง 2 แหนแดงแห้ง 5 ผำสด 2 ถั่วเหลืองบด 25 ปลายข้าวบด 18 รำละเอียด 20 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้า 26 มีโภชนาการ โปรตีน 21.41, ไขมัน 11.61, พลังงาน 445.12

สูตรที่ 5 ประกอบด้วย หนอนแมลงวันลายอบแห้ง 2 แหนแดงแห้ง 7 ถั่วเหลืองบด 25 ปลายข้าวบด 18 รำละเอียด 20 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้า 26 มีโภชนาการ โปรตีน 20.91, ไขมัน 11.84, พลังงาน 444.71

อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2567 กรมประมง มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตสูตรอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์เพื่อใช้เลี้ยงปลานิล และปลาตะเพียนขาว สู่กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีเมืองแก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จำนวนรวม 12 ราย โดยจากการติดตามผลการเลี้ยง พบว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารอินทรีย์มีความสมบูรณ์ เนื้อแน่น โตเร็ว โดยเฉพาะปลาตะเพียนมีการตกไข่เร็วกว่าปกติ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์

“แม้ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์จะมีข้อจำกัด ทั้งในด้านกระบวนการผลิตที่ต้องปลอดสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือสินค้าคุณภาพสูงที่ปลอดภัยทั้งต่อผู้บริโภคและระบบนิเวศ ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าประมงของไทยสู่ตลาดที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระดับสากล สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต” รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

015

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรสงครามชื่อ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรสงครามชื่อ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรสงครามชื่อ ‘ฮุน เซน’

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากเหตุการณ์ที่กองกัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยก่อน ปฏิบัติการทางทหารหลายครั้งเป็นที่ชัดเจนว่า เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม เพราะมีหลักฐานปรากฎชัดเจนว่าการโจมตีส่งผลทำให้มีพลเรือนในฝั่งไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งมีสถานที่ของพลเรือนหรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้บงการย่อมในฐานะ ‘อาชญากรสงคราม’ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์การสู้รบระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับกลุ่มติดอาวุธ โดยจะบอกว่าใครหรือสิ่งไหนจะต้องไม่ตกเป็นเป้าการโจมตีบ้าง และการโจมตีรูปแบบไหนที่ทำไม่ได้ เพื่อจำกัดผลกระทบ

จากอดีตที่อาชญากรสงครามในสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกนำขั้นสู่การพิจารณาคดี พวกเขาคือผู้ละเมิดกฎการทำสงคราม ซึ่งประมวลอยู่ในอนุสัญญาเจนีวา ที่ตั้งอยู่บนหลักกฎหมายมนุษยธรรม    

ผู้กระทำความผิดฐานอาชญากรสงคราม เป็น 1 ใน 4 ฐานความผิดอาญาร้ายแรงสูงสุด ตามธรรมนูญกรุงโรม ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2545 โดยศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีเขตอำนาจดำเนินคดีกับอาชญากรสงคราม 

กรณีไทย-กัมพูชา เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามธรรมนูญกรุงโรม ที่กำหนดขอบเขตว่า ในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธ ได้เกิดสถานการณ์ที่การจงใจยิงทหารที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมรบ เช่น ยิงทหารที่ยอมจำนน บาดเจ็บหรือถูกจับเป็นเชลย การตั้งใจโจมตีพลเรือนที่ไม่ใช่ผู้ทำการรบ การตั้งใจยิงเป้าหมายทางทหารแต่สร้างความเสียหายเกินสมควรให้กับพลเรือน จนเกินหลักความได้สัดส่วนตามหลักกฎหมายมนุษยธรรม การใช้วิธีการที่เกินธรรมเนียมการทำสงคราม  เช่น การใช้อาวุธมีพิษ หรือการใช้อาวุธที่ไม่เลือกเป้าหมาย รวมไปถึงการการใช้โล่มนุษย์ คือการนำพลเรือนมาเป็นเกราะกำบังตัวเองก็เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามด้วยเช่นกัน

กัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยก่อนเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 ก.ค. ด้วยการยิงจรวดหลายลูกเข้าใส่เป้าหมายพลเรือนไทย ได้เกิดเหตุการณ์ที่เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การใช้อาวุธยิงระยะไกลโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างต่อเนื่อง ตั้ง ชุมชนเมือง โรงเรียน และร้านค้า การละเมิดกติการสงครามร้ายแรงมาก คือการโจมตีสถานพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบเกือบ 20 แห่ง แล้วยังพบด้วยว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนและสถานที่พลเรือนเป็นโล่กำบังตั้งอาวุธยิง

โดยภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โรงพยาบาลมีสถานะที่จะต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ ต้องไม่ถูกโจมตีและต้องได้รับการเคารพ แต่อาจจะสูญเสียสถานะการถูกปกป้องได้ หากโรงพยาบาลดังกล่าวถูกใช้ด้วยจุดประสงค์ที่เกินขอบเขตมนุษยธรรม หรือใช้เป็นสถานที่โจมตีฝ่ายศัตรู

ข้อมูลจากระบบติดตามการโจมตีสถานพยาบาลขององค์การอนามัยโลก ชี้ว่า นับตั้งแต่ต้น 2568 จนถึงปัจจุบัน เกิดเหตุโจมตีสถานพยาบาลไปแล้วมากกว่า 700 ครั้งใน 15 ประเทศและดินแดน โดยเฉพาะในยูเครน ซีเรีย กาซาและซูดาน โดยในช่วงเวลาไม่ถึง 7 เดือนเต็มของปี 2568 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีสถานพยาบาลทั่วโลกแล้วมากกว่า 1,100 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ายอดผู้เสียชีวิตเมื่อปี 2567 ทั้งปี ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า จากหลักฐานที่มีเชื่อได้ว่ารัฐบาลกัมพูชา โดย ฮุน เซน อยู่เบื้องหลังการโจมตี ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการขาดความเคารพต่อชีวิตมนุษย์และการไม่แยแสต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แสดงให้เห็นว่า นอกจากทหารผู้ทำผิดอาชญากรรมสงครามโดยตรง หัวหน้าผู้สั่งการก็สามารถเอาผิดได้เช่นกัน

เมื่อจะดำเนินคดีอาชญากรสงคราม ก็ต้องพิจารณาขอบเขตอำนาจศาล ในที่นี้ กัมพูชาเป็นรัฐภาคีของธรรมนูญกรุงโรม ที่ก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่แล้ว ส่วนไทยไม่ได้ให้สัตยาบัน จึงไม่ใช่ภาคี แต่ก็สามารถแสดงเจตนายอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะคดีได้ และศาลก็จะมีเขตอำนาจเหนือความผิดอาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นในดินแดนไทย

จากนั้นแล้วกระบวนการต่างๆ จะดำเนินไปเมื่อไทยในฐานะผู้เสียหายจากผลของการก่ออาชญากรรมสงครามสามารถ ยื่นเรื่องต่อสำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 15 เพื่อร้องขอให้เริ่มกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้น โดยปกติจะเริ่มด้วย

 1. การสืบสวน โดยอัยการศาล มีหน้าที่สืบสวนจากข้อมูลที่ได้รับ

2. หากมีหลักฐานเพียงพอ อัยการจะยื่นคำร้องเพื่อขออนุมัติการออกหมายจับ หากศาลเห็นชอบก็ส่งหมายจับไปยังรัฐภาคี เช่นในกรณีของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ที่กำลังถูกออกหมายจับโดย ICC

3. เมื่อผู้ต้องหาขึ้นศาล ก็สามารถเริ่มการพิจารณาคดี รวมถึงการสืบพยานหลักฐาน การไต่สวน การแถลงการณ์

4. นำไปสู่การตัดสินของศาลกำหนดบทลงโทษ ซึ่งอาจเป็นการจำคุก การชดใช้ค่าเสียหาย หรือการลงโทษอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

ในอดีต มีชาวกัมพูชาถูกตัดสินลงโทษในหลายความผิด รวมถึงอาชญากรรมสงคราม 3 คน คือ นวล เจีย, เขียว สัมพัน และ คัง เก็ก เอียว หรือสหายดุช  แกนนำของระบอบเขมรแดง ที่มีเหยื่อเป็นชาวกัมพูชาราวสองล้านคน ส่วน พอล พต ผู้นำเขมรแดง เสียชีวิตก่อนดำเนินคดีการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพชาครั้งนี้ เป็นการก่ออาชญากรรมสงครามโดยฝีมือของชาวกัมพูชาอีกครั้ง โดยที่เหยื่อเป็นพลเรือนเลือดเนื้อไทย

