อนุทิน ชี้แจงเหตุเงียบไอ้โม่งตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ยันสงกรานต์น้ำมันพอ

อนุทิน ชี้แจงเหตุเงียบไอ้โม่งตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ยันสงกรานต์น้ำมันพอ

อนุทิน ชี้แจงเหตุเงียบไอ้โม่งตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ยันสงกรานต์น้ำมันพอ

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

นายกฯ เผย ใกล้ได้ข้อสรุปเจรจาลดค่ากลั่น บอกต้องไม่บีบบังคับเกินไป หวั่น หยุดกลั่นปัญหาทวีเพิ่ม ย้ำ ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด อุ้มตลอดไม่ได้ แต่รัฐหามาตรการอื่นด้วยแทน ยืนยัน ช่วงสงกรานต์​น้ำมันพอ  เปิดสาเหตุเงียบเรื่องไอ้โม่ง เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ชื่นชมเจ้าหน้าสืบเชิงลึก แค่ 1 สัปดาห์​ รู้เส้นทางทั้งหมด 

วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 15.20 น. ที่โลตัส บางกะปิ​ นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องของการลดค่ากลั่น ว่า ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว พยายามเจรจากับโรงกลั่น แนะนำตัวเลขต่างๆมาหารือกัน เท่าที่ได้รับรายงานมา ทุกรายยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามย้ำว่า แนวโน้มน่าจะได้ลดราคาใช่หรือไม่ นายอนุทิน ชี้ไปที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะกล่าวว่า ประธานบอร์ด ปตท.อยู่นี่ ขณะนี้กำลังดูตัวเลขอยู่ พยายามเจรจาลดราคาอยู่ แต่ก็ต้องให้ทางโรงกลั่นน้ำมันอยู่ได้ด้วย ไม่ใช่ไปบีบบังคับ จนรู้สึกว่าหากขายแบบนี้แล้วไม่คุ้มค่าการกลั่น เกิดเขาหยุดกลั่นน้ำมันขึ้นมา ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีเพิ่มขึ้นไปอีก ขณะนี้ที่ได้รับรายงานมา ก็มั่นใจว่าปริมาณน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์จะเพียงพอ 

เมื่อถามว่าลงพื้นที่วันนี้ก็มีคนมาร้องเรียนเรื่องของราคาน้ำมันให้ช่วยเหลือ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องอธิบายให้ทุกคนได้ฟัง ส่วนใหญ่จะบ่นเรื่องน้ำมันแพง แต่จริงๆแล้วราคาตรงนี้ กองทุนน้ำมันยังอุ้มอยู่ลิตรละประมาณ 17 บาท  แต่อุ้มตรงนี้ ไปตลอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องหาช่องทางอื่นในการลดภาระให้กับประชาชน ซึ่งการเจรจาค่าการกลั่นก็เป็นอีกทางหนึ่ง แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะขอความร่วมมือจากประชาชน ค่าน้ำมันไทยไม่ได้เป็นคนกำหนดและไทยไม่มีทรัพยากรประเภทนี้ อยู่ในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้า 100% ดังนั้นช่วงไหนที่มีวิกฤตการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ก็จะต้องใช้น้ำมันให้ประหยัดมากขึ้น 

“ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่จากที่เคยใช้รถคนละคัน ก็อาจจะต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน บ้านไหนที่มีรถไฟฟ้า อาจจะต้องนำรถไฟฟ้าออกมาใช้มากขึ้น ส่วนการไปเติมน้ำมันก็ให้ไปเติมแบบในภาวะปกติ ไม่ต้องขนแกลลอน​ไปตุนเอาไว้ เพราะจะทำให้เกิดการขาดน้ำมันในระบบ” นายอนุทินกล่าว 

เมื่อถามว่าการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีเรื่องวิกฤตพลังงานอยู่ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มี โดยจะเป็นการพูดถึงการปรับโครงสร้างพลังงาน ในช่วงที่โลกมีวิกฤตการณ์ ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ส่งออกน้ำมัน รวมถึงการเตรียมพร้อมสภาวะ​ข​าดแคลนน้ำมัน และสภาวะความผันผวนของราคาน้ำมัน 

เมื่อถามว่า มีการรายงานความคืบหน้ากรณีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรแล้วหรือไม่ นายอนุทิน​ กล่าว​ว่า​ ขณะนี้ทุกหน่วยงานดำเนินการขยายผล และพร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่ค้ากำไรเกินควร รวมไปถึงผู้ที่กักตุนน้ำมัน เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ได้ตรวจสอบพบ ถือเป็นการที่ทำให้เราควบคุมปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น เพราะต้องการให้น้ำมันจากโรงกลั่น ทุกลิตรไปถึงมือพี่น้องประชาชน และสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ไม่ใช่นำไปกักตุนเอาไว้เพื่อเก็งกำไร แบบนั้นทำไม่ได้ ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สามารถลงไปสืบได้ในเชิงลึก 

“ที่ผมเงียบมาตลอด เพราะต้องการทราบข้อมูลการกระทำผิดไม่ให้ข่าวรั่วออกไป เราทราบแม้กระทั่งว่าเรือลำไหนไปลอยลำ อยู่กลางทะเล ใช้เวลามากเกินควร ที่จะเดินทางจากจุดรับน้ำมันมาจุดส่งน้ำมันได้ แสดงว่าเป็นการถ่วงเวลา เพราะค่าน้ำมันช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ขึ้นทุกวัน เขาจึงใช้วิธีการถ่วงเวลา ซึ่งเราใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็สามารถติดตามเส้นทางของคนเหล่านี้ได้หมด เชื่อว่าจากนี้ไป การควบคุมปริมาณน้ำมัน จะไม่มีการรั่วไหลออกไป ทั้งลอยลำอยู่กลางทะเล ทั้งถ่ายทอดออกไปนอกประเทศ ผ่านทางช่องทางธรรมชาติต่างๆ” นายอนุทินระบุ 

เมื่อถามว่า ครม.นัดพิเศษ วันที่ 6 เมษายน​ จะมีการนำเรื่องน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมครมด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีบ้างประเด็น เช่น การจัดตั้ง ศบก.ใหม่แทนชุดเดิมกำลังจะสิ้นสุดไปพร้อม ครม.เดิม ที่จากนี้ไปจะเน้นเรื่องของการควบคุมราคาน้ำมัน รวมถึงการหามาตรการอื่นๆในการช่วยเหลือประชาชน ขณะนี้นายเอกนิติ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การคลัง ได้เสนอเป็นโมเดลคร่าวๆแล้ว ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทาง ที่จะช่วยลดภาระประชาชน ในส่วนของค่าครองชีพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างที่บอกราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับตลาดโลก จะอุ้มตลอด โดยใช้กองทุนน้ำมันไม่ได้ จึงต้องนำมาตรการอื่นๆมาช่วยเหลือประชาชนด้วย 

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

สิงคโปร์ไฟเขียวไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก” เป็นประเทศแรกของโลก หลังระงับยาวนานกว่า 28 ปี คาดสร้างมูลค่าเพิ่มปี 69 ทะลุ 150 ล้านบาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency: SFA) อนุมัติให้ประเทศไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกผ่านความร้อน” ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยอาหารไทย (Thai Food Safety) ในเวทีโลก เป็นประเทศแรกที่เปิดตลาดสิงคโปร์ได้สำเร็จหลังวิกฤตนิปาห์ไวรัสปี 2541

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) ได้มีหนังสือแจ้งอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการดำเนินงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร (GHPs) และระบบควบคุมโรคระบาดที่เข้มแข็งจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ความสำเร็จในครั้งนี้มีจุดเริ่มจากการตรวจประเมินอย่างเข้มข้นโดยคณะผู้แทน SFA ได้เดินทางมาตรวจประเมินโรงฆ่าสุกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568  ซึ่งผลการประเมินยืนยันชัดเจนว่า ระบบการผลิต กระบวนการจัดเก็บ และการแปรรูปเลือดสุกรของไทยมีสุขอนามัยและความปลอดภัยในระดับสูง (Premium Quality & Safety) สอดคล้องกับมาตรฐานที่เข้มงวดของสิงคโปร์ทุกประการ จึงอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

อย่างไรก็ตามการเปิดตลาดครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูและขยายโอกาสทางการค้า โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สุกรของไทยในปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งประเทศสิงคโปร์  เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกให้การรับรองไทย เป็นการส่งสัญญาณบวกไปยังตลาดประเทศอื่นๆ ทั่วโลก กรมปศุสัตว์พร้อมเดินหน้าผนึกกำลังกับภาคเอกชนในการรักษามาตรฐาน และขยายตลาดสินค้าปศุสัตว์ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! ‘บ้านจำปูน’ น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง

จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! ‘บ้านจำปูน’ น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง

จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! ‘บ้านจำปูน’ น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.36 น.

‘บ้านจำปูน’ จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง ปั้นรายได้อ้อยคั้นน้ำพุ่งแตะ 7.5 หมื่นต่อไร่

บ้านจำปูน ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา เผยความสำเร็จครั้งใหญ่หลังเผชิญปัญหาเรื้อรังทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมานาน จากข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรน้ำและพืชเชิงเดี่ยวที่ราคาไม่แน่นอน นำมาสู่ความขัดแย้งในชุมชนและปัญหายาเสพติด แต่ปัจจุบันสามารถพลิกโฉมเป็นหมู่บ้านพึ่งตนเองได้อย่างสง่างาม

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ โดยสถาบันปิดทองหลังพระฯ เริ่มจากการคัดเลือกเยาวชน 6 คน ไปศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบดอยตุงและภูพาน เพื่อนำองค์ความรู้กลับมาปลุกพลังคนในชุมชนให้กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ

โดยปัญหาที่หนักที่สุดคือ ‘น้ำ’ เจ้าหน้าที่และชาวบ้านร่วมกันดำเนินโครงการแบบเห็นผลเร็ว (Quick Win) ขุดเจาะน้ำบาดาลและวางระบบกระจายน้ำเข้าแปลงเกษตร 22.5 ไร่ เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน พร้อมประสานกรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าวอีกกว่า 250 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มขึ้นจาก 220 กก./ไร่ เป็นสูงสุดถึง 380 กก./ไร่