หลังจากนี้ คงต้องมาจับตาดูว่า ทางการไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศ จะยื่นฟ้องเรื่องนี้ต่อ ICC เมื่อใด เนื่องจากความผิดฐานเป็น ‘อาชญากรสงคราม’ ไม่ได้ขึ้นกับแค่ว่าชนะหรือแพ้ แต่ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมในช่วงสงครามว่าได้ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ผู้ที่ถูกตัดสินเป็นอาชญากรสงคราม จะต้องรับผิดเป็นรายบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้นำสูงสุดหรือระดับปฏิบัติการ อาชญากรรมสงครามไม่หมดอายุความ แม้จะผ่านไปหลายสิบปีก็ยังถูกดำเนินคดีได้ แม้อยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศก็ไม่รอด หากมีหลักฐานเอาผิดเพียงพอ

ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : ประเทศไทยมีเอกราช เพราะมีทหารหาญ

ตะลอนเที่ยว : ประเทศไทยมีเอกราช เพราะมีทหารหาญ

ตะลอนเที่ยว : ประเทศไทยมีเอกราช เพราะมีทหารหาญ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทหารมีไว้เพื่ออะไร มีไว้ทำไม คำถามนี้มักจะถูกถามโดยคนโง่เขลาเบาปัญญา หรือจากคนไร้สติสิ้นปัญญาที่ต้องการให้ประเทศไม่มีรั้วของชาติ หากคำถามนี้มาจากเด็กอนุบาล หรือเด็กชั้นประถมต้น ก็ถือว่าเป็นคำถามที่น่าชมเชย แต่หากมาจากนักการเมืองที่มีจิตใจสกปรก ก็นับว่าเป็นการบ่งบอกถึงความเลวทรามจากจิตใจส่วนลึก

แน่นอนว่าหากจะวิพากษ์วิจารณ์หรือประณามทหารที่ทำชั่วช้า ทำไม่ดี ก็ต้องระบุให้ชัดว่าทหารคนไหน จากหน่วยไหน มีพฤติกรรมไม่ดี หรือฉ้อฉลอย่างไร ไม่ใช่ตั้งคำถามแบบโง่ ๆ ไร้สมองว่า มีทหารไปทำไม มีไปเพื่ออะไร

ในยามนี้ ยามที่ฮุนเซน แห่งกัมพูชาจงใจรุกรานไทย โดยสั่งให้ทหารกัมพูชาระดมยิงจรวด และอาวุธสงครามนานาชนิดใส่ประเทศไทย คนไทยทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยต้องตอบได้ชัดเจนแล้วว่า นี่คือภัยคุมคามอธิปไตยของชาติ และในยามนี้ทุกคนที่มีสติปัญญา และรักความถูกต้องก็ต้องได้เห็นชัดแล้วว่า ทหารหาญของไทยคือผู้ปกป้องแผ่นดินไทย แล้วยังทำหน้าที่เป็นผู้กำจัดอริราชศัตรูที่จงใจรุกรานไทย

ในยามที่บ้านเมืองไม่มีศึกสงคราม ไม่มีการสู้รบกับกองทหารจากต่างชาติ คนโง่จำนวนมากบนประเทศนี้ รวมถึงนักการเมืองโง่ ๆ จำนวนไม่น้อยในประเทศไทย มักจะมองไม่เห็นคุณค่า คุณประโยชน์ และความดีของทหารหาญ แต่ในยามที่กัมพูชาจงใจรุกรานไทย ทุกคนต้องเห็นแล้วว่าทหารคือผู้ปกป้อง และรักษาอธิปไตยของไทย แล้วก็ต้องรู้โดยพลันว่า นักการเมืองจำพวกไร้ความดีแถมยังปากเสีย คือขยะ คือสิ่งปฏิกูลของแผ่นดินไทย 

ภาพของคอลัมน์ในสัปดาห์นี้ ไม่ได้พาคุณไปเที่ยวที่ไหน ไม่ได้พาคุณไปชมสถานที่ใด ๆ แต่เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้คุณได้อย่างดีที่สุด เพราะเป็นภาพของการที่คนไทยผํู้รักความดีงาม รักความถูกต้อง รักชาติ ขอย้ำว่าคนไทยที่ดีงามนั้นยังมีจำนวนอีกมากมายมหาศาล โดยทุกคนต่างร่วมกันบริจาคสิ่งของ บริจาคเงิน แล้วยังร่วมกันเสียสละแรงงาน เพื่อช่วยบรรจุสิ่งของสำหรับมอบให้ทหารหาญที่กำลังปฏิบัติภารกิจป้องกันอธิปไตยของประเทศอยู่ในพื้นที่แนวหน้า โดยเผชิญหน้ากับอริราชศัตรูของประเทศ

ขอบอกว่าภาพที่นำมาเสนอในวันนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นของภาพแห่งความดีงามที่ยังมีอีกมากมายบนแผ่นดินไทย ภาพที่คุณเห็นในวันนี้เป็นภาพของผู้อ่านแนวหน้า ผู้ฟังรายการ Good Time at 95.5 FM และผู้ติดตามรายการเฉลิมชัย-พีระพัฒน์ live ที่นำเสนอทาง social media channel และภาพของคนไทยกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มคนรักชาติ ที่คอยให้กำลังใจกับทหารหาญ ภาพที่เห็นในวันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในความจริงมีภาพเช่นนี้อีกมากมาย จากทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย มันคือภาพที่บ่งบอกชัดเจนว่า คนไทยที่มีความรักชาติ รักความถูกต้อง ต่างมองเห็นคุณค่าของทหารหาญ และยินดีสนับสนุนทหารหาญให้ป้องกันเอกราช รักษาอธิปไตยของไทยไปจนชั่วฟ้าดินสลาย 

ขอย้ำว่าทหารที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญอยู่ที่ชายแดนไทยทุกแห่งไม่ได้ร้องขอสิ่งของใด ๆ จากพวกเรา แต่พวกเรารู้ดีว่าทหารเหนื่อยยากแสนสาหัส แล้วเราก็รู้ด้วยจิตสำนึกของคนไทยผู้รักชาติว่า ในยามนี้เราต้องให้กำลังใจทหารหาญ ดังนั้น เราจึงพร้อมใจร่วมกันส่งสิ่งของ และมอบเงินจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับทหารหาญ เพื่อบอกว่าเราทุกคนขอบคุณในความกล้าหาญและเสียสละของแนวหน้าทุกคน 

ข้าวของต่าง ๆ ที่คุณเห็นในภาพวันนี้ถูกส่งไปยังแนวหน้าที่บริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ในเขตภาคอีสานตอนใต้เรียบร้อยแล้ว โดยการประสานงานกับทหารในพื้นที่โดยตรง ทั้งนี้ขออนุญาตไม่นำเสนอภาพทหารในฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานสำคัญ 

ขอเรียนให้ทราบว่า วันที่ 7 สิงหาคมนี้ คณะของเราจะไปเยี่ยมเพื่อแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจทหารหาญที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ป้องกันอริราชศัตรูและปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทย ณ โรงพยาบาลในจังหวัดนครราชสีมา โดยรถยนต์จะออกจากสำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดี 66 ดังนั้น หากคุณสนใจไปร่วมให้กำลังใจทหารหาญ หรือต้องการร่วมนำสิ่งของ โดยเฉพาะของกินที่เป็นของแห้ง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กล้วยตากอบแห้ง ผลไม้อบแห้งยาทากันยุง ยาสามัญประจำบ้าน มีดโกนหนวด เสื้อยืดสำหรับใส่เป็นเสื้อชั้นใน ถุงเท้าชนิดหน้าพิเศษ ไปมอบให้ทหารหาญ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615 และสามารถนำสิ่งของดังกล่าวไปไว้ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอย้ำว่าคณะของเราจะออกไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้

เราจะไปให้กำลังใจทหารหาญผู้พิทักษ์ปกปักรักษาแผ่นดินไทยด้วยกัน  

‘The Prime Platinum 2025’ อาร์ตเลิฟเวอร์ ประมูลคึกคัก ราคาศิลปะไทยพุ่งสวนเศรษฐกิจโลก

‘The Prime Platinum 2025’ อาร์ตเลิฟเวอร์ ประมูลคึกคัก ราคาศิลปะไทยพุ่งสวนเศรษฐกิจโลก

‘The Prime Platinum 2025’ อาร์ตเลิฟเวอร์ ประมูลคึกคัก ราคาศิลปะไทยพุ่งสวนเศรษฐกิจโลก

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากไปแล้วสาหรับงานประมูลศิลปะและไพรเวทเซลส์ “The Prime Platinum 2025” ผลงานการจัดประมูลของ บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น ได้รับความสนใจจากนักสะสมทุกยุคแห่ประมูล สร้างความคึกคักและสีสันให้กับเวทีศิลปะไทยอย่างน่าประทับใจ ซึ่งครั้งนี้ ผลงาน “ใบหน้าแผ่นดิน” งานระดับไอคอนิคเทคนิค ของศิลปินชั้นครู “ถวัลย์ ดัชนี” มีผู้ประมูลสูงสุด 11.1 ล้านบาท