ทั้งนี้ ปัญหาการเลี้ยงวัวปล่อยทุ่งที่เคยสร้างความบาดหมาง ถูกแก้ไขด้วยการทำประชาคมออกกฎระเบียบ เปลี่ยนมาเป็นการ ‘เลี้ยงแบบขังคอก’ หรือโคขุน ซึ่งนอกจากจะลดความขัดแย้งแล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสะสมรวมกว่า 1 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2568

นอกจากนี้ ชุมชนยังได้เปลี่ยนวิกฤตน้ำท่วมซ้ำซากให้เป็นโอกาส ด้วยการปลูกอ้อยคั้นน้ำแทนการทำนา ซึ่งสร้างรายได้เฉลี่ยสูงถึง 75,544 บาทต่อไร่ พร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปเป็นน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์และการทำถ่านไบโอชาจากของเหลือทิ้ง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างมหาศาล

ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านจำปูนดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากอัตราการเจ็บป่วยลดลงจากร้อยละ 38.66 เหลือเพียงร้อยละ 15.41 , จำนวนผู้เสพลดลงจากร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 5 และไม่มีผู้ค้าในพื้นที่อีกเลย , ปัญหาความขัดแย้งลดลง เกิดการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็ง และมีศูนย์เรียนรู้ครบวงจร

โดย นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันปิดทองหลังพระฯ ระบุว่า บ้านจำปูนคือบทพิสูจน์ว่าเมื่อประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ร่วมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ชุมชนจะสามารถออกแบบและจัดการปัญหาของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายต่อไปคือการสร้างผู้นำรุ่นใหม่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ดิน-น้ำ-ป่า สู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ สนองพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ เพื่อความกินดีอยู่ดีของราษฎรอย่างมั่นคง ////////-026

>>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด <<<<

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดวงจันทร์เต็มดวงของเดือนเมษายน หรือที่เรียกว่า ดวงจันทร์สีชมพู (Pink Moon) สว่างเต็มพิกัดในคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือตรงกับเช้าวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ตามเวลามาตรฐานสากล สามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่ขอบฟ้าทิศตะวันออก ในช่วงเวลาที่ดวงจันทร์กำลังขึ้นทันทีหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งดวงจันทร์มักจะดูมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษจากปรากฏการณ์ภาพลวงตา และอาจเห็นเป็นสีเหลืองทองหรือสีส้มสวยงาม

Pink Moon ไม่ได้หมายความว่าดวงจันทร์จะเป็นสีชมพู แต่มีที่มาจากดอกไม้ป่าชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Phlox subulata หรือ moss pink/creeping phlox ซึ่งมักจะเริ่มผลิบานเป็นสีชมพูสะพรั่งในช่วงเวลานี้ของปีในแถบอเมริกาเหนือ

ตามประเพณีของชนเผ่าพื้นเมืองและในยุโรป ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น ดวงจันทร์น้ำแข็งละลาย (Breaking Ice Moon), ดวงจันทร์ไข่ (Egg Moon), และ ดวงจันทร์ปัสกา (Paschal Moon) ซึ่งเป็นดวงจันทร์เต็มดวงแรกหลังวันวสันตวิษุวัต (Spring Equinox) และใช้เป็นตัวกำหนดวันอีสเตอร์ในปีนั้นๆ

ปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงในเดือนเมษายน ยังเกิดขึ้นใกล้เคียงกับกำหนดการปล่อยภารกิจ Artemis II ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ซึ่งเป็นภารกิจส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีอีกด้วย

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (จบ)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (จบ)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (จบ)

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยึดหลักความเป็นจริง

โครงการรณรงค์ล่าสุดว่าด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารงานที่ดีของภาครัฐ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติงานที่จะต้องยึดโยงกับความเป็นจริง และเคารพต่อกฎเกณฑ์ทางภาวะวิสัย ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การที่บางท้องถิ่นหลับหูหลับตาลอกเลียนแบบความสำเร็จของพื้นที่อื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมากจนเกินไป รวมถึงการขาดกระบวนการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงและผ่านการไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ

ในการประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลาง (Central Economic Work Conference) เมื่อปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ได้วิพากษ์วิจารณ์บางพื้นที่ท้องถิ่นที่วิ่งตามกระแสอย่างมืดบอด โดยไม่คำนึงถึงบริบทของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแห่แหนกันไปพัฒนาอุตสาหกรรมชิป หรือความเร่งรีบที่จะทำตามกระแสโครงการอุตสาหกรรม “3 ใหม่” (New trio) อันได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียม และแผงโซลาร์เซลล์

สี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำในหลายโอกาส ถึงความสำคัญของการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแนวทางการบริหารงานของเขาเช่นกัน เขามักเปรียบเปรยการกำหนดนโยบายว่าเหมือนกับการหา “กุญแจที่ไขได้ตรงกับแม่กุญแจแต่ละตัว” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธการใช้มาตรการแบบเหมารวม และให้ความสำคัญกับการปรับนโยบายให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน

ไม่ว่าจะเป็นการหารือด้านการพัฒนาเมืองหรือนโยบายพลังงาน สี จิ้นผิง มักจะกล่าวเตือนให้ระวังแนวคิดที่เลื่อนลอยไปจากความเป็นจริงเสมอ ภายใต้การนำของสี จีนได้สร้างความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายอันท้าทายในการผลักดันให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2060

อย่างไรก็ตาม คำมั่นสัญญาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไล่สั่งปิดโครงการพลังงานแบบดั้งเดิม เช่น ถ่านหิน อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ในปี 2024 ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเทศบาลนครฉงชิ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่า แม้จะต้องเดินหน้าการพัฒนาสีเขียวต่อไป แต่การสร้างหลักประกันว่าจะมีพลังงานป้อนสู่ระบบอย่างมีเสถียรภาพก็สำคัญมากเช่นกัน โดยกล่าวเปรียบเปรยว่า “ต้องกินให้ท้องอิ่มก่อน แล้วจึงค่อยกินให้ดี” เพื่อเตือนสติไม่ให้ยึดติดกับแนวทางที่อุดมคติจนเกินไป

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังได้กล่าวเตือนถึงทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการสร้างผลงาน ซึ่งนำไปสู่การปั้น “ตัวเลขสถิติที่สูงเกินจริง” การเปิดตัวโครงการเอาหน้า หรือการสร้าง “จีดีพีที่ขับเคลื่อนด้วยใบเสร็จ” (Invoice-driven GDP) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หน่วยงานท้องถิ่นใช้มาตรการคืนภาษี เพื่อดึงดูดบริษัทที่ตั้งขึ้นมาบังหน้าให้เข้ามาสร้างภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบปลอมๆ ปัจจุบัน พฤติกรรมดังกล่าวได้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขและปรับปรุงในปี 2026

เซวีย จี้ผิง ประธานบริษัทผู้ผลิตใยแก้วนำแสงแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า การปราบปรามพฤติกรรมมิชอบดังกล่าว ได้ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริงให้กับองค์กรธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในการขยายการลงทุนของภาคธุรกิจ

การต่อสู้กับการบิดเบือนข้อมูลสะท้อนให้เห็นถึงการยืนหยัดในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยาวนานของ สี จิ้นผิง หลังจากมณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนรายงานตัวเลขการเติบโตที่ติดลบในปี 2017 สืบเนื่องจากการปราบปรามการตกแต่งข้อมูลทางเศรษฐกิจ สีจิ้นผิงได้กล่าวยืนยันถึงคุณค่าของความซื่อตรงนี้ สีกล่าวว่าแม้ตัวเลขที่แท้จริงอาจดูไม่น่าประทับใจนัก แต่ก็เป็นตัวเลขที่ “ดูดีอย่างแท้จริง” เพราะมันเป็นของจริง พร้อมให้คำมั่นว่าหน่วยงานส่วนกลางจะให้การสนับสนุนอย่างแน่วแน่ แก่ผู้ที่เปิดเผยสภาพความเป็นจริง มิใช่ส่งเสริมการเติบโตจอมปลอม

วันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติของจีนได้อนุมัติเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ร้อยละ 4.5-5 สำหรับปี 2026 ในขณะเดียวกันก็ให้คำมั่นว่าจะ “มุ่งพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในทางปฏิบัติ”

ความมุ่งเน้นปฏิบัติ (Pragmatism) ในลักษณะเดียวกันนี้ ยังสะท้อนให้เห็นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนในวันเดียวกัน แผนดังกล่าวระบุว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จะถูกรักษาให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยจะมีการกำหนดเป้าหมายรายปีตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ เป้าหมายอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทนี้ยังแสดงถึงแนวทางการทำงานที่ติดดินและยึดโยงกับความเป็นจริงด้วยเช่นกัน

อวี๋เส้าเสียง นักวิจัยจากสถาบันการสร้างความทันสมัยแห่งชาติของจีน (National Academy of Chinese Modernization) ภายใต้สถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน กล่าวว่า การจัดการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมที่ชัดเจน ว่าการพัฒนาไม่อาจพึ่งพาเพียงการสร้างภาพลักษณ์หรูหราน่าประทับใจ เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องถกแขนเสื้อแล้วลงมือทำงาน และมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริง

สี จิ้นผิง กล่าวว่า ในขณะที่จีนก้าวเข้าสู่ช่วงแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 เราจะต้องขจัดปัญหาหมักหมมและชำระล้างบรรยากาศให้บริสุทธิ์ พร้อมกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐนำแนวทางที่มุ่งแสวงหาความจริงและเน้นการปฏิบัติ มาใช้ในการจัดทำแผนงานทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยแผนงานทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง มุ่งแสวงหาการเติบโตที่แข็งแกร่งโดยปราศจากตัวเลขที่ถูกทำให้สูงเกินจริง และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีคุณภาพสูง ผู้ที่กระทำการด้วยความวู่วาม เร่งเพิ่มเป้าหมายให้สูงขึ้นเป็นทอดๆ ในแต่ละระดับ หรือเปิดตัวโครงการพร่ำเพรื่อ จะต้องถูกสอบสวนและเอาผิด