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น (Bangkok Art Auction) กล่าวว่า สำหรับงานประมูลศิลปะ “The Prime Platinum 2025” งานประมูลที่ได้รวบรวมผลงานระดับมาสเตอร์พีซของศิลปินชั้นครู ที่มีเอกลักษณ์ทรงคุณค่าหาชมได้ยาก ได้แก่ ถวัลย์ ดัชนี, นที อุต ฤทธิ์, อังคาร กัลยาณพงศ์, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และ ชาติชาย ปุยเปีย รวมไปถึงกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งครั้งนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรักศิลปะมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

สำหรับการประมูลในชุด The Prime Platinum 2025: Auction and Private Sales Showcase เป็นบทพิสูจน์ถึงคุณค่าของงานศิลปะยุคคลาส สิคในประเทศไทยอย่างแท้จริง อาทิ ผลงานของ ถวัลย์ ดัชนี “ใบหน้าแผ่นดิน”งานระดับไอคอนิคที่ปิดประมูลไปที่ 11,180,700 บาท, นที อุต ฤทธิ์ ศิลปินศิลปะร่วมสมัยคนสำคัญของไทย ผลงาน Venus ที่เปิดการสู้ราคาตั้งแต่ 4.5 ล้านบาท จนปิดที่ 6,309,900 บาทอย่างดุเดือด และ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ “มังกรในจินตนาการ”หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่รวมเอาความยิ่งใหญ่ของมังกรเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาค ประกอบร่างเป็นรูปสัตว์มงคลองค์นี้กับราคาปิด 3,542,400 บาท นอกจากนี้ ในชุด The Prime ยังมีผลงานขนาดเล็กของศิลปินร่วมสมัยคนสำคัญอย่าง พินรี สัณฑ์พิทักษ์ กับผลงาน The Egg that Wouldn’t Hatch หนึ่งในชิ้นงานยุคแรกที่สร้างสรรค์ด้วยเทค นิคสื่อผสม ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความเปราะบาง และจิตวิญญาณความเป็นผู้หญิง ผ่านองค์ประกอบทางศิลปะที่ลึกซึ้ง สะท้อนมุมมองต่อบท บาทและสถานะของผู้หญิงในสังคม โดยปิดการประมูลที่ 440,990.00 บาท พร้อมผู้ร่วมประมูลทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ขณะเดียวกัน ผลงาน “น้ำค้าง” ขนาดเพียง 61 x 61 ซม. โดยศิลปินระดับตำนาน ประเทือง เอมเจริญ ก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ผลงานสีน้ำมันบนผ้าใบจากปี 1981 ในยุคที่ศิลปินยังเซ็นชื่อด้วยรูปพระอาทิตย์ ถ่ายทอดภาพหยดน้ำค้างบนใบไม้ในรูปแบบกึ่งนามธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและความกระจ่างใสของแสงสะท้อนจากธรรมชาติ โดยจบการประมูลที่ 1,044,450.00 บาท สะท้อนมนต์เสน่ห์อันไม่เสื่อมคลายของศิลปะไทย

ทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการประมูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ หรูหรา และเปี่ยมด้วยรสนิยม ณ บ้านพิพิธภัณฑ์คุณาวงศ์ ซึ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเวทีการประมูลในประเทศไทยอย่างชัดเจน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประมูลหรือสนใจส่งผลงานเข้าร่วมการประมูลสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://bangkokartauction.com/ หรือทาง Facebook: Bangkok Art Auction 

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สมรภูมิช่องบก: 2528-2530

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สมรภูมิช่องบก: 2528-2530

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สมรภูมิช่องบก: 2528-2530

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วง พ.ศ. 2528 ถึง 2530  เกิดการสู้รบระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเวียดนามที่เข้ามาเคลื่อนไหวในดินแดนกัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านเวียดนามที่เคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนั้น และพยายามขยายอิทธิพลเข้ามาในพื้นที่ของไทย

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

“ช่องบก” คือพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในเขตอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมมรกต” ซึ่งเป็นจุดรอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร  ใกล้เขาพระวิหาร   โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าทึบและเทือกเขาพนมดงรักที่สูงชัน

ความขัดแย้งในพื้นที่นี้มีรากลึกย้อนกลับไปถึงยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เมื่อการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ชัดเจน แผนที่ที่ใช้ในสนธิสัญญาหลายฉบับมีความแตกต่างไม่ตรงกัน   ส่งผลให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์