วิสัยทัศน์ระยะยาว

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการรับใช้ประชาชน สี จิ้นผิง ย้ำเสมอว่าการรับใช้ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติ แทนที่จะมุ่งแสวงหาชื่อเสียงส่วนตนหรือหวังคำยกย่องแบบฉาบฉวย คือสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจเฉพาะตัวต่อการบริหารประเทศ นั่นคือการมองว่าการพัฒนาประเทศไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้นที่จบภายในวาระการดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว สีจิ้นผิงได้เตือนถึงความเย้ายวนใจในการไล่ล่าชัยชนะที่รวดเร็วหรือ “ผลลัพธ์ที่เห็นทันตา” ผ่านโครงการระยะสั้นที่มุ่งสร้างภาพลักษณ์ความยิ่งใหญ่ โดยเปรียบเปรยพฤติกรรมเช่นนี้ว่าไม่ต่างอะไรกับการผลาญทรัพยากรจนหมดสิ้นเพียงเพื่อแลกกับผลประโยชน์เพียงชั่วครู่ชั่วยาม

คงมีเพียงไม่กี่แวดวงที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของกระบวนทัศน์ระยะยาวได้ชัดเจนไปกว่าภาคส่วนด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลสัมฤทธิ์มักต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานหลายปี หรืออาจถึงหลายสิบปี จึงจะผลิดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน

ขณะดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยนช่วงปี 1999-2000 สี จิ้นผิง ตัดสินใจสั่งระงับโครงการเหมืองแร่ในเมืองซานหมิง หลังจากมีการค้นพบซากฟอสซิลและโบราณวัตถุในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ยุคแรกในภูมิภาค ต่อมาพื้นที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคจีนตอนใต้

วิถีปฏิบัติเช่นนี้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งในหลายปีต่อมา ขณะที่ สี จิ้นผิง ปฏิบัติหน้าที่ในมณฑลเจ้อเจียงซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้นำสีไปชมเขตอุตสาหกรรมที่พวกเขาตั้งใจนำเสนออย่างภาคภูมิใจ ทว่าเมื่อสีรับทราบว่าโรงงานหลายแห่งในพื้นที่นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงอุตสาหกรรมล้าสมัยที่ย้ายฐานการผลิตมาจากภูมิภาคใกล้เคียงที่พัฒนาแล้ว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที เขาตั้งคำถามว่า “ที่นี่มีอะไรน่าดูหรือ จงดึงเอาจุดแข็งของพวกคุณออกมาใช้ พร้อมกับปกป้องขุนเขาเขียวขจีและสายน้ำที่ใสสะอาดของที่นี่ไว้ สิ่งนี้ต่างหากที่ควรจะเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดในการบริหารงานของพวกคุณ” สารที่สื่อออกมานั้นชัดเจนอย่างยิ่ง นั่นคือการไล่ล่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบฉาบฉวย โดยต้องแลกมาด้วยความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาวนั้น ไม่นับว่าเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิแต่อย่างใด

ราวหนึ่งทศวรรษให้หลัง ตรรกะความคิดเดียวกันนี้ ซึ่งก็คือการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางนิเวศวิทยาในระยะยาวมากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้กลายเป็นทิศทางในการกำหนดนโยบายของสีจิ้นผิงที่มีต่อแม่น้ำแยงซี แม่น้ำสายยาวที่สุดและเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน

ในปี 2016 ระหว่างการประชุมระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาแถบเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซี สี จิ้นผิง ได้กล่าวเปิดการประชุมด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาต่อบรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า “วันนี้พวกคุณอาจจะต้องผิดหวัง เพราะเราจะไม่ได้หารือกันเรื่องการพัฒนา แต่เป็นเรื่องของการอนุรักษ์” สีประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะต้องถูกจัดให้อยู่ในวาระสำคัญสูงสุด พร้อมย้ำถึงการประเมินผลการพัฒนาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงวัดจากความรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและผลประโยชน์ในระยะยาวควบคู่ไปด้วย

นัยสำคัญของการย้ำถึงคุณค่าของการรักษาสิ่งแวดล้อมในครั้งนั้น ขยายขอบเขตไปไกลกว่าแค่ลุ่มแม่น้ำแยงซี โดยเป็นการตอกย้ำว่าวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ การวางแผนอย่างรัดกุมรอบคอบ และการลงมือปฏิบัติ ควรเป็นคุณลักษณะเด่นที่กำหนดทิศทางของโมเดลการพัฒนาประเทศของจีน

โครงการรณรงค์เพื่อการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับทัศนคติในการบริหารงานของภาครัฐ ได้เปิดตัวขึ้นก่อนหน้าการประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งเป็นแผนฉบับรองสุดท้ายในการบรรลุเป้าหมายของจีน ในการเป็นประเทศที่ทันสมัยโดยพื้นฐาน ภายในปี 2035 นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 แผนพัฒนาฯ เหล่านี้ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องเคาะจังหวะและเครื่องนำทางให้กับการพัฒนาของจีน นำพาประเทศจีนข้ามผ่านยุคแห่งความขาดแคลน สู่การเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

“การกำหนดแผนงานตามหลักวิทยาศาสตร์และการนำแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปีไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นประสบการณ์ด้านการบริหารที่สำคัญของพรรค และเป็นความได้เปรียบทางการเมืองที่สำคัญของระบอบสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีน” คำกล่าวของสีจิ้นผิง ผู้นำที่อยู่เบื้องหลังพันธกิจอันยิ่งใหญ่ในการร่างแผนพัฒนาฯ สามฉบับล่าสุดของจีน

ระบบการวางแผนเช่นนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล โดยโหวหย่งจื้อ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการพัฒนา (Development Research Center) ของคณะรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าโครงการสำคัญ 109 โครงการที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 นั้น ครอบคลุมหลายมิติสำคัญในการสร้างความทันสมัยของจีน โดยมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะอุตสาหกรรมใหม่และภาคส่วนที่กำลังขยายตัวเป็นส่วนใหญ่

โหวตั้งข้อสังเกตว่าโครงการเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคต ซึ่งจะให้การสนับสนุนที่แข็งแกร่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

อเล็กซานเดอร์ เดวีย์ นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยเมอร์เคเตอร์เพื่อจีนศึกษา (Mercator Institute for China Studies) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแดร์ ชปีเกล ของเยอรมนีว่า แผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปีของจีนทำหน้าที่เป็นเสมือนเข็มทิศสำหรับบุคลากรระดับแกนนำของพรรคและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเป็นดังสัญญาณที่บ่งบอกว่าพวกเขาควรปฏิบัติงานอย่างไร และต้องบรรลุเป้าหมายใดบ้าง

การให้ความสำคัญกับการวางแผนระยะยาว ยังช่วยอธิบายว่าเหตุใดสีจิ้นผิงจึงได้เรียกร้องอยู่หลายครั้งให้เจ้าหน้าที่รัฐเห็นคุณค่าของผลงานที่ไม่เพียงมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ยังรวมถึงงานที่อาจมองไม่เห็นเด่นชัด แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในอนาคตด้วย

>>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง – คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1) <<<<

ขอบคุณข้อมูล จากสำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิสิตพร้อมหน้า สัญญาประคอง ความดีทุกอย่างต่างปอง ผยองพระเกียรติเกริกไกร

ขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง นิสิตประสงค์เป็นธงชัย ถาวรยศอยู่คู่ไทย เชิดชัย ชโย 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้มีอายุครบ 109 ปี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 26 มีนาคม สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ โดยใช้ชื่อ One Night Only คืนเหย้า 109 ปี CU ไม่รู้จบ จัดงาน ณ สนานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล

แน่นอนว่า งานในปีนี้เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน และอวลอบไปด้วยความสัมพันธ์สายใยของน้องพี่สีชมพู แล้วก็เป็นไปตามแบบฉบับของชาวจุฬาฯ คือ นอกจากสนุกสนานแล้ว ยังพร้อมพรั่งบริบูรณ์ไปด้วยอาหารการกินที่เพรียบพร้อม โดยสรรหาร้านอาหารและร้านขนมอร่อย ๆ มาจากทั่วทุกสารทิศ แล้วก็ต้องไม่ลืมการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือชุมชน และช่วยเหลือนิสิตปัจจุบันที่ขัดสนทุนทรัพย์ แล้วที่สำคัญก็คือ ในงานยังเน้นการคัดแยกขยะเป็นหมวดหมู่ เพื่อไม่สร้างมลภาวะให้กับโลกของเราทุกคน

สำหรับภาคบันเทิงของงานก็เปี่ยมล้นไปด้วยกิจกรรมที่สร้างรอยยิ้ม ความประทับใจ และหวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ เมื่อวันวานในรั้วจุฬาฯ ใต้ร่มเงาจามจุรี โดยปีนี้มีวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาฯ เป็นตัวหลักในการบรรเลงดนตรี แล้วก็มีรุ่นพี่ตั้งแต่รุ่น พ.ศ. 2500 กว่า ๆ จนถึงนิสิตรุ่นปัจจุบัน ร่วมกันขับขานบทเพลงต่าง ๆ ทั้งเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพลงต่าง ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงบทเพลงอื่น ๆ โดยมีนักร้องกิตติมศักดิ์มากมาย อาทิ คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน (รัฐศาสตร์) หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์ (รัฐศาสตร์) จันทนี อุนากูล (อักษรฯ) จิตติมา เจือใจ (บัญชี) ดลชัย บุญยรัตเวช (สถาปัตย์) ลูกหว้า พิจิกา (นิเทศ) ปุ้ย ดวงพร (ครุ) และกิตตินันท์ ชินสำราญ (ศิลปกรรม) เป็นต้น 

ส่วนนักแสดงประกอบเพลงก็มีมากมายเหลือคณานับ ต้องบอกตรง ๆ ว่าเอ่ยชื่อไม่หมดไม่สิ้น เพราะมีมากมายจริง ๆ แต่ที่ต้องยอมใจเลยก็คือ พี่ ๆ ที่ไปทำหน้าที่นักแสดงประกอบเพลงนั้น บางรายอายุ 70 กว่าปีแล้ว แต่สปิริตของความเป็นชาวจุฬาฯ ยังล้นเหลือ เพราะต้องไปซ่อมเต้น ซ้อมรำเป็นเวลานานนับสัปดาห์ แต่ทุกคนก็บอกว่ายินดีและเต็มใจไปร่วมงาน แม้จะไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อเอ่ยนามชัด ๆ ก็ตามที แต่ตั้งใจทำเพราะรำลึกถึงพระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ และด้วยความคิดถือเพื่อน ๆ สมัยเป็นนิสิตเมื่อวันวานนานโพ้น 