โดยในช่วงพ.ศ. 2501 ถึง 2505เคยเกิดเหตุปะทะกันด้วยปืนใหญ่และเครื่องบิน ระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชามาแล้วที่ช่องบก  ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญไปสู่เขาพระวิหาร  ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 30 นาย  ขณะที่ทหารกัมพูชาก็สูญเสียใกล้เคียงกัน   การรบยุติลงตามคำสั่งของศาลโลก แล้วมาเจรจาแก้ปัญหากันด้วยสันติวิธี 

จุดปะทุของสมรภูมิ

ในช่วงปี พ.ศ. 2528–2530 ช่องบกกลายเป็นสมรภูมิเดือดอีกครั้ง เมื่อกองทัพเวียดนามซึ่งเข้ายึดครองกัมพูชาหลังโค่นล้มเขมรแดงในปี 2522 ได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ชายแดนไทยบริเวณช่องบก โดยอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการแบ่งเขตแดนชัดเจน และมีลักษณะเป็นพื้นที่ป่าเขาที่ยากต่อการควบคุม ฝ่ายเวียดนามต้องการใช้พื้นที่นี้เป็นเส้นทางลำเลียงและเป็นฐานที่มั่นในการโจมตีกลุ่มต่อต้านในกัมพูชา

กองกำลังสุรนารีของไทย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนภาคอีสาน ได้รับคำสั่งให้เข้าปฏิบัติการทันที ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก เต็มไปด้วยทุ่นระเบิดและแนวป่าทึบ ทหารเวียดนามสร้างบังเกอร์คอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมอาวุธหนักที่ได้รับการสนับสนุนจากฐานในลาวและกัมพูชา

ยุทธวิธีแห่งความอดทน

ฝ่ายไทยใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า “ขุดบ่อเพาะ” โดยขุดหลุมเข้าใกล้ฐานเวียดนามทีละน้อย ไม่เปิดฉากยิงทันที แต่เน้นการส่งเสบียงและกำลังบำรุงอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อย ๆ อ่อนล้าและเสียขวัญ

การสู้รบยืดเยื้อถึง 2 ปี และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2530   การรบที่สมรภูมิช่องบกยุติลงเมื่อกองทัพเวียดนามถอนกำลังออกจากกัมพูชา ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศและแรงกดดันจากนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเขตแดนบริเวณช่องบกยังคงเป็นประเด็นที่ต้องมีการหารือและปักปันเขตแดนกันอย่างเป็นทางการต่อไป

ราคาของสงคราม

การสู้รบครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทหารไทยเสียชีวิต 109 นาย และบาดเจ็บ 664 นาย มีการใช้กระสุนปืนใหญ่ถึง 21,791 นัด สมรภูมิช่องบกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของวีรกรรมทหารไทยที่ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดิน

ฐานอนุพงษ์: อนุสรณ์แห่งความเสียสละ

“ฐานอนุพงษ์” ตั้งอยู่บริเวณห้วยพลาญเสือ ใกล้ช่องบก เป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึง ร้อยโทอนุพงษ์ บุญญะประทีป ผู้เสียชีวิตในระหว่างการปะทะกับกองกำลังเวียดนามเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530

ในวันนั้น หมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบที่ 1631 ภายใต้การนำของ ร.ท.อนุพงษ์ ได้เข้าช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาที่บาดเจ็บและเสียชีวิต จนถูกระดมยิงและเสียชีวิตในพื้นที่ปะทะ   ดังนั้นฐานแห่งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยที่ยอมพลีชีพเพื่อชาติ

การฟื้นฟู

หลังสงคราม ช่องบกได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพื้นที่จากสมรภูมิเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจ โดยมีการพัฒนาอุทยานแห่งชาติภูจองนายอยให้เป็นจุดชมวิวสามเหลี่ยมมรกต

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพระราชดำริที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านผ่านการส่งเสริมอาชีพ และความร่วมมือระหว่างไทย ลาว และกัมพูชาเพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดน

แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ ช่องบกยังคงเป็นจุดเปราะบางของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาในพื้นที่พิพาท หลังฝ่ายกัมพูชาขุดคูยาว 650 เมตรเพื่อตั้งจุดตรึงกำลัง ซึ่งไทยมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง เอ็มโอยู 43  (MOU43)

เหตุการณ์ยุติลงภายใน 10 นาทีหลังการเจรจาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้บัญชาการทั้งสองฝ่าย แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าช่องบกยังคงเป็นพื้นที่ที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ

โดย สุริยพงศ์

มูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ต้นแบบ ‘Learn to Earn Sandbox’ สระบุรีกินได้

มูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ต้นแบบ ‘Learn to Earn Sandbox’ สระบุรีกินได้

มูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ต้นแบบ ‘Learn to Earn Sandbox’ สระบุรีกินได้

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม้แนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในยุคที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้สิ่งใหม่จึงกลายเป็นทักษะจำเป็น ในโลกการทำงานปัจจุบัน หลายอาชีพกำลังเปลี่ยนแปลงหรือหายไป ขณะเดียวกันก็เกิดอาชีพใหม่และทักษะใหม่ตามมา หากไม่ปรับตัว อาจกลายเป็นคนตกยุค การเรียนรู้จึงต้องเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดชีวิต ไม่จำกัดแค่ในห้องเรียนหรือช่วงวัยอีกต่อไป การศึกษาในปัจจุบันจึงต้องปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง มูลนิธิเอสซีจี ได้ริเริ่มแนวคิด LEARN to EARN – เรียนรู้เพื่ออยู่รอด เพื่อส่งเสริม การเรียน

รู้ตลอดชีวิต เน้นการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในโลกยุคใหม่ ทั้ง Hard Skills (ทักษะวิชาชีพ) และ Soft Skills (ทักษะชีวิต)ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ในปีนี้มูลนิธิฯ ได้ริเริ่มโครงการ LEARN to EARN Sandbox โมเดลต้นแบบ สร้างโอกาสการมีงานทำในพื้นที่สระบุรี

บัญชา เชาววรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวถึงโครงการ LEARN to EARN Sandbox ว่า “จังหวัดสระบุรีของเราเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพด้วยที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นซึ่งเอื้อต่อการคมนาคมขนส่ง ทำให้สระบุรีเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ หรือภาคเกษตรกรรมที่ล้วนสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับจังหวัดสระ บุรีให้ก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงได้ริเริ่มดำเนินโครงการ ‘สระบุรี Sandbox’ ร่วมกับภาครัฐและเอกชนในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ มุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสมดุลของธรรมชาติ นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้นตลอดจนการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ให้สระบุรีกินได้ เกิดขี้นจริง และในปีนี้สระบุรีมีความยินดีที่จะประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ นั่นคือการผนึกกำลังร่วมกับมูลนิธิเอสซีจีและองค์กรเครือข่าย เพื่อดำเนินโครงการ ‘Learn to Earn Sandbox’ ที่มาช่วยเติมเต็มโครงการสระบุรี Sandbox ในมิติทางสังคมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน นั่นคือ การส่งเสริมด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพ โครงการนี้มุ่งเน้นการยกระดับความรู้ความสามารถของคนในพื้นที่ ให้พวกเขามีทักษะที่จำเป็นและทันสมัย สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงอาชีพที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถพึ่งพาตนเองได้  แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น Quick Win ฝึกอาชีพที่พร้อมทำงานทันที 5 อาชีพได้แก่ ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานขับรถ ช่างแอร์ ช่างประปา และไกด์ชุมชน ระยะยาว เน้นต่อยอดพัฒนาแรงงานฝีมือในสาขาที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ ได้แก่ ช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อม อีกด้วย

ผมมองว่าแนวคิด Learn to Earn ที่เรากำลังขับเคลื่อนกันอย่างเต็มที่ในโครงการสระบุรี Sandbox นี้ ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ทั่วไป แต่มันคือ แนว คิดในการสร้างคนให้พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ พัฒนาทักษะและต่อยอดสู่การมีอาชีพ รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคง เป้าหมายของเราชัดเจน คือเรามุ่งหวังให้พี่น้องชาวสระบุรี ‘กินได้’ อย่างแท้จริง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและในมิติของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมมือกันขับเคลื่อนและลงมือทำโครงการนี้อย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นว่าพลังแห่งความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดเรา นี่คือการพัฒนาทุกภาคส่วนในสระบุรีให้เติบโตไปด้วยกัน โดยที่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทุกคนจะมีโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาตนเองและมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของจังหวัด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะประสบความ สำเร็จในทุกมิติและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์จนสามารถขยายผลสร้างพื้นที่ LEARN to EARN Sandbox ในจังหวัดอื่นๆ ต่อไปได้ในอนาคต เพราะถ้าสระบุรีทำได้ จังหวัดอื่นก็ทำได้ นี่คือความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่ต้องการส่งต่อไปยังทั่วประเทศ เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับทุกพื้นที่ในประเทศไทย”

Learn to Earn Sandbox  โครงการนำร่องที่จะพลิกโฉมจังหวัดสระบุรีสู่การเป็นต้นแบบการพัฒนาได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สำนักงานจัดหางานจังหวัดสระบุรี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสระบุรี โรงพยาบาลสระบุรี เรือนจำสระบุรี วิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ วิทยาลัยเทคนิคสระบุรี โรงเรียนทักษะพิพัฒน์  คิวช่าง บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด และมูลนิธิเอสซีจี โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดให้ก้าวทันทุกการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือ สร้างสรรค์ 5 อาชีพใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน

ด้าน ยุทธนา เจียมตระการ กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี กล่าวเสริมว่า “ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นทุกวันนี้ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และนี่คือเหตุผลที่แนวคิด Learn to Earn คือคำตอบสำคัญที่เข้ามาช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า ทุกสิ่งที่เราเรียนรู้จะไม่สูญเปล่า แต่จะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ช่วย สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิตได้อย่างยั่งยืน นอกเหนือจากการร่วมมือกับทางจังหวัดและองค์กรเครือข่ายในการพัฒนา อาชีพ (Quick Win) ที่ตอบโจทย์ตลาดในปัจจุบันแล้ว ในปีนี้ มูลนิธิฯ ยังได้เดินหน้าจัดอบรมเพื่อพัฒนา Soft Skills ซึ่งถือเป็นทักษะที่สำคัญไม่แพ้กัน เรามุ่งเน้นในเรื่องของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ, การทำงานเป็นทีม, ความคิดเชิงสร้างสรรค์ และการปรับตัว ซึ่งทักษะเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างความพร้อมในการทำงาน และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ให้กับเยาวชนในพื้นที่ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสระบุรีวิทยาคมและโรงเรียนแก่งคอย รวมถึง นัก เรียนระดับชั้น ปวช.3 และ ปวส.2 จากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้ขยายแนวคิด Learn to Earn ไปยังกลุ่ม ครูแนะแนวและผู้ปกครอง ในจังหวัดอีกด้วย เพื่อให้ทุกภาคส่วนรับรู้เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะอย่างรอบด้าน ทั้ง Hard Skills (ทัก ษะเฉพาะทาง) และ Soft Skills (ทักษะทางสังคมและอารมณ์) เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนสระบุรี”

โครงการ Learn to Earn Sandbox  ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการนำร่อง แต่ยังเป็นภาพสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของจังหวัดสระบุรี ที่มุ่งมั่นจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการบูรณาการมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ความสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดอื่นๆ ในการเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างรอบด้านและยั่งยืนต่อไป

บัญชา เชาววรินทร์ ผวจ.สระบุรี

บัญชา เชาววรินทร์ ผวจ.สระบุรี

ยุทธนา เจียมตระการ กก.บริหารมูลนิธิเอสซีจี

ยุทธนา เจียมตระการ กก.บริหารมูลนิธิเอสซีจี

Science Update : ดาวหางอาจเป็นยานของต่างดาว

Science Update : ดาวหางอาจเป็นยานของต่างดาว

Science Update : ดาวหางอาจเป็นยานของต่างดาว

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาวี โลบ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตั้งสมมติฐานใหม่ว่า วัตถุในอวกาศ ชื่อ 3I/ATLAS ที่เพิ่งมีการค้นพบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งในเบื้องต้น คาดว่าจะเป็นดาวหางจากนอกระบบสุริยะนั้น ความจริงแล้ว อาจเป็นยานสำรวจจากต่างดาวที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ เนื่องจากมีลักษณะพิเศษอื่น ๆ โดยเฉพาะวิถีโคจรที่ผิดปกติ และเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่วัตถุในอวกาศลักษณะนี้โคจรเข้ามาใกล้โลก

อย่างไรก็ตาม แคเรน มีช นักดาราศาสตร์ดาวเคราะห์จากสถาบันดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาย คัดค้านว่า เป็นสมมติฐานที่ไร้ความรับผิดชอบ เพราะเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เส้นทางโคจรของ 3I/ATLAS ผ่านเข้ามาในระบบสุริยะ และไม่ได้แตกต่างจากดาวหางทั่วไป

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สารพัดเทคโนโลยีล้ำสมัย งานประชุม AI โลก 2025

ชวนชมสารพัดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีล้ำสมัยจากนิทรรศการของการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ปี 2025 ในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ทางตะวันออกของจีน โดยการประชุมดังกล่าว เป็นเวทีแสดงความก้าวหน้าล่าสุดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อันน่าสนใจ