ส่วนนิสิตเก่าที่ไปร่วมงานก็มีมากมายเกินกว่าจะกล่าวขานชื่อเสียงได้ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่เท่าที่ได้พบได้เห็นก็มีดังนี้ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล (รัฐศาสตร์) จุฑาพร เริงรณอาษา (รัฐศาสตร์) สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (สถาปัตย์) อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ (รัฐศาสตร์) สุรเกียรติ เสถียรไทย (นิติ) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รัฐศาสตร์) เกียรติคุณ ชาติประเสริฐ (รัฐศาสตร์) ภาวิไล บุราราส (อักษร) รวมถึงนักการเมืองปัจจุบัน และอดีตนักการเมือง และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกมากมาย จนไม่สามารถเอ่ยชื่อได้หมดทุกคน 

แล้วงานนี้ก็จบลงในเวลาประมาณ 4 ทุ่มกว่า ซึ่งถือว่าดึกดื่นพอประมาณ แต่ก็ยังคงมีนิสิตเก่าคงอยู่ให้กำลังใจกันและกันอยู่บ้าง ถึงแม้จะบางตามากจนมีการแซวกันว่า เล่นกันเอง ดูกันเอง ก็ยังต้องนับถือในน้ำใจของผู้ที่อยู่จนงานจบ ปิดงาน แล้วก็มีเสียงร่ำลากันและกัน โดยบอกว่า ปีหน้ามาพบกันอีกนะเธอ อย่าเพิ่งล้มหายตายจากไปเสียก่อนนะ ปีหน้าจะรอพบในงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 110 ปี ณ ที่แห่งนี้

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

Photo of the week : เรือตกเป็นเป้าโจมตีจากอิหร่าน

Photo of the week : เรือตกเป็นเป้าโจมตีจากอิหร่าน

Photo of the week : เรือตกเป็นเป้าโจมตีจากอิหร่าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์ แสดงเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันโดยอิหร่านในช่วงความขัดแย้งทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอลตลอด 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลกในช่องแคบฮอร์มุซ มีเรือหลายลำตกเป็นเป้าโจมตี รวมถึงเรือ มยุรี นารี เรือเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติ ที่ถูกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) โจมตี เนื่องจากเพิกเฉยต่อคำเตือนห้ามล่องผ่านช่องแคบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สี่สหายนักดนตรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สี่สหายนักดนตรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สี่สหายนักดนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศเยอรมัน มีสัตว์สี่ตัวที่เป็นเพื่อนรักกัน คือ พี่ลาตัวใหญ่ หมาจมูกไว แมวเหมียว และเจ้าไก่โต้ง สัตว์ทั้งสี่นี้ไม่ใช่สัตว์ที่หนุ่มสาวและแข็งแรงเท่านั้น แต่มีสิ่งที่วิเศษยิ่งกว่าพละกำลัง นั่นคือ “หัวใจที่รู้จักพลอยยินดีกับเพื่อน  เมื่อเพื่อนได้ดี  “

               วันหนึ่ง สี่สหาย ไม่มีงานทำ จึงตัดสินใจ พากันเดินทางไปที่เมืองบรีเมนซึ่งเป็นเมืองท่าเรือที่เจริญรุ่งเรือง เพื่อจะไปทำงานเป็นนักดนตรี ระหว่างทางที่เหนื่อยล้า พวกเขาไม่ได้บ่นหรืออิจฉากันเลย

เมื่อ พี่ลา เห็น หมา เห่าได้เสียงดัง พี่ลาก็ชมว่า “โอ้โห! เสียงของเจ้ายอดเยี่ยมที่สุดเลย ถ้าไปถึงเมืองบรีเมน ทุกคนต้องชอบเสียงของเจ้าแน่ๆ”
เมื่อ เจ้าไก่ บินขึ้นไปบนกิ่งไม้สูงเพื่อมองทาง เพื่อนๆ ข้างล่างก็ตะโกนบอกว่า “ขอบใจนะเจ้าไก่ เจ้าเก่งมากที่มองเห็นได้ไกลขนาดนี้”

              รู้ไหมว่า การที่สัตว์ทั้งสี่ชมเชยและยินดีในความเก่งของเพื่อนแบบนี้ ภาษาบาลีทางพระ เรียกว่า “ปัตตานุโมทนามัย” คือการร่วมยินดีในความดีของผู้อื่น หรือรวมยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นทำความดีนั่นเอง

              คืนหนึ่ง พวกเขาหิวและเหนื่อยจนมาเจอกับบ้านหลังหนึ่งที่มีโจรหัวขโมยอาศัยอยู่ สัตว์ทั้งสี่ไม่ได้แย่งกันว่าใครจะเก่งกว่าใคร แต่ใช้วิธี “ช่วยกันส่งเสริม”

              พี่ลายอมเป็นฐานให้หมาขี่หลัง หมายอมให้แมวปีนขึ้นไป และเจ้าไก่ก็บินขึ้นไปเกาะบนหลังแมว

              พวกเขาร้องประสานเสียงเพลง (ที่อาจจะฟังดูแปลกๆ สักหน่อย!)

                                    ลาร้องเสียง ฮีฮอ….ฮีฮอ….ฮีฮอ

                                    หมาเห่า โฮ่ง… โฮ่ง

                                    ไก่ร้อง ….เอ้กอี๋เอกเอ้ก

                                    แมวร้อง…….เมี้ยว  เมี้ยว

               พวกโจรตกใจ เสียงดนตรีประหลาด จึงพากันวิ่งหนีไปหมดเลย สัตว์ทั้งสี่ต่างกระโดดโลดเต้นและกอดกันด้วยความดีใจ พวกเขาไม่ได้ดีใจแค่ที่ตัวเองรอดชีวิต แต่ “ดีใจที่เห็นเพื่อนๆ ทุกตัวมีความสุขและปลอดภัย”

               ในที่สุด สี่สหายก็ได้อยู่อาศัยในบ้านที่อบอุ่นด้วยกันอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้ไปถึงเมืองบรีเมนตามที่วางแผนไว้ แต่พวกเขาก็มีความสุขที่สุด เพราะในบ้านหลังนั้นไม่มีความอิจฉาริษยา มีแต่คำว่า “ดีใจด้วยนะ” และ “เจ้าทำเก่งมาก”

               จำไว้นะว่า  เวลาที่เห็นเพื่อนเรียนเก่ง เห็นเพื่อนวาดรูปสวย หรือเห็นเพื่อนได้รับคำชมเชย ให้เรายิ้มกว้างๆ แล้วบอกเพื่อนว่า “ดีใจด้วยนะ” จากใจจริง ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในใจเรานั่นแหละคือ ผลบุญความดีจากการพลอยยินดี ซึ่งจะทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเลย

               เรียบเรียงจากนิทานเยอรมัน The Town Musician of Bremen  Die Bremer Stadtmusikanten” (ดี เบรเมอร์ สตัดท์-มูสิกันเท็น) ที่กริมม์รวบรวมจากเรื่องเล่าพื้นบ้านโบราณ

อาทร  จันทวิมล

Health News : โรคปากและเท้าเปื่อยระบาดในวัวที่จีน

Health News : โรคปากและเท้าเปื่อยระบาดในวัวที่จีน

Health News : โรคปากและเท้าเปื่อยระบาดในวัวที่จีน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรของจีนรายงานการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot-and-mouth disease – FMD) ในฝูงวัวในมณฑลกานซูและเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศในสัปดาห์นี้ พบวัวติดเชื้อทั้งหมด 219 ตัว จากจำนวนวัวทั้งหมด 6,229 ตัวในสองฝูงที่เกิดการระบาด

กระทรวงเกษตรของจีนยืนยันว่า เป็นการระบาดของซีโรไทป์ SAT1 (Serotype SAT1) ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นครั้งแรกที่พบสายพันธุ์นี้ในประเทศจีน รัฐบาลท้องถิ่นในเขตปกครองตนเองซินเจียงและมณฑลกานซู ได้ดำเนินการทำลายวัวที่ติดเชื้อ และฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่ที่เกิดการระบาดทันทีเพื่อควบคุมโรค อย่างไรก็ดี วัคซีนที่ใช้ในประเทศปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันข้ามสายพันธุ์ (no cross-protection) ต่อเชื้อสายพันธุ์ SAT1 นี้

สำหรับโรคปากและเท้าเปื่อยเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์กีบคู่ เช่น วัว หมู แกะ และแพะ แม้จะไม่ติดต่อสู่คนโดยตรง แต่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับ ‘ศาสตร์พระราชา’ สู่การเรียนรู้ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทยทุกช่วงวัย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับ ‘ศาสตร์พระราชา’ สู่การเรียนรู้ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทยทุกช่วงวัย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับ ‘ศาสตร์พระราชา’ สู่การเรียนรู้ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนไทยทุกช่วงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี เพื่อร่วมกันพัฒนาและเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร องค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง และงานวิชาการ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่ “แหล่งเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจเชิงดิจิทัล” ที่ทันสมัย โดยจะพัฒนา สื่อดิจิทัล นวัตกรรมการเรียนรู้ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง

โดยมุ่งให้การเรียนรู้ดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการรับรู้ข้อมูล แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน สร้างทักษะและแนวคิดในการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในพิธี

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาพิพิธภัณฑ์สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจเชิงดิจิทัลที่ทันสมัย ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ให้เกิดการเรียนรู้ด้านการเกษตร ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เพื่อยกระดับแหล่งเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ สู่รูปแบบที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง ทุกช่วงวัย

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิลาวัลย์ อินทร์ชำนาญ คณบดีวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซต์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา และบุคลากรให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยความร่วมมือในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมการเรียนรู้ของนักศึกษาเข้ากับการทำงานจริง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาสื่อดิจิทัล นวัตกรรมการเรียนรู้ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง”

หลังเสร็จพิธีลงนาม ผู้บริหารทั้งสองฝ่ายได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในอาคารและฐานการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเตรียมขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และภายใต้ความร่วมมือนี้ ครอบคลุมการพัฒนาสื่อดิจิทัล การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติสำหรับนักศึกษา

ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจความร่วมมือฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายผลการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิต พึ่งพาตนเองได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน